โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 1-4 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-4 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 412

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-4 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา
แบบอักษร

 

แม้รูปลักษณ์จะไม่ได้พิเศษเท่าไหร่ แต่เป็นผู้ชายที่มีความมั่นใจล้นเหลือและอารมณ์ขันพอๆ กับพวกนักแสดงตลก หากพูดถึงหน้าตาก็พอจะหน้าตาดีอยู่ แต่ก็ไม่ได้หล่อเหลาสักเท่าไหร่ ตั้งแต่ผู้หญิงคนก่อนจนถึงผู้หญิงในตอนนี้ ก็มักจะพูดพร่ำอยู่เรื่อยว่า 'ฉันน่ะเป็นผู้ชายฮอตขนาดนี้เลยนะ' แม้จะแค่อยากโอ้อวดเท่านั้น แต่สำหรับฮีแจ ข้อเสียก็ยังเป็นข้อเสียอยู่วันยังค่ำ ถ้าเป็นแบบนี้น่าจะได้ลองต่อสู้กับคนหน้าตาดีให้เสียความมั่นใจดูสักตั้ง เพราะแบบนั้นฮีแจจึงได้โสดอีกหน 

แม้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ หากก็ผ่านประสบการณ์มามากกว่าคนอื่น ดังนั้นการเป็นผู้นำในความสัมพันธ์จึงอยู่ในกำมือของฮีแจ แม้ว่าพวกผู้ชายเป็นคนเริ่มต้น แต่จุดจบย่อมเป็นตนเองที่ดำเนินมันไป จนเมื่อเหมือนจะก้าวพลาดไปสู่ความทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเพื่อความสุขแล้วจะไม่ยอมเดิมพันมันด้วยอะไรทั้งนั้น และหวนกลับสู่ความโสดอีกครั้ง 

การสานต่อความสัมพันธ์ที่ไม่มีความหมายทำให้รู้สึกเอือมระอา เป็นช่วงอายุสามสิบปีที่เข้าสู่สภาพหยุดพักเรื่องความรักด้วยความตั้งใจ ทว่าผ่านปีที่สามสิบ ปีที่สามสิบเอ็ด สามสิบสอง การหยุดพักเรื่องความรักกลับไม่ยอมจบลง การเข้าสู่ชีวิตโสดนั้นเป็นความตั้งใจของตัวเอง แต่กลับไม่สามารถจบมันด้วยความตั้งใจของตัวเองได้ 

เยอึนเคยบอกกับฮีแจที่ดื่มเบียร์ด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ว่า ‘การเป็นผู้หญิงวัยสามสิบก็แบบนั้นแหละ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่ได้รับการต้อนรับด้วยความยินดีหรอกนะ’ เพราะวันนั้นเมามากจึงไปรับที่ร้านคาราโอเกะ ฮีแจร้องเพลง ‘ในวัยสามสิบ’ ต่อเนื่องถึงสามรอบ ช่วงท่อนที่ร้องว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่ฉันส่งไป ไม่ใช่สิ่งออกมาจากฉัน’ ก็ร้องไห้ฟูมฟายออกมา ใช่ ฉันอายุมากขึ้น ไม่ใช่เพราะฉันต้องการ และอายุที่มากขึ้นก็ไม่ใช่ความผิดฉัน พวกเธอที่อายุยี่สิบคิดว่าจะไม่อายุสามสิบเหรอ เยอึนมองดูฮีแจที่ไม่ใช่ร้องเพลง หากตะโกนโหวกเหวก พร้อมกับยกเบียร์ทั้งกระป๋องดื่มในรวดเดียว และสภาพนั้นยังคงถูกบันทึกเป็นวิดีโออยู่ในโทรศัพท์ของเยอึน เมื่อถึงวันพิเศษก็จะเอามาไว้แกล้งฮีแจเหมือนหลานๆ ที่คอยสร้างความวุ่นวายในห้อง 

เมื่อสิ้นสุดวัยสามสิบเอ็ดปี ย่อมเริ่มต้นวัยสามสิบสองปี ดอกซากุระใกล้จะบานแล้ว ในวินาทีที่ตัดสินใจว่าจะต้องหาคนที่จะไปดูดอกซากุระบานด้วยกัน คนคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น มีความสดใส แล้วก็มีความมั่นใจ รวมไปถึงมีภาพลักษณ์อบอุ่น หัวหน้าทีมพัคแทมยองนั่นเอง 

 

* * * 

 

"อรุณสวัสดิ์ค่ะ หัวหน้าทีมพัค" 

"สวัสดีครับ ผู้ช่วยอี" 

ได้เจอหัวหน้าทีมพัคแทมยองผู้อบอุ่นตั้งแต่ตอนเช้าในลิฟต์ตอนมาทำงาน วันนี้ดูท่าคงจะเป็นวันที่ดี ฮีแจบอกตัวเองที่ร้อนรน พร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างเปี่ยมพลัง 

"ทานมื้อเช้าหรือยังคะ" 

"ไม่ครับ ผมเป็นพวกไม่ค่อยทานมื้อเช้า" 

"โธ่ หัวหน้าทีมคะ วัยอย่างเราจำเป็นต้องทานมื้อเช้านะคะ ไม่เคยได้ยินคำพวกนั้นเลยเหรอคะ ต่อไปถ้าอายุเข้าวัยคุณพ่อคุณแม่ ก็จะเป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพที่สะสมเอาไว้ในช่วงวัยรุ่น มันก็เหมือนการสะสมพ้อยต์สุขภาพยังไงล่ะคะ ไม่รู้จักวิธีการออมสุขภาพเหรอคะ" 

ใบหน้าของแทมยองที่หลุดขำออกมาทำให้ฮีแจหน้าแดงระเรื่อ กลืนมวลความร้อนลงคอไปเสียงดังเอื๊อก ราวกับกลืนบล็อกโคลี่ที่ไม่ชอบกินเข้าไป เป็นกังวลว่าภายในลิฟต์ที่ปิดสนิทนั้น คงจะได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอย่างชัดเจน ไม่สิ หัวหน้าทีมน่ะ สีหน้าแบบนั้นมันผิดกติกานะ การบิดเสียงเล็กๆ น้อยๆ ของฉันช่วยให้ยิ้มอย่างสดใสขนาดนั้นเลยเหรอ นี่มันไม่ใช่สัญญาณไฟเขียวหรอกเหรอ พยายามกลืนความรู้สึกอยากให้ผ่านไปเอาไว้สุดกำลัง สําหรับเธอจะต้องแสดงความเรียบง่ายที่เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของตัวเองออกมา ต่างกับผู้หญิงคนอื่นที่เผยการออดอ้อนและความวิตกที่ไม่อาจสัมผัสได้ จะแสดงท่าทีมากเกินไปไม่ได้ ฟู่ เห็นหรือเปล่า แพคจูยอน? จะเข้าหาผู้ชายที่ดูดีก็ต้องทำแบบนี้ ฮีแจยิ้มออกมาอย่างหยามใจ เมื่อนึกถึงยัยจิ้งจอกแพคที่ถูกตำหนิเรื่องส่งข้อความไปหาแทมยองดึกๆ ดื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทว่า 

"..." 

"..." 

หากเป็นรายการวาไรตี้ทางโทรทัศน์ ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันระหว่างแทมยองกับฮีแจแบบนี้ก็คงมีจุดหกจุดลอยขึ้นมาแน่ๆ เฮ้อ นี่ล่ะ สิ่งนี้แหละ ข้อเสียอย่างเดียวของฮีแจ การไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อหน้าคนที่ชอบ กลับกันแล้วหากเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไร ถึงไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ก็มีความมั่นใจที่จะถามออกไปว่าตอนเกิดมาน้ำหนักตัวเท่าไหร่ ไปเที่ยวต่างประเทศล่าสุดที่ไหน จูบครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คำถามทั้งหมดที่ครอบคลุมทุกอย่างในชีวิตของคู่สนทนา หากเพียงแค่ยืนอยู่ต่อหน้าเเทมยอง กระทั่งวาทศิลป์ที่เป็นเลิศก็ถูกซ่อนเอาไว้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา ในเวลาแบบนี้ถือเป็นกฎเหล็กที่ผู้หญิงจะแสดงความวิตกออกมาก่อนไม่ได้ หากความเงียบดำเนินไปเรื่อยเช่นนั้น ก็ปลอบใจตนเองว่าต้องแสดงท่าทีออกมาอย่างพอควร 

แกล้งทำเป็นมองตัวเลขที่เพิ่มขึ้นราวกับไม่มีอะไร และทันทีที่กลอกตาไปมา ก็ได้สบตากับแทมยองแวบนึง ยามที่ทำสีหน้านิ่งเฉยมีความดุดัน หากยิ้มใบหน้าบู้บี้นั่นก็มีร่องรอยการกระตุกยิ้มออกมา 

โอ้ มาย! ก๊อด! 

คลื่นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้นั้นซัดสาดเข้ามา แต่ฮีแจกลับยกยิ้มน้อยๆ กลับไป 

เฮ้อ วันนี้ตอนกลับบ้านจะซื้อเบียร์ไปด้วยสามกระป๋อง เป็นรางวัลให้ฉันที่ไม่สติหลุด 

 

* * * 

 

"ตอนนี้ยังมีสติอยู่ไหมเนี่ย ก็แค่ปริ้นเอกสารที่ฉันส่งให้ แค่นั้นก็ทำไม่ได้เหรอ ถ้าถึงขนาดนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีความตั้งใจที่จะทำงานหรอกเหรอ คุณแพคจูยอน?" 

ทันทีที่เริ่มงานก็มีประชุมสำคัญ เมื่อวานก่อนเลิกงาน เธอได้รับไฟล์ทางอีเมล์หลังจากจูยอนจัดการเอกสารที่จะใช้ในการประชุม ฮีแจเปิดไฟล์ที่ถูกส่งมาพร้อมกับข้อความว่า 'ไม่รู้ว่าจะใช้เลยไหม แต่ก็พยายามทำสุดความสามารถค่ะ' พลางสังหรณ์ในว่าส่งมาแบบนี้คงจะรีบเลิกงานกลับบ้านสินะ แม้เป็นเอกสารที่เคยขอให้แก้ไขไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่แก้ไขก็ไม่รู้ทำไมถึงได้แย่ลงกว่าเดิม ถ้าเอาเวลาฉีดสเปรย์นํ้าแร่และเอาเวลาที่ใส่ใจกับการทาแฮนด์ครีมมาทำงานบ้างก็คงจะดี ยิ่งไปกว่านั้นทั้งที่ตำหนิไปทุกครั้ง ความผิดพลาดพวกนั้นก็ไม่ดีขึ้น ฮีแจยอมแพ้ทั้งที่หัวเสีย ก่อนจะใช้เวลาสามชั่วโมงจัดการเอกสาร จากนั้นจึงส่งไฟล์กลับไปพร้อมทั้งข้อความที่ว่า 'รบกวนถ่ายเอกสารหน้าเดียวมาสิบชุดนะคะ' ให้จูยอน พอได้ทำแบบนี้ก็สบายใจขึ้น 

พอเลิกงานไปด้วยความรู้สึกโล่งอกเช่นนั้น เพราะหัวเสียตั้งแต่เริ่มทำงาน จึงไม่มีสติจะพิมพ์เอกสารการประชุมเอาไว้ แต่แล้วเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ไม่ใช่เอกสารเวอร์ชั่นแก้ไขสมบูรณ์แบบที่ฮีแจส่งให้เป็นครั้งสุดท้าย แต่เป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายของจูยอนที่ส่งมาให้ตรวจ เอกสารนี้เอามาใช้ไม่ได้ โมโหยอนจูยอนที่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไร แถมยังเอาแต่ฉีดสเปรย์น้ำแร่อีก  

“โธ่ คุณผู้ช่วยอีใจเย็นก่อนนะครับ คุณจูยอนเองก็พยายามแล้วใช่ไหมล่ะครับ คุณจูยอนรีบขอโทษ แล้วก็แก้ไขมันเถอะครับ” 

"คุณฮยอนชอล ไม่ต้องเข้าข้างกันเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง และยังไงวันนี้ก็จะต้องบอกคุณจูยอนให้รู้เรื่อง ฉันพูดผิดเหรอคะ คุณแพคจูยอนน่ะ อาทิตย์นี้มาสายกี่ครั้งแล้ว!" 

“ผู้ช่วยอี พอเถอะครับ” 

คำพูดของฮีแจที่ยกตัวอย่างความผิดของผู้หญิงคนนั้นด้วยตั้งใจว่าวันนี้จะต้องอัดจิตใต้สำนึกของจูยอนให้น่วมถูกขัดขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหัวหน้าทีมพัคแทมยอง หน้าตาของจูยอนที่กำลังเบะปากแทนที่จะพูดขอโทษเมื่อได้ยินเสียงตำหนิด้วยความโมโห กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าดีใจที่ได้พบเจ้าชายขี่ม้าขาว 

“สมควรตำหนิก็จริง แต่ย้ายไปที่อื่นดีกว่าไหมครับ” 

เฮ้อ พังแล้ว หลังจากเหตุการณ์ ‘มื้อเช้าและการดูแลสุขภาพ’ ฮีแจที่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่ากำลังได้คะแนนสะสมจากแทมยอง เนื่องจากสนใจในเรื่องอาหารเช้าเหมือนกัน ใช้เวลาหลายวันในการสะสมคะแนนมาทีละเล็กทีละน้อย แต่เหมือนว่าวันนี้มันได้พังหมดแล้ว ชีวิตคือช่วงจังหวะเวลา ดังนั้นช่วงจังหวะเวลาวันนี้ได้พังการบริหารความรักของฉันไปแล้ว 

คาอึลที่เคยมองดูฉากการต่อว่า ‘ยัยจิ้งจอกแพค’ อย่างสนใจ ขณะที่ดื่มลาเต้ที่ซื้อมาจากร้านคาเฟ่ชั้นหนึ่ง กลับจ้องมองฮีแจอย่างสงสาร ไอ้เจ้านี่ ไม่ต้องมาสงสารเลย ดูอย่างกับเมียร์แคต หน้าตาของจูยอนที่เคยเรียบนิ่งพลันเปลี่ยนเป็นอิ่มเอิบสำหรับฮีแจ เมื่อคิดว่าคาอึลกับหัวหน้าทีมพัคที่อยู่ตรงข้ามเข้าข้างตัวเอง ยัยจิ้งจอกแพค เธอเองก็อย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะ ดูอย่างกับจิ้งจอกแดง อย่างไรก็ตามตอนนี้ทั้งออฟฟิศล้วนไม่ได้อย่างใจเลย ที่ไม่ได้ดังใจที่สุดในบรรดานั้นคือ การเก็บตัวตนขี้ยัวะเอาไว้ไม่ได้ และโมโหออกมาเหมือนมังกรพ่นไฟโดยลืมไปเลยว่ามีแทยมองอยู่ด้วย 

“หัวหน้าทีม หัวหน้าทีมครับ! ไม่ใช่ว่าคุณผู้ช่วยอีตั้งใจจะทำแบบนั้นนะครับ วันนี้คุณจูยอนต้องเป็นคนเตรียมเอกสารการประชุม” 

“คุณฮันคาอึล” 

"ครับ?" 

“กลับไปทำงานที่โต๊ะตัวเองครับ” 

ความคิดเห็น