กานต์ณภัส
email-icon facebook-icon

สงครามนี้ต้องเทหมดหน้าตัก ทั้งความรักและความลับ

รอยแผลและความหลัง 100%

ชื่อตอน : รอยแผลและความหลัง 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 16:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รอยแผลและความหลัง 100%
แบบอักษร

ช่วงปีแรกที่รู้จักกับหมอทิพย์ ขวัญจิราก็ไปมาหาสู่นางตลอด แต่ก็ไม่เคยได้ค้างคืนที่บ้างนี้อีก นานวันเข้าเด็กสาวก็เริ่มรู้จักและสนิทสนมกับหมอทิพย์มากขึ้น สรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเองก็เริ่มเปลี่ยนไป

แต่เดิมขวัญจิราจะแทนตัวเองว่า ‘หนู’ เมื่อพูดคุยกับผู้อาวุโสกว่าที่เธอยังไม่คุ้นเคย แต่ถ้าสนิทกันแล้วก็จะแทนตัวเองว่า ‘หนม’ ซึ่งมันเป็นชื่อเล่นแบบย่อเพื่อความสะดวก ทั้งที่ใครต่อใครมักจะเรียกเธอว่า ‘ขนม’ แบบถูกต้องตามที่แม่ตั้งให้ก็ตาม ส่วนหมอทิพาวรรณก็พยายามให้ขวัญจิราเรียกนางว่า ‘ป้า’ ด้วยความเอ็นดูเด็กสาวมากกว่าคนไข้อื่น แต่จนแล้วจนรอดเด็กสาวในวันนั้นก็ยังคงเรียกนางว่า ‘คุณหมอ’ มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ขวัญจิราได้เห็นงานฝีมือที่หมอทิพาวรรณชอบทำเป็นงานอดิเรก  ด้วยความที่วิชาชีพของนางต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ และไอ้ศิลป์ที่ว่ามันก็เกี่ยวข้องกับหัตถการ ดังนั้นการทำงานฝีมือต่างๆ จึงกลายเป็นเรื่องถนัดได้อย่างไม่ยากเย็นนัก รูปครอบครัวขนาดใหญ่ที่เป็นภาพปักครอสติสสีซีเปียก็เป็นเครื่องยืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี

เห็นแบบนั้นบ่อยๆ ขวัญจิราก็เริ่มสนใจ เพราะหมอทิพย์ชอบพูดเสมอว่าการทำงานฝีมือนั้นช่วยฝึกสมาธิได้ดี ขวัญจิราจึงเริ่มรบเร้าขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ให้คุณหมอช่วยสอน และสิ่งที่เธออยากเรียนรู้และทำเป็นมากที่สุดในตอนนั้น คือการถักไหมพรม

ขวัญจิราเคยดูในละครว่านางเอกทนหลังขดหลังแข็งถักไหมพรมเป็นของแทนใจให้พระเอก พอพระเอกได้รับของนั่นแล้วก็จะทำสายตาประหนึ่งว่าซาบซึ้งใจในความพยายามของนางเอกมาก เห็นแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างโรแมนติกเสียเหลือเกิน เธอจึงไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะอดทนถักไหมพรมเป็นชิ้นเป็นอันได้ จนกระทั่งได้เรียนรู้มันจริงๆ ว่าการถักไหมพรมไม่ได้ทรมานอย่างที่คิด กลับรู้สึกสนุกเพลิดเพลินดีเสียอีก

เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ขวัญจิราก็ยังมาหาหมอทิพย์อยู่ แต่ไม่บ่อยเท่าช่วงปีแรก เธอค่อยๆ เห็นทันตแพทย์หญิงดูมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นกว่าวันที่รู้จักกันใหม่ๆ อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ช่วยเยียวยารักษาใจ หรือเพราะความหวังว่าใกล้เวลาที่ลูกชายของนางจะกลับมามากขึ้นก็ไม่ทราบได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ดีทั้งนั้น โดยเฉพาะเหตุผลข้อหลัง เพราะไม่ใช่แค่เพียงทันตแพทย์อาวุโสเท่านั้นที่เฝ้ารอ ขวัญจิราเองก็แอบเฝ้ารอเหมือนกัน รอการกลับมาของคนที่ช่วยชีวิตเธอทั้งที่ไม่เคยรู้จัก รอเพื่อหวังจะขอบคุณเขาด้วยตัวเองสักครั้ง

ขวัญจิรานั่งคิดถึงความหลังอยู่บนโซฟาสักพัก เจ้าของบ้านก็เดินลงมาพร้อมเสื้อตัวหนึ่งในมือ นางนั่งลงบนโซฟาอีกตัวใกล้กันและเริ่มต้นการสนทนาอย่างจริงจัง

“เมื่อวันก่อนป้าเอาเสื้อเด็กที่หนูถักไปให้ลูกของผู้ช่วยป้าน่ะ ป้าบอกเขาว่าเป็นฝีมือหลานสาว”

“เหรอคะ แล้วเขาว่ายังไงบ้าง”

“เขาเห็นแล้วก็ชมว่าสวยมาก ยังฝากขอบคุณหนูมาด้วยนะ”

“เพิ่งหัดถักเสื้อชิ้นแรกเองค่ะ กว่าจะถักตรงคอเสื้อได้ก็ต้องรื้อตั้งหลายรอบ มันไม่ง่ายเหมือนพวกผ้าพันคอกับหมวกเลยนะคะ” หญิงสาวถ่อมตัว แล้วนึกไปถึงตอนที่ตัวเองนั่งรื้อ นั่งแก้ผลงาน เพื่อให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่ฝีมือจะอำนวย

“แต่ป้าว่าหนูเก่งนะ นี่ขนาดหัดถักเสื้อชิ้นแรกยังออกมาดูดีขนาดนี้ สมัยป้าหัดทำใหม่ๆ นี่รื้อถักใหม่ทั้งตัวเลยก็มี”

“ก็เรียนจากที่คุณหมอสอนนี่แหละค่ะ แต่ถ้าถักไปแล้วติดปัญหา หนมก็เปิดคลิปในอินเตอร์เน็ตดูเอา คลิปของต่างประเทศก็มีสอนเทคนิคหลายอย่าง เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันช่วยเราได้เยอะเลยค่ะ”

“ใช่ๆ ลูกป้าก็ชอบพูดแบบนั้น เด็กสมัยนี้ดีจริงๆ เลยนะ โตมาพร้อมเทคโนโลยี อยากรู้อะไรก็ได้รู้ทันใจเหลือเกิน สมัยป้าต้องอ่านจากหนังสือแล้วมันก็เข้าใจยาก เพราะภาพมันไม่เคลื่อนไหว กว่าจะเข้าใจว่าต้องทำยังไงป้าก็รื้อถักใหม่ไปหลายรอบแล้ว”

“คุณหมอก็เก่งค่ะ ทั้งเก่ง ทั้งสวย ทั้งใจดี” ลูกศิษย์ปากหวานป้อนคำยอให้เป็นชุดเลยทีเดียว

“ช่างประจบเสียจริงแม่หนูคนนี้ แล้วอย่างนี้ป้าจะกล้าออกปากไหว้วานได้อย่างไรกันล่ะ”

“วานอะไรเหรอคะ ถ้าหนมช่วยได้ก็ยินดี เพราะมันยังเทียบไม่ได้เลยกับที่หมอเคยช่วยหนมไว้” สีหน้าของหญิงสาวตอนนี้ดูกระตือรือร้นมาก

“ป้าอยากให้หนูช่วยถักสเวตเตอร์ผู้ใหญ่สักตัวนึง แต่น่าจะต้องใช้เวลาถักพอสมควรเลย หนูพอจะมีเวลาถักให้ป้าไหม”

“งานเร่งไหมคะ คือหนมกลัวว่าฝีมือมันยังไม่ดีแล้วต้องรื้อหลายรอบ จะไม่ทันตามกำหนดน่ะค่ะ” เมื่อได้ฟังสิ่งที่ถูกไหว้วาน ขวัญจิราก็เปลี่ยนสีหน้ากระตือรือร้นเป็นกังวลได้ในเวลาเพียงไม่นาน

“ไม่เร่งหรอกจ้ะ หนูถักเสร็จเมื่อไหร่ก็ค่อยเอามาให้ป้าก็ได้”

จะถือนี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะได้ฝึกฝีมือให้ก้าวไปอีกขั้นถ้าได้ลองถักสเวตเตอร์ผู้ใหญ่ และงานนี้ก็ดูไม่น่าจะหนักหนามากนัก เพราะหมอทิพย์ตัวเล็ก ถ้าถักให้หมอก็คงใช้เวลามากกว่าตอนที่ถักเสื้อเด็กไม่มากหรอก

“งั้นขอวัดตัวคุณหมอหน่อยนะคะ”

“จะวัดตัวป้าทำไมล่ะจ๊ะ ป้าไม่ได้จะให้ถักของป้าเสียหน่อย” หมอทิพาวรรณยิ้มน้อยๆ ราวกับดีใจที่หญิงสาวยอมรับงาน จากนั้นนางก็คลี่เสื้อตัวที่ถือติดมือลงมาจากชั้นบนออกมาแผ่อยู่ที่โต๊ะกลางหน้าโซฟารับแขกนั่นเอง “หนูวัดตัวแล้วจดไซส์จากเสื้อตัวนี้ไปเลยจ้ะ”

“ค่ะ” ขวัญจิราพินิจเสื้อตัวนั้นอย่างละเอียด ก่อนทำการวัดตัวและจดขนาด แล้วก็เริ่มมีคำถามเกิดขึ้น “ว่าแต่จะให้หนมถักให้ใครคะเนี่ย ตัวใหญ่จัง”

“ลูกชายป้าเอง” ทันตแพทย์หญิงตอบทั้งที่ยังคงยิ้มอยู่ และดูเหมือนรอยยิ้มนั้นจะกว้างขึ้นเสียด้วย

คำตอบที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ทำให้ขวัญจิราเกิดอาการตะลึงงันไปชั่วครู่ นี่เธอกำลังจะมีโอกาสทำอะไรตอบแทนให้ผู้มีพระคุณอีกคนหนึ่งของเธอหรือ ช่วงเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมาเธอเพียรเฝ้ารอการกลับมาของเขา เพื่อจะได้ตอบแทนความช่วยเหลือของเขาบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าความตั้งใจที่จะเฝ้ารอของเธอก็ลดน้อยลงตามไปด้วย บางทีเขาอาจเลือกใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน มีงาน มีครอบครัวอยู่ที่โน่นเสียแล้วก็ได้

“นี่ก็ตั้งหลายปีแล้ว เขายังไม่กลับมาอีกเหรอคะ” การตั้งคำถามของหญิงสาวในครั้งนี้เป็นการถามเพื่อยืนยันความคิดของเธอเอง

“อ้าว...ตายจริง นี่ป้าไม่เคยบอกหนูหรอกหรือ ว่าลูกชายป้าเขากลับมาแล้ว” คุณหมอร่างเล็กเบิกตากว้างอย่างแปลกใจที่ขวัญจิราไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย นางเข้าใจว่าเคยบอกขวัญจิราไปแล้ว...หรือเปล่านะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้นางจะลืมบอกได้อย่างไร หรือเป็นเพราะช่วงที่ลูกชายนางกลับมาเป็นช่วงที่ขวัญจิราเริ่มห่างหายไปจากการมาเยี่ยมเยียนนางพอดี

“อะไรนะคะ เขากลับมาแล้วเหรอ” หญิงสาวเบิกตากว้างกว่าหมอทิพย์เสียอีก “น่าดีใจจังเลยค่ะ อย่างนี้คุณหมอก็ไม่ต้องอยู่บ้านคนเดียวแล้วสิ”

“ป้าก็ดีใจนะที่เขากลับมา แต่เรื่องอยู่บ้านคนเดียวนี่คงหนีไม่พ้นจริงๆ” นางกล่าวพร้อมความรู้สึกอ้างว้างที่แวะเวียนเข้ามาอีกครั้ง แม้ครั้งนี้มันจะไม่มากเหมือนในอดีตก็ตาม

“อ้าว...ทำไมล่ะคะ”

“ก็เขาไม่ค่อยว่างน่ะสิ ตั้งแต่กลับมาก็มัวแต่บ้าทำงาน ถึงขนาดไปนอนที่ออฟฟิศเลยนะ จะกลับมานอนที่นี่ก็แค่ช่วงวันหยุด แล้วยังหอบงานกลับมาทำอีก”

“โห...งานคงหนักน่าดูเลยนะคะ”

“จ้า เขาบุกเบิกมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้ก็เลยยังวางมือไม่ได้น่ะ”

“ถ้าเขาอยู่ที่นี่แล้วจะเอาสเวตเตอร์ไปทำไมละคะ อากาศบ้านเราไม่ได้หนาวเหมือนเมืองนอกสักหน่อย”

“ตอนที่เขาอยู่เมืองนอกป้าก็เคยถักให้แล้วสองตัว สีเทากับสีขาว แต่เขาเคยบอกว่าสีมันจืดไปน่ะ บ่นว่าอยากได้ตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว ป้าเลยกะว่าจะแอบเซอร์ไพรส์ แต่ถ้าป้าถักเองเขาต้องรู้แน่ๆ ป้าเลยรอหนูพอถักเสื้อได้นี่แหละ หนูขนมจะช่วยป้าได้ไหมจ้ะ” นางบอกเล่าถึงแผนการสร้างความประหลาดใจให้แก่ลูกชาย พร้อมคำนวณสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

ลูกชายของนางจะกลับมาค้างที่บ้านในคืนวันศุกร์และเสาร์เป็นประจำ ส่วนวันอาทิตย์ก็มาค้างบ้างแล้วแต่โอกาส ถ้านางถักสเวตเตอร์เอง ความย่อมแตกก่อนแน่ เพราะตั้งแต่ลูกชายกลับมา นางก็ขอเปลี่ยนวันหยุดกับทางโรงพยาบาล เพื่อที่จะได้มีเวลาว่างตรงกับลูก และนางก็มักจะทำงานถักไหมพรมในช่วงวันหยุดเสียด้วย

“หนมยินดีมากเลยค่ะหมอที่ได้ทำอะไรให้ผู้มีพระคุณของหนมบ้าง แม้มันจะดูเล็กน้อยถ้าเทียบกับที่เขาช่วยชีวิตหมนไว้ก็เถอะ แล้วคราวนี้จะให้หนมถักสีไหนดีคะ” หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิด ด้วยความที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน จึงเดาไม่ถูกว่าผู้มีพระคุณของเธอจะชอบสีอะไร

“ป้าเตรียมไว้แล้ว” ทันตแพทย์หญิงลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะอาหาร เพื่อไปหยิบถุงบรรจุของขนาดใหญ่ที่คาดเดาได้ว่าน้ำหนักไม่มาก เนื่องจากนางยกถุงนั้นเดินลิ่วมาทางขวัญจิราได้อย่างสบายๆ แล้วนางก็หยิบม้วนไหมพรมขึ้นมาม้วนหนึ่งขึ้นมาจากถุง “สีนี้เลย จะได้ไม่บ่นว่าจืดไปอีก”

“โอ้โห...สีไวน์แดง มันจะไม่ดูสะดุดตาไปเหรอคะ สำหรับผู้ชายน่ะ” ขวัญจิราพินิจไหมพรมนั่นแล้วรู้สึกประหลาดใจมาก ยอมรับนะว่าสีมันสวยแปลกตา ถ้าคนใส่ผิวค่อนข้างขาวสักหน่อยคงขึ้นมาก แต่สีนี้ไม่เคยอยู่ในสารระบบความคิดของเธอมาก่อนเลยจริงๆ

“เขาต้องชอบอยู่แล้ว...เชื่อป้าสิ” 

************************************************ 

สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ้า 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น