tukkatamii
Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หมอครับ...รับศพด้วย

ชื่อตอน : หมอครับ...รับศพด้วย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2563 11:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หมอครับ...รับศพด้วย
แบบอักษร

หมอครับ...รับศพด้วย 

 

นาฬิกาแขวนผนังในห้องชันสูตรบอกเวลาหกทุ่มกว่าแล้วแต่ผมซึ่งเป็นหมอนิติเวชที่อยู่เวรคืนนี้ยังคงง่วนอยู่กับร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวที่ครั้งนึงเดาว่าเธอคงเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยไม่น้อย ถ้าคาดเดาจากรูปร่างของเธอที่นอนซีดขาวอยู่บนเตียงสแตนเลสเย็นเฉียบในตอนนี้ ที่ต้องเดาเพราะเธอถูกส่งมาโดยไม่มีหัวมาด้วยนี้สิ เฮ้ออออ เสียดายหุ่นจิงๆ

ตุ๊บ!!

เสียงทุบอะไรสักอย่างดังขึ้นอยู่ข้างหลังเบาๆ ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นจากสิ่งที่ทำด้วยความเซ็งบ่นรำคาญ

อย่าเพิ่งคิดว่าจะมีเรื่องลี้ลับอะไรนะ เพราะไอ้ที่ดังเมื่อกี้มันตามมาด้วยเสียง

โอ้ย!!!

อืม นั่นแหละครับ ผมไม่ได้กำลังโดยผีหลอก แต่เป็น...

“หมวด ผมบอกกี่ทีแล้วว่า ง่วงมากให้ไปนอนที่บ้าน มานอนอะไรในห้องชันสูตรของผม” ครับ ไอ้ตุ๊บเมื่อกี้ จริงๆ คือเสียงของคนร่างใหญ่ที่ลักไก่มานอนหลับอยู่ในห้องทำงานของผมอย่าง ‘ไอ้หมวดเต’ หรือก็คือ ร้อยตำรวจโทเตธวัช จากฝ่ายสืบสวนตำรวจนครบาลนั้นแหละ ไอ้นี่ชอบนักที่จะมานอนอยู่ในนี้ ใจจริงก็อยากจะบอกมันอยู่นะว่า ห้องนี้ถ้าไม่ใช่ศพก็หมดสิทธิ์มานอน แต่เพราะไอ้ตัวผมเองก็ดันนอนอยู่กับมันด้วยในบางคืน จะไล่โดยใช้เหตุผลนั้นก็ออกจะลำบากใจอยู่ไม่น้อย

“โธ่...หมอ อย่าใจร้ายดี้ ผมไม่ได้นอนมาจะครบ 48 ชัวโมงอยู่แล้ว ขับรถกลับคอนโดไม่ไหวหรอก”

“จำได้ด้วยหรอว่าตัวเองมีคอนโด”

“จำได้สิ”

“คุณบอกคุณไม่ได้นอน ผมก็ไม่ได้นอนเหมือนกันแหละน่ะ”

“เมื่อไหร่จะเสร็จ”

“ทำไม”

“ผมง่วง...” หางเสียงออดอ้อนที่งอแงมานั้นทำเอาผมอยากกรอกตาเป็นเลขแปดไทย

“ก็นอนไปสิ หรือ จะให้ผมเย็บหนังตาปิดให้” ผมถามเขาไปนิ่งๆ ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าหมวดเตมันกำลังทำท่าหน้างอคอหักเป็นปลาทูในเข่งอยู่ และมันก็ใช่ เมื่อไอ้คนด้านหลังเคลื่อนย้ายตัวเองมายืนหน้ายู่อยู่อีกฝั่งของเตียง น่ารักมากมั้ง

“ผมอยากให้หมอได้พักมั้ง”

“งานผมยังไม่เสร็จ ไม่แหกตาดูหรอหมวด”

“เห็นนนน แต่แค่อยากให้พัก”

“เสร็จแล้วเดี๋ยวนอนเองแหละ”

“แต่อีกนิดคือจะครบ 48 ชั่วโมงแล้วนะที่หมอยังไม่ได้นอน”

“แล้วมันเพราะใครล่ะ” ผมว่างฟอร์เซปในมือลงแล้วเงยหน้ามองอีกคนอย่างหาเรื่อง

“ถ้าพวกคุณรีบๆ สืบคดีหาตัวคนร้ายให้มันเร็วๆ กว่านี้ คงไม่มีเหยื่อโดนฆ่าหลายรายจนผมชันสูตรไม่ทันแบบนี่หรอกนะ”

“ก็กำลังคลำทางกันอยู่”

“แล้วได้เรื่องว่าไงมั้ง”

“ก็ยังเท่าเดิม” ไอ้หมวดมันทำหน้าเซ็งก่อนจะเล่าต่อ “เหยื่อทั้งหมดที่ผ่านมาทั้งหมดเจ็ดราย สาเหตุการตายไม่เหมือนกัน มีแค่เพียงสภาพศพที่ถูกตัดหัวเหมือนกัน ไม่จำกัดเพศเพราะมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย อายุก็แตกต่างกัน แถมสถานที่พบศพก็ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันอีก เฮ้อ”

“ตอนแรกผมคิดว่าฆาตกรจงใจตัดหัวผู้ตายเพราะอยากจะปกปิดว่าผู้ตายเป็นใครเพื่อให้การสืบสวนไขว้เขว แต่จากที่ดูมาทั้งหมด ผมว่าเขาน่าจะทำเพราะอย่างอื่นมากกว่า”

“ทำไมคิดงั้น” หมวดเตขยับมายืนค้ำแขนอยู่ข้างศพที่นอนอยู่ระหว่างเราอย่างสนใจ

“จริงอยู่ว่าการตัดหัวออกไปจะทำให้เราไม่รู้รูปพรรณที่แน่ชัดของผู้ตาย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ตันเลยซะทีเดียว เรายังสามารถหาตัวผู้ตายได้ด้วยวิธีอื่น”

“วิธีอะไร...โอ้ย”

“อย่าโง่” ผมเอาชาร์ตอลูมิเนี่ยมเขกหัวคนถามเบาๆ แต่หมอนี่กลับดีดดิ้งอย่างกับเจ็บมากมาย

“หาแบบง่ายๆ ก็จากรายนิ้วมือไง เป็นตำรวจภาษาอะไรเรื่องแค่นี้คิดไม่ออก”

“หมอชินอ่ะ ปากคมกว่ามีดผ่าศพอีกเนาะ”

“ลองดูมั้ย”

“ลองปากหมออ่ะหรอ”

“มีด”

 

ตืดดดดดด

 

ก่อนที่ไอ้หมวดมันจะอ้าปากพูดอะไรออกมาอีก ก็มีเสียงสัญญาณที่บ่นบอกว่ามีคนเข้ามาในส่วนงานของห้องดับจิต เพราะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว เจ้าหน้าที่ด้านหน้าจึงไม่มีใครอยู่ ดังนั้น เลยต้องมีออดเอาไว้กดเรียกแบบนี้แหละ

ผมเลิกสนใจหมวดเตแล้วเดินออกไปด้านนอก ไม่ต้องเดาก็รู้มาดึกๆ แบบนี้ บนวอร์ดคงมีคนตายสินะ

“วันนี้เป็นหมอชินหรือครับ” พนักงานเวรเปลที่เข็นร่างผู้เสียชีวิตมาส่งกล่าวทักทาย สีหน้าง่วงงุน

“ได้ข่าวว่าผมอยู่มาจะครบอาทิตย์แล้วนะ” ผมพูดไปก็เซ็นต์ชื่อบนเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นให้เพื่อรับศพ “แต่น่าจะเป็นนายมากกว่าที่เพิ่งกลับมาทำงาน เพราะเพิ่งหายป่วยถูกมั้ย”

“คุณหมอทราบไปไงครับว่าผมเพิ่งหายป่วย” อีกคนทำหน้างุนงงที่ผมรู้

“รอยเข็มที่หลังมือนาย น่าจะเกิดจากการให้สารน้ำของหมอ ใต้ตานายคล้ำกว่าปกติเล็กน้อยแต่ไม่ใช่ลักษณะของคนอดนอน และลูกตาขาวมีสีเปลี่ยนไปจากปกติ ไม่ใช่ลักษณะของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีแน่ๆ”

“สมกับเป็นหมอชันสูตร”

“ยังไม่หายดีเลย รีบกลับมาทำงานทำไม แถมมาอยู่เวรดึกอีก”

“ก็เพราะนี่ไง” คนตรงหน้าผมว่าพลางชี้นิ้วที่ศพที่ตัวเองเข็นมา

“ตาเสวยตาป่วยจนต้องนอนโรง’ บาล ไม่มีใครอยู่เวรผมเลยต้องลากสังขารมาอยู่แทน แต่ผมอยู่ได้คืนนี้คืนแรก แกก็ตายให้ผมเข็นมาส่งหมอเลยเนี่ย”

 

ผมถึงกับตาโตหลังจากที่ได้ฟังคำบอกกล่าว เมื่อครู่ตอนเซ็นต์รับก็ไม่ได้ดูชื่อคนตายจนอีกคนบอก ตาเสวยคือเวรเปลที่คุ้นเคยกันดีกับห้องชันสูตร สาเหตุเพราะบางคนไม่กล้าเข้ามาทำให้มีไม่กี่คนหรอกที่เป็นคนเข็นศพคนตายมาส่งที่ห้องนี้ หลังจากได้ฟังผมก็เลยเปิดผ้าที่คุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ตายที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน มองเผินๆ ก็เหมือนคนนอนหลับทั่วไป

“ผมฝากแกด้วยนะหมอ เห่ออออ” พูดไปก็หาวไป เอ็งหาวให้เสร็จก่อนมั้ย ฟังจะไม่รู้เรื่องแล้วนั่น “พรุ่งนี้เช้าญาติแกจะมารับศพ ผมโทรบอกลูกแกแล้ว เพราะคืนนี้ไม่มีใครมาเฝ้าแก ไอ้วันมันติดอยู่กะดึกที่โรงงาน ไอ้วาดลูกสาวแกมันก็ติดสอบที่มหา’ ลัยเลยไม่ได้กลับบ้านมาดูพ่อ ใครจะนึกว่าแกจะเสียคืนนี้ ได้ยินว่าเมื่อกลางวันแกยังนั่งคุยกับป้าใจเมียแกอยู่เลย”

“เออๆ เดี๋ยวจัดการต่อเอง เอ็งก็ไปนอนไป้ ไม่น่ามีอะไรแล้วมั้ง”

“คะ...”

“หมอชินๆ” ยังไม่ทันที่เวรเปลจะรับคำผมเสร็จก็ถูกแทรกด้วยเสียงอีกคนที่ผมเกือบลืมไปแล้วว่ามันอยู่ในห้องชันสูตรด้วย

“อ้าว หมวดเต ไหงมาอยู่นี่ได้”

“ชีวิตกูไม่อยู่ในโรง’ บาลก็โรงพัก มึงจะให้กูไปอยู่ไหนได้ ห่ะไอ้สันขวาน”

“สันทัดครับ”

“เอ่อนั่นแหละ” อ่าาาา ผมนึกออกแล้วว่าหมอนี่ชื่อไร อืมๆ ไอ้สันนั้นเอง เมื่อกี้ลืมไปเลยว่ามันชื่อไร แต่...เดี๋ยวนะ ไอ้หมวด นี่เล่นพูดจาแบบนี้กับคนเขาไปทั่วเลยงั้นดิ เด็กกว่า ผู้ใหญ่ไม่สน คำหยาบมากเต็ม

“สนใจจะไปอยู่ในช่อง 13 มั้ยล่ะครับ”

“เฮ้ย ไม่ได้ นั้นมันตู้เย็นหมอชินเขา เดี๋ยวเขาว่าเอา”

“ช่องอื่นก็ว่างนะ” ผมบอกเสียงเรียบๆ เลยทำให้คู่สนทนาหันมายิ้มแหย่ใส่หน้าผมแทน

ส่วนไอ้ช่อง 13 อะไรที่พวกนี้พูดถึงก็ไม่ใช่อะไร จริงๆ มันก็ตู้เก็บศพนั้นแหละ แต่ผมมักจะเอาของกินบางอย่างไปแช่เอาไว้บางเพราะขี้เกียจเดินออกมาเอาที่ตู้เย็นด้านนอก ยังไงซะ 20 ชั่วโมงต่อวันผมก็อยู่แต่ในห้องนั้นอยู่แล้วนี้

“ไม่เป็นไรเกรงใจจ่ะ” ไอ้หมวดมันทำท่ายิ้มประจบ

“แล้วเมื่อกี้เรียกทำไม”

“จริงสิ เกือบลืม” ให้ดีต้องบอกว่าลืมไปแล้วเถอะ

“มีรายงานว่า พบศพที่แปด”

“...” คำบอกเล่าของหมวดเตทำเอาผมเงียบไป ความรู้สึกหลากหลายกำลังตีกันไปหมด ทั้งโกรธ โมโห หงุดหงิด เพราะหลักฐานที่ได้แทบไม่บอกอะไรเลยสักอย่าง จนทำให้การสืบสวนตอนนี้ล่าช้าไปหมด ช้าแค่ไหนน่ะเหรอ ก็ช้าพอที่จะมีศพที่แปดนั้นแหละ เมื่อสามวันก่อนตำรวจท้องที่แห่งนึงพบศพปริศนาพร้อมกันในวันเดียว 3 ราย ทุกรายมีสภาพศพโดยรวมสมบูรณ์ทุกประการ ยกเว้นส่วนหัวที่หายไป สถานที่พบศพก็อยู่ห่างกัน จากการตรวจสอบเบื้องต้นคำนวนเวลาตายผู้ตายเสียชีวิตในเวลาที่แตกต่างกันไป ไม่มีอะไรเชื่อมโยงหากัน เรื่องนี้ถูกปิดข่าว วันถัดมาพบอีกสามศพ หนึ่งในนั้นคือศพผู้หญิงที่ผมกำลังตรวจอยู่เมื่อกี้ และอีกศพที่เพิ่งเจอวันนี้กำลังนอนรอตรวจอยู่ในตู้หมายเลขหก ส่วนศพที่แปดก็ที่ไอ้หมวดมันเดินมาบอกนี่แหละ

“ผมจะไปดูที่เกิดเหตุ” พูดจบมันก็พาร่างสูงร้อยแปดสิบแปดของตัวเองเดินออกไปเลย เฮ้ออออ

“ช่วยอะไรหน่อยสิสัน” ผมถอนใจกับตัวเองเบาๆ แล้วหันไปพูดกับสันทัดที่ยังยืนอยู่ไม่ได้ไปไหน

“ครับหมอจะให้ผมช่วยอะไรครับ”

“ไปซื้อกาแฟเซเวนให้หน่อย”

 

 

เกือบๆ จะตีสามครึ่ง ไอ้หมวด มันก็กลับมาพร้อมร่างไร้วิญญาณ (เดาว่าน่าจะไร้หัวด้วย) ของเหยื่อรายที่แปด และไม่รู้ว่าเพราะผมกับมันรู้จักกันมานานเกินไป หรือ เพราะอะไรก็แล้วแต่ กาแฟเซเวนอันได้ชื่อว่าแรงสุดในพิภพนี่ของผมที่ฝากสันทัดไปซื้อมาให้แบบไม่ต้องใส่น้ำแข็งมา ที่ผมเทใส่แก้วแบบมีฝาปิดแล้วเอาไปแช่ในช่องหมายเลย 13 ถูกไอ้คนตัวสูง (ก็มันสูงกว่าผมอ่ะ) เดินไปหยิบออกมากินหน้าตาเฉย แต่ก็นั้นแหละจากปริมาณแล้ว ถ้าให้กินคนเดียวหมดนั่น มีใจสั่นตาค้างกันไปข้างหนึ่งแน่

 

“เป็นไงบ้าง” ผมที่จัดการศพตาเสวยเสร็จพอดี หันกลับไปถามไอ้หมวดที่ยกกาแฟของผมซัดอึกๆ เฮ้ยๆ เบาๆ ไม่ใช่น้ำเปล่านะนั้นน่ะ

 

“เหมือนเดิม” หมวดเตมันว่าหลังจากกาแฟผมหมดแล้ว สีหน้ามันเคร่งเครียดจนนึกสงสาร

 

“ไอ้เจมันว่าข้อมูลเหยื่อที่คุณให้ตรวจสอบส่งมาแล้วตั้งแต่บ่ายคุณเห็นยัง” หมวดเตถามขึ้นมาอีกเรื่องเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

 

“อ่าาาา น่าจะเป็นเอกสารที่มาเมื่อบ่ายๆ ผมยังไม่ได้ดูเลย หมวดเจส่งมาหรอ” เพราะตอนบ่ายผมมัวแต่สนใจร่างของเหยื่อเพราะดันตรวจเจออะไรบางอย่างเข้าให้ เลยไม่ได้สนใจเอกสารที่มีคนเอามาส่งสักนิด

 

“มันว่าอย่างนั้นนะ...คุณให้เจมันตรวจสอบเรื่องอะไรหรอ”

 

“นิดหน่อยน่ะ ตามมาสิ” ผมเดินนำหมวดเตมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วขยับกองเอกสารที่มาเมื่อบ่ายเพื่อหาซองเอกสารที่ให้ หมวดเจ หรือ เจธนิน เพื่อนสนิทของ หมวดเตเป็นคนหาให้ สองคนนี้สมเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เด็ก เรียนมาด้วยกัน บรรจุที่เดียวกัน ชื่อก็ยังเสือกคล้ายกันอีก เจ กับ เต เรียกกันเองมันเคยหลงป่ะวะ

“อันนี้มั้ง”

 

“อะไรหรอ”

 

“ก่อนหน้านี้ผมเจอบางอย่างในศพที่หกเลยลองตรวจในศพที่เหลือ ปรากฏว่าที่เหลือมีเหมือนกัน แต่ปริมาณแตกต่างกันออกไป”

 

“อะไร”

 

“มันเป็นยากลุ่มประเภทกล่อมประสาทชนิดนึงอ่ะ คนที่ใช้จะมีอาการมึนงง สับสน แล้วเกิดภาพหล่อน ก่อนจะไม่รู้สึกตัว”

 

“ในศพที่เจ็ดก็เจองั้นเหรอ”

 

“ผลยังไม่ออกมา ผมเลยให้หมวดเจเอารายชื่อเหยื่อที่ได้จากลายนิ้วมือไปสืบหาประวัติ แล้วลองสอบคนใกล้ตัวว่า ก่อนหายตัวไปพวกเขามีอะไรแปลกไปหรือเปล่า ได้ไปทำอะไรที่ไหน ยังไงมามั้ง ทำนองนี้แหละ”

 

“แล้วได้เรื่องว่าไง”

 

“อยู่ในซองนี่ยังไม่ได้อ่านเลย”

 

“รีบเลยๆ”

 

“รู้แล้วน่ะ” ไอ้หมวดมันเร่งยิกๆ สีหน้าดูมีความหวังกว่าเมื่อกี้นิดนึง

 

ผมกับหมวดเตนั่งอ่านเอกสารข้อมูลดิบ เพราะเจธนินไม่มีเวลาสรุปให้อยู่นานจนเวลาล่วงเลยมาจนตีห้า เรียกได้ว่าสว่างคาตา ก่อนจะได้ผลสรุปออกมาคร่าวๆ อย่างที่ตั้งใจ

 

“วันนี้ผมขอดูผลแล็ปของเหยื่อรายที่เจ็ดก่อน ถ้าตรงกันผมว่าเราน่าจะพอเห็นเส้นทางการสืบสวนให้คุณแล้วล่ะ”

 

“สาธุ~~” เตธวัชมันพนมมือยกขึ้นเหนือหัว

“สมพรปากนะหมอนะ” อ่ะไอ้เวรนี้

 

“กว่าแล็ปจะเอาผลมาส่งก็น่าจะสักแปดโมงเป็นอย่างเร็ว ของีบหน่อยเถอะนะ ฮ้าวววว” ผมว่าพลางหาวหวอดๆ มาถึงจุดนี้ผมไม่ได้นอนมาแล้วกว่า 48 ชั่วโมง กาแฟเซเวนดูจะหมดฤทธิ์เสียแล้ว ว่าอย่างนั้นแล้วก็เอนหลังไปกับเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ นับถอยหลังสามวิสติสัมปชัญญะของผมก็ปิดการรับรู้ทันที

 

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกย้ายจากเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่มานอนอยู่ที่เตียงสนามที่หมวดเตมันเคยเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แถมมีผ้าห่มโรง’ บาลมาห่มให้ด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนแบกผมมานอน ก็ไอ้ตำรวจยักษ์ที่อยู่กับผมเมื่อคืนนั้นแหละจะมีใครอีก แม้จะนอนตอนเกือบหกโมงเช้า แต่สมองที่จดจำว่าวันนี้มีงานก็สับสวิตช์เปิดระบบให้ตื่นมาได้อรกครั้งตอนแปดโมงนิดๆ อยู่ดี ผมเลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง กลับออกมาอีกทีก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังจัดเตรียมร่างไร้วิญญาณของตาเสวยเพื่อรอให้ญาติมารับในช่วงสาย

 

ไลน์~ ไลน์~

 

เสียงเตือนข้อความจากไลน์ดังขึ้นเรียกให้ผมเดินไปหยิบเจ้ามือถือคู่ทุกข์คู่ยากขึ้นมาเปิดดู

 

เป็นหมอมันเหนื่อย : กูกำลังจะเข้าไปราวด์ มึงจะเอาอะไรมั้ย

 

เอาอะไรก็ได้ที่แดกได้ : เป็นหมอนิติ

 

เป็นหมอมันเหนื่อย : งั้นไม่ต้องแดก

 

งั้นกูจะแดกหัวมึง : เป็นหมอนิติ

 

เป็นหมอมันเหนื่อย : เรื่องมากไอ้สัส!!

 

เป็นไลน์จากภารดล หรือ หมอดล เพื่อนรุ่นเดียวกันกับผม แต่มันเป็นหมอเฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ที่มักจะเป็นมันนี้แหละที่ซื้อของกินมาเผื่อผมในเกือบจะทุกเช้า สลับกับหมอปี หรือ ปีย์วรา หมอรุ่นน้องที่เป็นอายุรแพทย์ของที่นี่ ด้วยความที่ผมมักจะขลุกอยู่แค่ในห้องชันสูตรเป็นหลัก มีบ้านก็ไม่ค่อยกลับ หมายถึงคอนโดที่ผมซื้อไว้เก็บของกับจอดรถอ่ะนะ ด้วยความคอนโดผมใกล้รถไฟฟ้า ผมเลยมักจะใช้บริการขนส่งมวลชนแทนการขับรถมาเองซะมากกว่า ไม่ใช่ประหยัด แค่ขี้เกียจขับรถ ดังนั้น อย่าถามถึงบ้านที่ต่างจังหวัด ดูเหมือนผมจะไม่ได้กลับมาปีหนึ่งสองปีแล้วมั้ง เอ๊ะ หรือ สามหว่า ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผมได้ขึ้นแท่นเป็นลูกเนรคุณที่ไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้านจนแม่จะตัดออกจากกองมรดกอยู่รอมร่อ ดีหน่อยที่ยังมีน้องชายผมอีกคนที่อยู่เป็นเพื่อน และยังมีไอ้วัส หรือ วัสสิกา เพื่อนสนิทผู้หญิงคนเดียวของผม ที่อยู่ดูแลช่วยจนแม่ล่ำๆ ว่าจะยกสมบัติให้ไอ้วัสมันแทนผมอยู่แล้ว แต่ก็นะ เวลาจะกลับคอนโดยังน้อยนิด สาอะไรจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ยิ่งช่วงเทศกาลอย่าได้เอ่ยถึงมันเป็นช่วงนรกของคนเป็นหมอเลยก็ว่าได้ อุบัติเหตุล้วนๆ

 

หลังจากส่งศพตาเสวยให้กับทางญาติเสร็จผมก็กลับมางมโข่งอยู่กับงานตัวเองต่อ ใช่ว่าเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องแปดรายนี้จะตันซะทีเดียว เมื่อเห็นข้อมูลจากหมวดเจที่ส่งมาให้รวมกับร่องรอยที่ได้จากเหยื่อรายที่เจ็ดกับแปด ทำให้ผมเริ่มคล่ำทางได้แล้ว ว่าแต่...ไอ้หมวดมันหายไปไหนของมัน ตั้งแต่ตื่นยังไม่เจอมันเลยเถอะ เวลาแบบนี้หายหัวตลอด ว่าแล้วก็หยิบมือถือต่อสายหาไอ้ตำรวจทันที

 

“อยู่ไหน”

 

“ผมเจออะไรบางอย่าง มาหาที” ผมบอกแค่นั้นอีกฝ่ายก็ชิงตัดสายไปเลย ไม่นานเกิน 40 นาที เดี๋ยวมันก็โผล่หัวมา

 

_______________________________________________________________________________

ไรท์ // เรื่องนี้ไม่เครียดจริงๆนะ เชื่อเขาเถอะ 

ความคิดเห็น