tukkatamii
Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หมอครับ...พักผ่อนบ้างนะ

ชื่อตอน : หมอครับ...พักผ่อนบ้างนะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2563 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หมอครับ...พักผ่อนบ้างนะ
แบบอักษร

หมอครับ...พักผ่อนบ้างนะ

 

 

เป็นเวลา40 นาทีเป๊ะๆ ที่ประตูห้องชันสูตรของผมถูกเปิดเข้ามาโดยตำรวจร่างสูงสองคนเตธวัชมันมาพร้อมหมวดเจเพื่อนรักที่ในมือหอบเอกสารมาด้วยดูก็รู้ว่าย้ายโต๊ะทำงานมาที่นี่เห็นแผนกนิติเวชเป็นอะไรห้องรับรองแผนกสืบสวนหรอแต่ละคนถึงอย่างนั้นก็เถอะแม้ว่าผมจะมองกองเอกสารที่เจธนินเอาไปวางที่เตียงเข็นที่จอดอยู่ข้างกำแพงเหมือนจะบอกกลายๆ ว่าที่นี่ไม่ใช่ออฟฟิศพวกคุณนะแล้วคิดว่ามันสองคนจะสนใจมั้ย

 

 

“ไหนหมอมีไรว่ามา” ใช่ครับพวกมันไม่สนใจสายตาจิกกัดของผมเลยสักนิดทั้งยังมีหน้าถามถึงสิ่งที่ผมโทรไปหามันก่อนเฉยเลยเข้างานออกง่ายดีเนาะห้องนี้

 

 

“มานี่สิ” ผมพยักเรียกให้ทั้งคู่มาหาผมที่ยังยืนอยู่ข้างศพของเหยื่อรายล่าสุด

 

 

“ทุกครั้งเหยื่อแต่ละรายที่เราพบมักจะเจอหลังจากการเสียชีวิตไม่กว่า48 ชั่วโมงแต่เพราะรายนี้เราเจอค่อยข้างเร็วผู้ตายเสียชีวิตได้ยังไม่ถึง24 ชั่วโมงตอนที่ศพมาถึง” สองนายตำรวจขยับมายืนข้างศพไร้ศีรษะที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงชันสูตรมือก็หยิบถุงมือยางมาสวมอย่างคุ้นเคย

 

 

“ทุกรายเรารู้อยู่แล้วว่าหัวของผู้ตายถูกตัดหลังจากการเสียชีวิตปริมาณสายกล่อมประสาทก็แตกต่างกันออกไปแต่กับรายนี้แตกต่างกันออกไป”

 

 

“ยังไง”

 

 

“พวกคุณได้อะไรจากที่เกิดเหตุบ้างล่ะ” ผมใช้วิธีถามกลับเพราะแน่ใจว่าเมื่อคืนต้องมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเจอในสถานที่ที่พบศพเจ็ดรายก่อนหน้านี้

 

 

“ร่องรอยการต่อสู้” หมวดเตมันพึมพำออกมา

 

 

“ใช่พวกคุณต้องพบมันแน่ๆ”

 

 

“หมอจะบอกอะไรพวกเรา” หมวดเจถามขึ้นมาบ้าง

 

 

“จำได้ใช่มั้ยในรายงานที่ผมส่งไปเรื่องเหยื่อหกรายแรก”

 

 

“อืม”

 

 

“สาเหตุการตายไม่เหมือนกันก็จริงแต่ทุกรายเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้นซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะสารกล่อมประสาทที่ทำให้ผู้ตายหมดสติแล้วคนรายจึงลงมือฆ่าเป็นแบบนี้หมดรวมทั้งเหยื่อรายที่เจ็ดแต่ในเหยื่อรายที่แปดแตกต่างออกไปเพราะมีร่องรอยการต่อสู้รอยช้ำต่างๆ บนตัวศพบ่งบอกว่าเขาถูกทำร้ายแต่ไม่มีจุดไหนอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตแต่จากการชันสูตรพบว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจตายร่องที่เท้าและด้านหลังขาบอกว่าผู้ตายน่าจะอยู่ในท่านั่งกับพื้นและถูกอะไรสักอย่างรัดจากท่าด้านหลังทำให้แผลจากการดิ้นรนที่ซอกเล็บมีเศษเนื้อเยื่อติดอยู่ผมส่งตรวจแล้วช่วงบ่ายผลน่าจะออก”

 

 

“ร่องรอยการต่อสู้ทั้งจากศพและในสถานที่พบศพแสดงว่าจุดที่พบศพคือจุดเกิดเหตุ”

 

 

“ประเด็นคือ...” หมวดเตพึมพำขึ้นมาทำให้ทั้งผมทั้งหมวดเจหันไปมองอย่างพร้อมจะฟัง

 

 

“ในที่พบศพไม่พบร่องรอยของเลือดถึงจะตัดศรีษะเหยือหลังการเสียชีวิตแต่คงไม่ได้ทิ้งไว้จนเลือดแข็งตัวแน่ๆ ยังไม่ต้องมีการไหลของเลือดบางส่วนออกมาจากตัวผู้ตายบ้างล่ะแต่นี้ไม่พบเลย”

 

 

“ซึ่งไม่น่าเป็นไปตายที่คนร้ายจะทิ้งศพไว้อย่างนั้นแล้วค่อยกับไปจัดการตัดหัวของศพที่หลังถูกมั้ย” หมวดเจหันมาถามผม

 

 

“อืม”

 

 

“ดังนั้นการที่คนร้ายตัดหัวผู้ตายแถมยังเก็บเลือดไปเรียบขนาดนั้นแสดงว่ามีจุดประสงค์สินะ”

 

 

“เป็นไปได้”

 

 

“คนแบบไหนจะตัดหัวคนพร้อมกับเก็บเอาเลือดคนไปด้วย”

 

 

“คนบ้าไง” ผมพูดขึ้นมาเป็นเชิงประชดแต่สองคนนั้นกลับหันมามองผมด้วยหน้าตาแบบนี้-_-

 

 

“คราวนี้มานี่” ผมพาทั้งคู่เดินไปหาร่างของเหยื่อรายที่เจ็ด

 

 

“ผลชันสูตรรอบแรกในที่พบศพบ่งบอกว่าผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วมากกว่า24 ชั่วโมงแต่ไม่ถึง48 ชั่วโมงอัตลักษณ์บนศพบางอย่างจึงยังไม่แสดงจนกระทั่งเมื่อเช้าผมเจอเจ้านี่” ผมใช้แสงแบล็คไลท์ฉายไปบนแผ่นหลังผู้ตายจึงปรากฏลายอักขระแปลกขึ้นมาลักษณะคล้ายสักยัน

 

 

“ผมยังไม่แน่ใจว่าคืออะไรทำไมถึงเพิ่งปรากฎหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า48 ชั่วโมงแต่...” ผมมองหน้าทั้งสองคนนิ่งๆ ก่อนจะพูดต่อ “ศพที่หนึ่งสองสามไม่มีแบบนี้ไม่ว่าจะบริเวณไหนของร่างกายยังตอบไม่ได้ว่าเพราะไม่มีหรือเมื่อถึงเวลาจะเลือนหายไปเองส่วนสี่ห้าและหกเจอที่ฝ่ามือหลังเท้าและที่หน้าอก”

 

 

“แปลกจริงๆ ด้วย”

 

 

“ที่พบศพนอกจากจะมีร่องรอยการต่อสู้เจออะไรอีกมั้ยครับ” ผมหันไปถามหมวดเจเพราะเป็นคนอยู่เก็บหลักฐานกับหน่วยพิสูจน์หลักฐานในขณะที่ไอ้หมวดเตมันพาศพมาส่งให้ผม

 

 

“คุณต้องคิดว่าผมบ้าแน่ๆ” หมวดเจบอกพร้อมกับส่ายหน้าไปมาแล้วเดินไปหยิบแฟ้มที่หอบมาด้วยส่วนผมก็จับเอาร่างเหยื่อให้กลับมานอนในสภาพปกติแล้วเดินตามไป

 

 

“ใกล้ๆ กับศพเราพบธูปกำใหญ่เทียนสองเล่มชุดหมากพูลและดอกไม้อีกกอง”

 

 

“ซึ่งเป็นของที่ในที่ที่พบศพอื่นๆ ไม่มี”

 

 

“ฆาตกรไม่มีเวลาพอที่จะมาย้ายศพ”

 

 

“หรือยังมาย้ายไม่ได้” หมวดเตสันนิฐานออกมาทำให้ทั้งผมและหมวดเจหันไปมองเป็นการตั้งคำถาม

 

 

“ศพไม่ได้ถูกทิ้งไว้นานก็จริงแต่ก็ไม่ได้ถูกพบทันทีฆาตกรมีเวลามากพอที่จะตัดส่วนหัวเก็บเลือดทำความสะอาดแสดงว่าการที่ฆาตกรยังไม่ได้ย้ายศพไม่น่าจะเป็นเพราะไม่มีเวลาแต่น่าจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น”

 

 

“หรือกำลังจะมาแต่ศพถูกพบเสียก่อน”

 

 

“เป็นไปได้หมอเจออะไรในศพที่แปดอีกมั้ย”

 

 

“ไม่แล้ว” พอได้ยินอย่างนั้นสีหน้าของไอ้สองหมวดก็ออกจะหงอยๆ ลง “แต่...ผมอยากไปดูที่เกิดเหตุ”

 

 

“ไปทำไม” หมวดเตมันหันมาถามสีหน้าเหมือนผมเป็นเด็กที่ขอไปเล่นซน

 

 

“ผมมีบางอย่างสงสัยอยากไปดูให้แน่ใจ”

 

 

“ได้เดี๋ยวพวกผมพาไป” เป็นหมวดเจที่รับปากขณะที่คู่หูทำหน้าเมื่อย

 

 

“หมอพักก่อนไม่ดีกว่าหรอนอนกี่ชั่วโมงกัน” เตธวัชบอกสีหน้าเหมือนเด็กโดนขัดใจไอ้นี่ก็ไม่รู้เวล่ำเวลางานนี้ยิ่งช้ายิ่งอาจจะมีคนตายเพิ่มเดี๋ยวได้โดนตบคว่ำ

 

 

“ช้าไปกลัวมีคนตายอีกปิดคดีได้เดี๋ยวนอนยาวเอง” สุดท้ายก็เป็นผมที่ต้องบอกเสียงอ่อนแกล้งทำไม่เห็นสายตาล้อเลียนจากหมวดเจที่มองมา

 

 

“สัญญาแล้วนะ”

 

 

“เอ้อ!! ไปได้ยัง”

 

 

“ก็ได้ไปกันๆ” สีหน้าไอ้หมวดเตมันดีขึ้นมานิดหน่อยแถมยังไปถอดถุงมือยางทิ้งถังขยะแล้วหันมาคว้าข้อมือผมทำท่าจะจูงออกไปข้างนอกจนผมต้องหยิบแผ่นชาร์ตที่อยู่ใกล้ๆ โบกไปที่หัวสีน้ำตาลเข้มนั้นทีนึง

 

 

“โอ้ยยย”

 

 

“ปล่อย”

 

 

“จับก็ไม่ได้” มันทำหน้างอลูบหัวตรงที่โดนโบกปรอยนัยย์เศร้า (ดูก็รู้ว่าเสแสร้ง) แต่มือยังไม่ยอมปล่อยแขนผม

 

 

“ไอ้หมวดปล่อย” จนผมต้องเปลี่ยนสรรพนามการเรียกพร้อมทั้งใช้น้ำเสียงเย็นๆ สีหน้าแบบคาดโทษนั้นแหละมันถึงยอมปล่อยแล้วสะบัดหน้าพรืดเดินออกจากห้องไปผมส่ายหน้าอย่างระอาใจทำเป็นไม่ใส่ใจเสียงหัวเราะเบาๆ จากตำรวจอีกคนที่เดินตามมาด้านหลัง

 

 

 

 

พวกเรามาถึงสถานที่เกิดเหตุตอนพระอาทิตย์ตรงหัวพอดีจุดที่พบศพเป็นโกงดังเก่าๆ สภาพพร้อมพังรอบๆ ตัวโกงดังเป็นป่ารกชัฏห่างจากถนนมาราวๆ สองสามร้อยเมตรไม่มีทางเข้าเป็นหลักลักษณะเหมือนถนนที่เคยวิ่งมาถึงจุดนี้ถูกต้นไม้ขึ้นปรกคลุมจนปิดทางไม่ถึงกับเข้ามาลำบากแต่ถ้าขับรถเข้ามาก็เตรียมเก็บสีรอบคันได้เลยใครมันมาเจอศพในที่แบบนี่วะ

 

 

“ที่แบบนี่ยังอุตส่าห์มีคนผ่านมาเจอศพเนอะ” ผมพึมพำเป็นเชิงบ่นขณะที่เดินๆ ดูรอบๆ บริเวณที่พบศพมีรอยเลือดอยู่บ้างแต่มันก็ถือว่าน้อยอยู่ดีเมื่อคิดว่าฆาตกรทำการตัดศรีษะเหยื่อตรงจุดนี้

 

 

“คนพบศพเป็นชายสามคนที่มาหาบ้านตรงคลองด้านหลังข้ามคลองนี้ไปราวๆ ไม่กินสามร้อยเมตรจะมีชุมชนขนาดกลางอยู่คลองนี้น้ำยังดีเพราะเป็นคลองที่เชื่อมกับคลองชลประทานไปยังพื้นที่เกษตรของเช้าบ้านใกล้ๆ แถวนี้” เจธนินเล่ารายละเอียดให้ผมฟังเพราะเป็นคนตรวจสอบพื้นที่รอบๆ ที่เกิดเหตุ

 

 

ผมดูรายงานการพบศพที่ได้จากพฐ. คร่าวๆ มารอบนึงแล้วเลยพอจะนึกออกว่าก่อนจะถูกเก็บกวาดทุกอย่างอยู่ในสภาพใดแต่บัดนี้นอกจากบริเวณรอบตัวศพที่ถูกกลั้นเอาไว้จุดอื่นก็โดนย้ำโดยคนเป็นสิบจนเละไปหมดแล้ว

 

 

“พอจะได้อะไรมั้ยหมอ” เตธวัชถามขึ้นมาหลังจากที่พวกเราต่างคนต่างเดินอยู่ที่เกิดเหตุกันเงียบๆ อยู่นาน

 

 

“หมวดเจคุณว่าห่างจากนี้ไปสามร้อยเมตรจะเจอชุมชนใช่มั้ย”

 

 

“ใช่”

 

 

“เราเดินไปจากนี้ได้ใช่มั้ย”

 

 

“ใช่”

 

 

“ต้องเดินไปทางไหนอ่ะ”

 

 

“เดี๋ยวผมพาไป”

 

 

“หมวดเตคุณขับรถอ้อมไปเจอผมที่ฝั่งนะ” ผมหันไปบอกตำรวจอีกคน

 

 

“คร๊าบๆ” ไอ้คนตัวสูงรับคำก่อนจะเดินกลับออกไปทางที่พวกเราเข้ามาในขณะที่ผมกับหมวดเจเดินไปตามเส้นทางที่จะลัดไปหมู่บ้านคนได้

 

 

ระหว่างทางที่เดินจากโกงดังร้างไปยังเขตชุมชนไม่มีอะไรผิดปกติเส้นทางก็เห็นทางรกๆ ที่ไม่มีคนผ่านมานานหรือถ้ามีก็คงน้อยยิ่งกว่าน้อยไม่นับรวมร่องรอยการเดินผ่านของทีมตำรวจที่เดินมาตรวจสอบเมื่อคืนนี้เราเดินจนมาถึงหมู่บ้านคนที่อยู่กันค่อนข้างแออัดไม่น่าเชื่อว่าห่างออกไปไม่ถึงสามร้อยเมตรจะมีดีฆาตรกรสยองขวัญเกิดขึ้นจากการสอบถามคนในชุมชนพบว่าไม่มีใครในชุมชนหายไปที่คิดว่าหายก็ติดต่อได้เป็นปกติมาถึงตอนนี้ผมคิดว่าผู้ตายน่าจะไม่ใช่คนในพื้นที่แถวนี้หลังจากไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมากนักผมกับหมวดเจก็เลยเล่นไปเรื่อยๆ เพื่อรอหมวดเตที่ยังมาไม่ถึงสาเหตุเพราะหลงทางเอิ่มมมม

 

 

พวกผมเดินดูนู้นนี้ไปได้สักพักก็สะดุดเข้ากับบ้านหลังนึงที่ดูแตกต่างไปจากบ้านหลังอื่นๆ เพราะชุมชนนี่ออกแนวจะแออัดอยู่บ้างบ้านหลายๆ หลังสร้างติดๆ กันแต่บ้านหลังนี้กลับอยู่อย่างเป็นเอกเทศตัวบ้านเป็นบ้านไม้ยกสูงรอบๆ บริเวณถูกบดบังด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ตามจริงมันคงไม่มีอะไรและคงไม่ได้เป็นที่สนใจของผมถามไม่เพราะบ้านหลังนี้มีคนเข้าออกตลอดเวลาดูเป็นที่พลุกพล่าน

 

 

“มีอะไรหรือหมอ” หมวดเจที่เห็นผมหยุดยืนมองบ้านหลังนี้อยู่หันกลับมาถาม

 

 

“บ้านใครเขามีอะไรกันหรอทำไมดูคึกคักจัง” ผมถามออกไปไม่ได้หวังคำตอบอะไรจากหมวดเจ

 

 

“บ้านหมอเสริมแกเป็นร่างทรงคนศรัทธาแกมากเลยนะพ่อหนุ่มเนี่ยใครเจ็บไข้ได้ป่วยหาหมอไม่หายมาหาแกหายทุกราย” หายป่วยหรือหายไปจากโลกอ่ะผมหันไปหาป้าชาวบ้านที่เดินผ่านมาได้ยินผมพูดพอดีแกเลยหวังดีตอบให้

 

 

“แถมแกยังดูดวงแม่นอีกนา” ป้าแกยังอวดสรรพคุณร่างทรงต่อดูท่าว่าแกจะเป็นประชาสัมพันธ์ของสำนักล่ะมั้ง

 

 

“ขึ้นไปดูหน่อยมั้ยคุณ” ผมหันไปชวนหมวดเจโชคดีที่วันนี้สองหมวดมันแต่งตัวนอกเครื่องแบบมาเลยง่ายถ้าเราจะเข้าไปดูทำงานกับพวกนี้มาหลายปีลางสังหรณ์บางอย่างของผมบอกว่าสำนักทรงเจ้าตรงหน้ามันมีอะไรแปลกๆ

 

 

“อะไรกันหรอ” ขณะผมกำลังชวนผู้ร่วมขบวนการขึ้นไปสำนักทรงเจ้าครั้งแรกในชีวิตเสียงทุ่มคุ้นหูก็ดังกระซิบอยู่ใกล้จนต้องหันไปมองแต่ไอ้คนมาใหม่กระซิบใกล้เกินไปทำให้จมูกผมจนเข้ากับแก้มของคนตัวโตที่ก้มลงมาถามด้วยความตกใจทำให้ผมผงะออกทันทีผลที่ได้คือตัวเองเสียงหลักจะล้มวงแขนของคนข้างๆ จึงตวัดคว้าเอวผมเอาไว้ทั้งยังดึงตัวผมกลับเหมือนผมตัวเล็กซะเต็มประดาภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นว่าผมกำลังโดยไอ้หมวดมันกอดด้วยความตกใจทำให้ผมลืมผลักไอ้ยักษ์นี้ออกจนกระทั่งได้ยินเสียงกระแอมเบาๆ จากสมาชิกอีกหนึ่งที่ยืนดูอยู่

 

 

“มาทำงานครับไม่ได้ให้มาสวีทกัน” เสียงหมวดเจแซวมาเบาๆ สวีทบ้านพ่อมึงสิผมได้แต่กรอกตาไปมาพลางดันอ้อมแขนของไอ้ผู้หมวดออกจากเอวตัวเองอ่าอากาศเมืองไทยร้อนชิบหายหน้าผมไหม้หมดแล้วมั้งเนี่ย

 

 

“ระวังหน่อยสิหมอล้มไปเจ็บแย่ผมห่วง” วลีสุดท้ายเตธวัชมันก้มลงมากระซิบที่ข้างหูผมเสียงนุ่มก่อนจะปล่อยมือออกจากตัวผมขณะที่ผมแทบกระโดดออกห่างจากมันทันทีที่ได้อิสระราวกับโดยของร้อน

 

 

“ฮึๆๆ ยังจะเข้าไปในสำนักอยู่มั้ยครับหมอ” เจธนินถามมาน้ำเสียงที่ใช้ต่อให้ไม่มองหน้าก็รู้ว่ามันกำลังกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ

 

 

“เข้า” ผมบอกได้เท่านั้นก็เดินนำเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว

 

 

สำนักทรงเจ้าของหมอเสริมกิจการดีที่เดียวล่ะลูกศิษย์ลูกหามากหน้าหลายตาผมกะได้คร่าวๆ ที่อยู่ในบริเวณบ้านก็คงสักยี่สิบสามสิบคนได้สีหน้าทุกคนล้วนแล้วแต่หมองคล้ำดูก็รู้ว่าเป็นทุกข์ตัวหมอเสริมเป็นชายวัยกลางคนกะได้น่าจะสักสี่สิบปลายๆ ไม่เกินห้าสิบต้นๆ ผิวดำแดงผมสีดอกเลาใบหน้าขึ้นกรามชัดเจนจมูกดูเป็นสันสูงคิ้วหนาดวงตาโปนลูกตาขาวสีเจือออกเหลืองแดงมีเส้นเลือดแดงชัดอืมผมว่าผมเผลอใช้นิสัยหมอนิติกับคนเป็นมากไปหน่อยแหะเอาเป็นว่ารวมๆ หมอเสริมดูคล้ายคนติดยามากกว่าร่างทรงจบ

 

ตอนที่พวกผมขึ้นไปถึงบนสำนักหมอเสริมกำลงทำพิธีอะไรนะไล่ผีมั้งอ่าๆ ใช่ๆ ไล่ผีผีแม่ม่ายลูกติดด้วยนัยว่าผีตนนี้กำลังตามรังควานผู้ชายที่มาทำพิธีปัดเปาเพราะอยากได้ไปเป็นพ่อของลูกฟังดู...เอิ่มช่างมันเถอะ

 

 

พวกผมยืนดูเหตุการณ์อยู่นานจนปวดขาก็เหมือนจะไม่ได้อะไรนอกจากปาหี่ที่ไม่สนุกเท่าไหร่นักผมเลยสะกิดสองคนข้างๆ ให้เดินลงจากบ้านกันมาเมื่อลงมายืนกันอยู่กลางลานด้านล่างนิสัยสอดรู้สอดเห็นของผมก็เริ่มทำงานอีกรอบเมื่อสายตามองสอดส่องไปทั่วบริเวณจนกระทั่งไปสะดุดกับสิ่งๆ หนึ่งเข้าหลังบ้านหมอเสริมมีศาลไม้เก่าๆ หลังหนึ่งด้วยนิสัยไฝ่รู้อยากรู้อยากเห็นของผมขามันเลยก้าวเดินไปที่ศาลไม้ที่ว่านั้นภายในศาลไม่มีอะไรที่เป็นรูปเคารพอย่างที่ผมเคยเจอข้างในเป็นเพียงศาลเปล่ามีกระทงใบตองวางอยู่ในนั้นหลายใบบางอันเริ่มแห้งแล้วเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองๆ ดำๆ กะจำนวนได้คร่าวๆ น่าจะสักเจ็ดแปดอันได้ผมพยายามมองว่าในกระทงมีอะไรอยู่จู่ๆ ก็มีใครบางคนวางมือลงบนไหล่ผมแรงจนผมสะดุ้งแล้วรีบหันไปมองเจ้าของมือเป็นหญิงชราใบหน้าเรียบเฉยแววตานิ่งเย็น

 

 

“ทำอะไรพ่อหนุ่ม” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามผม

 

 

“อะ...เอ่อนะนั้นศาลอะไรหรือครับ”

 

 

“ศาลบูชาเจ้าพ่อเชียมถ้าไม่มีอะไรอย่าเข้าไปยุ่งดีกว่ากลับไปซะ”

 

 

“อ่าาาาครับๆ” ผมรับครับยายแก่ๆ คนนั้นก่อนจะรีบเดินออกไปจากหน้าศาล

 

 

พวกกลับมาที่นิติเวชอย่างไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเรามีศพไร้หัวแปดศพแถมเป็นศพที่ไม่มีข้อมูลใดๆ สืบสาวนอกจากการยืนยันตัวตนจากลายนิ้วมือผ่านทะเบียนราษฎร์ผลดีเอ็นเอจากบุคคลที่เราคาดว่าจะเป็นญาติผู้ตายจะออกพรุ่งนี้เช้าในตอนนี้พวกผมทั้งสามคนทำได้แค่รอรอและรอช่วงบ่ายผมออกจากนิติเวชเพื่อกลับมาพักต่อที่คอนโดโดยมีตำรวจสองนายติดสอยห้อยตามมาด้วยเพราะทำงานร่วมกันมานานจึงมีบ้างที่ทั้งคู่จะมาที่คอนโดผมบ้างของไอ้หมวดเตบ้างแม้แต่บ้านหมวดเจบางทีเราก็เฮละโลไปนอนที่นู้นก็มีคราวนี้เป็นคิวห้องผมหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดและกินข้าวที่หมวดเตเตรียมไว้ให้ผมก็เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับไปอย่างนั้นทันที

 

 

ตื่นมาอีกทีท้องฟ้าด้านนอกก็เป็นสีดำไปแล้วข้างตัวผมมีไอ้หมวดเตหลับอยู่โซฟาด้านนอกก็คงเป็นหมวดเจไม่ต้องสงสัยเตธวัชมาค้างที่นี่บ่อยจนเกือบจะเป็นบ้านหลังที่สองอยู่แล้วผมขยับตัวจะลุกออกจากที่นอนแต่กลับโดยมือคนข้างๆ ตวัดคว้าเอวดึงเข้าไปกอดเอาไว้แน่นแถมไอ้คนกอดมันยังซุกหน้าซบลงที่ซอกคอผมอย่างสบายอารมณ์เห็นกูเป็นหมอนข้างอีกแหละใจนึงก็นึกอยากถีบไอ้ยักษ์นี้ให้ไปพ้นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยโดนมันกอดอีกใจก็นึกสงสารที่ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาเตมันไม่ได้หลับไม่ได้นอนและเพราะผมเองก็อาการไม่ได้ต่างจากมันนักหรอกจึงเข้าใจสภาพของไอ้ตำรวจที่นอนกอดตัวเองอยู่นี้สุดท้ายเลยต้องปล่อยเลยตามเลยให้มันนอนกอดส่วนตัวเองก็รู้สึกเลือนๆ และหลับไปอีกรอบพร้อมความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่แผ่มาจากร่างสูงท่ามกลางความเย็นของแอร์ในห้อง

 

 

________________________________________

 

ไรท์// อย่างที่บอกเลยค่าาาาาเรื่องนี้ไม่มีอะไรซีเรียสซีเครียดแน่นวลแต่ก็นะ...เป็นไรกันหรอนอนกอดกันอ่ะหึๆ

ความคิดเห็น