โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 1-2 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-2 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-2 สงครามรัก ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา
แบบอักษร

 

สงครามความรักครั้งแรกที่ฮีแจจดจำได้ เป็นเรื่องเมื่อแปดปีก่อนที่เริ่มเข้าทำงานปีแรก แพคชีมีเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับฮีแจ เป็นหนึ่งในพนักงานที่เข้ามาทำงานใหม่ เกิดเรื่องอื้อฉาวผิดศีลธรรมกับหัวหน้าแผนกพัค คุณพ่อลูกสองที่อยู่แผนกข้างเคียง ภาพภรรยาของหัวหน้าแผนกพัคหอบเด็กทารกขึ้นหลังมาหา กระชากผมของเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งตรงข้ามฮีแจ แล้วลากออกไปจากออฟฟิศ ฮีแจยังคงจดจำได้ดี วันถัดมาก็ไม่เห็นพนักงานสาวคนนั้นอีกเลย และหัวหน้าแผนกพัคก็ย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด เป็นอันจบเหตุการณ์นั้น 

สงครามความรักครั้งที่สองเกิดหลังจากนั้นสี่ปี เรื่องที่ได้ยินก็แค่คำบอกเล่า ข่าวอื้อฉาวของคู่รักเพศเดียวกันที่ถูกพบที่ซอยด้านหลังเขตอีแทวอน พนักงานชายสองคนที่เคยแข่งกันขึ้นอันดับหนึ่ง ผู้ทำผลงานดีเด่นในฝ่ายการตลาด ถูกใครบางคนเห็นช็อตที่จูบกันในห้องชงกาแฟ จนเกิดเป็นข่าวลือใหญ่โต ถึงจะห้ามคบหากัน ‘ในบริษัท’ แต่อันที่จริงกฎบริษัทเพียงแค่ ‘ห้ามการคบหากันของพนักงานชายหญิง’ ไม่มีตัวอย่างกรณีการคบหากันของพวกพนักงานชายด้วยกันเอง ดังนั้นเหล่าตัวเอกในสงครามความรักครั้งที่สอง ก็ยังคงแข่งกันเป็นอันดับ หนึ่งและสองในฝ่ายการตลาดของบริษัทและยังคงก่อสงครามความรักอยู่ หากสองคนชักชวนกันแบ่งไฟแช็คใช้ในห้องสูบบุหรี่ คาอึลมักจะทำสีหน้าเหมือนเด็กที่ได้เจอกับ ‘อุลตร้าแมน’ ที่ชื่นชอบ 

และอีกสี่ปีหลังจากนั้นคือปัจจุบันปี 2018 ก็ไม่รู้ว่าเป็นสงครามที่เกิดทุกสี่ปีหรือไม่ แต่พอหัวหน้าพัคแทมยองที่แบกคุณสมบัติระดับสูงสุดเอาไว้บนหลังปรากฎตัวขึ้น ก็ได้เกิดสงครามรักครั้งที่สามขึ้นมา  

แทมยองที่มองโลกอย่างสุขุมด้วยรูปลักษณ์เหมือนดาราที่มีสีหน้าที่ไม่มีความสนใจในความรักเลยสักนิด กับผีเสื้อกลางคืน ไม่ใช่หนึ่งหรือสองคนที่พากันพุ่งเข้าหาเพื่อหวังจับห่อแล้วกินไปเสีย และไม่ใช่แค่เป็นมากกว่าเพื่อน แน่นอนว่าในบรรดาผีเสื้อกลางคืนพวกนั้นก็รวมฮีแจด้วย แต่ฮีแจคิดว่า เพื่อการเป็นผู้ชนะในสงครามระดับนี้ ต้องรู้จักพวกที่เข้าร่วมในสงครามเป็นอย่างดี ใครไม่รู้ได้บอกเอาไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง 

“พี่เยอึน ขอกินมะเขือเทศนั่นลูกนึงได้ไหมครับ” 

“สติยังดีอยู่ไหม จะล้วงตับลูกอ๊อดกิน[1]เหรอ” 

“นั่นมันหมัดไม่ใช่เหรอครับ” 

“คิดว่าฉันจะใช้โดยไม่รู้ความหมายหรือไง ก็แค่อยากลองประโยคใหม่นิดหน่อย ‘ตับของหมัด’ มันโบราณจะตายไป” 

“เอาสำนวนมาใช้ตอนพูด มันก็โบราณด้วยตัวมันเองอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” 

“นายช่วยเลิกใช้ ‘ไม่ใช่เหรอครับ’ สักทีได้ไหมล่ะ” 

“ก็เอามะเขือมาลูกนึงสิ” ฮันคาอึลวัยยี่สิบแปดปีศัตรูหมายเลขหนึ่งแสนน่ารักที่พูดประโยคนั้นแล้วเบะปากออกมา ถึงไม่ได้ย้อมผมสีน้ำตาลก็คงยากที่จะดูออกว่าเป็นผู้ใหญ่ ด้วยเป็นรุ่นน้องผู้ชายหน้าเด็กแสนน่ารัก คาอึลที่สูบมาโบโร่กล่องแดงอย่างไม่สมตัว แล้วก็ยังสูบจัดอย่างไม่สมตัว ทั้งยังดื่มเก่งอย่างไม่สมตัวอีกก็ตาม แต่พอยิ้มกลับมีพลังดึงดูดใจอย่างที่สุด อีกทั้งแสดงท่าทีที่ค่อนข้างเปิดเผยอย่างสุดจะเปิดเผยทั้งตัวว่าชอบหัวหน้าทีมพัค ใช้ความเป็นผู้ชายเหมือนกัน หากมีการกินเลี้ยงก็จะเมาแล้วพิงไหล่ของหัวหน้าทีมพัค สร้างโอกาสสกินชิพอย่างที่ไม่มากไม่น้อย เป็น ‘ศัตรูที่มุทะลุ’ ถ้าถือเป็นศัตรูแล้ว ด้วยรูปลักษณ์เหมือนเด็กแล้วก็ยังน่ารักมาก ทำให้ลดพลังความโกรธของฮีแจลงอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้น หากคาฮึลก็ชอบการต่อสู่อย่างสง่าผ่าเผย แม้เป็นการต่อสู้ในโคลนตมก็ตาม ขณะที่วิ่งวุ่นไปทั่วบริษัท หากมีข้อมูลก็จะวิ่งมารายงานอย่างรวดเร็ว ตอนที่เอาแต่ชะเง้อชะแง้หาหัวหน้าทีมพัค ก็มักทำให้เข้าผิดไปว่าเหมือนได้เห็นเมียร์แคตที่กำลังเฝ้าระวังสัตว์ดุร้าย 

“ว่าแต่คาอึล ที่นายพูดเมื่อกี้มันคือยังไงกัน ใครส่งข้อความให้หัวหน้าทีมตอนเช้ามืดเหรอ” 

คำพูดของคาอึลที่ตงิดใจ ก่อนออกไปสูบบุหรี่ด้วยท่าทางชิคๆ คูลๆ ที่เจ้าตัวรักษาเอาไว้จนถึงที่สุด แอบแสดงสัญญาณเตือนภัยด้วยสีหน้านิ่งๆ คล้ายลองถามออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร 

“คือว่า ผมไปได้มาเมื่อเช้าตอนเดินผ่านห้องชงกาแฟน่ะครับ หัวหน้าทีมกับยัยจิ้งจอกแพคกำลังคุยบางอย่างกันอยู่ ก็เลยลองแอบฟัง แล้วหัวหน้าทีมก็เป็นพูดออกมาแบบนั้น ห้ามส่งข้อความส่วนตัวมาตอนดึกๆ ดื่นๆ ไม่เกี่ยวว่าตอนตีหนึ่ง ไม่ว่าผมจะนอนแล้วหรือยังไม่นอนก็ตาม” 

“ยัยจิ้งจอกแพค? แสร้งทำตัวเหมือนนางจิ้งจอก คิดว่าเป็นแฟนเก่าหรือไง อะไรกัน ตอนตีหนึ่ง นี่ส่งข้อความแบบ ‘นอนแล้ว?’ อย่างนั้นหรือไง” 

“ก็คงไม่ใช่ ‘หัวหน้าทีมนอนหรือยังคะ’ แบบนั้นหรอกมั้งครับ อ้า จริงๆ เลย พี่สาวคนนั้นช่างไม่รู้จักวางตัวเลยนะ” 

คาอึลกับเยอึนหัวร้อนขึ้นมา พร้อมกับต่อว่าศัตรูหมายเลขสอง ‘ยัยจิ้งจอกแพค’ หรือแพคจูยอน อายุยี่สิบเก้าปี เป็นพนักงานมาได้สามปีแล้ว ตั้งแต่หลังจากที่ได้เข้ามาทำงานด้วยหน้าตาที่ดูดีพอควร ก็ทำให้วุ่นวายอยู่กับความสัมพันธ์ มีคนเข้ามาคุยด้วยพร้อมกับข่าวลือเล็กน้อย ดังนั้นคราวนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนคุย แต่อยากได้เป็นคนรัก จึงได้ก้าวเข้ามาในสงครามรักครั้งที่สามอย่างจริงจัง กระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของเหล่าพนักงานชายทั้งหมด ส่วนพนักงานหญิงเองก็กระตุ้นสัญชาตญาณการแอบลอบยิงรุ่นพี่รุ่นน้องเช่นกัน ผู้หญิงคนนั้นทุกครั้งที่มาทำงานไม่รู้ทำไมรถเมล์ถึงติดอยู่เรื่อย และทำไมรถไฟใต้ดินที่ขึ้นถึงเสียมันได้ทุกวัน เป็นเรื่องปกติที่จะมาสายทีละห้านาทีบ้าง สิบนาทีบ้า แต่ถึงจะสายอย่างน่าแปลกใจอย่างไร กลับไม่เคยละเลยการแต่งหน้าเลย ถึงเจ้าตัวจะแก้ต่างว่าแต่งหน้าบนรถเมล์ แต่ใครดูก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่เนรมิตขึ้นบนรถเมล์ที่โยกส่ายไปมา ดังนั้นผู้หญิงในแผนกจึงได้ตั้งฉายาเป็นชื่อเล่นให้แพคจูยอนว่า ‘ยัยจิ้งจอกแพค’ 

เป็นศัตรูหมายเลขสองที่ทำให้ประสาทเสียมากกว่าใครๆ แต่พอได้ยินว่าส่งข้อความที่เหมือนแฟนเก่าไปตอนดึกดื่น จึงได้ถูกหัวหน้าทีมพัคแทมยองตำหนิ ก็ทำให้ฮีแจรู้สึกโล่งอกเหมือนเบียร์เมื่อวานที่จุกอยู่ลดฮวบลงไปในครั้งเดียว 

“พี่คาอึล เอาอาหารข้างนอกมาทานในคาเฟ่ไม่ได้นะครับ แล้วสั่งแค่น้ำผลไม้แก้วเดียว แต่มายึดห้องสัมมนาแบบนี้ได้ยังไงกัน ถ้าผู้จัดการรู้ผมคงโดนไล่ออก” 

“นี่ ชองจีฮอน! ระหว่างนายกับฉันจะมางกแบบนั้นได้เหรอ” 

“ตายจริง ขอโทษนะคะ คุณจีฮอน ยังไงซะฉันเองก็คิดจะสั่งอเมริกาโน่มาดื่มสักแก้วอยู่แล้ว ขออเมริกาโน่เย็นแก้วนึงได้ไหมคะ” 

“สั่งเครื่องดื่มเชิญที่เคาน์เตอร์ครับ” 

ชเวเยอึนมองดูภาพแผ่นหลังของจีฮอนพนักงานพาร์ทไทม์คาเฟ่ที่ก็พูดออกมาว่าเป็นลูกค้าหรืออะไรสักอย่างเพียงเท่านั้น แล้วก็หายตัวไปทันที พร้อมหลุดอุทานออกมาว่า "อ้า หล่อจัง" อีกคนที่จะถือว่าเป็นศัตรูก็ว่าได้ หรือจะว่าไม่ใช่ก็ได้ ศัตรู? หมายเลขสาม เยอึนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับฮีแจ แต่เป็นรุ่นน้องที่เข้าทำงานช้ากว่าหนึ่งปี ในบริษัทที่มีรุ่นเดียวกันอยู่ไม่กี่คน ในเวลาส่วนตัวจึงได้ลดระดับคำพูดลง หลังจากแน่วแน่อย่างไร้ประโยชน์จนเมาจากการกินเลี้ยง จึงกลายมาเป็นสนิทสนม หากมีการบันทึกกินเนสส์บุ๊คการตกหลุมรักเร็วที่สุดในโลก อันดับหนึ่ง 'รักไวไฟ' ยังน้อยไปสำหรับเยอึน แล้วก็ไม่สามารถตัดคุณสมบัติพิเศษที่รักคนหลายคนได้ในเวลาเดียวกันด้วย ทั้งที่รู้สึกค่อยๆ ตกหลุมรักการกระทำของหัวหน้าทีมพัคเพียงแค่ชั่วเวลากดที่เย็บกระดาษเฉยๆ หากพอมาที่ร้านคาเฟ่ที่อยู่ชั้นหนึ่งในตึกบริษัท คนที่ดูเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาว ผ้ากันเปื้อนสีดำแบบนั้น ก็ดันรู้สึกหวั่นไหวกับรูปลักษณ์ของพนักงานพาร์ทไทม์จีฮอนตั้งแต่ครั้งแรก 

"คุณจีฮอนไม่ลองออดิชั่นดูล่ะ" 

"หมอนั่นอายุเท่าไหร่แล้วถึงให้ไปเป็นไอดอล ถ้าจะเดบิวต์ตอนอายุยี่สิบสามมันก็เกินวัยไปแล้ว" 

คาอึลอาศัยอยู่ที่วิลล่า ส่วนจีฮอนอาศัยอยู่บนห้องใต้หลังคาชั้นสี่ของวิลล่าที่พ่อแม่ของคาอึลบริหารอยู่ ด้วยอยากเป็นไอดอลจึงได้เข้ามาอยู่โซลคนเดียวตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย แต่ก็ไม่เป็นดังหวัง หลังออกจากกรมจึงได้เปลี่ยนมาทำงานพาร์ทไทม์ 

"หน้าตาขนาดนั้น ก็น่าจะผ่านออดิชั่นนี่ ทำถึงไม่ได้เดบิวต์กันล่ะ" 

"จะว่าขี้อายก็ไม่เชิง ถ้าอยู่กับพวกคนที่สนิทด้วยก็จะทำตัวปัญญาอ่อนเหมือนบีเกิ้ล แต่พอไปอยู่ในจุดที่สำคัญเข้าจริงๆ กลับน้ำตาคลอแล้วยังเงียบเป็นเป่าสากอีก คราวก่อนสั่งให้ลองเต้นแบบไอดอลดูสักรอบ ยังนึกว่าจะร้องไห้แล้ว!" 

"ได้ไงล่ะ น้ำตาคลอเลยเหรอ ฉันจะปลุกสัญชาตญาณของความเป็นแม่ขึ้นมา ฉันไปสั่งอเมริกาโน่ก่อนนะ ถ้ามีคุณจีฮอนอยู่เคาน์เตอร์คนเดียวก็ดีสิ" 

เยอึนก้าวออกไปด้านนอกพร้อมกับทำท่าส่งหัวใจ เห็นที่คงลืมเรื่องเมื่อห้านาทีก่อนแล้ว ที่ทำหน้าเสียดายทุกครั้งที่มะเขือเทศลูกเล็กยี่สิบลูกไม่เหลือสักลูก  

 

ปีนี้อีฮีแจอายุสามสิบสองแล้ว ส่วนสูงเกินมาตรฐานคนเกาหลีมาประมาณสองเซน นํ้าหนักตํ่ากว่ามาตรฐานมาประมาณสามกิโล แม้จะผอมบางไร้เรี่ยวแรง แต่เพราะเส้นผมแห้งเสียฉับพลัน จึงได้กำลังยืดผมยาวตรงในรอบหลายปี ไม่ใช่ว่าหวงแหนและรักษาผมยาวตรงเอาไว้ หากสิ่งนี้ทำให้พวกผู้ชายเข้าใจว่าเรียบร้อย ผิวค่อนข้างขาว แต่หากทานอะไรผิดสำแดง หรือแม้ว่าจะได้รับความเครียด ก็ไม่มีสิวสักเม็ด 

หากได้ยินมาถึงเมื่อครู่ คนอื่นๆ ต่างบอกว่าช่างเป็นคนที่มีความสุขอย่างสุดๆ แต่ความจริงแล้วฮีแจกำลังป่วยเป็นโรคหมกมุ่นกับความสุข ไม่ใช่การเจ็บป่วยทางกาย หากสิ่งนี้ก็ไม่ผิดจากโรคที่รักษาไม่หาย หากจะอธิบายออกมาสักหน่อย โรคหมกมุ่นกับความสุขก็คือแบบนั้นล่ะ มื้อเที่ยงวันนี้ต้องกินอะไรถึงจะเป็นเรื่องที่เรียกว่ามีความสุข? หากเลือกเรียนเอกวรรณกรรมแล้ว หลังจากเรียนจบจะมีความสุขได้หรือไม่? ถ้าฉันทำงานที่บริษัทนี้ จะมีความสุขไหม? ไม่ว่าจะทำอะไรก็เอาแต่กังวลเพื่อไม่ให้มันจบลงอย่างไม่มีความสุข เอาใจใส่จนเป็นการหมกมุ่น แม้กระทั่งพบหนังสือถูกใจที่ร้านหนังสือ ฮีเเจก็จะตรวจดูหน้าสุดท้ายก่อน แฮปปี้เอ็นดิ้ง ปราบคนเลวอภิบาลคนดี ร้ายกลายเป็นดี หากไม่ใช่ประเภทนี้แล้ว ก็จะไม่เปิดหน้าแรกของหนังสือ 

การมีแฟนก็เช่นกัน หากว่าฉันคบกับคนคนนี้ จะสามารถคบหากันอย่างมีความสุขใช่ไหม คิดเช่นนั้นในระหว่างที่ดูใจกัน หากเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ก็จะหยุดทันที ก็เพียงเพราะแค่อยากมีความสุข แม้ว่าฮีแจจะเป็นผู้หญิงที่กังวลกระทั่งการมีชีวิตอยู่ เป็นโรควิตกกังวล โรคหมกมุ่นกับความสุขของฮีแจ โรควิตกกังวลที่แม่เรียก มันมีสาเหตุที่เด่นชัดอย่างมาก 

สาเหตุนั้นคือรุ่นพี่ที่เป็นรักข้างเดียวสมัยมัธยมปลายนั่นเอง ฮีแจได้คบหากับรุ่นพี่ที่เคยเป็นรักข้างเดียวตอนมัธยมปลายปีหนึ่งและปีสอง ตอนที่ตนเองเป็นนักเรียนเตรียมสอบ ส่วนรุ่นพี่ก็เป็นนักเรียนที่รอสอบอีกครั้ง ดังนั้นเดือนกุมภาพันธ์ในปีนั้น วันวาเลนไทน์ ช่วงเวลาที่ความรักเบ่งบานอย่างที่สุดในช่วงชีวิตของอีฮีแจ คือต้นเหตุของโรคหมกมุ่นกับความสุข 

[รุ่นพี่คะ ฉันมีบางอย่างจะให้ ช่วยออกมาที่ศูนย์วิจัยเยาวชนแถวๆ โรงเรียนสักแป๊บนะคะ] 

 

 

[1] สำนวนล้วงตับหมัดกินหรือรีดเลือดกับปู หมายถึง หาผลประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสถานภาพที่ลำบาก 

ความคิดเห็น