เกียร์สายฟ้า-白猩红(ไป๋ชิงหง)
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ขึ้นดอยด้วยกันมั้ยครับ?

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ขึ้นดอยด้วยกันมั้ยครับ?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2563 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ขึ้นดอยด้วยกันมั้ยครับ?
แบบอักษร

ตอนที่ 2  

ขึ้นดอยด้วยกันมั้ยครับ? 

 

“E – E – ENG…” ต้นเสียงเป็นใครสักคนที่นำอยู่แถวหน้า หลังจากนั้นการบูมสั้นๆ ก่อนวิ่งก็ดังขึ้น 

เสลี่ยงออกตัววิ่งไปหน้ามหาวิทยาลัย พักหนึ่งคนถือธงก็เริ่มออกตัว ปีสองกระหนาบข้างปีหนึ่ง ปีสามและปีสี่วิ่งปิดท้าย 

ตีห้าครึ่งฟ้ายังไม่สาง ช็อปสีน้ำเงินเข้มคล้ายกับเงาราตรีที่โอบล้อมบรรดาปีหนึ่งไว้ แม้จะไม่เห็นเกียร์ที่ปักตรงหน้าอก แต่กลับสามารถแยกกันออกได้ด้วยสีของผ้าคาด SOTUS 

ผ้าคาดโซตัสจะมีสีหลักๆ อยู่สี่สี นั่นคือ น้ำเงิน ขาว แดงและดำ 

สีน้ำเงินคือผ้าคาดของปีสอง สีขาวคือปีสาม สีแดงคือปีสี่ สีดำคือนายช่างและซูเปอร์[1] แต่ละปีจะมีผ้าคาดพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำออกมาเป็นสีทอง สำหรับรุ่นพี่ที่ครบรอบเกียร์ 10 ปี กลับมารับน้องขึ้นดอยอีกครั้ง 

“พี่หมี่” หมี่ขาวพยายามช่วยปีสองจัดขบวนวิ่งให้กับเด็กปีหนึ่ง แต่แล้วก็มีเสียงของใครสักคนดังขึ้นข้างหู 

เธอหันไปมอง พบว่าเด็กปีหนึ่งของชมรมเธอกำลังส่งยิ้มกว้างมาให้ ชมรมของเธอรับเด็กพวกนี้เป็นน้องแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ว่าอะไรที่พวกเขาเรียกพี่ 

“ลิกไนต์ เบส” ลิกไนต์ตัวสูงมากเลยถูกจัดให้อยู่แถวท้ายๆ เพื่อนของเขา เด็กสองคนนี้เป็นตัวหลักของทีมวอลเลย์บอลคณะ ฝีมือจัดจ้านพอตัว ด้วยความสูงและความแข็งแรงของร่างกายจึงทำให้สีหน้าของทั้งคู่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบเท่าที่ควร 

ที่จริงพวกเขาต้องขอบคุณตัวเองที่มาเข้าชมรมทุกเช้าและวิ่งออกกำลังทุกเช้านั่นแหละ 

“พี่ฉายไปไหนอะ” เบสถาม สอดสายตามองหาตะวันฉายแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเห็นหมี่ขาววิ่งอยู่คนเดียว 

“ฉายเดินขึ้นดอยไปแล้วไง วันนี้พี่จะวิ่งไปกับพวกเธอสองคนเอง” 

หมี่ขาวหัวเราะในลำคอ ใจอยากให้วิ่งถึงหน้ามหาวิทยาลัยไวๆ ก่อนที่จะหมดแรงข้าวต้ม 

“ไม่เป็นไรพี่ ผมวิ่งกับพี่เอง” ลิกไนต์ยิ้มหน้าระรื่น ตบบ่าเบสปุๆ “เอ็งไม่ต้องกลัวจะไม่มีแรงวิ่งเพราะเจ๊ฉายไม่มาหรอกนะ ปีศาจข้างหลังเอ็งเพียบ” 

หมี่ขาวหันไปมองปีศาจที่ลิกไนต์ว่า บรรดาปีสามปีสี่ห้องมืดต่างก็ดันแถวขึ้นมาจนเกือบจะชิดแถวที่เธออยู่ ปากก็แหกเสียงดังว่า “ชิดแถว! เร็ว! อย่ายืดแถวได้ยินมั้ย!” 

“อย่าพูดมากเดี๋ยวคอแห้ง พี่จะไปมองหาคนอื่นก่อน มีอะไรเรียกปีสองนะ แล้วถ้าไม่ไหวให้เรียกหาหน่วยพยาบาล ขึ้นดอยสิบกว่ากิโลเมตรไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่าให้ตัวเองเป็นอันตราย แล้วก็อย่าลืมช่วยดูแลเพื่อนคนอื่นด้วยล่ะ ถึงจะอยู่คนละชมรมกันหรือบางคนจะอยู่ชมรมรักหอ แต่พวกเธอเป็นเพื่อนกัน ต้องลากกันไปให้ถึงเข้าใจไหม” 

“ครับเจ๊!” สองคนนั้นตะเบ๊ะให้เธอ  

เมื่อวางใจแล้วหมี่ขาวจึงเร่งฝีเท้าไปหาบรรดาปีสองในชมรมที่ช่วยกันดูแลขบวนวิ่งของเด็ก กำชับให้ช่วยสังเกตอาการของเด็กปีหนึ่งบางคนให้ดี เพราะถ้าเกิดเป็นลมขึ้นมากลางทาง อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นโดนเหยียบเลยก็ได้ 

ขบวนของคณะวิศวะไปหน้าศาลช้างหน้ามหาวิทยาลัยภายในสิบนาที แล้วเริ่มจัดแถวใหม่อีกครั้ง พวกเขาอยู่ตรงถนนหน้าศาลาอ่างแก้ว รุ่นพี่เกียร์ต่างๆ ที่จบไปแล้วเริ่มทยอยเดินทางมาถึง พร้อมกับเริ่มถ่ายรูปหมู่กันอย่างสนุกสนาน หมี่ขาวมองหาคนในชมรม นอกจากปีหนึ่งแล้วชมรมต่างๆ ก็เริ่มถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันแล้ว 

“หมี่ ทางนี้” หมี่ขาวเห็นรุ่นพี่ปีสี่คนหนึ่งกวักมือเรียกเธออยู่ไม่ไกล เขาคนนั้นรูปร่างค่อนข้างสูง แต่ตัวไม่ได้บางเหมือนเด็กมหา’ลัยทั่วไป แขนที่อยู่ภายใต้เสื้อช็อปนั้นเต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าไม่เรียกว่าหล่อเหลา แต่กลับน่ามอง ผมที่ตัดสั้นสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ที่คอผูกด้วยผ้าคาดสีแดง  

เขาคือมือตบประจำปีสี่...หมายถึงตบวอลเลย์บอลน่ะ 

หมี่ขาวโบกมือให้เป็นการทักทายตอบ “พี่กอล์ฟ” 

“นี่แฟนพี่” พี่กอล์ฟชี้ไปที่ชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง เขาใส่เสื้อสีม่วงเปลือกมังคุด มองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากแอคบา[2] “หนุ่ม นี่รุ่นน้องในชมรมไง จำได้มั้ย” 

“หวัดดีค่ะพี่หนุ่ม” หมี่ขาวมองหนุ่มตี๋ที่รูปร่างเล็กกว่ากอล์ฟเล็กน้อย หน้าตาถือว่าพอใช้ได้ บุคลิกเรียบร้อย แต่ไม่ได้ออกสาว มองผ่านๆ คงไม่มีใครคิดว่าสองคนนี้เป็นเกย์อย่างแน่นอน 

“หวัดดีครับ” หนุ่มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาจากเธอไปมองหน้ากอล์ฟเพราะไม่มีอะไรจะพูดต่อ 

“เออลืมไป หนุ่มเรียนจบมาสามปีแล้ว ที่จริงเขาก็อยู่ชมรมวอลเลย์บอลนี่แหละ ไม่แปลกที่หมี่จะไม่คุ้นหน้า” 

“เข้าใจแล้วจ้า” หมี่ขาวยิ้มกรุ้มกริ่ม ชมรมวอลเลย์บอลเป็นชมรมที่มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือส่วนใหญ่แล้วสมาชิกชมรมของทุกคณะจะค่อนข้างสนิทกัน เนื่องด้วยสนามซ้อมมีไม่มากนัก ทุกเช้าจึงได้เจอกันบ่อยๆ หลังจากซ้อมรอบเย็นเสร็จจึงมีบ้างที่จะนัดกินข้าวกันหลังมอ หมี่ขาวไม่เคยเห็นหน้าหนุ่มมาก่อนก็คงเพราะเธอมาเรียนหลังจากที่เขาเรียนจบไปแล้ว “พี่กอล์ฟ น้องเมย์อยู่ไหนอะ ไปถ่ายรูปชมรมกันก่อนมั้ย” 

“หนุ่ม เดี๋ยวเราไปถ่ายรูปก่อนนะ” 

“ครับ เดี๋ยวเราไปหาเพื่อนเหมือนกัน” พี่หนุ่มยิ้มกว้าง 

หมี่ขาวลากพี่กอล์ฟเดินออกมาไกลหน่อย สอดสายตาไม่นานนักก็เห็นกลุ่มของชมรมวอลเลย์บอลอยู่ไม่ไกล “โน่น ตรงโน้นพี่กอล์ฟ” 

กอล์ฟกระแอมเล็กน้อยเมื่อหมี่ขาวควงแขนเขา แต่เธอไม่สนใจ ซ้ำยังอดแซวรุ่นพี่ไม่ได้ “พี่กอล์ฟ คิดจะเปิดตัวทำไมตอนนี้” 

เมื่อก่อนหมี่ขาวเคยเถียงกับฉายว่าพี่กอล์ฟของพวกเธออาจไม่ใช่ชายแท้ ฉายผู้มีเรดาร์จับเก้งกวางมาตั้งแต่เด็กฟันธงว่าพี่กอล์ฟเป็นแน่ๆ แต่หมี่ขาวกลับมองไม่ออก จนเมื่อช่วงเปิดเทอมที่เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าพี่กอล์ฟมักจะไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนหนึ่ง 

เธออดคิดในใจไม่ได้ นี่มันวันแกรนด์โอเพนนิ่งเหรอวะเนี่ย ทำไมมีแต่คนพาแฟนมาขึ้นดอย 

 

หลังจากถ่ายรูปกับชมรมและเพื่อนสนิทเสร็จฟ้าก็สว่างแล้ว หมี่ขาวก็เริ่มรู้สึกหมดแรง เธอหาที่นั่งข้างถนน หันหน้าเข้าหาร่องน้ำแล้วเริ่มก้มหน้าก้มตาอัปเดตรูปถ่ายของชมรมลงในเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นก็เลือกรูปถ่ายเดี่ยวของตัวเองออกมารูปหนึ่งอัปเดตลงเฟซส่วนตัวพร้อมกับติดแฮชแท็ก 

#รับน้องขึ้นดอย #AloneOnlyMe 

เธอถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เหยียดขาไปที่ข้างทางแล้วแหงนหน้ามองฟ้า กะพริบตาปริบๆ เมื่อฟ้าที่สว่างแล้วกลับมีเงาทะมึนชะโงกมาเหมือนกับผีที่ขี่คอคนในหนังเรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณ ด้านข้างยังมีเงาผ้าสีเลือดหมูโบกสะบัดตามแรงลมดังพึ่บพั่บ 

“เห้ย!” 

หมี่ขาวตกใจจนแทบหงายหลัง เงานั้นหัวเราะในลำคอแล้วจู่ๆ ก็ย่อตัวจนหน้าแทบจะติดเธอ หมี่ขาวกระเถิบหนีโดยอัตโนมัติ เห็นว่าผู้ชายที่มายืนข้างหลังเธอนี้ใส่ช็อปเกียร์อาชา[3] บนหน้าผากผูกผ้าคาดสีแดงทับ เส้นผมดำสนิทที่ไม่สั้นไม่ยาวนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่คอมีผ้าคาดสีทองและสีดำอีกอย่างละเส้น ใบหน้าชื้นเหงื่อของเขาขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย แต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าคนคนนี้ขาวขนาดไหน ไม่ว่าจะคิ้วตาจมูกปากก็รับกันไปซะหมด หากบอกว่าไม่หล่อก็คงจะเป็นการทรยศต่อความเป็นผู้หญิงในตัว แต่เคราเขียวที่ขึ้นมาจางๆ นั้นทำให้เขาดูดิบเถื่อนหน่อยๆ แทนที่จะหล่อโอเวอร์เหมือนดารานายแบบ 

จะว่าไปก็หน้าคุ้นๆ นะ 

“พี่เห็นน้องนั่งหงอยอยู่คนเดียว เพื่อนไปไหนหมดล่ะ” 

เขาบรรยายได้แม่นจนหมี่ขาวรู้สึกว่าตัวเธอรันทดอย่างที่เขาพูดจริงๆ  

“เพื่อนแบกเสลี่ยงค่ะ” นอกจากฉายที่เป็นเพื่อนสนิทแล้ว เพื่อนคนอื่นในกลุ่มมีแต่ผู้ชาย และพวกมันเฝ้าเสลี่ยงไม่ยอมไปไหน หวงยิ่งกว่าแฟนตัวเองซะอีก ตอนนี้นอกจากเพื่อนชมรมที่แยกย้ายกันไปแล้ว หมี่ขาวก็เลยต้องมาขึ้นดอยคนเดียวอย่างหงอยๆ แบบนี้ 

อีกฝ่ายยกมุมปากทั้งสองข้าง เหมือนจะยิ้มแต่ก็เป็นยิ้มที่ไม่รู้ความหมาย เขามองเธอครู่หนึ่งด้วยแววตาที่เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง หมี่ขาวเลยรีบลุกขึ้นแล้วปัดเศษฝุ่นกางเกงยีนอย่างรวดเร็ว เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง นั่นทำให้เธอได้สังเกตความสูงเขาได้ชัดๆ ซึ่งดูแล้วน่าจะสูงสักร้อยแปดสิบกว่า เขาใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือธงลูบต้นคอ 

“ถ้างั้น...ขึ้นดอยด้วยกันมั้ยครับ” 

เขาไม่ได้สบตาเธอ แต่มองผ่านเธอไปด้านหลัง หมี่ขาวหันขวับ แต่กลับไม่เห็นมีใครข้างหลังเธอสักคน จู่ๆ เธอก็ขนลุกซู่ หรือว่าพี่คนนี้จะเห็นบางสิ่งบางอย่าง? 

“พะ...พี่อย่าอำได้ไหม” 

เขาหัวเราะก่อนจะยื่นมือมาหยิบใบไม้ที่ติดบนผมของหมี่ขาวออก “ไม่ได้อำนะ ตรงหน้าพี่มีแค่น้องคนเดียวไม่ใช่เหรอ” 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] Super หรือ Super Senior เรียกแทนรุ่นพี่ที่เรียนมากกว่า 4 ปี

[2] คณะบริหาร

[3] เกียร์ 41 สัญลักษณ์เป็นรูปม้า หรือชื่อเกียร์คืออาชา

ความคิดเห็น