Chaleeisis
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.8k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2563 01:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

 

 

1 ปีต่อมา 

. 

. 

รูปนี้เอาแขวนไว้ตรงไหนดีนะ

ตรงนี้ก็แล้วกัน

ผมปีนขึ้นเก้าอี้เพื่อเอารูปถ่ายวันรับปริญญาติดเอาไว้ที่พนังบ้านใกล้ๆ กับรูปของแม่ ไงล่ะ คุณชุตินันท์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเรียนจบแล้วนะครับ ตอนนี้ก็มีงานทำแล้วด้วย ไม่ต้องเป็นห่วงเฌอแล้วนะ พอติดรูปเสร็จผมก็เอารูปที่ถ่ายกับเหล่าสหายแก๊งค์ปลาทองตั้งเรียงเอาไว้เป็นแนวยาว มีตั้งแต่รูปที่ทำหน้าดีดียันทำหน้าเหมือนส้นตีนเลย ถ่ายรูปรับปริญญาทั้งทีดูทำหน้าทำตาเข้า

พวกสะเหล่อ

ตอนนี้เกือบบ่าย 2 แล้วครับ ผมอยู่ที่บ้านของแม่ซึ่งตอนนี้มันก็เป็นบ้านผมนั่นแหละ ผมอยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด เข้ามหา’ลัยถึงได้ย้ายไปอยู่ที่หอ ส่วนบ้านหลังนี้ก็มีแม่บ้านเข้ามาดูแลทำความสะอาดตลอด พอเรียนจบผมก็เลยคิดว่าจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มันไม่ค่อยไกลจากโรงงานของป๊าที่ผมต้องไปทำงานด้วยแหละ ก็ถือว่าสะดวกหน่อย ตอนที่เรียนจบผมได้เวลามาใช้ชีวิตอยู่หลายเดือน แต่ตอนนี้มันถึงเวลาที่ต้องจริงจังกับชีวิตของการทำงานแล้วล่ะ

เวลาผ่านไปไวเหมือนกันนะ

ผมไล่มองรูปถ่ายที่ตัวเองเอามาตั้ง ช่วงเวลาของชีวิตมหา’ลัยของผมจบลงไปแล้ว มีความทรงจำดีดีเกิดขึ้นเยอะแยะเลยครับในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเพื่อนหรือแม้กระทั่งคนรัก ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผมกับสิบสามก็คบกันมาได้ปีกว่าแล้วล่ะ ตอนนี้เขากำลังจะเป็นนักศึกษาแพทย์ฯ ปี 4 ซึ่งเจ้าตัวจะต้องออกไปผจญภัยเจอกับผู้ป่วยจริงๆ แล้ว หวั่นใจอยู่เหมือนกันนะกับเรื่องนี้น่ะ

เขาต้องเหนื่อยมากแน่ๆ

นังน้อนบอกว่า 3 ปีแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่ 3 ปีหลังคือของจริง เขาได้แต่พร่ำบอกว่าถ้าตัวเองไม่มีเวลาให้ ก็อย่าเพิ่งนอยด์กัน สิบสามกังวลเรื่องนี้มากเลยนะ แทบทุกครั้งที่เราพูดถึงเรื่องเรียน เขาจะบอกแบบนี้เสมอเลย ส่วนผมก็จะให้คำตอบเหมือนเดิมซ้ำๆ เพื่อย้ำว่าผมเข้าใจ และก็จะอดทนให้มากๆ เพราะรู้ว่าตัวเขาก็อดทนเหมือนกัน มีแฟนเป็นหมอก็ต้องเข้าใจและเตรียมใจยอมรับอยู่แล้วกับเรื่องแบบนี้

ผมไม่อยากให้เขาต้องเป็นกังวลเลย

อยากให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

“เฌอ” ร่างสูงของเพื่อนรักเดินลงมาจากชั้น 2 ของบ้าน “กูเปลี่ยนหลอดไฟที่ห้องเล็กให้แล้วนะ”

“เออ ขอบใจมากนะมึง แล้วพวกไอ้ขันจะมากี่โมงวะ”

“ไม่รู้ว่ะ ก็คงเย็นๆ ล่ะมั้ง หลังจากที่มึงไปรับน้องหมอแล้ว” ไอ้แช่มบอกก่อนจะเดินมายืนดูรูปที่ผมเพิ่งจัด “รูปนี้กูหล่อจริงๆ เลยนะ”

“คำพูดคำจาโคตรสะเหล่อเลย” ผมเบ้ปากใส่มัน เวลาเปลี่ยนแต่ความมั่นหน้าไม่มีเปลี่ยนเลยนะค้าบเพื่อนค้าบ

“ผมพูดความจริงทั้งนั้นอะครับเพื่อนเฌอ เออ กูมีบางอย่างอยากจะให้มึงดูด้วย” เจ้าตัวบอกก่อนจะเดินไปหยิบของในกระเป๋ามาให้ผมดู

“การ์ดเหรอ” ผมมองการ์ดสีฟ้าที่อยู่ในมือพร้อมกับอ่านรายละเอียดข้อมูลต่างๆ มันคือการ์ดแต่งงานครับ สำหรับชื่อของคนที่เขียนอยู่ด้านในก็คือ ชริตกับชนัศชัย

ไอ้แช่มกับไอ้หอม

“กูแอบไปทำมา”

“ได้ขอลูกเขารึยังเนี่ยะ มัวนิ่มไปพิมพ์การ์ดมาเองเดี๋ยวพ่อเขาจะแหกอกเอาหน่า”

“กูคุยเรื่องนี้กับครอบครัวน้องหอมแล้วเถอะ อีกอย่างก็สัญญากันเอาไว้ตั้งแต่ก่อนทุบบ้านโน่น ตอนนี้บ้านกูสร้างเสร็จแล้ว น้องหอมเองก็เรียนจบแล้ว พอรับปริญญาเสร็จก็จะแต่งงานไง”

“อีกค่อนปีแต่มึงพิมพ์การ์ดแล้ว”

“เวลามันผ่านไปไวนะ ว่าแต่มึงเถอะ ไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้บ้างรึไง”

ผมส่ายหัวรัวๆ “กูจะมาคิดอะไรล่ะ แฟนกูเพิ่งขึ้นปี 4 อีก 3 ปีโน่นกว่าจะเรียนจบ คือแต่งงานมันก็ดีอะนะมึง แต่ไม่แต่งมันก็ไม่เป็นไรเหมือนกันอะ ไม่รู้ดิ ถ้าถามว่ากูอยากแต่งไหมก็คงไม่แหละ ส่วนสิบสาม....ถ้าถามเขา เขาก็จะต้องบอกว่าแล้วแต่กู”

“รู้ใจกันขนาดนั้น”

“เออดิ เป็นแฟนกันหนิ” ผมเดินไปหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ให้นังน้อน “มึงว่าเขาจะชอบไหม”

“คงชอบแหละ ใหญ่ชิบหาย ใช้กันแดดกันฝนได้อะ”

“กูก็ว่างั้น”

ของขวัญที่อยู่ในมือผมคือดอกทานตะวันปลอมขนาดใหญ่มาก ตัวดอกบานสามารถใช้แทนร่มได้ ส่วนก้านสีเขียวยาวๆ นี่ก็เอาฟาดหัวไอ้แช่มได้เหมือนกัน คืองี้ครับ วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทั้งผมและนังน้อนรอมาตั้งแต่ตอนที่คบกันวันแรกๆ เหมือนกันนะ วันนี้เป็นวันที่นักศึกษาแพทย์ฯ ชั้นปีที่ 4 จะรับกาวน์กัน นังน้อนของผมจะมีเสื้อกาวน์สวมเป็นฟีลคุณหมอแล้ว ผมว่านะ....เจ้าเด็กยักษ์นั่นต้องเป็นคุณหมอที่หน้าตึงมากกว่าใครในโลกแน่ๆ

พอนึกหน้าเขาออกเลย

นอกจากวันนี้จะเป็นวันที่สิบสามรับกาวน์แล้วก็ยังเป็นวันเกิดของทะเลเพื่อนรักด้วยครับ เหล่าสหายแก๊งค์ปลาทองก็เลยตกลงกันว่าจะมาเปิดตี้ที่บ้านผม เฌอคนนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะของกินทั้งหมดนั่นพวกเพื่อนๆ เป็นคนซื้อ ตอนนี้ไอ้ขันกับไอ้หมีกำลังมาจากสระบุรี พวกมันน่าจะแวะซื้อของเข้ามานั่นแหละ

เวลาผ่านไป....ทุกคนก็ต่างใช้ชีวิตไปในทางของตัวเอง

ไอ้ขันย้ายไปอยู่ที่สระบุรีกับไอ้หมีครับ มันช่วยงานพี่แขดูแลกิจการโรงแรมที่นั่น จันทร์ฉายช่วยงานพี่เจ้าที่ร้าน มีแพลนอาจจะเพิ่มสาขาสองโดยใช้ชื่อร้านว่าจันทร์ฉาย ส่วนทะเลก็ทำงานที่บริษัทของพ่อตัวเองแล้วก็รักเมียหลงเมียมากขึ้นทุกวันจนน่ารำคาญ แล้วเวลามันเอาเมียตัวเองมาขิง ไอ้พวกคนมีเมียก็จะงัดเมียมาขิงเหมือนกัน เฌอซึ่งไม่มีเมียอยู่หนึ่งเดียวในกลุ่มก็คือประสาทจะแดก เวลาผมด่าก็ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาหรอกไอ้พวกเวรนี่

จิ๊....หงุดหงิดเฉยเลยว่ะ

คนสุดท้ายลืมไม่ได้เลยครับก็คือแช่มเพื่อนรัก ชริตเป็ดกลับไปดูแลสวนยางที่บ้านแล้วก็ทำตามความตั้งใจต่างๆ อย่างเรื่องสร้างบ้านใหม่และก็เรื่องที่จะแต่งงาน มันเป็นคนแรกเลยล่ะที่แต่งงานเนี่ยะ ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนเดียวที่มีงานแต่งให้ได้เห็นด้วย ผมไม่รู้ว่าไอ้พวกที่เหลือคิดจะแต่งงานบ้างรึเปล่า แต่เรื่องบวชน่าจะไวไวนี้แหละ มันก็ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วนะ เดี๋ยวผมต้องเตรียมตัวไว้เต้นหน้านาคสิเนี่ยะ

ทุกคนจะได้รู้จักเฌอเท้าไฟ

“แล้วนี่มึงจะไปกี่โมง”

“เนี่ยะ เดี๋ยวก็ไปละ ฝากบ้านด้วยละกัน อย่าซนให้มาก”

“เดี๋ยวกูจะเผาบ้านมึงทิ้ง” เจ้าตัวเบ้ปากใส่ผม

“ห้ามเผาสินี่บ้านแม่กู” ผมตีไหล่มัน “พี่ไม่อยู่แป๊บนึง น้องแช่มไม่ต้องเหงานะครับ”

“แฟนกูขับรถมาถึงมาหน้าปากซอยละ มึงเถอะ จะไปไหนก็ไป” ชริตเป็ดเอ่ยปากไล่ เออใช่ซี้ กูมันเฌอไงไม่ใช่ข้าวหอมนี่ จำไว้เลยนะไอ้เวร ความหงุดหงิดใจนี้กูจะเอาคืน

“ดูบ้านดีดีด้วยละกัน” ผมบอกก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกมาจากบ้าน ได้เวลาไปหานังน้อนแล้วครับ ป่านนี้คงใกล้เสร็จพิธีของเขาแล้วล่ะ

คุณพ่อคุณแม่ของสิบสามไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดีนะครับเพราะว่าไปต่างประเทศ ส่วนพี่ๆ ก็ติดงานแต่ว่าโทรมาหาตั้งแต่ตอนเช้าแล้วล่ะ นังน้อนเขาก็ไม่ได้งอแงนะ เข้าใจนั่นแหละว่าทุกคนไม่ว่าง เขาบอกว่าพิธีรับกาวน์ก็เป็นแค่อีกหนึ่งก้าวเท่านั้น ยังไม่ถือว่าถึงฝั่งที่เขาตั้งใจ ไว้มาแสดงความยินดีในวันที่เขาประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ได้

คำพูดคือมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจึ๋งนึง

ตอนแรกผมกะว่าจะซื้อตุ๊กตากีกี้ลาล่าให้เขา แต่สิบสามก็มีตุ๊กตาเยอะมากอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นของขวัญที่ผมซื้อก็เลยเป็นดอกทานตะวันปลอมแทน มันตลกครับไม่มีอะไร อีกอย่างนังน้อนแพ้เกสรดอกไม้ ถ้าซื้อดอกไม้สดมาให้ เขาต้องตายก่อนจะได้เป็นหมอแน่ๆ จะว่าไปถ้าเขาออกมาเจอผู้คนด้านนอกน่าจะเสี่ยงต่อการแพ้อยู่นะ ครอบครัวอื่นต้องมีแน่ๆ ที่ซื้อดอกไม้ไปแสดงความยินดีให้เหล่าว่าที่คุณหมอน่ะ

เจ้าเด็กยักษ์จะเป็นอะไรไหมเนี่ย

อาการแพ้อาจจะมีบ้างครับแต่เมื่อเช้าก็ให้กินยาไปแล้ว มันก็อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่าสิบสามคงไม่อยู่ตรงนั้นนานหรอก ผมขับรถเข้ามาในมหา’ลัยก่อนจะเอาไปจอดไว้ที่ตึกคณะวิศวะฯ มือหยิบดอกทานตะวันยักษ์แล้วมุ่งหน้าไปที่ตึกแพทย์ฯ ด้านหน้าตึกมีว่าที่คุณหมอที่สวมกาวน์ยืนอยู่เต็มไปหมดเลยครับ พิธีคงเสร็จแล้วสินะ ผมกวาดสายตามองหาร่างสูงแต่ก็ไม่เจอ

ไปอยู่ไหนของเขาวะ

“สวัสดีค่ะพี่เฌอ”

เสียงหวานทำให้ผมหันไปมอง “อ่าวน้องลินิน....พี่ยินดีด้วยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ พี่เฌอหาสามอยู่เหรอคะ”

“ใช่ครับ แต่พี่หาเขาไม่เจออะ น้องลินินเห็นสิบสามบ้างไหม”

“น่าจะอยู่ที่ลานเกียร์ค่ะเพราะตรงนี้ช่อดอกไม้เยอะมาก ถ้าอยู่ตรงลานเกียร์ อากาศจะถ่ายเทได้ดีกว่า พี่เฌอลองไปดูที่นั่นนะคะ”

“โอเคเลย ขอบคุณนะครับ” ผมยิ้มหวานให้เธอก่อนจะเดินออกจากโซนหน้าตึกแล้วไปที่ลานเกียร์แทน

ร่างสูงนั่งอยู่ที่ม้านั่งพลางเล่นโทรศัพท์อยู่ สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดใดออกมาเหมือนเคย ผมยืนมองนังน้อนอยู่อย่างนั้นสักพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเขาแล้วส่งเข้าไปในไลน์ของเจ้าตัว ใบหน้าหล่อเงยหน้าขึ้นมามองหาผมแล้วชะงักอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นดอกทานตะวันปลอมในมือ สาเหตุของอาการตาโตนั้นคือตกใจที่ดอกทานตะวันใหญ่มาก ต่อมาก็คงประมวลผลอยู่ว่าของจริงหรือของปลอม

โคตรน่ารักเลยว่ะ

ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะยื่นดอกทานตะวันให้ “ยินดีด้วยนะครับว่าที่คุณหมอ”

“ขอบคุณนะครับ” สิบสามยิ้มแป้นออกมาก่อนจะรับดอกทานตะวันไป “ผมตกใจมากเลยตอนที่เห็นน่ะ นึกว่าของจริง”

“ถ้าเป็นของจริงแล้วจะยังไงหืม....”

“ถ้าเป็นของจริงก็จะกอดไม่ได้ไงครับ” นังน้อนลุกขึ้นก่อนจะสวมกอดผม “ครึ่งทางแล้วครับพี่เฌอ”

“เก่งมากนังน้อน” ผมลูบหัวเขาเบาๆ ก่อนจะละกอดออกแล้วมองเสื้อกาวน์ที่ถูกสวมอยู่บนตัวเขา “ถึงวันนี้สักทีนะ ความรู้สึกเหมือนผมเพิ่งบอกคุณเมื่อวานเองว่าจะรอวันที่คุณได้รับกาวน์ ทีนี้ผมก็จะรอดูวันที่คุณได้เป็นหมอสินะ”

“ใช่ครับ อีกไม่นานหรอก รอหน่อยนะครับ”

“รอได้เสมอนั่นแหละ” ผมเขี่ยผมที่ปรกหน้าเขาก่อนจะกุมแก้มเจ้าตัวเอาไว้ “บอกแล้วไงว่าจะอยู่กับคุณไปจนแก่น่ะ”

“ผมจะดูแลพี่เองครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“คุณได้ดูแลผมแน่ๆ ล่ะ เป็นไง....ชอบไหมของที่ผมซื้อให้”

“ทำไมเป็นดอกทานตะวันล่ะครับ”

“ตลกดีอะ ก็เลยซื้อมา”

สิบสามยกดอกทานตะวันมาไว้ด้านข้างหน้าผม “ผมนึกว่าพี่จะเป็นคนโรแมนติกมากกว่านี้ซะอีก”

“หนิ เป็นแฟนกันมาปีกว่า คุณน่าจะรู้ไหมว่าผมไม่ใช่คนโรแมนติกอะ” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดคลิปลงสตอรี่ไอจี “แต่ผมรู้นะว่าทานตะวันมีความหมายว่ายังไง คุณรู้ไหม”

“ไม่ครับ ผมไม่สนใจดอกไม้อยู่แล้ว”

“ความหมายของดอกทานตะวันก็คือ....ความรักที่ผมมีให้คุณมันจะมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลง” 

รอยยิ้มสดใสเผยออกมาพร้อมกับแก้มที่ขึ้นแดงระเรื่อ อาการแบบนี้ก็คือเขินนั่นแหละ เชื่อไหมครับว่าระหว่างเราตั้งแต่ตอนที่เพิ่งรู้จักจนถึงตอนนี้ แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย สิบสามยังคงเป็นสิบสาม เป็นคนเดิมที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขเสมอเวลาที่ได้อยู่ด้วย ได้เจอกันครั้งแรกตอนที่เขาอยู่ปี 2 แล้วดูตอนนี้สิ เขาขึ้นปี 4 แล้ว รับกาวน์และกำลังจะได้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนคุณหมอจริงๆ วันนึงข้างหน้าเขาก็จะคุณหมออย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้

จนถึงตอนนั้นผมก็หวังว่าเราจะมีกันและกันแบบนี้

ไม่สิ....ไม่ใช่แค่หวัง

แต่ตอนนั้นเราต้องมีกันและกันแบบนี้แหละ

ชอบนะครับ ความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนนึงในช่วงเวลาของชีวิตใครสักคนน่ะ จะดีจะร้ายสุดท้ายทุกอย่างก็จะเป็นความทรงจำ ชีวิตช่วงมหา’ลัยของผมมันจบลงไปแล้วโดยสมบูรณ์ แต่ของสิบสามมันยังเหลืออีกครึ่งทาง และมันจะเป็นครึ่งทางที่ผมร่วมเดินไปพร้อมกับเขา ปัญหาและอุปสรรคอะไรที่อาจจะเข้ามา ผมจะช่วยเหลือเขาทุกอย่างเพื่อให้ผ่านมันไปได้ ผมจะเป็นทีมซัพพอร์ตให้นังน้อนไปจนกว่าเขาจะเรียนจบ

หลังจากนั้นก็คงใช่ด้วยนั่นแหละ

“พี่เฌอครับ”

“หืม....”

“วันที่ผมรับปริญญา....พี่ก็ต้องอยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ”

เรื่องนั้น....

“มันแน่นอนอยู่แล้วล่ะคุณ”

.

*** 

.

“ชนแก้วฉลองวันเกิดให้เพื่อนเลแล้วก็น้องหมอที่รับกาวน์หน่อยเร็ว”

“เอ้า ช้นนนน!!!!”

เพล้งงงง 

อื้ม....แก้วเกือบแตกคามือแล้ว

เกินไปมากๆ เลยไอ้พวกนี้

ผมยกเบียร์ขึ้นจิบพลางยัดกุ้งเผาเข้าปาก ตอนนี้เกือบ 3 ทุ่มแล้ว เหล่าแก๊งค์ปลาทองกำลังสังสรรค์กันอย่างหัวจะปวดครับ เสียงดังชิบหาย ดีนะบ้านผมอยู่ด้านในสุดของหมู่บ้านแล้วบ้านข้างๆ เขาไปต่างจังหวัดพอดี ไม่งั้นต้องมีปะทะกันบ้างแหละที่เสียงดังขนาดนี้ ผมนั่งมองเพื่อนๆ เล่นเกมหมุนขวดกัน ปากขวดโดนใครก็จัดไปเลยโซจูหนึ่งชอต และตอนนี้ปากขวดก็หยุดอยู่ตรงหน้าเฌอ

ขอบใจมากๆ เลยนะไอ้เวรแช่ม

“เอาไปเลย ของเฌอเพื่อนรักต้องผสมเบียร์”

“ไม่ต้องเลยมึง” ผมแย่งแก้วโซจูมากระดกได้ทันก่อนที่ชริตเป็ดจะใส่เบียร์ลงไปเพิ่ม อยากทำให้ผมเมาแล้วหัวทิ่มพุ่มไม้ไง เสียใจด้วยเถอะครับ ไม่หลงกลง่ายๆ หรอก

“นี่กุ้งครับ” นังน้อนส่งจานใส่กุ้งที่แกะเปลือกแล้วมาให้กลางวง

“คุณแกะกุ้งเก่งมากเลยนะสิบสาม” ไอ้หมีบอกก่อนจะหยิบกุ้งเข้าปาก “ทำไมทำหน้าแบบนั้นอะพี่ขัน”

“หึ....”

เอาละ....สัญญาณบ้านแตก

“มึงจะโหดไปไหนวะเนี่ย” จันทร์ฉายโขกหัวไอ้คนโฉด สมน้ำหน้ามัน หึงเมียออกนอกหน้าดีนัก

“กูเจ็บนะ”

“ก็โขกให้เจ็บเนี่ยะ แหมๆ ๆ ๆ ไอ้หมีนี่ชมคนอื่นนิดนึงไม่ได้เลย”

“ถ้าเมียมึงชมคนอื่นล่ะ”

“กูก็เตะดิ” พอเพื่อนฉายเอ่ยแบบนั้นผมก็เหลือบไปมองน้องไผ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ มันทันที ใบหน้าหวานเลิกคิ้วมองนิ่งๆ

“พี่จะเตะไผ่เหรอ”

“ใครจะกล้าล่ะครับ”

เห้อะ....ไอ้พวกกลัวเมีย

ดีนะที่เฌอไม่มีเมียเลยไม่ต้องกลัว

ผมลุกออกจากวงเหล้าก่อนจะมาช่วยสิบสามปิ้งโน่นย่างนี่ เขาไม่ได้ร่วมวงกินเหล้ากับพวกเราไง แต่วันนี้นังน้อนจิบเบียร์ด้วยนะครับ นานๆ ทีกินจึ๋งนึงประมาณนั้น แต่ส่วนมากเขาจะย่างของให้พวกเรากินมากกว่า ไม่ใช่แค่อย่างอย่างเดียว เขาแกะให้กินแบบเสร็จสรรพ ผมหยิบเนื้อชิ้นใหญ่มาย่างบนตะแกรงก่อนจะวางพริกหวานโปะๆ ลงไป มือเรียวยื่นกรรเชียงปูมาจ่อที่ปาก ผมอ้าปากงับก่อนจะเคี้ยวแก้มตุ่ย

“อร่อยไหมครับ”

“อื้อ” ผมหยิบกุ้งไปป้อนเขาบ้าง “คุณรำคาญพวกมันไหมที่เสียงดัง”

“นานๆ ทีก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมชอบเวลาเห็นพวกพี่อยู่ด้วยกันนะ ดูสนุก ดูเป็นมิตรภาพดี”

“ตอนนี้คุณก็มีเพื่อนแล้วนะ”

“ก็เหมือนเดิมแหละครับ ไม่ได้ต่างจากตอนแรกนักหรอก จะให้สนิทถึงขั้นพวกพี่คงยาก”

“ไม่เป็นไรนะนังน้อน เดี๋ยวผมจะเป็นเพื่อนให้คุณเอง”

“ไม่เอาครับ พี่เป็นแฟนผมน่ะดีแล้ว”

“คุณนี่....” ผมทำหน้ามุ่ยใส่เขา “ผมถามจริงๆ นะสิบสาม เวลาอยู่ที่มหา’ลัย คุณไม่รู้สึกเหงาบ้างเหรอ”

“พอพี่เรียนจบไปก็รู้สึกอยู่นะครับแต่ก็ไม่เท่าไหร่เพราะว่าถ้าเลิกเรียน ผมก็จะได้เจอพี่อยู่ดี”

“ทำไมติดแฟนจังหืม....”

“แฟนผมเขาเป็นคนมีเสน่ห์น่ะครับ หน้าตาก็ดี อัธยาศัยก็ดี ผู้หญิงเนี่ยะชอบมาก ยิ่งตอนนี้เรียนจบไปแล้วอีก ไปอยู่ในสังคมที่เจอผู้คนเยอะแยะ ผมก็หวั่นใจอยู่ทุกวันว่าจะมีใครมาทำให้เขาหัวใจเต้นแรงได้มากกว่าผมรึเปล่า”

ผมหลุดหัวเราะออกไปทันที “ไม่มีหรอก เพราะว่าแฟนคุณน่ะนะ เป็นคนที่รักใครก็จะรักจริงมากๆ คิดแต่เรื่องของอนาคตที่จะได้ทำร่วมกัน ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาในชีวิตของเขา คนพวกนั้นก็ทำได้แค่เข้ามา ส่วนคนที่เขาเลือกจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย ผมว่าคุณก็น่าจะรู้แล้วนะว่าเป็นใคร”

“ใครเหรอครับ”

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลยเดี๋ยวจะโดน” ผมงับไหล่เขาทีนึงเหมือนลงโทษก่อนจะเอาจานเนื้อไปให้เพื่อนๆ พร้อมกับรินเบียร์เพิ่ม

พวกเราสังสรรค์กันไปอีกพักใหญ่พลางนั่งล้อมเล่าเรื่องเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงมหา’ลัย เรื่องราวที่เป็นประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี เรื่องตลกไปจนถึงเรื่องเศร้า เรื่องของความรักที่กว่าจะได้มันมา ทุกคนเคยผ่านความเสียใจ ความเจ็บปวดกันมาทั้งนั้น ตอนนี้เรื่องเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว มันจริงเลยนะกับคำที่เขาบอกว่าเรื่องบางอย่างที่เราเคยเสียใจให้กับมันมากๆ พอเวลาผ่านไป เราจะสามารถย้อนกลับมาเล่าถึงมันพร้อมกับเสียงหัวเราะได้

ก็นะ....มันผ่านไปแล้วหนิ

การไม่จมอยู่กับอดีตมันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นจึ๋งนึงนะครับ

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไล่ดูแจ้งเตือน มีคนถ่ายรูปตอนที่ผมให้ดอกทานตะวันกับสิบสามด้วยว่ะ แอบถ่ายตอนไหนวะเนี่ย คนที่เขายังติดตามผมกับนังน้อนก็คือยังคงติดตามอยู่แบบนั้นเลยนะ นี่จะตามกันไปจนแก่เลยไหม ดีครับดี เราจะแก่ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ

อยู่ตามกันไปอีกสัก 60 ปี

เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืนกว่าๆ วงปาร์ตี้ของเราก็แยกย้ายไปพักผ่อน พวกมันนอนค้างที่บ้านผมนี่แหละ ดีนะว่าบ้านนี้มีห้องนอนหลายห้องอยู่ ตอนนี้ผมกับสิบสามกำลังช่วยกันเก็บของล้างและทำความสะอาดตรงหน้าบ้านที่เราเปิดตี้กัน วันนี้ผมดื่มไม่เยอะนะ ถ้าเป็นสมัยก่อนคือเฌอต้องเมาเหมือนน้องหมาก่อนใครเพื่อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เมื่อก่อนไง ผมดื่มเหล้าน้อยลงและก็เพิ่งเลิกบุหรี่ได้มาประมาณเดือนกว่าละ

ใช้เวลานานเหมือนกันนะกว่าจะหยุดได้จริงๆ

ผมดีใจที่ตัวเองเลิกสูบบุหรี่ได้ ปัจจัยที่ทำให้คิดเลิกแบบจริงๆ จังๆ ก็คงเป็นนังน้อนนี่แหละ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับ สิบสามก็ดูชอบใจอยู่ที่ผมเลิกสูบบุหรี่ เขาบอกว่าเวลาจูบกันจะได้ไม่มีกลิ่นบุหรี่ติดมา

ดูการให้เหตุผลสิ

หลังจากเก็บของในครัวเสร็จผมก็ปิดบ้านก่อนจะขึ้นไปที่ห้องนอนตัวเอง เห็นร่างสูงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมระเบียง พอเห็นแบบนั้นผมจึงเดินไปนั่งลงข้างๆ เขา ลมเย็นๆ ที่เข้ากระทบผิวให้ความรู้สึกดีจริงๆ ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่านะ แต่เหมือนวันนี้ฟ้าจะเปิดแฮะ ทำให้เห็นดาวได้มากกว่าทุกวันเลย

สวยจัง

“ไม่อาบน้ำนอนเหรอคุณ”

“อยากอยู่ตรงนี้สักพักน่ะครับ วันนี้ดาวสวยมากเลยนะ” นังน้อนเหลือบมองผม “อยู่ดีดีผมก็มานั่งคิดว่าเวลามันผ่านไปเร็วจัง มันเหมือนกับผมเพิ่งได้เจอพี่ไม่กี่วันก่อนเอง แต่ความจริงมันผ่านมาจะ 2 ปีแล้ว”

“ผมก็คิดแบบนี้นะตอนที่จัดรูปบนตู้น่ะ เหมือนเมื่อวานยังเป็นแค่เด็กปี 1 อยู่เลย ทั้งๆ ที่ความจริงก็เรียนจบแล้ว เข้าสู่วัยทำงานและต้องรับผิดชอบในอะไรหลายๆ อย่าง”

“พี่เฌอคิดว่าในช่วงมหา’ลัย ตัวเองใช้ชีวิตคุ้มไหมครับ”

“คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกคุณ บางทีก็คิดว่าเกินไปป้ะวะ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงานหรือการทำกิจกรรม ผมว่าตัวเองได้ทำแทบทุกอย่างเลยอะยกเว้นเป็นเดือนคณะอย่างเดียว”

“นี่ขนาดไม่ได้เป็นเดือนนะครับ พี่ยังเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนขนาดนี้”

“ก็ผมหล่ออะคุณ” ผมยักคิ้วให้เขาทีนึงก่อนเสยผมตัวเอง “ผมเองก็ลำบากใจเหมือนกันนั่นแหละ”

“ฮอตจังเลยนะครับ”

“ก็จึ๋งนึง แต่คุณเชื่อป้ะว่าถึงผมจะเป็นที่ชื่นชอบและนิยมมากขนาดไหน สุดท้ายแล้วคนที่ผมเลือก....คนที่ผมรู้สึกรักก็มักจะทิ้งผมไปเสมอ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ที่สำคัญมันจะต้องเชื่อมโยงกับเลข 13 ตลอด นั่นเป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ”

“เพราะคนพวกนั้นคงไม่ใช่มั้งครับ อาถรรพ์เลข 13 ของพี่คงทำหน้าที่ของมันเพื่อรอวันให้พี่ได้เจอกับคนที่ใช่และจะเป็นรักสุดท้ายจริงๆ ”

ผมหันมองเขา “คุณจะพูดว่าคนที่ใช่และรักสุดท้ายของผม....เป็นคุณอะดิ” 

“ก็ผมคือคนที่อาถรรพ์ของพี่ทำอะไรไม่ได้....จริงไหมล่ะครับ” 

ร่างสูงเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะกดจูบลงอย่างแผ่วเบา มันเป็นสัมผัสที่คุ้นเคยและทำให้ใจฟูได้ทุกครั้ง ถึงจะเป็นการจูบที่ไม่มีการล่วงล้ำแต่มันกลับสื่อความรู้สึกได้มากมาย ผมอยากรู้มาตลอดว่าคนแบบไหนที่จะหยุดอาถรรพ์เลข 13 ได้ คนแบบไหนที่จะเข้ามาเป็นความรักที่จะไม่จากไป และตอนนี้ก็ได้รู้แล้วครับว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

เขาเป็นผู้ชายที่ผมเจอในวันที่ 13

และเขาก็ชื่อว่า....สิบสาม

ผมละจูบออกมาก่อนจะจุ๊บเหม่งเขาแล้วขยับเข้าไปนั่งพิง “คุณรู้ไหมว่าเรื่องของเรา ถ้าย้อนกลับไปเล่าแม่งโคตรตลกเลย ผมยังจำเรื่องในวันนั้นได้ดีเลยนะ ถึงมันจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ”

“ผมก็จำเรื่องวันนั้นได้เหมือนกันครับ ความรู้สึกของการตกหลุมรักใครสักคน ยังไง....ผมก็ไม่มีวันลืม” 

ตึกตัก

นังน้อนนี่มัน....

“คุณตกหลุมรักคนเมาได้ไง” เหมือนน้องหมาด้วยนะวันนั้นแถมยังอ้วกอีก สภาพโคตรดูไม่จืด

“เพราะคนเมาคนนั้นคือพี่ต่างหาก ผมหัวใจเต้นแรงมากเลยนะที่พี่มาหาอีกทีตอนเย็นน่ะ ไหนจะได้กินข้าวด้วยกันอีก”

“ถ้าคุณไม่บอกคือผมจะไม่รู้เลยนะ วันนั้นหน้าคุณโคตรไร้ความรู้สึกเลย ขนาดแนะนำตัวยังไม่ยิ้มเลยสักนิด”

“ทำตัวไม่ถูกนี่ครับ อยู่ต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบ ก็ต้องเก๊กเป็นธรรมดา”

ผมบีบแก้มเขาจนปากจู๋  “แบบคุณน่ะเขาเรียกว่าเก๊กตลอดเวลาเถอะ ตอนนั้นผมก็คิดนะว่าขนาดคุณไม่ยิ้ม คุณยังมีเสน่ห์ขนาดนั้น แล้วถ้าคุณยิ้มขึ้นมา มันจะขนาดไหน”

“แล้วตอนนี้รู้รึยังครับว่ามันจะขนาดไหน”

“รู้แล้ว” ผมหอมแก้มเจ้าเด็กยักษ์ฟอดใหญ่ “ผมชอบรอยยิ้มนี้มากเลย”

“มันเป็นของพี่ครับ”

“มันควรเป็นแบบนั้นแหละ” ผมเลื่อนมือไปกุมมือสิบสามเอาไว้ “ผมดีใจที่เราผ่านเรื่องวุ่นวายต่างๆ มาได้จนถึงตอนนี้ จะว่าไปก็อาจจะต้องขอบคุณเรื่องประสาทแดกพวกนั้นเหมือนกันเพราะมันทำให้ผมได้รู้ว่าคุณรู้สึกยังไงและสุดท้ายผมก็รู้ใจตัวเอง”

“ผมตัดสินใจถูกจริงๆ ที่บอกความรู้สึกของตัวเองให้พี่ได้รู้ พี่เฌอจำได้ไหมที่ผมเคยถามกับพี่ว่า ผมจะสมหวังไหม....ตอนนี้ผมรู้คำตอบแล้วนะครับ”

“ผมก็เหมือนกัน” ผมยกมือนังน้อนขึ้นมาจุ๊บเบาๆ “ผมมีความรักมามาก ผมคาดหวังให้มันเป็นครั้งสุดท้าย แต่มันก็ไม่มีเลย ผมเก็บความผิดหวังเอาไว้เพื่อรอใครสักคนที่จะเข้ามาเป็นรักสุดท้าย และทำให้ผมสมหวัง”

“ตอนนี้พี่คงเจอแล้วนะครับ” 

“อื้ม เจอแล้ว” 

และไม่ยอมเสียไปแน่ๆ

ผมยกมือขึ้นกุมแก้มเขาก่อนจะขยับเข้าไปกอด อะไรจะนิยามเรื่องระหว่างเราได้ ความโชคดี ความบังเอิญ เวรกรรม อาถรรพ์ ไม่รู้สิครับ ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่มันคือสิ่งที่ทำให้ผมกับสิบสามได้อยู่ด้วยกัน ได้รักกัน ทุกวันที่ 13 ผมยังคงเจอเรื่องโชคร้าย เจ็บตัวบ้างนิดหน่อย แต่มันดีตรงที่มีคนคอยตามเป็นห่วง ตามดูแลซึ่งต่างจากวันที่ 13 ก่อนหน้าที่จะมาเจอเขา

ชีวิตผมผูกพันกับเลข 13 จริงๆ นะ

เพราะแบบนี้ถึงได้มาเจอสิบสามไง

ก่อนหน้านี้ผมคือผู้ที่ไม่เคยสมหวังในความรัก....แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วล่ะ เพราะความรักของผมอยู่ตรงหน้านี่เอง

“ผมรักพี่เฌอนะครับ” 

“ผมก็รักคุณนะสิบสาม” 

.

ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนนึงในช่วงเวลาของกันและกันนะ.....ขอบคุณ 

. 

. 

. 

. 

----- END ----- 

. 

สวัสดีค่ะชาลมาส่งสามเฌอแล้วนะคะ จบแล้วสำหรับนิยายเรื่องสุดท้ายของ LoveWriteProject ซึ่งเรื่องนี้เขียนไวมากจริงๆ 

เปิดเรื่องวันที่ 6 มกราคม จบวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ยังไม่ถึง 2 เดือน 

ชาลขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาเจอกันไม่ว่าจะรู้จักเรื่องนี้เรื่องแรกหรือตามมาจากเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้า โปรเจกต์นี้เป็นความภาคภูมิใจของชาลมากจริงๆ เป็นเซ็ตนิยายที่เรียกได้ว่าก้าวผ่านความเป็นมือใหม่ ตอนเขียนเรื่องแรก เขียนสื่อรัก เรื่องราวในเรื่องคือเล่าโดยเด็กปี 1 ส่วนในเรื่องผมผู้ไม่สมหวังในความรักคือเด็กปี 4 จากเรื่องแรกเริ่มตอน 2017 เรื่องสุดท้ายจบที่ปี 2020 ชาลโตมาพร้อมกับตัวละคร พวกเขาเหมือนเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ดีใจที่ทำให้เรื่องราวของทุกคนจบโดยสมบูรณ์ 

ชาลหวังว่านิยายเรื่องนี้จะให้อะไรกับบี๋ไม่มากก็น้อย ขอบอกเหมือนประโยคตอนจบของเรื่องนะคะ 

ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนนึงในช่วงเวลาของกันและกันนะ 

รักบี๋ทุกคนเลยน้า....ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ 

ความคิดเห็น