โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 1-7 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-7 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 274

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 17:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-7 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา
แบบอักษร

 

ผู้หญิงในรูปวัยประมาณนักศึกษา เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักเลย ถึงอย่างนั้นก็ลองสังเกตรูปดูหน่อย คิดว่าน่าจะปะติดปะต่อชิ้นส่วนบางอันที่ถูกฝังในความทรงจำ แต่ก็รู้สึกว่าก้อนสีดำนั่นยืดคอมาดูรูป สายตาที่เหมือนเด็กที่ค้นพบไส้เดือนตัวใหญ่จากดินชื้นหลังฝนตก ช่วยเก็บสายตาที่มองของเล่นใหม่นั่นไปหน่อยได้ไหม ชายสูทเทาที่รับรู้ถึงกระไฟฟ้า (แม้จะเป็นฮีแจที่ส่งออกมาแค่ฝ่ายเดียว) ระหว่างฮีแจกับก้อนสีดำ จึงรีบกระโจนเข้ามา 

"รูปผู้หญิงคนนี้ ลูกทีมคนนี้ก็เป็นคนถ่ายครับ ด้วยฝีเท้าที่ว่องไวมาก การตรวจสอบจึงรวดเร็วมาก เป็นคนที่ไว้ใจได้เลยครับ” 

"อ๋อ ค่ะ" 

ชายสูทเทาที่ยักไหล่ราวกับภูมิใจในลูกชายตัวเอง ค้นกระเป๋ากางเกงด้านหลังเพราะเสียงระบบสั่นที่ดังออกมา จากนั้นก็ทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนด้วยการบอกว่า “ขอตัวสักครู่นะครับ” แล้วจึงหายตัวไป ทิ้งสองคนให้นั่งเผชิญหน้ากันน โดยมีข้อความน่าขนลุกและรูปวางอยู่ตรงกลาง มันก็เลยยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ 

“อะไรเนี่ย รับจ๊อบเสริมเหรอ คาเฟ่ด้วย สำนักงานนักสืบด้วย?” 

“จะว่ารับจ๊อบเสริมก็ได้นะครับ คนนั้นน่ะเป็นอาผมเอง แต่ผมก็ทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินน่ะครับ แล้วก็ที่ผมทำงานด้วยคือ ‘Make your wish’ ครับ ไม่ใช่สำนักงานนักสืบ” 

คิดว่าเป็นชื่อที่ออกจะน่าอึดอัดอยู่บ้าง แต่ดูท่าเจ้าก้อนสีดำจะภาคภูมิใจในชื่อบริษัทของอาอยู่มาก เยอึนที่เคยชมออกนอกหน้าว่าเข้ากับเชิ้ตขาวและผ้ากันเปื้อนสีดำจนเทียบนายแบบได้ ต้องได้มาเห็นสถานการณ์ตอนนี้ 

“เฮ้อ ก็นั่นแหละ ก็สถานการณ์มันก็เป็นแบบนี้ แล้วชื่อ ชอง ชอง...” 

“ชองจีฮอนครับ” 

“เอ่อ นั่นแหละ งั้นต่อไปให้คนอื่นที่ไม่ใช่คุณจีฮอนทำได้ใช่ไหมคะ” 

“ทำไมล่ะครับ” 

“ทำไมอะไรล่ะ การที่ให้คนที่รู้จักหน้าค่าตารู้ว่าทำงานแบบนี้ มันจะไม่สะดวกยังไงล่ะคะ” 

“ผมวิ่งเร็วมากจริงๆ นะครับ ซ่อนตัวก็เก่ง วิ่งก็เก่ง ต่อสู้ก็เก่งด้วยครับ พี่ฮีแจ” 

เหมือนจะเข้าใจว่าเหตุผลคืออะไร หากฉันเรียกหาอีกฝ่ายเมื่อไหร่ ก็จะวิ่งมาในทันที ฮีแจที่บ่นพึมพำว่าเก่งการต่อสู้แล้วจะเอาไปใช้ที่ไหนเหรอถึงกับชะงักไปเมื่อชื่อตัวเองถูกเรียกอย่างชัดเจน ทั้งสีหน้าที่ย่นจมูกใส่นั่น การเรียกว่าพี่อย่างมั่นใจและย่นจมูกนั่น นี่ฉันให้ไฟเขียวอนุญาตแล้วเหรอ นั่นทำเอาคิ้วฮีแจกระตุก บ่งบอกว่าไม่พอใจ 

“ถึงจะเป็นคุณอาของผม แต่ก็ตัดแบ่งเงินค่าจ้างตามจริง เดือนนี้ผมจะซื้อกีต้าร์ตัวใหม่แล้วยังขาดเงินอยู่ ถึงยังไงก็ต้องทำครับ ถ้าบอกว่าเป็นคนรู้จัก ก็คงจะโดนคัดออก” 

จุดประสงค์ก็คือนั่นเองสินะ อยากเป็นนักร้อง ตั้งแต่เด็กจึงไปลองออดิชั่นมาจนหมด แต่นิสัยขี้อายเลยทำให้ร้องเพลงไม่ได้ดังที่ควรสักครั้ง จึงได้ประสบความล้มเหลว เคยได้ยินคาอึลบ่นว่า ‘พอออกจากกรมก็ล้มเลิกที่จะเป็นนักร้องไปแล้ว’ แต่เหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น 

“ถึงยังไงนี่ก็เป็นปัญหาส่วนตัวนะคะ” 

“เมื่อก่อนพี่ออกจะเท่นะครับ” 

“หา ฉันเหรอคะ คืออะไรคะ ทำไมกัน” 

เพราะเหมือนจะจับความรู้สึกเก่งว่าฉันจะพูดออกไปว่า นั่นเป็นปัญหาส่วนตัวของนาย ถอนตัวไปซะ เจ้านั่นจึงเอ่ยชมออกมาก่อน คำนั้นพังทลายความรอบคอบของฮีแจ 

“เมื่อก่อนที่บริษัทพี่มีคุณลุงคนนั้นไงครับ ชอบเรียกพนักงานพาร์ทไทม์ว่า เฮ้ย เฮ้ย! นี่ นี่! เหมือนเรียกสุนัขอยู่ทุกวันนั่นน่ะครับ” 

“อ๋อ รองหัวหน้าชเว?” 

“ผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่ครั้งนึงที่ตัวเองทำกาแฟหกเอง แล้วก็พูดไม่สุภาพสั่งให้รีบมาเช็ด และยังขอแก้วใหม่ฟรีอีก ตอนนั้นน่ะพี่โมโหสุดๆ เหมือนฮัคเลย” 

พอกินข้าวกลางวันเสร็จ ก็จะมาเติมน้ำตาลที่คาเฟ่ชั้นหนึ่งในตึกบริษัท ทุกครั้งเป็นได้เจอรองหัวหน้าชเวที่ทำตัวเหมือนลิ้นในปากของหัวหน้าแผนก เพราะไม่ใช่สไตล์ที่ชอบโดยปกติอยู่แล้ว จึงทำเหมือนไม่รู้จัก แต่ตอนนั้นฮีแจก็ได้ล้มเลิกมันไป ทำกาแฟหกเลอะพื้นคาเฟ่ด้วยความผิดตัวเอง แล้วยังเรียกพนักงานว่า ‘เฮ้ย นี่!’ ใช้เท้าชี้ที่พื้น ทั้งพูดว่า ‘มาเช็ดนี่ซะ แล้วก็ขอแก้วใหม่ฟรีด้วย ได้ใช่ไหม ฉันมาทุกวันนี่นะ’ แล้วจะให้คนฉลาดแห่งยุคอยู่เฉยได้อย่างไรกัน ‘รองหัวหน้าคะ ทำเลอะเองก็เช็ดเองสิคะ อย่าไปสั่งแก้วตาดวงใจคนอื่นสิ เป็นพ่อเขาเหรอคะ’ แล้วฮีแจก็ถือแก้ววนิลาลาเต้ออกไปจากคาเฟ่ โดยไม่มองใบหน้าที่แดงจัดของรองหัวหน้าชเวที่อยู่ด้านหลัง 

เป็นคำพูดที่หลุดไปเพราะความอารมณ์ร้อน เมื่อใช้เวลาครู่หนึ่งขณะขึ้นลิฟต์ไปที่ออฟฟิศ ความรู้สึกพลาดก็ตีตื้นขึ้นมา ‘ยัยขี้ยัวะ’ อย่างเธอ เวลาโมโหถ้านิ่งได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง วันนั้นรองหัวหน้าชเวคอยจับตามองฮีแจตลอดเวลา ยิ่งกว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนอีก อ่านเอกสารที่ส่งให้ทุกชิ้นทีละบรรทัดอย่างตั้งใจว่าจะพบข้อผิดพลาดแม้เพียงนิด ดังนั้นจึงเป็นฮีแจที่ทำงานอย่างระทึกใจทั้งวัน แต่ถึงไม่มีเรื่องที่โมโหใส่รองหัวหน้าชเว ก็กลายเป็นว่าเธอปวดกล้ามเนื้อเพราะความเครียดแทน 

จีฮอนที่หวนนึกถึง แล้วหัวเราะแหะๆ พร้อมบอกว่า ‘ตอนนั้นพี่เหมือนฮีโร่เลย’ มันออกจะดูน่ารักนิดหน่อย เหมือนจะเข้าใจความรู้สึกหนึ่งในสามร้อยส่วนของเยอึนที่เอาแต่สั่งอเมริกาโน่กับจีฮอนเท่านั้น ถ้าแค่ไม่พูดว่า ‘เหมือนฮัคเลย’ พูดถึงฮีโร่ ไอรอนแมน สไปเดอร์แมน หรือไม่ก็แบทแมน ฮีโร่ที่เท่มีตั้งเยอะ ทำไมถึงได้เป็นฮัคล่ะ 

“ผมจะตั้งใจตรวจสอบและถ้าจำเป็นก็จะเป็นบอดี้การ์ดให้ด้วยครับ เพราะงั้นกับคุณอาก็ ชู่!” 

คงจะติดเป็นนิสัย ถึงได้ย่นจมูกพร้อมกับยกยิ้ม ได้แต่นึกอิจฉาความสดใสของวัยยี่สิบต้นๆ  

“ว่าแต่คนนั้นเป็นรองหัวหน้าเหรอครับ บุคลิกกับตำแหน่งช่างผกผันกันจังเลยนะครับ โลกนี้ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ใช่ไหมครับ พี่ครับ?” 

คำพูดว่าบุคลิกกับตำแหน่งผกผันกัน ทำให้ฮีแจไม่พูดถึงว่าตัวเองเป็นผู้ช่วย ไม่ได้ต้องการจะปกปิด ก็แค่ไม่ได้บอกเฉยๆ ขณะที่รู้สึกฝืดเฝื่อนในปากอีกรอบ อาของจีฮอนก็กลับเข้ามา ค้นพบที่อยู่ของชางฟิลลิปส์แล้ว ดังนั้นจะติดต่อมาภายในหนึ่งสัปดาห์ และตอนที่จะจบการพุดคุยนั่นเอง โทรศัพท์ของฮีแจที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น 

แม้ไม่ได้ดูข้อความที่ส่งมา ก็สังหรณ์ตั้งแต่การสั่นว่ามันคือข่าวร้าย หน้าจอโทรศัพท์ที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจนมีข้อความส่วนตัวที่ไม่ระบุชื่อจากใครบางคนส่งมาถึง 

[จะกลับบ้านเมื่อไหร่] 

ดวงตาสีดำเข้มและสุกสกาวของจีฮอนแอบเห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นแล้วหายไป ฮีแจเผลอกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว 

“ไม่เป็นไรนะครับ” 

ไม่ใช่คำถามว่าไม่เป็นไรใช่ไหม แต่กลับปลอบใจว่าไม่เป็นไรนะแทน ฮีแจรู้สึกว่าขนที่หลังคอลุกชัน และไหล่ลู่ตก จ้องมองจีฮอนที่เหลือบมองมา ก่อนชายผู้เป็นอาที่มีท่าทางกังวลอยู่ครู่จะเอ่ยปากขึ้น จีฮอนกลับเอ่ยดักเสียก่อน 

"เหมือนจะอยู่คนเดียวนะครับ ยังไงวันนี้ไม่กลับบ้านดีกว่าไหมครับ ครอบครัวล่ะครับ" 

"ย้ายไปแล้วค่ะ เพราะพ่อฝันอยากทำไร่น่ะค่ะ” 

"งั้นถ้าพอมีบ้านเพื่อนที่จะไปอยู่ได้ไหมครับ ผมจะไปส่งเอง" 

"แถวนี้มีบ้านเพื่อนอยู่ค่ะ คงให้รู้แม้กระทั่งบ้านเพื่อนของฉันไม่ได้หรอกนะคะ เพราะงั้นฉันไปคนเดียวดีกว่าค่ะ” 

"เอาอย่างนั้นเหรอ โอเคครับ อย่างนั้นขอที่อยู่คุณลูกค้าด้วยครับ" 

"คะ?" 

ถามที่อยู่บ้านฉันไปเพื่ออะไร ฮีแจไม่มีสติพอที่จะตอบได้แต่นั่งใจลอยอยู่อย่างนั้น แล้วคำอธิบายอย่างเป็นมิตรก็ตามมา 

"ถ้าข้อความเป็นของจริง ตอนนี้คนนั้นก็คงจะอยู่แถวบ้านของลูกค้ายังไงล่ะครับ เราได้รับค่ามัดจำแล้ว ดังนั้นข้อตกลงก็ถือว่าเริ่มต้นแล้ว ผมเลยจะลองไปตรวจดูบ้านคุณลูกค้าสักครั้ง ถือเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัยน่ะครับ" 

พออาเข้ามาอยู่ด้วย จาก 'พี่สาว' ก็เปลี่ยนคำเรียกเป็น 'คุณลูกค้า' จีฮอนทำท่าทางน่าเชื่อถือ แต่ความไว้วางใจไม่ได้น่าเชื่อมั่นมากนัก เหมือนกับที่บอกว่าตัวเองทั้งวิ่งเร็ว ซ่อนตัวเก่ง แล้วก็ต่อสู้เก่งนั่นแหละ ตัวเองก็ไม่ใช่ตำรวจสักหน่อย ฮีแจจัดการความคิดเรื่อง 'Make your wish' ด้วยเหตุผล แล้วคิดจะกด 112 ทันที จีฮอนที่อ่านความคิดนั้นออกได้เอ่ยขึ้น 

"ถ้าคุณลูกค้าต้องการก็แจ้งความได้นะครับ แต่กรณีแบบนี้ ถ้าคนนั้นรู้ว่าเรียกตำรวจมาก็จะซ่อนตัวในทันที ถ้าเป็นคนปกติ หากเรียกตำรวจมาก็คงจะหยุดพฤติกรรมสตอล์คเกอร์ได้ แต่คนแบบนี้มีปกติที่ไหนกันล่ะครับ แน่นอนว่าคงเงียบไปสักพัก แล้วก็อาจจะกลับมาทำเรื่องที่ใหญ่กว่าเดิม กับการสตอล์คเกอร์แบบนี้หากไม่หลบเลี่ยงหูตาตำรวจ ก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะเผยตัวออกมา" 

ใครเห็นก็คงเข้าใจว่าอยู่ในการตัดสินคดี รับเป็นแบบเย็น หรือรับเป็นแบบร้อนครับ รับใบเสร็จรับเงินด้วยไหมครับ แล้วจะแจ้งทางเครื่องรับออเดอร์นะครับ ช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับท่าทางที่พูดคำเดิมซ้ำๆ เหมือนหุ่นยนต์ เข้าใจว่าเป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบนิสัยหยิ่งๆ สวมเชิ้ตขาวและผ้ากันเปื้อนสีดำที่ถูกผู้หญิงทั้งหลายตามรุมล้อมเท่านั้น 

พอรับที่อยู่ที่เขียนให้ด้วยตนเองไปแล้ว หลังจากนั้นจีฮอนก็หายไปพร้อมกับอา ฮีแจก็ดื่มวนิลาลาเต้ที่เหลืออยู่ แม้จะทำเป็นไม่เป็นไร แต่ก็ไม่สามารถออกไปจากค่าเฟ่ที่ให้ความรู้สึกสบายและปลอดภัยได้อย่างง่ายดาย ปัญหาที่กวนใจ ทำให้ความรู้สึกมันยุ่งเหยิง ดังนั้นกระทั่งความรู้สึกที่อยากไปร่วมงานเลี้ยงที่ยังคงดำเนินอยู่ก็หายไปจนหมด ถ้าเห็นสีหน้าที่ไม่สบายใจ แทมยองอาจจะคิดว่า ‘สุดท้ายยอมแพ้สินะ’ ก็เป็นได้ ฮีแจโทรหาเพื่อนสมัยมหาลัยที่ออกมาอยู่คนเดียวแถวๆ บริษัท และเรียกแท็กซี่ด้วยแอปฯ แท็กซี่มาถึงก็ติดต่อมาทันที พอส่งทะเบียนแท็กซี่ให้เพื่อนแล้ว ก็วิ่งปรู๊ดขึ้นรถเหมือนว่ามีใครบางคนไล่ตามมา ตัวสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่ใครบางคนไล่ตามหลังแท็กซี่มา 

 

* * * 

ความคิดเห็น