facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ 3

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.6k

ความคิดเห็น : 90

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2563 02:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ 3
แบบอักษร

บทนำ 3 

  

               หลังเสร็จสิ้นพิธีปิดหลักสูตรรบพิเศษรีคอนแล้ว นักเรียนรบพิเศษแต่ละนายก็แยกย้ายเดินทางกลับหน่วยงานในสังกัดเดิมของตน ซึ่งจะมีเพียงแค่นักเรียนรบพิเศษที่เป็นทหารเรือเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามาเป็นนักรบรีคอนของหน่วยนาวิกโยธินได้ ผู้หมวดธนากรเป็นตำรวจพลร่มของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจึงต้องเดินทางกลับหน่วยงานเดิมของตนที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนหรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นเรศวร 261 ซึ่งมีภารกิจด้านการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลและการก่อการร้ายในเมืองทุกรูปแบบ ที่ผู้หมวดหนุ่มเลือกเข้ามาทำงานอยู่ในหน่วยงานนี้ก็เพราะอยากจะอยู่ใกล้ๆ พี่ชายซึ่งเป็นหัวหน้าชุดในปฏิบัติการพิเศษ นเรศวร 261 ก็มีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องเขาก็เลยไม่อยากอยู่ห่างจากพี่ชายไปไหน ทั้งๆ ที่ความตั้งใจจริงของเขาคือการได้ลงไปปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างหาก ผู้กองพนาเองก็ไม่เคยบังคับน้องชายว่าต้องมาทำงานด้วยกัน แต่เห็นน้องชายอยากจะมาอยู่ใกล้ๆ เขาก็ห้ามอะไรไม่ได้ เพราะไม่ว่าน้องชายของเขาจะมาทำงานอยู่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นเรศวร 261 หรือการลงไปภาคใต้ ทุกๆ งานมันก็ล้วนแต่เป็นงานที่ดีที่ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อย่างเต็มภาคภูมิของตำรวจ 

               “แกยังอยากจะลงใต้อยู่มั้ยกร ถ้าอยากไปก็ไปเถอะนะ โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วจะเอาแต่ทำตัวเป็นลูกแหง่เกาะติดพี่แบบนี้ไม่ได้” ผู้กองพนาว่าพลางจิบเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ขณะนั่งอยู่ในร้านเหล้าของเมืองพัทยา เป็นการเลี้ยงฉลองความยินดีกับปีกเครื่องหมายรบพิเศษของน้องชายก่อนจะเดินทางกลับค่ายนเรศวรที่เพชรบุรีในวันรุ่งขึ้น 

               “ก็ยังอยากไปอยู่นะพี่ ผมมันตำรวจชอบความลำบาก ให้อยู่ในเมืองดีๆ ผมอยู่ไม่ได้หรอก เดี๋ยวแพ้อากาศในเมืองผื่นขึ้นกันพอดี ผมชอบแบบบรรยากาศกลางป่ากลางเขา คลุกเคล้าอาหารใต้รสจัดๆ แซ่บๆ มีเรื่องตื่นเต้นให้ได้ทำตลอดเวลา” 

               “ถ้าชอบแล้วทำไมไม่ลงใต้ตั้งแต่แรก มาอยู่หน่วยรบพิเศษนี่ทำไม” 

               “ก็เรามีกันแค่สองคนไงพี่ พี่เสียสละอะไรมาตั้งมากมายเพื่อผมแล้วผมก็อยากจะทำอะไรเพื่อพี่บ้าง อย่างน้อยมีผมอยู่ด้วยพี่ก็จะได้ไม่เหงาไง เนี่ย พี่อายุตั้งสามสิบห้าแล้วแฟนก็ไม่ยอมมี แล้วผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่าพี่ไปขัดแข้งขัดขาใครเขาเอาไว้ ผลงานพี่เจ๋งๆ ออกจะมีมากมายแต่ทำไมทางผู้ใหญ่ถึงไม่ยอมเลื่อนขั้นให้พี่ซักที อย่างพี่เนี่ยควรเป็นสารวัตรหรือไม่ก็ผู้กำกับได้แล้วนะ ทำไม หรือเห็นว่าเรานามสกุลไม่ดัง พ่อแม่ไม่ใช่คนใหญ่คนโตแล้วยังเป็นกำพร้าตั้งแต่เด็กอีกใครๆ เขาถึงได้ไม่เห็นหัว” 

               “ไอ้กร จะพูดอะไรก็ระวังปากบ้าง” ผู้กองพนาเตือน ถึงเรื่องที่น้องชายพูดจะเป็นความจริงก็เถอะ แต่สำหรับเขา... 

               “ฉันไม่ได้มาเป็นตำรวจเพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ฉันแค่อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด อยากดูแลปกป้องทุกๆ คน ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ผู้คนจะมองอาชีพตำรวจไม่ได้ต่างจากมองโจรเลย แต่ฉันก็ยังอยากเป็นตำรวจน้ำดีคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ให้มันรู้ไปสิวะว่าประเทศนี้จะไม่เหลือตำรวจดีๆ อยู่บ้างเลย” 

               “ผมล่ะยอมใจกับอุดมการณ์ของพี่จริงๆ ยศใหญ่โตไม่อยากได้ แต่อยากเป็นแค่ตำรวจที่ดีคนหนึ่ง นี่ถ้าผมเป็น ผบ.ตร. ผมจะประเคนรางวัลตำรวจดีเด่นแห่งชาติให้พี่เลย จะเลื่อนให้เป็นพลตำรวจเอกด้วย” 

               “ฉันก็ยอมใจกับแกเหมือนกัน อยากลงใต้แล้วไม่ลง เกาะพี่ชายไม่ยอมปล่อยอย่างกับปลิง” 

               “แล้วปลิงอย่างผมก็จะเกาะพี่ ให้พี่เลี้ยงไปตลอดชีวิตด้วย ไหนๆ แฟนก็ไม่มีแล้วเลี้ยงน้องชายแทนก็แล้วกันนะ” ผู้กองพนาหลุดขำออกมาให้กับความทะเล้นของน้องชาย แต่พอผู้หมวดธนากรพูดขึ้นมาอีกเขาก็ถึงกับยิ้มต่อไม่ออก 

               “แต่ถ้าผมตายตอนนี้ พี่ช่วยสานฝันให้ผมด้วยนะ ไปเป็นตำรวจพลร่มรับใช้ประชาชนและแผ่นดินที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นเขาว่าเขื่อนบางลางกับป่าฮาลา-บาลาสวยสุดๆ ไปเลย พี่เอากระดูกผมไปลอยอังคารที่นั่น...” 

               ผลัวะ!!! ผู้หมวดหนุ่มหน้าทิ่มลงไปกับจานปีกไก่ทอดเมื่อถูกผู้เป็นพี่ชายตบเข้าให้อย่างจัง พอเงยหน้าขึ้นมาจากจานปีกไก่ทอด ผักสลัดที่ประดับจานก็ติดหน้าผากของเขาขึ้นมาด้วย 

               “เล่นบ้าอะไรของพี่เนี่ย!!!” 

               “ฉันเห็นหมาวิ่งเข้าไปในปากแกเลยช่วยตบออกให้ ถ้าจะเลี้ยงหมาเอาไว้ในปาก ช่วยสั่งสอนมันด้วยว่าทีหน้าทีหลังอย่ามาพูดเรื่องเป็นๆ ตายๆ ต่อหน้าฉันอีก มันเป็นลางเข้าใจมั้ย” 

               “แล้วจำเป็นต้องตบแรงขนาดนี้ด้วยหรอ” 

               “ไม่ถีบซ้ำก็บุญแล้ว” พอผู้เป็นพี่ชายว่าแบบนี้ผู้หมวดธนากรก็ไม่กล้าพูดเรื่องเป็นๆ ตายๆ อีก หลังจากที่เช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จเขาก็มองออกไปนอกระเบียงร้านเหล้า ถ้าจะหาที่เที่ยวกลางคืนที่ชลบุรีก็ต้องมาพัทยานี่แหละ มีอะไรให้ได้มองเยอะดี ผู้กองพนามองตามน้องชายแล้วยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มก่อนจะหันไปสั่งอาหารเพิ่มโดยเลือกเฉพาะเมนูที่น้องชายชอบ ตลอดสามเดือนกว่ามานี้มันอุตส่าห์ฝึกรีคอนเอาเครื่องหมายมาฝากเขาได้ ตามใจมันหน่อยแล้วกัน 

               “ให้มองได้แค่อย่างเดียว ห้ามคิดจะไปใช้บริการเด็ดขาด” เขาบอกเมื่อเห็นว่าน้องชายยังคงมองสาวสวยที่นุ่งน้อยห่มน้อยออกมายืนเรียกแขกอยู่หน้าร้านอาหารและร้านเหล้า เขาไม่ได้โลกสวยจนจะดูไม่ออกว่าเบื้องหลังของร้านค้าย่านสถานบันเทิงแบบนี้มีอะไรซุกซ่อนอยู่ ถึงเขาจะเป็นตำรวจแต่เขาก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จะไปจับหรือไปห้าม ที่นี่ไม่ใช่ท้องที่การดูแลของเขาและเขากับน้องชายก็ไม่ได้แต่งเครื่องแบบมาแต่อย่างใด วันนี้เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ เขากับน้องชายเป็นเพียงแค่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเท่านั้น ไว้กินดื่มเสร็จก็จะกลับที่พักเลย 

               “ถ้าเป็นเมื่อก่อนสาวๆ พวกนี้คงสวยที่สุดในสายตาของผมนะพี่ แต่ว่า...ตั้งแต่ที่ผมได้เจอกับแฟนของไอ้รีคอน ผู้หญิงทุกคนที่ผมเคยมองว่าสวยก็ดูขี้เหร่ไปหมดเลย แฟนของรีคอนสวยมากจริงๆ นะพี่ นี่ความสวยยังติดตาผมอยู่เลย ถึงว่าสิทำไมถึงได้มีข่าวออกมาบ่อยๆ ว่ามีการแย่งแฟนเพื่อน ก็ถ้าแฟนเพื่อนจะสวยขนาดนี้ผมก็ยอมชั่วแหละ” 

               “เรื่องแบบนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก พวกเขาดูรักกันจะตาย” 

               “ใช่สิ รีคอนเป็นตั้งลูกชายรองแม่ทัพภาคที่ 3 อีกหน่อยพ่อมันก็จะได้เลื่อนเป็นแม่ทัพภาคแล้ว ไหนจะมีปู่เป็นตั้งองคมนตรี อดีต ผบ.ทบ.กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีก มีอำนาจมากมาย บารมีกว้างใหญ่ไพศาล ใครๆ ก็อยากเป็นสะใภ้บ้านนี้ทั้งนั้นแหละ” 

               “ผู้หมวดเพื่อนแกเขาเป็นลูกรองแม่ทัพกับหลานองคมนตรีเลยหรอวะ หลานท่านนายพลปภพนั่นนะ” 

               “ใช่พี่ ตอนที่ฝึกรีคอนด้วยกันพวกครูฝึกแทบไม่กล้าแตะต้องมันเลย ผมเป็นบัดดี้มันก็เลยพลอยลอดตัวไปด้วย แต่ถึงมันจะเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโตแต่มันก็นิสัยดีมากเลยนะ เป็นทหารที่ซื่อตรง รักความยุติธรรมแล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว ตลอดเวลาที่ฝึกรีคอนด้วยกันมันคอยช่วยเหลือผมตลอด เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ของผมเลยนะ” 

               “เขาดีกับแก แกก็เลยอยากแย่งแฟนเขาว่างั้น” 

               “แหม ก็ได้แค่คิดแหละพี่ใครมันจะไปทำจริงๆ กัน ผมก็แค่อิจฉาที่มันได้แฟนสวย น่าเสียดายผมมัวแต่ตะลึงในความสวยเลยยังไม่ได้ทำความรู้จักกับแฟนของมัน คนอะไรก็ไม่รู้ สวยก็สวย ตัวเล็กๆ ขาวๆ น่าทะนุถนอมที่สุด” ผู้หมวดธนากรยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอย่างขมขื่น ถ้าได้แฟนสวยขนาดนี้พ่อจะยอมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเลย ในขณะที่ผู้กองพนาได้แต่เงียบ ภาพของแก้วเจ้าจอมยังคงติดตรึงตราอยู่ในใจของเขาไม่จางหาย ห้าวๆ แสบๆ ไปบ้างแต่โดยรวมคือน่ารัก ฉลาดและมีแววกล้าหาญ ทั้งสวยทั้งน่ารักแบบนี้ก็เหมาะแล้วล่ะกับการเป็นสะใภ้รองแม่ทัพภาค เป็นหลานสะใภ้องคมนตรี ที่เป็นอดีต ผบ.ทบ.กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ใครจะมาสนใจตำรวจพลร่มที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ากัน 

               “มาๆ พี่ มาดื่มย้อมใจกันหน่อย แด่ความอกหักในค่ำคืนนี้” ว่าแล้วสองพี่น้องก็ยกแก้วขึ้นชนกันแล้วดื่ม คนพี่ดูจะเก็บอาการได้มิดชิดในขณะที่น้องชายกลับแสดงสีหน้าสีตาออกมาชัดเจนว่าผิดหวังเรื่องความรักจริงๆ 

               เพราะคอแข็งกันทั้งคู่ สองพี่น้องก็เลยดื่มด้วยกันจนดึกดื่น แต่ยิ่งดึกสถานบันเทิงแห่งนี้ก็ยิ่งคึกคักไปด้วยเหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พอเห็นว่ามีหนุ่มหล่อหน่วยก้านดีมานั่งดื่มด้วยกันก็มีสาวๆ มาเสนอตัวอยากจะดูแลพวกเขาในคืนนี้มากมายแต่ผู้กองพนาก็ยกมือขึ้นปฏิเสธ ในเมื่อเขาเป็นผู้รักษากฎหมาย เขาจะไม่ยอมทำผิดกฎหมายเองเด็ดขาด 

               ปัง!!! 

               “กรี๊ดดดดด” ในระหว่างที่สองพี่น้องยังคงดวลเหล้ากันอยู่เสียงปืนก็ดังขึ้นที่กลางถนนไม่ห่างจากร้านที่พวกเขานั่งกันอยู่ นักท่องเที่ยวท่องราตรีจำนวนมากที่เดินอยู่ตามท้องถนนรีบพากับก้มหลบหาที่กำบังเมื่อได้ยินเสียงปืน 

               ปังๆๆๆ เสียงปืนยังคงดังต่อเนื่องและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นายตำรวจหนุ่มสองพี่น้องถึงกับสร่างเมากันทันที ผู้กองพนารีบหยิบธนบัตรออกมาวางบนโต๊ะเพื่อจ่ายค่าอาหาร ส่วนผู้หมวดธนากรนั้นได้กระโดดข้ามรั้วระเบียงร้านอาหารไปยังที่เกิดเหตุก่อนหน้าเขาแล้ว 

               “ไอ้กร! เดี๋ยวก่อน” เขาร้องเรียกก่อนจะวิ่งตามน้องชายออกไปดูที่ถนนว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเมื่อมาถึงกลางถนนผู้กองพนาก็เห็นว่าตอนนี้กำลังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ทีมหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นอีก 

               ปังๆๆๆ ผู้กองพนารีบคว้าน้องชายก้มหลบอยู่ข้างตัวรถยนต์คันหนึ่ง นักท่องเที่ยวตอนนี้แตกตื่นวิ่งหนีไปกันคนละทิศละทาง ครั้นพอมองไปอีกฟากของถนนก็เห็นคนร้ายเป็นชายปกปิดใบหน้าสามคนกำลังหลบอยู่ในที่กำบังแล้วยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่เป็นพักๆ 

               “นี่มันเรื่องอะไรกัน ยิงกันกลางเมืองแบบนี้” ผู้หมวดธนากรว่า แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งวิ่งเลยรถยนต์คันที่เขากับพี่ชายหลบกันอยู่ไป 

               ปัง!!! เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้ตำรวจนายนี้ล้มลงไปนอนแผ่อยู่กับพื้น เลือดไหลออกมาท่วมตัวต่อหน้าต่อตาของพวกเขา 

               “รออยู่นี่ อย่าเพิ่งออกไปไหนเดี๋ยวฉันมา” 

               “ได้ไงกันพี่พนา ตำรวจคนนั้นยังไม่ตาย เราต้องไปช่วยดึงเขาหลบนะพี่ ขืนให้นอนอยู่กลางถนนต่อไปเขาได้ถูกคนร้ายยิงซ้ำแน่” 

               “ไม่ได้! ฉันบอกให้แกรออยู่ที่นี่ ตอนนี้เราไม่มีอาวุธแล้วมันก็ไม่ใช่ภารกิจของเรา ถ้าขืนแกออกไปช่วยเขาแกได้ถูกยิงแน่ รออยู่ที่นี่แหละ!” แล้วผู้กองพนาก็วิ่งหลบกระสุนปืนไปกับรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนเพื่อไปเอาอาวุธปืนของเขาที่รถเพราะดูๆ แล้วคนร้ายมีอาวุธสงครามในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีแค่ปืนพกสั้น ยังไงเขาก็ต้องช่วยตำรวจทีมนี้ให้ได้ พอวิ่งมาที่รถผู้กองพนาก็เห็นว่ามีตำรวจสองนายหลบอยู่ที่ข้างตัวรถของเขาพอดี ตำรวจสองนายดูตกใจกันไม่น้อยที่เห็นเขา 

               “คุณ! หาที่หลบก่อน ตรงนี้อันตราย” ตำรวจนายหนึ่งบอกเขา ผู้กองพนาเลยดึงบัตรข้าราชการตำรวจพลร่ม รบพิเศษของเขาให้ตำรวจสองนายดู 

               “ผมก็เป็นตำรวจเหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นหรอดาบ” 

               “คะ...คนร้ายค้ายาหนีการจับกุมครับผู้กอง” นายดาบตำรวจทั้งสองตอบเมื่อเห็นสังกัดหน่วยตำรวจของชายหนุ่ม ไหนจะยศของเขาอีก มีตำรวจพลร่มหน่วยนเรศวร 261 หน่วยรบพิเศษของกรมตำรวจอยู่ด้วยแบบนี้ค่อยน่าอุ่นใจหน่อย 

               “คนร้ายมีกี่คน” 

               “สามครับ ความจริงมีสี่ แต่อีกคนถูกวิสามัญไปแล้ว” นายดาบคนหนึ่งตอบพลางมองผู้กองพนาหยิบปืน M4A1 ออกมาจากรถของเขาแล้วจัดการใส่แม็กกาซีนอย่างชำนาญ พอเห็นแบบนี้แล้วก็ยิ่งอุ่นใจเข้าไปใหญ่ 

               เสียงปืนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกับคนร้ายยังคงดังขึ้นเป็นระยะๆ ผู้กองพนาเตรียมปืนของตัวเองเสร็จแล้วก็เตรียมอีกกระบอกสำหรับน้องชายก่อนจะวิ่งกลับไปหาผู้หมวดธนากรโดยมีนายดายทั้งสองวิ่งตามและคอยคุ้มกันให้ จนเมื่อมาถึงจุดที่ผู้หมวดธนากรหลบอยู่ผู้กองพนาก็หงุดหงิดขึ้นมาทันทีเพราะคนที่เขาบอกให้หลบอยู่ที่นี่ ตอนนี้หายตัวไปแล้ว 

               “กร! ไอ้กร!!!” เขาเรียกหาน้องชาย ห่วงมันเป็นบ้าเพราะน้องเขากำลังอยู่ในช่วงไฟแรงเพิ่งได้เลื่อนยศ พอเห็นว่ามีเรื่องอะไรก็มักจะอาสาเป็นทัพหน้าตลอด เขาเคยบอกน้องชายหลายครั้งแล้วว่าเป็นคนไฟแรงนั้นมันดี แต่ก็ควรมีสติและคิดให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรเสมอ เพราะเขามีแค่ชีวิตเดียว หากเกมทุกอย่างจบแล้วเราไม่สามารถกลับมาเล่นเกมนั้นได้ใหม่ หากพลาดขึ้นมาเมื่อไหร่นั่นย่อมหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญเสีย 

               “อยู่นั่นรึเปล่าครับผู้กอง” นายดาบทั้งสองชี้ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจนายที่ถูกยิงและนอนแผ่อยู่บนท้องถนนเมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนนี้ผู้หมวดธนากรกำลังเข้าไปช่วยประคองเขาออกมาจากห่ากระสุนปืนอยู่ 

               “ไอ้กร!” 

               ปังๆๆๆ เขารีบยิงสกัดคนร้ายคุ้มกันน้องชายทันที เขากับน้องชายเคยเสี่ยงตายด้วยกันมาเยอะ แต่ทุกครั้งน้องชายของเขาจะมีเสื้อเกราะกันกระสุนและหมวดโลหะกันกระสุนใส่พร้อมกับอาวุธครบมือ แต่ตอนนี้น้องชายของเขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีน อาวุธหรือเครื่องป้องกันใดๆ ก็ไม่มีเลยแม้แต่น้อย 

               “ไอ้กร กลับมา!” เขาตะโกนเรียกน้องชายอีก แต่ผู้หมวดหนุ่มก็ยังไม่ยอมกลับเข้ามาเพราะเป็นห่วงคนเจ็บ ถ้าเขาไม่ช่วยพาตำรวจที่บาดเจ็บไปหาที่หลบ ตำรวจนายนี้ได้ตายแน่ 

               “ช่วยเขาก่อนพี่พนา พี่ยิงสกัดพวกมันให้ผมด้วย”  

               ถึงไม่ต้องบอกเขาก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว เขายิงสกัดคนร้ายเอาไว้เพื่อคุ้มกันน้องชายทำให้คนร้ายทั้งสามหันมายิงเขาตอบ เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วท้องถนน ผู้หมวดธนากรก็พยายามจะพาตำรวจที่บาดเจ็บหาที่กำบัง แต่เหตุที่สุดจะคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อมีคนร้ายอีกกลุ่มขับรถตู้พร้อมกับอาวุธสงครามครบมือเข้ามากั้นและบังคนร้ายทั้งสามเอาไว้ ส่วนคนร้ายที่อยู่ในรถก็เปิดประตูออกเกือบสิบคนแล้วกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวไปทั่วอย่างไม่สนใจว่าผู้ที่ตนยิงจะเป็นใครเพื่อเปิดจังหวะให้คนร้ายสามคนนั้นได้มีโอกาสวิ่งขึ้นมาบนรถ 

               “ผู้กอง หลบก่อน!” 

               “ไม่ได้ ผมต้องคุ้มกันน้องชายผมก่อน” ผู้กองพนาไม่ยอมหลบง่ายๆ เขายังคงรัวกระสุนใส่คนร้ายเพื่อคุ้มกันน้องชาย แต่นายดาบตำรวจทั้งสองเห็นว่าหากเขายังสู้ไม่ถอยแบบนี้เขาได้จอดเพราะกระสุนจากอาวุธสงครามของคนร้ายแน่ๆ ดังนั้นนายดาบตำรวจทั้งสองจึงช่วยกันจับเขาเอาไว้แล้วลากไปหลบอยู่หลังรถยนต์คันหนึ่ง 

               “ปล่อยผมนะ! ปล่อมผม!!!” เขาพยายามจะดิ้นหนีเพื่อกลับไปช่วยน้อง แล้วหัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้นในวินาทีนั้นเมื่อผู้หมวดธนากรเห็นท่าว่าจะไม่ดีแล้วจึงจำต้องปล่อยคนเจ็บเอาไว้แล้วจะวิ่งมาทางพี่ชายเพื่อหาที่กำบังบ้าง แต่หนึ่งในคนร้ายที่อยู่บนรถกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเมื่อมันลั่นไกปืนเข้าใส่ผู้หมวดหนุ่มหลายนัดจนเขาล้มลงไปต่อหน้าต่อตาผู้กองพนา 

               ปังๆๆๆ 

               “ไม่!!!” ผู้กองพนาร้องออกมาสุดเสียง น้ำตาไหลอาบแก้ม เขาดิ้นหนีอย่างสุดกำลังจนหลุดออกมาจากการจับกุมของสองดาบตำรวจแล้วคว้าปืนขึ้นมายิงรัวใส่คนร้ายอีกครั้ง 

               ปังๆๆๆๆๆๆๆ เสียงปืนดังมาจากเขาไม่ขาดสาย ภาพน้องชายที่ถูกยิงจนล้มลงไปกับพื้นต่อหน้าต่อตาทำให้เขาไม่นึกกลัวตายเลยแม้แต่น้อย ความเจ็บความแค้นอัดแน่นฝังอยู่ในใจและปลดปล่อยมันออกมาจนคนร้ายที่อยู่บนรถเริ่มล้มลงไปทีละคน เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ เห็นว่าคนร้ายเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้วก็ช่วยกันยิงเข้าใส่คนร้ายอีกเกือบสิบนาที ในที่สุดคนร้ายทั้งหมดก็ถูกวิสามัญกลางถนนใจกลางเมืองพัทยา 

               “กร...กร!” ผู้กองพนารีบวิ่งเข้าไปกอดประคองน้องชายขึ้นทันที เสื้อยืดสีขาวของน้องชายเขาตอนนี้เป็นสีแดงสดจากเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดเพราะเขาถูกยิงหลายนัด ผู้หมวดหนุ่มไม่สามารถขยับร่างกายได้ เขานอนแน่นิ่งและกระอักเลือดอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชาย 

               “แข็งใจเอาไว้น้องชาย แกต้องอยู่กับพี่ก่อนนะ แกบอกว่าจะอยู่เพื่อพี่ไม่ใช่หรอ เราเหลือกันแค่สองคนพี่น้องแล้วนะ ถ้าแกไม่อยู่แล้วต่อไปพี่จะอยู่กับใคร” 

               “อัก...อัก” ผู้หมวดธนากรน้ำตาไหลพูดอะไรไม่ได้แล้วเมื่อได้ยินพี่ชายบอก ยิ่งเห็นพี่ชายร้องไห้เขาก็ยิ่งน้ำตาร่วง รู้ตัวเองดีว่าเขาคงไม่รอดแน่ๆ มือข้างหนึ่งจึงหยิบมีดพกเล่มสวยที่พี่ชายเพิ่งมอบให้เป็นของขวัญในวันเรียนจบหลักสูตรรีคอนออกมาแล้วส่งให้เขา มีดเล่มนี้สวยมากและเขาก็ชอบมันมากๆ พี่ชายของเขารู้ใจเขาเสมอว่าเขาชอบอะไร เขาชอบสะสมมีดแต่มีดเล่มนี้คงเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาจะได้แล้ว 

               “แกต้องไม่เป็นอะไรนะ แกอยู่กับพี่นะกร ถ้าแกรับปากพี่ว่าแกจะไม่เป็นอะไรพี่จะพาแกย้ายหน่วยลงไปประจำการที่ภาคใต้ เราจะไปปกป้องชายแดนภาคใต้ด้วยกันนะน้องรัก เราสองคนพี่น้องต้องไปรบกับพวกโจรใต้ก่อน แกทำใจดีๆ เอาไว้นะ” ผู้กองพนาจับมือข้างที่น้องชายส่งมีดพกมาให้เอาไว้แน่น เหมือนน้องชายพยายามจะพูดอะไรกับเขา แต่ยิ่งพยายามพูดผู้หมวดธนากรก็ยิ่งกระอักเลือดหนัก 

               “อัก...อัก” 

               “กร...” เขาก้มลงไปกอดน้องชายทั้งน้ำตา ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายตำรวจที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่ พอเห็นว่าแรงบีบมือของน้องชายค่อยๆ แผ่วลงผู้กองพนาก็รู้แก่ใจดีว่าน้องชายของเขากำลังจะจากไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงยื่นมือมาลูบที่ศีรษะของน้องชายเบาๆ 

               “...ไม่ต้องห่วงพี่นะ...ถ้าแกเจ็บ แกทนไม่ไหวแล้วก็ไม่เป็นไร แกไปอยู่กับพ่อแม่บนสวรรค์เถอะนะ ไม่ต้องห่วงพี่พี่อยู่ได้ พี่รักแกมากนะ พี่จะคิดถึงแก พี่จะไม่ลืมแกเลยไอ้น้องชาย ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้เกิดมาเป็นพี่น้องกันอีก” สิ้นคำของผู้กองพนา มือข้างที่ผู้หมวดธนากรถือมีดอยู่ก็ร่วงลงพื้นอย่างอ่อนแรง ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลงทั้งหยาดน้ำตาก่อนจะสิ้นใจในที่สุด 

               “กร...กร ไม่นะ...กร!!!” เสียงร้องเรียกน้องชายที่เสียชีวิตในอ้อมกอดของผู้กองพนาทำให้ทั้งเหล่าเจ้าหน้าที่แล้วก็นักท่องเที่ยวสงสารเขายิ่งนัก ก่อนหน้านี้เขายังนั่งกินดื่มกับน้องชายอย่างมีความสุข แต่ด้วยความเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ น้องชายของเขาต้องตายไปเพราะพยายามจะช่วยชีวิตเพื่อนตำรวจด้วยกัน และที่ผู้กองพนาเจ็บปวดที่สุดก็ตอนที่นึกถึงภาพน้องชายกำลังจะวิ่งเข้ามาหาเขาเพื่อหลบกระสุนก่อนจะถูกยิงและล้มลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อไม่มีน้องชายอยู่ด้วยแล้วเขาจะทำยังไง เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใคร เขาจะได้กำลังใจจากที่ไหนมาเป็นแรงใจให้เขาต้องสู้ต่อ เขาไม่เหลือใครแล้วจริงๆ 

  

*************************************************************** 

R.I.P ผู้หมวดธนากร ตายตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรื่องเลย 

ไนเปอร์ รีบๆ มาปลอบใจพี่พนาด่วน พี่เขาแย่แล้วววววววววว 

****************************************** 

เนื่องจากตัวละครจาก ป้องรักห่มใจ มีเยอะเลยกลัวว่าพอถึงรุ่นลูกแล้วจะงงกันเลยทำผังมาให้ดูเพื่อความเข้าใจง่ายค่ะ แต่ละครอบครัวจะมีสีต่างกันนะคะ 

********************** 

จากบทนำ 2 ตอนที่แล้ว อาจมียศ ตำแหน่งและอายุของตัวละครเปลี่ยนแปลงไป เพราะงั้นยึดผังนี้เป็นหลักนะคะ 

******************************* 

ปล. สำหรับใครอยากติดต่อกับไรท์และอ่านตัวอย่างตอนต่อไปของนิยาย ไปเจอกันได้ที่เพจ  

นิยายรัก - ปากกานางไม้ นะคะ 

ความคิดเห็น