โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 1-3 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-3 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 626

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-3 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา
แบบอักษร

 

ตลอดเวลาเวลาที่ฮีแจถือช็อกโกแลตราคาแพงรอคอยรุ่นพี่อยู่นั้น ก็ทดลองอยู่หลายครั้งว่าจะต้องพูดอะไรออกไป รุ่นพี่ที่ปรากฎตัวออกมาในที่สุด ความผ่าเผยจากท่าทีที่ได้รับช็อกโกแลต การแต่งกายด้วยชุดสูทสีเทาจรดข้อเท้า ยุคนั้นไม่ใช่ยุคที่นิยมกางเกงทรงสกินนี่ หากพอมองผ่านกางเกงที่ฟิตช่วงล่างก็เกือบจะตื่นจากความรักตลอดสองปี แต่ฮีแจก็ปล่อยให้ช่วงเวลาของความอดทนผ่านไป และการสารภาพกับรุ่นพี่ก็มาถึง แล้วก็กลายมาเป็นคู่รักกัน 

‘ถ้าคะแนนทดลองสอบครั้งนี้ยังไม่ผ่าน พ่อก็จะไม่อยู่เฉยแล้ว ถ้าไม่ใช่คณะแพทย์ก็อย่าฝันเลย ด้วยคะแนนฉันแล้วมันไม่มีทางเลย’ 

‘ยังเหลือเวลาอีกเยอะ รุ่นพี่ทำให้มันเพิ่มขึ้นได้แน่ คนที่เรียนเก่งก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว อยากดูผลการเรียนฉันไหมล่ะคะ’ 

รุ่นพี่ที่กลายเป็นนักเรียนเตรียมสอบอีกครั้ง ในหนึ่งเดือนมีทดลองสอบสองครั้ง ทุกครั้งความมั่นใจก็เอาแต่ลดลง เป็นหน้าที่ของฮีแจที่จะคอยช่วยปลอบใจคนรัก มีเพียงแค่กับตนเองเท่านั้นที่รุ่นพี่แสนสมบูรณ์แบบแสดงท่าทีอ่อนแอให้เห็นเช่นนี้ ด้วยเป็นคนรักจึงสามารถช่วยปลอบใจรุ่นพี่ได้ ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี จะต้องทำให้รุ่นพี่มีความสุขได้ ต้องเปลี่ยนแปลงรุ่นพี่ ด้วยความคิดเช่นนั้นจึงทำให้ตกสู่ห้วงความทะนงตน 

แต่วลีที่ว่าคนไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มีขึ้นมาโดยไร้เหตุผล ทุกครั้งที่เจอกันก็มักจะเผยความทุกข์ของตนเอง แล้วเอาแต่ร้องว่าน่าสงสารใช่ไหม กอดหน่อย บอกรักหน่อย รุ่นพี่ที่เอาแต่พูดแบบนั้นทำให้ฮีแจค่อยๆ หมดแรงไป 

‘ตอนคุณยายเสีย คงทิ้งมรดกไว้เยอะน่าดู พวกป้าๆ กับพ่อทะเลาะเรื่องสมบัติกันทุกวัน ที่บ้านมีแต่เสียงเอะอะจนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ’ 

‘รุ่นพี่ลำบากแย่เลย’ 

‘ครั้งนี้คะแนนคงจะลดลงอีก ฉันต้องทำยังไงดีเนี่ย’ 

‘ยะ อย่าร้องสิคะรุ่นพี่ ยะ อยากกินซุปลูกชิ้นปลาหน่อยไหม’ 

ที่ร้านต๊อกบกกี จู่ๆ รุ่นพี่นึกถึงคุณยายขึ้นมาพร้อมกับนํ้าตาที่เอ่อคลอ ฮีแจเกือบจะคายปลาหมึกทอดที่เคี้ยวอยู่ หากยังไม่อาจลืมสายตาของป้าเจ้าของร้านได้ สายตาของผู้หญิงคนนั้นที่ชะงักจากการคลุกเคล้าซอสโคชูจังในต๊อกบกกีราวกับฉันไปติดค่าไส้กรอกเลือดไว้ทั้งเมื่อวาน เมื่อวานซืน และวันนี้ก็ด้วย มันดูมีความไม่พอใจยิ่งกว่าตอนเจอลูกค้ามาซื้อไส้กรอกเลือดด้วย 'โปรค้างจ่าย' เสียอีก 

ถึงอย่างนั้นความรู้สึกที่ชอบมากว่าสองปีก็ไม่สามารถหยุดมันได้ง่ายๆ ตลอดหนึ่งปีผ่านไปด้วยการเรื่องเล่าความทุกข์ของคนคนนั้น ในตอนนั้นเข้าใจว่านั่นคือคบหากัน และมันเป็นความความรัก แต่เมื่อฮีแจได้เป็นนักศึกษา และรุ่นพี่กลายเป็นนักเรียนเตรียมสอบรอบที่สาม เรื่องราวก็เปลี่ยนไป 

ด้วย OT[1], MT[2] และงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ ฮีแจที่มักกลับบ้านดึก ทุกครั้งรุ่นพี่ก็จะมาคอยอยู่ที่หน้าบ้าน รุ่นพี่ที่ได้เจอหน้าในซอยมืด ใบหน้าที่บดบังด้วยเงามืดคล้ายกับรวมเอาความเศร้าทั้งหมดในโลกเอาไว้ 

‘ทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์ ทำไมไม่ตอบข้อความ’ 

คำพูดว่า ‘ก็แค่เป็นห่วง’ ที่ออกจากปากรุ่นพี่ที่เจอหลัง OT คำพูดว่า ‘เธอหลบหน้าฉันเหรอ’ ที่ออกจากปากรุ่นพี่ที่เจอหลัง MT พอเห็นสีหน้าที่หม่นหมองของรุ่นพี่ ฮีแจวัยเด็กที่ยังคงเป็นห่วงอยู่เสมอ ทุกครั้งจะพูดว่า ‘โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า ก็เลยไม่รู้ว่าโทรมาน่ะค่ะ รุ่นพี่กินข้าวหรือยัง’ แล้วดึงมือของอีกฝ่ายไปทางร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน เจียดเงินค่าขนมที่ไม่ได้มากมายซื้อไอศกรีมหรือเครื่องดื่มมาอย่างละอัน พออารมณ์เย็นลง รุ่นพี่ก็เริ่มมันอยู่เรื่อย ‘เหนื่อย ไม่มีความสุข เศร้า ปลอบหน่อย’ พูดถึงอะไรเทือกนี้ ฮีแจรู้สึกหายใจไม่ออก 

‘เธอเมินที่ฉันเป็นนักเรียนเตรียมสอบรอบที่สามงั้นเหรอ แค่เธอมีความสุขก็พอเหรอ’ 

วันหนึ่งที่กลับมาตอนดึก หลังจากจบงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ กลับได้ยินคำพูดอันเหลือเชื่อที่ออกมาจากปากของแฟนหนุ่ม และฮีแจก็หัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ มีความสุขงั้นเหรอ ฉันน่ะเหรอ ฮีแจคบกับรุ่นพี่มากว่าหนึ่งปี ไม่เคยมีความสุขอย่างที่ควรเลยสักครั้ง เพราะคนคนนั้นทำให้ความรู้สึกกังวลและเห็นใจ กลายเป็นก้อนความไม่สบายใจที่กดทับหน้าอกเอาไว้ ในตอนนั้นก็ได้เข้าใจว่า ก่อนที่จะทำให้รุ่นพี่มีความสุข มันกลายเป็นการพุ่งเข้าไปและเปิดไซเรนจิตใต้สำนึกที่ทำให้ตกสู่หนทางของการไม่มีความสุขไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นฮีแจจึงไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ 

‘รุ่นพี่อ่านหนังสือ ฉันกลัวว่าฉันจะไปรบกวนรุ่นพี่ ตอนนี้...พวกเราน่าจะเลิกเจอกันดีกว่าค่ะ’ 

ด้วยวิธีการพูดว่า ‘น่าจะ’ ที่ดูกำกวม แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็เหมือนการลงดาบให้เลิกกัน รุ่นพี่ที่เข้าใจอะไรรวดเร็วในอึดใจก็เข้าใจความหมายนั้น ทันทีที่ฮีแจก้มหน้าลงแล้วหันหลังกลับไป รุ่นพี่เพียงแค่ยืนอยู่กับที่ ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ 

เป็นความเข้าใจผิดของฮีแจที่คิดว่าวันนั้นได้เลิกรากันไปแล้ว หากการไม่มีความสุขที่แบ่งปันร่วมกันทั้งหมดจบลงที่ตรงนั้น ฮีแจคงไม่มีทางมีอาการหมกมุ่นในความสุข รุ่นพี่ที่เข้าสอบแบบเสมือนจริงจนเหมือนงานประจำปี ทุกๆ วันคะแนนการสอบเสมือนจริงออกมา ประโยค ‘ฉันทำไม่ได้’ อันเป็นความทุกข์ที่ไล่ตาม และมักจะมาหาที่หน้าบ้านของฮีแจ หรือไม่ก็ส่งข้อความ และบางทีก็โทรมาหา 

 

ฤดูร้อนของปีหนึ่งก่อนที่จักจั่นจะได้ส่งเสียงร้อง คนคนนั้นกล่าวโทษและโยนก้อนหินใส่หน้าต่างห้องของฮีแจที่กลับมาบ้านและเมินการบอกเล่าซ้ำๆ ถึงความทุกข์ของรุ่นพี่ 

‘ตายแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน พ่อฮีแจ! ข้างนอกน่าจะมีโจรนะ!’ 

เสียงกระจกแตกดังเพล้ง ปลุกพ่อแม่ที่นอนหลับอยู่ให้ตื่นขึ้น คนนั้นถือไม้เบสบอลและวิ่งออกไปด้านนอกบ้าน รุ่นพี่ที่ได้เผชิญหน้ากับพ่อแม่ที่สวมชุดนอนเป็นครั้งแรก พอได้ยินว่าจะแจ้งตำรวจ ก็ทรุดลงเหมือนฟ้าถล่มลงมา ทั้งที่ถือไม้เบสบอลเอาไว้ และร้องไห้ฟูมฟายลั่นหมู่บ้าน ทั้งตะโกนเรียกชื่อของฮีแจอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

‘ฮีแจ คนรู้จักลูกเหรอ’ 

‘แค่ ระ รุ่นพี่ที่โรงเรียน...’ 

ช่วงหนึ่งรู้สึกภูมิใจที่ได้คบกับรุ่นพี่เสียจนอยากแนะนำแฟนหน้าตาดีกับพ่อแม่เร็วๆ ทว่าท่าทางที่เหมือนเด็กร้องไห้ขอให้ซื้อเลโก้ไซส์บิ๊กที่หน้าร้านของเล่นนั้น ทำให้ฮีแจได้แต่แก้ตัวว่าเป็น 'รุ่นพี่ที่รู้จัก' เท่านั้น เป็นช่วงเวลาที่เกิดความคิดขายหน้าที่พ่อแม่ต้องมาเจอเขา 

‘ฉันจะไม่แจ้งตำรวจหรอกนะ เพราะงั้นก็เรียกพ่อแม่มาแล้วก็กลับไปเถอะ เห็นว่าชอบลูกสาวเรามาก ครั้งนี้จะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน’ 

ทันใดนั้นคนนั้นก็หยุดร้องไห้และออกจากบ้านไปอย่างเป็นปกติ เหมือนไปกดถูกปุ่มบางอย่าง ถึงไม่รู้ว่าคืออะไร พ่อแม่ที่งุนงงมองออกไปนอกหน้าต่าง ชะเง้อไปทางซอยอยู่หลายครั้ง เหมือนตอนนี้เขาจะกลับไปแล้ว จึงกลับเข้านอนอีกครั้ง 

ด้วยลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก ฮีแจจึงปูผ้านอนในห้องของพี่ชายที่เปลี่ยนเป็นห้องเก็บของหลังจากเจ้าตัวไปเข้ากรม เช็คดูข้อความของรุ่นพี่ที่ยัดใส่ความไร้ค่าทั้งโลกเอาไว้ที่ว่า 'จะยอมเลิกให้แล้ว ดังนั้นก็ขออย่าให้รู้ถึงหูพ่อ' แล้วก็ร้องไห้อย่างหนักอยู่ใต้ผ้าห่ม เพราะแบ่งปันความทุกข์ของอีกฝ่าย ดังนั้นช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาสำหรับตน ความสบายใจได้ระเบิดออกมาในคราเดียว มันเหมือนคนที่ตกสู่ความรู้สึกผิดและเสื่อมโทรม 

ดังนั้นจึงรังเกียจการสนิมสนมกับพวกคนประเภทที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ ‘ช่วยปลอบฉันที’ โดยเฉพาะคนที่ชุ่มโชกไปด้วยความโศกเศร้าที่ไร้ประโยชน์ หรือพวกผู้ชายที่ได้รับความโศกเศร้าของความพ่ายแพ้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก คือผู้ชายที่เต็มไปด้วยปมด้อย หลีกเลี่ยงคนเช่นนั้น ส่วนใหญ่มักคบหากับคนที่มีความมั่นใจสูง คนที่สดใสโดยนิสัยและอารมณ์ไม่ค่อยแปรปรวน ความทุกข์ที่ได้รับจากความรักครั้งแรก ทำให้เมื่อมีรักใหม่ เธอจึงคบหาในช่วงเวลาสั้นๆ หากว่าฮีแจเห็นเค้าลางที่จะไม่มีความสุขแม้เพียงนิดเดียว ก็จะถอยออกมาก่อนที่ความสัมพันธ์จะลึกซึ้ง 

‘เมื่อวานกินเลี้ยงเสร็จกี่โมง ปกติต่อให้กลับบ้านดึกแค่ไหนเธอก็จะโทรมา ทำไมไม่เห็นโทรเลย กินเลี้ยงเสร็จแล้วกลับบ้านเลยแน่เหรอ ไม่ใช่อยู่กับไอ้รองหัวหน้าชเวนั่นหรอกนะ ถ้าไม่ชอบถูกสงสัย แล้วทำไมถึงทำตัวน่าสงสัย ก่อนที่ฉันจะเป็นแบบนี้ เธอแค่โทรมาซะก็ได้นี่’ 

‘เราเลิกกันเถอะค่ะ’ 

‘อะ อะไรนะ’ 

ผู้ชายที่เคยคิดว่ามีความมั่นใจสูงกลับขี้ระแวงเกินไป เหมือนที่เคยอ่านเจอจากหนังสือว่า คนที่มีความขี้ระแวงมากๆ ก็จะระแวงในพฤติกรรมที่คล้ายสิ่งที่ตัวเองทำ ดังนั้นทันทีที่เริ่มเกิดความระแวงว่า ไม่ใช่ว่าคุณกำลังไปเจอผู้หญิงคนอื่นอยู่หรอกนะ ฮีแจจึงต้อนรับความโสดอย่างไม่มีสิ่งใดค้างคา ด้วยเข้าใจว่าวันใดวันหนึ่งความระแวงนั้นจะทำให้เกิดความทุกข์ในความความสัมพันธ์ 

‘ที่ฉันเคยเล่าว่ามีพนักงานมาใหม่ท่าทางแปลกๆ น่ะ มาบอกว่ามีเรื่องจะขอคำปรึกษา เลยขอเวลาคุยกันสักหน่อย แล้วจู่ๆ ก็มาสารภารักเฉยเลย บอกว่านิสัยฉันน่ะตรงสเปกเลยงี้ ถึงอย่างนั้นฉันก็บอกไปชัดเจนว่ามีแฟนแล้วนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สน ทำไมพวกเด็กผู้หญิงเดี๋ยวนี้ถึงได้น่ากลัวแบบนี้ล่ะ’ 

‘อ้า งั้นเหรอ พี่นี่ฮอตจังนะ’ 

‘เฮ้อ มันเรื่องอะไรกัน จริงๆ เลย! แล้วกระทั่งแฟนเก่าคนก่อนก็ยังเป็นแบบนั้นเลย โทรมาตอนเช้ามืด พอบอกว่าถ้าเลิกกับแฟนคนปัจจุบันแล้วขอให้กลับไปเจอกันอีกครั้ง ฉันเป็นเทือกเขาเอเวอเรสต์เหรอ ทำไมใครๆ ถึงได้ตั้งใจเข้ามาลองดีกันนัก?’ 

‘พวกเราเลิกกันดีไหมคะ หืม?’ 

‘อะไร จู่ๆ มาพูดบ้าอะไร ก็แค่เธอไม่ชอบให้โกหก ถึงได้เล่าทั้งหมดไงล่ะ’ 

‘ฉันไม่สนใจจะปีนภูเขาที่คนอื่นๆ พากันปีนขึ้นแล้วถูกสะท้อนคลื่นใส่หรอกนะคะ ก็ถ้าเสียดายผู้หญิงในอดีต ผู้หญิงในอนาคตขนาดนั้น ก็ไปคบกับคนพวกนั้นเถอะค่ะ’ 

 

 

 

[1] OT คือ Orientation เป็นกิจกรรมที่จะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยมีทั้งบรรดาอาจารย์ และรุ่นพี่เข้าร่วมด้วย 

[2] MT คือ Membership Training เป็นกิจกรรมการพบปะสังสรรค์ ไปเที่ยวด้วยกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง 

ความคิดเห็น