อ้ายเก้ง
facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 "ถ่านไฟเก่า"

ชื่อตอน : บทที่ 5 "ถ่านไฟเก่า"

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 77

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 16:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 "ถ่านไฟเก่า"
แบบอักษร

บทที่ 5

“ถ่านไฟเก่า”

“อริส...”

คาวีได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาพร้อมกับกอดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแนบแน่น คนๆ นี้...ผู้หญิงคนนี้...มันนานมากเหลือเกินที่เขาไม่ได้เจอเธอน่ะ

“...” ส่วนเธอคนนั้นเองก็ได้รู้สึกอึ้งและตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆ คาวีก็ได้โอบกอดร่างของเธอ หญิงสาวจึงได้เอื้อมมือขึ้นมาอย่างเชื่องช้าก่อนที่จะ...

“พอได้แล้วน่ะวี กอดฉันอยู่นั่นแหละ ถ้ามีคนมาเห็นเข้าจะว่ายังไง”

แต่แล้วหญิงสาวคนนั้นก็ผลักร่างของคาวีออกพร้อมกับสองคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ใบหน้าที่ยังคงดูสาวดูสวยกว่าวัยก็มีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏออกมา

“ขอโทษนะอริส ฉันก็แค่รู้สึกดีใจที่เจอเธออีกครั้งเท่านั้นเอง” คาวีกล่าวก่อนจะเกาหัวแก้เขิน

“ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันนะที่เจอเธอน่ะ คงจะนานมากเลยที่เราไม่ได้กลับมาพบกัน”

อริสราพูดก่อนจะเอื้อมมือไปจับแก้มของคาวีเล็กน้อย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดแต่หน้าตาของผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย คาวีก็ยังคงเป็นคาวี ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเธอเคยรักเขาที่สุด

“ฉันเองก็คิดถึงเธอมากเลยนะอริส คิดถึงเธอมากเลย ฉันคิดว่าในชีวิตนี้ฉันจะไม่เจอเธออีกแล้ว” คาวีกล่าวก่อนจะกุมมือของอริสเอาไว้แล้วจุมพิตลงบนหลังมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา คงเพราะเขาไม่ได้เจอเธอมานานมาก มันจึงทำให้เขารู้สึกคิดถึงเธอเหลือเกิน คิดถึงเธอ...อริสราของเขา

หากว่าธนินท์นั้นคือเพื่อนสนิทคนแรกของเขา ‘อริส’ หรือ ‘อริสรา’ ก็คงจะเป็น ‘รักแรก’ ของเขานั่นเอง

คาวีรู้จักกับอริสราครั้งแรกในงานรับน้องของมหา’ลัย จำได้ว่าตอนนั้นทั้งเขาและอริสราต่างก็ได้ไปเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้าบรรดานักศึกษาน้องใหม่อีกด้วย แล้วก็คงเพราะด้วยทัศนคติและอะไรหลายๆ อย่างที่ตรงกันมันก็ทำให้เขากับอริสราได้คบกัน คบกันนานเป็นเวลาหลายปี ช่วงเวลาที่ได้เป็นแฟนกับอริสรามันก็เป็นช่วงที่คาวีรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในชีวิตเลย แม้ทุกวันนี้ทั้งเขาและอริสราจะมีสถานะเป็นเพียงแค่อดีตคนรักก็ตาม

“ฉันเองก็คิดถึงเธอเหมือนกันนะวี” อริสราตอบก่อนจะชักมือของเธอกลับ ส่วนคาวีเองก็ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น

“เอ้อ! แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ มาทานข้าวเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?” คาวีเอ่ยถามพร้อมกับมองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า พอได้เห็นอริสราที่อยู่ในชุดผ้าไหมไทยมันก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจนิดๆ

“อ๋อ! ฉันไม่ได้มาทานอาหารที่นี่หรอก แต่ฉันน่ะเป็นเจ้าของที่นี่เลยต่างหากล่ะ” อริสราตอบกลับก่อนจะคิ้วขมวดมองหน้าของคาวีเล็กน้อย

“หืม? เธอเป็นเจ้าของร้านอาหารที่นี่เหรอ ถึงว่าทำไมชื่อร้านมันถึงได้คุ้นนักน่ะ” หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบตอบกลับ

“แล้วเธอพอจะมีเวลาว่างมั้ย ไปนั่งทานข้าวกับฉันหน่อยได้หรือเปล่า ฉันมีอะไรหลายๆ อย่างที่อยากจะคุยกับเธอมากเลยนะ” คาวีได้เอ่ยปากชวนให้อริสราไปทานอาหารกลางวันร่วมกับตน คงเพราะเขาไม่เจอกับเธอมานานมากมันจึงทำให้คาวีอยากจะนั่งพูดคุยเรื่องอะไรต่างๆ กับอริสรามากเลย พูดคุยกันตามประสาคนรักเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน

“อืม...ได้สิ! ตอนนี้ลูกค้าก็น้อยด้วย ฉันมีเวลาว่างนั่งคุยกับเธออยู่แล้ว” และพอได้ยินที่อดีตคนรักตอบกลับ มันก็ทำให้คาวีรู้สึกดีใจมากกว่าเดิม

“งั้นเราไปกันเถอะ” ว่าแล้วคาวีก็เชิญให้อริสราเดินนำไปก่อนที่ตนจะเป็นฝ่ายเดิมตาม ทว่าเมื่อกำลังจะเดินกลับเข้าร้านแล้วนั้น คาวีก็ต้องถึงกับชะงักด้วยความตกใจเล็กน้อย เพราะผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนและอริสราก็คือ...

“ต้นกล้า...” คาวีเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นเจ้าเด็กดื้อกำลังยืนกอดอกและมองเขาด้วยแววตาอันเรียบนิ่ง

“เรามาทำอะไรที่นี่น่ะ?” หนุ่มใหญ่จึงได้ถามกลับ ส่วนต้นกล้าที่มองหน้าของเขาแล้วสลับไปมองหน้าของอริสรา ก็ได้ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังไม่ค่อยลื่นหูนัก

“ก็เห็นคุณอามาเข้าห้องน้ำนาน ผมก็เลยเดินตามมาดูเผื่อคุณอาจะเป็นอะไรหรือเปลาน่ะ” ยังดีที่เจ้าเด็กคนนี้ยังให้เกียรติโดยการเรียกเขาว่าคุณอาต่อหน้าคนอื่น แต่ไอ้น้ำเสียงของต้นกล้าที่ฟังดูเหมือนไม่ค่อยพอจะใจนี่มันคืออะไรนะ

“อาไม่ได้เป็นอะไรหรอก อาแค่เจอคนรู้จักก็เลยอยู่คุยกันนิดหน่อยน่ะ”

หลังจากนั้นคาวีจึงได้แนะนำให้ทั้งอริสและต้นกล้ารู้จักกันและกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแม้เจ้าเด็กคนนี้จะยกมือขึ้นไหว้สวัสดีอริสตามมารยาทแล้วก็ตาม แต่ทำไมต้นกล้าถึงได้ดูไม่ค่อยจะพอใจนักนะ ถึงจะไม่ได้แสดงความรู้สึกผ่านหน้าตา แต่กิริยาท่าทางที่เด็กคนนี้แสดงออกมามันก็ทำให้คาวีรู้สึกเหมือนกับว่า...ต้นกล้ากำลังงอนเขาอยู่

ณ โต๊ะอาหาร หลังจากที่อริสราคนรักเก่าของคาวีได้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนสองคนนี้จะเริ่มเปิดฉากกระหนุงกระหนิงนั่งจีบกันในทันที ทั้งช่วยกันเลือกเมนูอาหาร ทั้งพูดคุยและหยอกล้อกันราวกับว่ากำลังเป็นคู่รักที่กำลังนั่งจีบกันอยู่ก็ไม่ปาน ทำเอาเจ้าหนุ่มน้อยได้แต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดนิดๆ ด้วยความไม่พอใจเอาเสียเลย

“นี่วี เธอยังชอบกินผัดพริกแกงเหมือนเดิมอยู่มั้ย?”

“ชอบสิ ทุกวันนี้เวลาจะกินข้าวที่ไหนฉันก็ชอบสั่งมาเป็นเมนูแรกๆ เลยล่ะ”

“จริงเหรอ? ขนาดผ่านไปเกือบ 20 ปีแล้วเธอยังชอบกินมันอยู่อีกเหรอ?”

“ชอบสิ ก็เพราะว่ามันเป็นกับข้าวมื้อแรกที่เธอทำให้ฉันกินยังไงล่ะ” คาวีพูด

“แล้วเธอล่ะ ยังชอบบัวลอยไข่หวานหน้ามออยู่หรือมั้ย? หึหึหึ! ฉันยังจำได้นะว่าเธอน่ะชอบซื้อมากินที่ห้องทุกวันเลย พอกินเสร็จก็ชอบมาบ่นกับฉันว่าอ้วนขึ้น บ่นเสร็จแล้วก็กลับไปกินต่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ตอนนั้นฉันยังขำเธอไม่หายเลย” พลันรอยยิ้มก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของอริสรา วันเวลาที่ผ่านไปนานเกือบ 20 ปีก็ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยังเป็นคนช่างพูดและยังจดจำบัวลอยไข่หวานอันเป็นของชอบของเธอได้อีกด้วย

“เธอนี่ยังจำได้อยู่อีกนะว่าฉันชอบบัวลอยไข่หวานน่ะ หึหึหึ!”

หญิงสาวตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่ได้จางหายไปไหน อริสราเองก็ได้แต่นึกย้อนไปในวันเวลาที่เธอได้คบกับคาวี วันเวลาในตอนนั้นมันก็ช่างมีความสุขเสียจริง แม้มันจะเป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ในชีวิตของเธอก็ตาม

“เสียดายนะที่ตอนนั้นพวกเราน่ะ...” อริสราเงียบไปและไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ ส่วนคาวีเองก็ได้แต่กุมมือของเธอเอาไว้เพราะเขาเองก็เข้าใจดีว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หนุ่มใหญ่จึงได้กล่าวออกมาว่า...

“ขอโทษนะที่ตอนนั้นฉันไม่เข้มแข็งพอที่จะรักษาเธอไว้ได้น่ะ” พลันรอยยิ้มที่เคยมีมันก็ต้องหายไปอย่างเชื่องช้า เมื่อหัวใจคาวีก็ได้นึกถึงเรื่องราวอันแสนเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอ

“อะแฮ่ม! แคกๆ”

แต่แล้วบรรยากาศซึ้งของคู่รักในครั้งวันวานก็ต้องจบลงเมื่ออยู่ๆ ก็มีเสียงกระแอมกระไอของใครคนหนึ่งดังขึ้นมา นั่นจึงทำให้คาวีกับอริสราจำต้องหันควับไปตามเสียงนั้น ก็พบว่าต้นกล้ากำลังเอามือจับที่คอของตนแล้วทำท่าเหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังติดคออยู่นั่นเอง

“เราเป็นอะไรของเราน่ะต้นกล้า?”

“ไม่รู้สิครับ รู้สึกเหมือนก้าง! มันกำลังติดคอของผมอยู่เลย”

พูดจบเจ้าเด็กทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วตักข้าวคำโตเข้าปากของตน ส่วนคาวีที่เห็นเจ้าเด็กแสบมันแสดงอาการออกมาเช่นนั้น มันก็ทำให้คาวีรู้ว่าสิ่งที่ต้นกล้าทำก็เพื่อทำตัวเป็นกขค.เขากับอริสรานั่นเอง

“อ้าว! ก้างติดคอเธอเหรอ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?” อริสราได้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แต่คาวีกลับทำหน้าบึ้งนิดๆ ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า...

“รู้ว่าตัวเองสั่งปลาราดพริกมาแล้วก็น่าจะกินระวังๆ กว่านี้ มัวแต่ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ก็สมควรแล้วที่ก้างจะติดคอน่ะ” คาวีพูดดุแต่ทว่าต้นกล้ากลับชักสีหน้าใส่เขาแทน

“ต้นกล้า!” หนุ่มใหญ่จึงได้เอ็ดใส่เจ้าเด็กดื้อเสียงดังเมื่อเห็นว่าต้นกล้าเริ่มทำตัวไม่มีสัมมาคารวะกับเขาแล้ว

“ไม่เอาน่าวี อย่าไปดุน้องเขาอย่างนั้นสิ” แต่อริสรากลับเข้ามาปรามแทน

“เธอยังรู้สึกเจ็บคออยู่หรือเปล่า? ให้น้าพาไปหาหมอมั้ยเผื่อหมอจะช่วยเอาก้างออกให้เธอได้นะ” หญิงสาวพูด

“ขอบคุณครับคุณน้า แต่ผมไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ รู้เหมือนก้างมันจะหลุดออกไปแล้วมั้ง” ต้นกล้าตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม แต่เขากลับหันมาทำหน้าบึ้งใส่คาวีแทน

“ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ตอนนี้ก็รีบๆ กินข้าวให้หมดได้แล้ว เดี๋ยวเธอก็กลับไปทำงานสายพอดี”

และในท้ายที่สุดคาวีก็ได้บอกให้ต้นกล้าหันไปสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าของตนต่อ ส่วนตัวของเขาเองนั้นก็ได้หันกลับไปพูดคุยและถามไถ่เรื่องราวต่างๆ กับอริสราเช่นเดิม โดยที่มีสายตาของต้นกล้าแอบจ้องมองอย่างไม่พอใจเช่นเดิม

ในบ่ายวันนั้น หลังจากที่ทานอาหารกลางวันจนอิ่มและอยู่พูดคุยกับอริสราอีกสักพัก คาวีและต้นกล้าก็ขอตัวกลับโดยที่เขาเองก็ไม่ลืมที่จะขอเบอร์โทรหรือช่องทางการติดต่ออื่นๆ ของอริสรา การที่เขาได้มาเจอกับเธอคนนี้อีกครั้งมันก็ทำให้คาวีรู้สึกดีใจจริงๆ ทั้งดีใจและมีความสุขในคราเดียวกัน เหมือนกับฝันเลยนะที่ในที่สุดเขาก็ได้เจอกับคนรักเก่าของตนน่ะ นึกว่าในชีวิตนี้เขาจะไม่ได้อริสราอีกแล้ว ต้องขอบคุณสวรรค์จริงๆ ที่ในที่สุดก็ทำให้เขากลับมาพบกับเธอเสียที

“ดูพี่จะมีความสุขมากเลยนะครับที่ได้เจอคุณอริสคนนั้นน่ะ” ต้นกล้าที่นั่งเงียบอยู่นานตั้งแต่คาวีขับรถออกมาก็ได้เอ่ยถามขึ้น แต่ดูจากสีหน้าของเจ้าตัวแล้ว ก็รู้สึกเหมือนกับว่าเจ้าเด็กคนนี้กำลังงอนเขาอยู่เลย

“ก็แน่ล่ะสิ ก็อริสเขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของอายังไงล่ะ” แต่คาวีก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจอะไรนอกจากจะตอบไปตามความรู้สึกของตน

“เหรอครับ? แล้วคุณอริสเขาเป็นอะไรกับพี่งั้นเหรอทำไมพี่ถึงได้บอกว่าเขาเป็นคนสำคัญของพี่น่ะ” ต้นกล้าเอ่ยถาม

“อริสเขาเคยเป็นแฟนเก่าของอาน่ะ” คาวีตอบ

“อากับอริสเคยคบกันตั้งแต่ตอนที่เราเรียนมหาลัยด้วยกัน เธอเป็นแฟนคนแรกของอา เป็นรักแรกในชีวิต และเป็นผู้หญิงที่ทำให้อารู้จักคำว่ารัก” ใช่...พอนึกถึงเรื่องราวที่ตนเคยมีร่วมกับอริสราทีไร...พอนึกถึงช่วงที่ตนได้เป็นแฟนกับผู้หญิงคนนี้ทีไร มันก็ทำให้คาวีรู้สึกสุขใจเหลือเกิน แต่วานั่นมันกลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในหัวใจของต้นกล้าเลย

“อ๋อเหรอ! ถ้ารักกันขนาดนั้นทำไมถึงได้เลิกกันล่ะ?” พลันเมื่อได้ยินในสิ่งที่ต้นกล้าเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง ก็ดูเหมือนกับว่าความสุขใจที่เคยมีมันก็ได้หล่นวูบลงไป พร้อมกับที่คาวีก็ได้หันหน้ากลับมามองต้นกล้าเล็กน้อย

“...”

หนุ่มใหญ่เอาแต่นิ่งเงียบพร้อมกับภาพความทรงจำของสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็ได้ฉายขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของเหตุการณ์อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขากับอริสราไม่สามารถคบกันได้อีก และนั่นมันก็ทำให้คาวีรู้สึกเคืองขึ้นมาที่เจ้าเด็กคนนี้มันถามคำถามจี้จุดของเขา

“เด็กอย่างเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องส่วนตัวของอาหรอก เข้าใจนะ?”

คำถามที่คล้ายกับคำสั่งมันก็ทำให้ต้นกล้าได้แต่เงียบไปและไม่คิดจะถามคำถามใดกับคาวีอีก ไม่มีคำถามและไม่คิดที่จะพูดอะไรกับคาวีด้วย ส่วนหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้นๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเส้นทางที่อยู่ด้านหน้าของตน ปล่อยให้บรรยากาศในรถยังคงเงียบและอึมครึมอยู่อย่างนั้น

ในช่วงค่ำวันนั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจและหน้าที่การงานของตน คาวีก็ได้หอบเอาความเหนื่อยเพลียที่เป็นอยู่ทุกวันกลับมานอนพักที่คอนโดส่วนตัวของตนต่อ วันนี้งานของเขาก็ยังคงยุ่งอยู่เหมือนเดิม แต่ก็แปลกที่หลังจากกลับมาจากทานอาหารกลางวันที่ร้านของอริสราแล้ว ดูเหมือนต้นกล้าจะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายอะไรกับเขาอีก ไม่แม้แต่จะโผล่เข้ามากวนใจในห้องทำงานของเขา

ขนาดวันนี้คาวีเดินผ่านกับเจ้าตัวระหว่างที่ต้องไปคุยงานด่วนกับหัวหน้าแผนกเอง ต้นกล้าก็ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ มันทำให้คาวีรู้สึกแปลกใจๆ ที่อยู่ๆ เจ้าเด็กคนนี้ก็เงียบไป และไม่โผล่เข้ามากวนประสาทเขาเหมือนเช่นเคย ราวกับว่าต้นกล้ากำลังโกรธไม่ก็กำลังงอนเขาอยู่ก็ไม่ปาน

...นี่เจ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรของเขากันนะ

ติ๊ง..ต่อง!

“พี่คาวีครับ”

แต่แล้วเสียงแจ้งเตือนข้อความอันแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้น มันก็ทำให้คาวีรู้ดีว่าใครกันที่ทักเข้ามาหาเขา แหม...แหม! เขาเองก็แอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะว่าทำไมเจ้าเด็กคนนี้ถึงได้เงียบไปน่ะ พอทักมาแบบนี้แล้วเขาเองก็คงไม่ต้องห่วงต้นกล้าแล้วมั้งเนี่ย

“หึ! ไอ้เด็กดื้อเอ๊ย”

คาวีกล่าวกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ในขณะที่กำลังจะพิมพ์ข้อความตอบกลับ อยู่ๆ เสียงข้อความจากในไลน์ก็ดังขึ้นมา พอคาวีได้เห็นข้อความนั้นแล้วมันก็ทำให้เขาฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ก่อนที่จะรีบลุกขึ้นมาแล้วรีบตอบข้อความนั้นกลับไปทันที

“ว่าไงอริส!”

คาวีรีบตอบกลับพร้อมกับพิมพ์ข้อความไปอีกหลายคำ ดูเหมือนการที่อริสได้ส่งข้อความาหาเขานั้นมันจะทำให้เขาดีใจ จนลืมที่จะตอบข้อความของใครคนหนึ่งกลับไปแทน

“พี่คาวีครับ...”

.

.

.

นิยายเรื่องนี้ไม่มีการเม้น “ต่อ” นะครับ

 

ความคิดเห็น