Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 68

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 68

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 68
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 68 

 

PHRAPHAI PART 

 

การเดินทางเกือบสามชั่วโมงก่อนเครื่องบินลำใหญ่จะลงจอดสู่พื้นดินประเทศไทย ผมไล่สายตามองบรรยากาศด้านนอกผ่านกระจกบนเครื่องด้วยความรู้สึกคุ้นเคยและคิดถึง บ้านเกิดของผมอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เล็กจนโตก็อาศัยอยู่ในประเทศนี้มาตลอด จนกระทั่งถูกพ่อค้าทาสขายให้แก๊งซือหลิว 

 

“ไปกันเถอะครับคุณพระพาย” เสียงเรียกจากคนข้างกายทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเองแล้วหันไปพยักหน้ารับกับยีนส์ที่ไล่สายตาสอดส่องหาใครบางคนแล้วขมวดคิ้วพึมพำขึ้นเบาๆ 

 

“ผู้กองหายไปไหนนะ” 

 

“เขาอาจจะลงไปก่อนแล้วก็ได้ครับ เรารีบตามลงไปเถอะ” ผมเอ่ยขึ้นอย่างไม่นึกสงสัยอะไร บางทีแพทอาจจะลงไปก่อนเพื่อเตรียมการเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยก็ได้ 

 

ไม่ปล่อยให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ พวกผมรีบเดินออกจากเครื่องบินเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ของผู้โดยสารขาเข้าทันที 

 

เนื่องจากขอความร่วมมือกับตำรวจฝั่งไทยเป็นกรณีพิเศษ การใช้เวลาตรงนี้จึงผ่านไปได้อย่างรวดเร็วและไม่มีปัญหาใดๆ เพียงไม่นานพวกผมก็เดินออกมานอกสนามบินเพื่อสมทบกับแพทริค หากแต่เสียงตะโกนวายวายอย่างหัวเสียของผู้กองหนุ่มที่ดังเข้ามาอย่างชัดเจนก็ทำให้พวกผมเบิกตากว้างหันไปมองอย่างตื่นตกใจ 

 

“หามันให้เจอ! อย่าให้มันหนีไปได้!” แพทริคตะโกนลั่นออกคำสั่งคนของตัวเองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ มือหนายกขึ้นยีหัวด้วยความหงุดหงิดแล้วตวัดตาราวกับมองหาใครบางคนไม่ต่างอะไรกับปีศาจในร่างคน 

 

“กะ เกิดอะไรขึ้นครับผู้กอง!” ยีนส์ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เด็กหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปหาเจ้านายตัวเองอย่างตื่นตะลึงก่อนจะสะดุ้งเฮือกขึ้นมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมามองด้วยสีหน้าราวกับโกรธแค้นใครมา 

 

“อะ เอ่อ…” 

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับแพท” 

 

ผมวิ่งตามมาสมทบทีหลังก่อนจะขมวดคิ้วถามด้วยความใจเย็น ผู้กองหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดทีหนึ่ง เขาข่มตาลงแล้วยกมือแตะไหล่ลูกน้องตัวเอง พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่ 

 

“ขอโทษทียีนส์ ไม่ได้ตั้งใจ” 

 

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่! เกิดอะไรขึ้นเหรอครับผู้กอง” 

 

ยีนส์ถามกลับ นัยน์ตาจ้องมองคนตรงหน้าจริงจัง ก่อนที่แพทริคเหลือบตามองมาที่ผม เขาถอนหายใจออกมาแล้วก้มลงตอบคนของตัวเองที่เริ่มมีความกังวลฉายบนใบหน้า 

 

“ไม่มีอะไร แค่คนร้ายคดีเล็กๆ น่ะ” 

 

คำตอบของแพทริคทำให้ผมขมวดคิ้วมองอย่างไม่เชื่อทันที ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ ไม่งั้นแพทริค สมิธที่ผมรู้จักไม่มีทางหัวเสียจนฟิวส์ขาดขนาดนี้ 

 

“งั้นเหรอครับ ผมก็นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก” 

 

ยีนส์ผ่อนสีหน้าลงอย่างโล่งอก เด็กหนุ่มยกยิ้มขึ้นนิดๆ ก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าเดินทางเตรียมจะเดินไปขึ้นรถที่ผู้กำกับเตรียมไว้ให้อีกด้าน ทิ้งให้ผมกับแพทริคยืนสบตากันอยู่ตรงหน้าโดยที่เด็กหนุ่มไม่ทันรู้ตัว 

 

“ไม่มีอะไรจริงๆ เหรอครับแพท” ผมลองเชิงถามย้ำอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับแสร้งตีหน้าหันมายิ้มบางให้เท่านั้น 

 

“ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องเป็นห่วงหรอกนะพาย แค่โจรขโมยของในสนามบินน่ะ” 

 

ดูยังไงก็โกหกชัดๆ ถ้าเป็นแค่โจรขโมยของเขาปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในสนามบินก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรีบลงจากเครื่องแล้วสั่งลูกน้องตัวเองให้ตามหาคนร้ายแบบจริงจังขนาดนี้เลย ผมขมวดคิ้วผูกกันแน่นกว่าเดิม เลือกที่จะสบตามองอีกฝ่ายคล้ายต้องการให้พูดความจริง แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังเลือกที่จะปิดปากแล้วเบือนหน้าหลบตาผมไปทางอื่นเท่านั้น 

 

เอาเถอะ! ถ้าอีกฝ่ายเลือกที่จะไม่ให้ผมรับรู้ แสดงว่าเขาต้องคิดมาอย่างดีแล้ว  

 

“เข้าใจแล้วครับ รีบขึ้นรถเถอะ” ผมถอนหายใจตอบกลับเสียงแผ่ว แล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เดินตามยีนส์ไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไม่ไกล 

 

สำหรับผมแล้วไม่ว่าเรื่องที่แพทกำลังปิดบังอยู่คืออะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ต่อให้เกิดอะไรขึ้นผมก็แค่หันหน้าเข้าสู้กับมัน จะไม่อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป 

 

ผมคิดพลางยกมือขึ้นจะจับเส้นผมของตัวเองด้วยความเคยชิน แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อความยาวของเส้นผมตอนนี้ไม่ได้อยู่เท่าเดิม จริงสิ! ผมตัดมันออกจนเหลือความยาวแค่บ่าเท่านั้น ไม่ได้ยาวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว 

.. 

.. 

เป็นเวลาสามวันแล้วหลังจากที่พวกผมเดินทางมาถึงเมืองไทย ตลอดหลายวันมานี้แพทริคค่อนข้างยุ่งกับการวางแผนเพื่อจัดการพวกพ่อค้าทาสจนแทบไม่มีเวลาได้เจอกัน อีกทั้งเขายังออกคำสั่งเด็ดขาดห้ามผมกับยีนส์เข้าร่วมแผนการประชุมที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันมานี้ ถึงพวกผมจะคัดค้านดื้อแพ่งยังไง สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้เพราะผู้กำกับกรมตำรวจเองก็เห็นด้วยกับคำสั่งของเขา 

 

ยังไงก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามบินยังคงกวนใจผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขามีเหตุผลอะไรถึงเลือกปิดบัง แม้กระทั่งยีนส์ที่เป็นคนของเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แล้วทำไมถึงไม่ยอมให้พวกผมมีส่วนร่วมกับการวางแผนจัดการพ่อค้าทาส ในเมื่อผมเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากที่สุด 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณพระพาย” เสียงของเด็กหนุ่มที่นอนเอกเขนกจดจ้องอะไรบางอย่างกับจอโน้ตบุ๊กเรียกให้ผมหันไปมอง 

 

“เปล่าครับ” 

 

“หรือว่าหิวครับ ผมไปทำอะไรให้กินดีไหม” ยีนส์เบิกตากว้างเด้งตัวขึ้นมาเตรียมจะลุกอย่างตื่นตระหนก แต่ก็ถูกผมยับยั้งไว้ก่อนจนเด็กหนุ่มขมวดคิ้วมองกลับมาด้วยความสงสัย 

 

“ผมไม่ได้หิวครับ แค่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย”  

 

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ระบายให้ผมฟังได้นะ” อีกฝ่ายส่งรอยยิ้มกว้างมาให้ เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของผม  

 

“ที่จริงผมยังไม่แน่ใจเท่าไร…” 

 

“ครับ?” 

 

“ผมคิดว่าแพทกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง” ผมเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่มั่นใจเท่าไรนัก ถึงสามวันนี้จะคิดมาตลอดก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แพทริคจะปิดบังได้เลย 

 

“ถ้างั้นมาแอบฟังกันดีไหมครับ” ข้อเสนอของยีนส์ทำให้ผมหันไปมองอีกฝ่ายทันที เด็กหนุ่มไม่มีสีหน้ากังวลเผยออกมาแม้แต่น้อย กลับกันดวงตาคู่กลมกลับทอประกายวาววับขึ้นมาราวกับกำลังตื่นเต้น 

 

“ทำได้เหรอครับ” ผมเลิกคิ้วถาม 

 

“ของง่ายๆ ครับ” เขาพูดพร้อมกับหันไปหยิบโน้ตบุ๊กมาวางไว้บนตัก เด็กหนุ่มสะบัดมือไปพลางหักนิ้วตัวเองไปพลาง ก่อนจะเริ่มวางนิ้วพิมพ์คำสั่งลงอุปกรณ์ตรงหน้าอย่างคล่องแคล่วจนแทบมองไม่ทัน 

 

“การลักลอบเข้าเซิร์ฟเวอร์ของที่นี่ไม่ใช่ปัญหาครับ แค่แอบฟังเล็กๆ น้อยๆ ผมทำได้สบายมาก” 

 

ยีนส์เอ่ยอย่างมั่นใจในฝีมือตัวเอง นายตำรวจหนุ่มกดแป้นพิมพ์ออกคำสั่งแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ภายในห้องประชุมของแพทริค เพียงไม่นานใบหน้าเปื้อนยิ้มฉายแววดีใจก็ปรากฏออกมา 

 

“สำเร็จแล้วครับ!” 

 

เสียงร้องดีใจของคนตัวเล็กเรียกให้ผมก้มลงมองหน้าจอโน้ตบุ๊กบนตักอีกฝ่ายทันที ดวงตาทั้งสองข้างไล่มองภาพที่ฉายบนหน้าจอแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันนิดๆ ก่อนจะหันไปมองหน้ายีนส์ที่ยังคงส่งยิ้มมาให้ 

 

“นี่คงไม่ใช่ภาพจากมือถือแพทหรอกใช่ไหม” ผมถามด้วยความรู้สึกตงิดใจนิดหน่อย 

 

“แหะๆ โดนจับได้ซะแล้ว” คำตอบของเด็กหนุ่มทำให้ผมถอนหายใจพลางอดส่ายหัวไปมากับความซนของอีกฝ่ายไม่ได้ แทนที่จะเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์เพื่อไม่ให้ผู้กองจับได้ ดันเจาะเข้ามือถือเขาซะงั้น 

 

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เวลาประชุมผู้กองจะไม่จับโทรศัพท์ เราแค่ต้องปิดระบบก่อนที่เขาจะรู้ตัว” ประโยคที่ได้ยินไม่ได้ช่วยให้คลายความกังวลเลยสักนิด ผมยกมือจับที่หัวไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วหันมาให้ความสนใจกับการประชุมที่เกิดขึ้นผ่านหน้าจอแทน 

 

“/พวกมันจัดงานประมูลบนเรือสำราญแบบนี้ แสดงว่าเริ่มระแคะระคายเรื่องตำรวจแล้วสินะ/” 

 

เสียงของผู้กองแพทริคที่ดังออกมาจากโน้ตบุ๊กบนตักเรียกให้ผมกับยีนส์หันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติทันที เด็กหนุ่มหันกลับไปจ้องหน้าจอก่อนจะกดเพิ่มเสียงลำโพงเพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นในห้องประชุมมากขึ้น 

 

“/ถ้ามันเริ่มรู้ตัวแล้วก็เป็นไปได้สูงที่จะเริ่มเคลื่อนไหว ไม่ว่ายังไงงานนี้พยายามอย่าให้โดนจับได้ซะก่อนล่ะผู้กอง/” 

 

น้ำเสียงเคร่งขรึมของผู้กำกับแฝงไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดกดดันเล็กน้อย จากประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่แสดงว่าพวกพ่อค้าทาสเริ่มรู้แผนการที่ตำรวจสากลเตรียมจะบุกจับพวกมันแล้วสินะ 

 

งานนี้พวกเราจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ครอสที่เป็นหัวหน้าพ่อค้าทาสคือบุคคลอันตรายที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากที่สุด มันเป็นคนฉลาด เจ้าเล่ห์ ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น 

 

“/ไม่ต้องห่วงครับ เราจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะแก๊งมาเฟียแก๊งหนึ่ง/” 

 

“/ได้รับบัตรเชิญจากต้นน้ำมาแล้วสินะ เขาปลอดภัยดีหรือเปล่า/” 

 

คำถามของผู้กำกับทำให้ผมนึกย้อนไปถึงภารกิจของต้นน้ำที่แยกตัวออกไปทำก่อนหน้านี้ งานเสี่ยงชีวิตที่ต้องแลกกับการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมาเฟียเจ้าของบ่อนคาสิโนและการค้าบริการผิดกฎหมายทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ ถึงอย่างนั้นต้นน้ำก็ยังยืนยันที่จะทำเพื่อเป้าหมาย 

 

“/ครับ! ตอนนี้ต้นน้ำแฝงตัวเข้าไปเป็นทาสของพวกมันเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นไปได้ด้วยดีเขาจะไม่ถูกประมูลขายในวันประมูลครับ/” 

 

“/เป็นแบบนั้นได้ก็ดี เด็กคนนั้นเคยแฝงตัวเข้าไปหลายครั้งแล้ว ถ้าพวกมันเกิดจำหน้าได้ขึ้นมาคงลำบากแน่/” 

 

“/ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ผมจะรีบช่วยเขาออกมาทันทีครับ/” 

 

“/อืม! ผมฝากด้วยแล้วกันผู้กองแพทริค/” 

 

บทสนทนาระหว่างคนสองคนในห้องประชุมทำให้ผมเม้มปากด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ถ้าเรื่องที่ทำเป็นไปตามแผนก็ดีสิ ไม่มีทางที่ครอสจะจำหน้าทาสของตัวเองไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่ามันเป็นคนฉลาด ขืนเป็นแบบนี้คนที่ลำบากจะกลายเป็นต้นน้ำแทน 

 

“คุณโอเคหรือเปล่าครับคุณพระพาย” เสียงเรียกของยีนส์ทำให้ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายผ่านดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกำจิกขากางเกงของตัวเองแน่นจนคนข้างกายชะงักไปด้วยความตกใจ 

 

“กะ เกิดอะไรขึ้นครับ! คุณเป็นอะไร!”  

 

ผมส่ายหัวไปมาส่งกลับให้อีกฝ่าย พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ก่อนจะรวบรวมลมหายใจแล้วพูดขึ้นมา 

 

“ผมเป็นห่วงต้นน้ำครับ ครอสเป็นคนฉลาดถ้าเขารู้ว่ามีตำรวจแฝงตัวเข้าไปเด็กคนนั้นไม่รอดแน่!” พูดพลางบีบข้อมือของยีนส์ไว้ด้วยความสั่นกลัว ผมไม่มีทางลืมเรื่องที่ครอสทำกับตัวเองไปได้เลย 

 

“ไม่ต้องห่วงครับ ต้นน้ำเป็นคนเก่งเขาเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว” 

 

“แต่ว่า…” 

 

“เชื่อใจเขานะครับ สุดท้าแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผู้กองแพทริคไม่ปล่อยให้คนของตัวเองต้องเสี่ยงตายแน่นอน” น้ำเสียงปลอบประโลมดังขึ้นอย่างอ่อนโยน คนตรงหน้าเผยรอยยิ้มอบอุ่นมาให้เพื่อเพิ่มความสบายพลางกุมมือผมที่จับอีกฝ่ายไว้อย่างสั่นกลัว 

 

“ครับ” ผมตอบรับเสียงแผ่ว 

 

วงหน้าสวยหันหน้ามาจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง เพื่อลอบฟังบทสนทนาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมด้วยความรู้สึกที่สงบมากขึ้น ผมจะปล่อยให้ตัวเองเกิดอาการแบบนี้ขึ้นอีกไม่ได้ ผมจะต้องไม่กลัวการเผชิญหน้ากับครอส ไม่อย่างนั้นก็กำจัดเขาไม่ได้เช่นกัน 

 

“/ถ้าอย่างนั้นผมจะให้คนเตรียมระวังสถานการณ์ฉุกเฉินทางน้ำไว้นะครับ อย่างน้อยถ้าเกิดเหตุอะไรก็ยังช่วยชีวิตคนบนเรือได้/” 

 

“/ขอความร่วมมือด้วยครับ/” 

 

เสียงของผู้กำกับตอบกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่เข้ามาช่วยสนับสนุคดีนี้อีกแรง หากแต่น้ำเสียงจริงจังของผู้กองทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นไปอีก 

 

“/ผมอยากให้ส่งคนติดตามเรือสำราญที่พวกมันใช้ประมูลด้วยครับ เราไม่รู้ว่าถ้าเกิดเรื่องขึ้นมันจะใช้เรือหนีไปเมื่อไร/” 

 

“/ทราบแล้วครับ ผมจะเพิ่มหน่วยระวังตรงเขตน่านน้ำไว้เพื่อไม่ให้พวกมันหนีข้ามประเทศ/” 

 

“/เพื่อความปลอดภัย ผมอยากให้เตรียมพร้อมบนน่านฟ้าด้วยเหมือนกันครับ/” 

 

“/คุณหมายถึงเฮลิคอปเตอร์เหรอครับ/” 

 

คำถามสงสัยของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยดังขึ้น ก่อนที่เสียงภายในห้องประชุมจะเงียบหายไปสักพัก จนกระทั่งอีกฝ่ายยอมตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

 

“/ได้ครับ ผมจะจัดการให้/” 

 

จบประโยคนั้นผมก็ถอนหายใจออกมานิดหน่อย ดูเหมือนการเตรียมพร้อมเพื่อจับกุมพวกพ่อค้าทาสจะเป็นไปได้ด้วยดีไม่น่ามีปัญหาอะไร ระบบการป้องกันหรือแม้กระทั่งการติดตามพวกมันก็ได้ความร่วมมือจากเจ้าของประเทศมาเสริมอีกแรง 

 

ผมคิดว่าคงไม่มีเรื่องอะไรให้แอบฟังอีกต่อไปแล้ว ยังไงซะแผนการที่วางไว้ก็จะเกิดขึ้นในวันประมูลและแพทคงจะบอกกับผมเองเมื่อถึงเวลา หากแต่ในตอนที่กำลังจะบอกให้ยีนส์ปิดระบบที่แฮกเข้าไปแอบฟัง ผมก็ต้องชะงักขึ้นมาเมื่อได้ยินบนสนทนาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น 

 

“/พวกแก๊งซือหลิวที่ตามคุณมาบนเครื่องจับตัวได้หรือยังครับผู้กองแพทริค/” 

 

!!! 

 

คำถามของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยทำให้ผมค่อยๆ หันกลับมามองที่หน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง ยีนส์ที่ดูเหมือนจะได้ยินประโยคเดียวกันชะงักไปชั่วครู่ เด็กหนุ่มรีบรวบรวมสติแล้วเตรียมจะปลดระบบที่แฮกเข้าไปด้วยสีหน้าร้อนรน แต่ผมก็จับมืออีกฝ่ายไว้ก่อนจะก้มลงมองเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่รู้ 

 

“คะ คุณพระพาย” 

 

“เงียบก่อนครับ” ผมบอกเสียงเรียบ ฉวยโอกาสหยิบโน้ตบุ๊กบนตักอีกฝ่ายมาไว้กับตัวในทันที 

 

“แต่เรื่องนี้…” 

 

“ให้ผมได้ฟังเถอะครับ ถ้าแก๊งซือหลิวตามเรามาจริงๆ ผมคือคนที่ควรรู้เรื่องนี้มากที่สุด” 

 

ผมเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง เรียวคิ้วขมวดแน่นจดจ้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่กับตัวเองด้วยความเป็นกังวลพร้อมจะรับฟังสิ่งที่ได้ยินต่อจากนี้ 

 

“/ยังครับ…มันหนีไปได้ตอนอยู่ที่สนามบิน/” 

 

น้ำเสียงกรุ่นโกรธของแพทดังขึ้นมาบ่งบอกความเจ็บแค้นฝังลึก ผมไม่รู้เลยว่ามีแก๊งซือหลิวแอบตามเรามาตั้งแต่อยู่บนเครื่อง แน่นอนว่าไม่มีใครเอะใจหรือจับได้เลยด้วยซ้ำทั้งที่มีตำรวจคอยคุ้มกันหลายสิบคน ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าอีกไม่นานจีซัสต้องรู้แน่ๆ ว่าผมอยู่ที่ไหน 

 

“คุณพระพาย…” เสียงอ่อนเรียกชื่อผมอย่างเป็นห่วง เด็กหนุ่มทอดสายตามองมายังผมที่ฉายความตึงเครียดเอาไว้อย่างไม่กล้าเข้ามาปลอบ 

 

“/ขืนเป็นแบบนี้เด็กคนนั้นจะไม่ปลอดภัยครับ ผมจะหาที่อยู่ที่ปลอดภัยมากกว่านี้ ให้คนของคุณเข้าไปหลบซ่อนจนกว่าภารกิจพ่อค้าทาสจะสำเร็จเถอะครับ/” 

 

ข้อเสนอแนะของนายตำรวจเจ้าของประเทศทำให้ผมกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บใจ ผมในตอนนี้ไม่ใช่คนที่จะหนีปัญหาอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่คนที่เอาแต่หนี แต่จะเผชิญหน้ากับมันแม้ต้องสูญเสียอะไรไปก็ตาม ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่ยอมให้แก๊งซือหลิวเข้ามามีอิทธิพลกับตัวเองอีก 

 

พรึ่บ! 

 

“จะไปไหนครับคุณพระพาย” ยีนส์ถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นผมลุกขึ้นยืนเตรียมก้าวเท้าออกจากห้อง 

 

“ไปให้พวกเขารู้ครับ ว่าผมจะไม่หนีอีกต่อไปแล้ว” ผมตอบกลับผ่านสีหน้าจริงจัง แล้วเลือกที่จะเดินไปยังห้องประชุมทันที ไม่คิดสนใจเด็กหนุ่มที่รีบหอบโน้ตบุ๊กวิ่งตามมาด้วยท่าทีร้อนรนด้านหลังแม้แต่น้อย 

 

ก๊อก! ก๊อก! 

 

ปัง! 

 

“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะครับ” ผมเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ดวงตากวาดมองคนในห้องประชุมที่มองมาทางผมด้วยสีหน้าตกใจโดยเฉพาะแพทริค สมิธที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด 

 

“นายเข้ามาได้ยังไงพระพาย…” 

 

“ผมมีเรื่องสำคัญครับ” ผมไม่สนที่จะตอบคำถามเขา สองเท้าเดินเข้าไปในห้องอย่างไม่เกรงกลัว แล้วใช้มือกระชากเนคไทของผู้กองแพทริคให้ก้มลงมาผ่านแววตาแข็งกร้าว 

 

“เรื่องจริงหรือเปล่าครับแพท…” 

 

“นายกำลังทำอะไรรู้ตัวไหม” แพทริคกระซิบเสียงแผ่ว คนร่างสูงไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไรกับการกระทำนี้ ซ้ำยังคงความใจเย็นมองผมได้อย่างปกติ 

 

“เรื่องที่มีแก๊งซือหลิวตามเรามาจริงหรือเปล่าครับ” ผมถามย้ำอีกครั้ง หากแต่ความนิ่งเงียบที่เกิดขึ้นกลับเป็นคำตอบให้ผมได้เป็นอย่างดี วงหน้าสวยพยักรับอย่างเข้าใจดีก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย พร้อมกับยีนส์ที่เพิ่งเข้ามาถึงหน้าประตูได้ไม่นาน 

 

“เอาเถอะครับ ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ผมแค่จะมาพูดเรื่องสำคัญเท่านั้น…” ผมพูดพร้อมกับกวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในห้องอย่างไม่เกรงกลัว จนกระทั่งหันมาหยุดที่ผู้กองแพทริคที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง 

 

“ผมจะไม่หนีครับ” 

 

“…” 

 

“จะเป็นแก๊งซือหลิวหรือพวกพ่อค้าทาสผมก็จะไม่หนีอีกแล้ว ให้ผมเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วยเถอะครับ” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความกังวล ดวงตาทั้งสองสบมองกับแพทริคที่มองมาด้วยท่าทีเรียบนิ่งอยู่นาน ก่อนที่จะได้ยินเสียงหลุดหัวเราะจากผู้กำกับที่ยืนอยู่ไม่ไกลดังออกมา 

 

“หึ! คุณเป็นแบบนี้ตลอดเลยนะคุณพระพาย เหมือนคดีก่อนหน้านี้ไม่มีผิด” 

 

“ผมตัดสินใจดีแล้วครับ” ผมตอบทั้งที่ยังจ้องแพทอยู่ไม่ละไปไหน 

 

“เอายังไงดีล่ะผู้กอง ครั้งนี้คุณต้องตัดสินใจแล้วนะ” ผู้กำกับพูดขึ้นอย่างมอบการตัดสินใจทั้งหมดให้คนของตัวเอง ผู้กองหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันนิดหน่อย ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นแววตาจริงจังของผม 

 

“เฮ้อ! ฉันแพ้แล้วพาย ฉันให้นายร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วยก็ได้” 

 

“ขอบคุณครับ” 

 

“แต่มีข้อแม้ ถ้านายต้องเผชิญกับพ่อค้าทาสหรือแก๊งซือหลิวแบบตัวต่อตัวเมื่อไรให้หนีทันทีเข้าใจไหม ถ้าทำไม่ได้ก็ไปซ่อนตัวอยู่กับตำรวจซะ” ทุ้มเสียงจริงจังของแพททำให้ผมหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ยังไงซะถ้าผมต้องเจอกับครอสหรือจีซัสก็คงสู้ไม่ได้อยู่ดี ถึงตอนนั้นผมคงทำได้แค่หนีตามที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ 

 

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะทำตามที่บอก” เมื่อตัดสินใจได้แล้วผมก็ตอบรับทันที แต่ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลที่ฉายบนใบหน้าของผู้กองแพทริคได้แม้แต่น้อย 

 

“อย่ากังวลนักเลยผู้กอง ยังไงซะฝั่งเราก็ยังมีหน่วยทางน้ำและอากาศอยู่ ต่อให้เกิดอะไรขึ้นพวกมันก็หนีจากตำรวจได้ยาก” ผู้กำกับเอ่ยขึ้นเพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียดภายในห้อง ผมหันหน้าไปสบกับคนด้านหลังที่ส่งรอยยิ้มมาให้นิดหน่อยก่อนจะหันกลับมามองแพทที่ตอบกลับไปสั้นๆ 

 

“ครับ” 

 

“ว่าแต่พวกคุณรู้ได้ยังไงครับว่าพวกเรากำลังคุยเรื่องอะไรกัน” คำถามจากนายตำรวจฝั่งไทยทำให้ยีนส์ที่อยู่ตรงประตูเกิดอาการเลิกลั่กขึ้นมา เด็กหนุ่มหน้าซีดมีหยาดเหงื่อผุดซึมอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะค่อยๆ ถอยเท้าไปด้านหลังเตรียมชิ่งหนีในทันทีทันใด 

 

“ยีนส์” 

 

“คะ ครับ!” เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกตอบรับผู้กองแพทริคที่เอ่ยเรียกผ่านใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทีเหนื่อยใจนิดๆ 

 

“ปลดระบบแฮกออกจากมือถือฉันด้วย” คำพูดที่ดังขึ้นเป็นอันรู้ว่าพวกผมโดนอีกฝ่ายจับได้นานแล้ว ผู้กองหนุ่มส่งมือถือให้คนของตัวเองพลางดีดนิ้วลงหน้าผากเป็นการลงโทษนิดหน่อย 

 

“โอ๊ย!” 

 

“อย่าทำอีก” 

 

“ขะ ขอโทษครับ” ยีนส์ตอบเสียงจ๋อย แก้มกลมพองลมขมุบขมิบปากนิดๆ แล้วจึงรับโทรศัพท์มือถือจากอีกฝ่ายไปถือไว้เพื่อปลดล็อกระบบที่ตัวเองแฮกเข้าไป หากแต่เสียงเอะอะที่ดังขึ้นจากด้านหลังของเด็กหนุ่ม ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องต้องหันไปมองทางประตูอย่างอดสงสัยไม่ได้ 

 

“เกิดอะไรขึ้น!” แพทริคตะโกนถาม ดวงตาคู่คมแข็งขึ้นจดจ้องลูกน้องตัวเองที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาอย่างเค้นคำตอบ 

 

“ยะ แย่แล้วครับผู้กอง! เราเพิ่งได้ข่าวไม่ค่อยดีมาจากพวกใต้ดินครับ” 

 

“ข่าวอะไร” เสียงเข้มกดถามผ่านสีหน้าเรียบนิ่ง 

 

“พะ พวกมันบอกว่าทาสดาวเด่นในงานประมูลครั้งนี้ ปะ เป็นเด็กที่ชื่อต้นน้ำครับผู้กอง!” 

 

!!! 

 

“วะ ว่ายังไงนะ” ผมถามเสียงสั่น จ้องมองคนที่ยืนรายงานพลางหอบหายใจไปพลางด้วยสีหน้าไม่สู้ดี 

 

ทาสที่เป็นดาวเด่นในงานประมูลของครอส ไม่ต่างอะไรกับทาสที่โดนจับขังแยกเดี่ยวเป็นพิเศษ ราคาประมูลของทาสดาวเด่นจะถูกอัปขึ้นจากราคาปกติหลายสิบเท่า และจะถูกประมูลขายให้เฉพาะแก๊งมาเฟียกับพวกมีอิทธิพลทางการเมืองเท่านั้น 

 

ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้น… 

 

“ดูท่าไม่ดีแล้วนะผู้กอง” โทนเสียงเข้มขึ้นของผู้กำกับทำให้ภายในห้องเกิดความเครียดขึ้นมาทันที ผู้กองแพทริคยืนกำมือตัวเองแน่นข่มความกรุ่นโกรธที่เกิดขึ้นจนสั่นระริก ก่อนจะเอ่ยถามย้ำอีกครั้งผ่านน้ำเสียงเย็นยะเยือก 

 

“ข่าวจริงหรือเปล่า” 

 

“จริงครับ! แม่ค้าขายข่าวใต้ดินเป็นคนพูดขึ้นมาเองไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน” คำพูดนั้นยิ่งทำให้ทุกคนในห้องตึงเครียดมากกว่าเดิม ผมข่มตาลงพยายามกักเก็บอารมณ์คุกรุ่นของตัวเองก่อนจะเดินไปจับข้อมือที่สั่นเทาของผู้กองไว้นิ่ง 

 

“ใจเย็นก่อนครับ” 

 

“…” 

 

“ทาสดาวเด่นจะถูกประมูลขายเป็นลำดับสุดท้ายของงาน พอถึงตอนนั้นเราค่อยใช้กำลังชิงตัวต้นน้ำคืนมาเถอะครับ” 

 

“พระพาย…” 

 

“พวกเราต้องช่วยเขาออกมาได้แน่ครับ มาวางแผนกันต่อเถอะ” เสียงเรียบนิ่งดังขึ้นเรียกสติผู้ชายตรงหน้า ผมกดตามองแพทผ่านแววตาจริงจัง ออกแรงดึงอีกฝ่ายเข้ามาสมทบกับทุกคนเพื่อวางแผนต่อจากนี้ 

 

ต้นน้ำต้องปลอดภัย ต้องช่วยเขาออกมาได้แน่… 

 

………………………………………………………………………………. 

ตอนหน้าเข้างานประมูลของพ่อค้าทาสแล้วน้าาา 

เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นสุดๆ ต้องบอกว่าใกล้จะจบเรื่องนี้แล้วล่ะ 

เพราะปมของเรื่องนี้คือพวกพ่อค้าทาสจ้า 

ตอนต่อไปรออ่านฉากสงครามระหว่างตำรวจ มาเฟีย และพ่อค้าทาสกันได้เล้ยยย >< 

.. 

.. 

TO BE CONTINUED 

ความคิดเห็น