หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก!

ตอนที่ 23 รู้ใจของเขา

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 รู้ใจของเขา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 รู้ใจของเขา
แบบอักษร

 

“ตอนนั้นน่ะ” เล่อไป๋เสี่ยวค่อนข้างลังเลที่จะพูดออกมา “คุณไม่ได้บอกว่ากำลังจะแต่งงานเหรอ ฉันก็เลยออกไปเที่ยว” 

เรื่องในคืนนั้นเหมือนกับฝันไป เป็นความฝันที่สวยงามที่สุดในชีวิตของเล่อไป๋เสี่ยว ความฝันที่สวยงามเช่นนี้จะต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี มิเช่นนั้นต่อไปก็จะไม่มีอีกแล้ว 

“คนที่ฉันต้องการมาตลอดคนนั่นก็คือเธอ” 

จู่ๆ ก็ได้ยินคำพูดนี้ของเขา ใบหน้าของเล่อไป๋เสี่ยวจึงแดงก่ำ เธอเงยหน้ามองหลิงซวี่เซินอย่างอยู่ในภวังค์ 

คำพูดที่สวยงามนี้ จะต้องไม่ใช่เรื่องจริง 

ไม่ผิดหรอก ยังคงเป็นความฝัน 

ขอเพียงแค่อย่าเพิ่งรีบตื่นจากความฝันนี้ 

“หม่ามี้” เสียงหวานๆ ของเล่อเวินเหยียนดังขึ้นข้างๆ 

ความฝันของเธอเหมือนดังคริสตัลที่สวยงาม เมื่อมันถูกกระแทกก็แตกละเอียดทันที 

เล่อไป๋เสี่ยวกลับสู่ความจริงโดยฉับพลัน เธอหันไปมองเล่อเวินเหยียน แล้วรีบก้าวเดินไปข้างหน้า 

เธออยู่ใกล้กับหลิงซวี่เซินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว มิเช่นนั้นเล่อไป๋เสี่ยวก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำเรื่องที่สะเทือนฟ้าดินอะไรลงไปอีก 

“หม่ามี้ หม่ามี้กับคุณลุงกำลังคุยอะไรกันเหรอ รีบมาถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยเร็ว” หลังมือทั้งสองข้างของเล่อเวินเหยียนกำลังยื่นออกไป พลางบ่นอย่างไม่พอใจ 

เล่อไป๋เสี่ยวหยิบกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นมา แล้วพูดอย่างขำๆ “โอเค รีบไปยืนดีๆสิจ๊ะ” 

“ฉันถ่ายให้” เสียงต่ำๆ ของชายหนุ่มดังขึ้นที่ข้างๆ ของหญิงสาว 

เล่อไป๋เสี่ยวยังไม่ทันตอบปฏิเสธคำเสนอของเขา กล้องถ่ายรูปในมือของเธอก็ถูกชายหนุ่มคว้าไปแล้ว 

ที่สุดแล้วไป๋เสี่ยวจึงทำได้เพียงยืนเหม่ออยู่ข้างๆ นั้นเอง 

เล่อไป๋เสี่ยวไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอกลับรู้สึกว่าหลิงซวี่เซินที่ปกติจะอยู่สูงส่งเหนือใครๆ ตอนนี้กลับให้ความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป 

เล่อไป๋เสี่ยวพยายามจะไม่อยู่ใกล้ชิดหลิงซวี่เซินไปตลอดทาง ถึงแม้ทั้งสองจะยืนอยู่ด้วยกัน ก็จะต้องพาเด็กๆ มาอยู่ด้วย เพื่อป้องกันอาการหูฝาดที่อาจเกิดขึ้นได้ 

ในสวนสาธารณะ ท่าทางของหลิงซวี่เซินผิดแผกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาช่วยถ่ายรูปให้เล่อเวินเยี่ยและเล่อเวินเหยียนอย่างอ่อนโยน 

เมื่อถึงเวลาเที่ยง เด็กทั้งสองคนเหนื่อยจนแทบจะสลบ แต่ละคนเดินกลับอย่างหมดแรง ไร้ความตื่นเต้นกระตือรือร้นเหมือนตอนเช้าที่มาถึงสวนสัตว์ 

เมื่อทั้งหมดออกมาจากสวนสัตว์แล้ว หลิงซวี่เซินมองเห็นโรงแรมที่อยู่ไม่ไกล จึงถามไปยิ้มไปว่า “โต้วโต้ว หมีหมี่ พวกหนูสองคนอยากกินข้าวไหม ลุงจะเลี้ยงพวกเธอเอง?” 

เล่อเวินเยี่ยและเล่อเวินเหยียนที่กำลังลังเลอยู่ในตอนแรกนั้น เมื่อได้ยินประโยคหลัง แต่ละคนจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ดีค่ะ” “ดีครับ” 

“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เล่อไป๋เสี่ยวรีบโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดอย่างขอโทษว่า “ไม่ต้องจริงๆ ค่ะ” 

เล่อเวินเยี่ยและเล่อเวินเหยียนทั้งสองคนหันมามองอย่างรู้สึกน้อยใจ พลางจ้องเล่อไป๋เสี่ยวด้วยท่าทางน่าสงสาร  

เล่อไป๋เสี่ยวมองทั้งสองคนอย่างประหลาดใจ แล้วจึงจำใจยอมแพ้ในที่สุด 

เมื่อทั้งหมดนั่งอยู่ในร้านอาหาร เล่อเวินเยี่ยและเล่อเวินเหยียนสั่งอาหารที่ตนเองอยากกินโดยไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย 

เล่อไป๋เสี่ยวนั่งอยู่ด้านหนึ่งอย่างหมดทางแก้ไข พลางมองดูเจ้าเด็กทั้งสองคน แล้วพูดเสียงต่ำว่า “อย่าสั่งมาเยอะขนาดนั้น พวกเธอกินไม่หมดหรอก” 

เล่อเวินเยี่ยนั่งที่นั่งด้านในฝั่งเดียวกับหลิงซวี่เซิน ส่วนเล่อเวินเหยียนนั่งที่นั่งด้านในข้างเล่อไป๋เสี่ยว 

เจ้าเด็กสองคนสบตายิ้มให้กัน จากนั้นเล่อเวินเหยียนส่งยิ้มตาหยีมองหลิงซวี่เซินที่นั่งอยู่อีกฝั่ง แล้วจึงมองไปที่เล่อไป๋เสี่ยวด้วยหน้าตาน่าสงสาร และพูดอย่างน้อยใจว่า “คุณลุง คุณลุงเป็นคนเลี้ยงนี่คะ ฉันกับพี่ชายก็แค่ไม่เคยกินของพวกนี้ เลยอยากจะลองกินดูค่ะ” 

เล่อไป๋เสี่ยวได้ฟังเล่อเวินเหยียนพูดเช่นนี้ ใจของหญิงสาวก็อ่อนลง จึงพูดขึ้นเบาๆ “ตกลง ฉันรู้ว่าพวกเธอก็แค่อยากลองกินเท่านั้น จากนี้ไปหม่ามี้จะพาพวกเธอออกไปกินวันละสักสองสามอย่างทุกวันเลย ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเราซื้อครั้งละมากๆ อย่างนี้มันสิ้นเปลืองเกินไป” 

เล่อเวินเหยียนยิ้มกว้างมองเล่อไป๋เสี่ยว แล้วพูดขึ้นอย่างเฉลียวฉลาด “หม่ามี้ หนูรู้แล้วค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ทำอย่างนี้อีก” 

“หม่ามี้ ผมก็สำนึกแล้วฮะ” เล่อเวินเยี่ยก็รับผิดอย่างว่าง่าย 

หลิงซวี่เซินมองท่าทีว่านอนสอนง่ายของเด็กทั้งสองคน แล้วจึงพยักหน้าด้วยสีหน้าพอใจ 

เด็กทั้งสองคนนั่งเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น แล้วสั่งอาหารกันคนละอย่าง 

เล่อเวินเหยียนยื่นรายการอาหารไปเบื้องหน้าเล่อไป๋เสี่ยว แล้วถามยิ้มๆ “หม่ามี้อยากกินอะไรคะ” 

เล่อไป๋เสี่ยวส่ายหน้าช้าๆ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “หม่ามี้ชอบกินอาหารที่พวกเธอสั่งกันมาทั้งหมดเลย” 

เล่อไป๋เสี่ยวหยิบรายการอาหารในมือวางลงตรงหน้าหลิงซวี่เซิน แล้วพูดเบาๆ “คุณอยากทานอะไรคะ” 

หลิงซวี่เซินสั่งอาหารที่เด็กๆ อยากกินไปอีกสองอย่าง แล้วเขาก็ไม่สั่งอะไรอีก 

เล่อเวินเยี่ยหันไปมองหลิงซวี่เซินที่นั่งอยู่ข้างๆ ดวงตากลอกไปมา แล้วแสร้งพูดอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่า “คุณลุงรู้จักแด๊ดดี้ของผมไหมฮะ” 

หลิงซวี่เซินมองเล่อไป๋เสี่ยวด้วยสายตาแฝงความนัยลึกซึ้ง แต่ยังไม่ได้ตอบออกไปในทันที 

“โต้วโต้ว พูดอะไรออกมาน่ะ” เล่อไป๋เสี่ยวพูดออกไปอย่างจนปัญญา ปกติแล้วเล่อเวินเยี่ยก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูด ทำไมวันนี้ถึงพูดแบบนี้ออกมาได้ 

“ความจริงแล้วคนนั้นก็คือฉันเอง” 

หลิงซวี่เซินพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ 

เล่อเวินเยี่ยและเล่อเวินเหยียนทั้งสองคนมองไปที่หลิงซวี่เซินอย่างงงงวย 

สีหน้าลนลานของเล่อไป๋เสี่ยวปกปิดเอาไว้ไม่มิด เธอพูดออกมาโดยไม่ทันได้คิด “คุณพูดเหลวไหลอะไร เราสองคนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันสักหน่อย” 

 “ฉันกับหม่ามี้ของพวกเธอรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว ตอนนั้นเธอเข้าใจฉันผิดนิดหน่อย จึงจากฉันไป” หลิงซวี่เซินพูดอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ในตอนนั้น แด๊ดดี้ยังไม่รู้ว่ามีพวกเธอ” 

เล่อเวินเยี่ยก้มหน้า ไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมา 

สายตาของเล่อเวินเหยียนกวาดไปมาระหว่างหลิงซวี่เซินและเล่อไป๋เสี่ยว จากนั้นเด็กหญิงจึงก้มหน้า และไม่พูดออะไรออกมา 

หลิงซวี่เซินพูดด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง “ถ้าหากแด๊ดดี้รู้ว่ามีพวกเธอ แด๊ดดี้จะไม่ยอมให้หม่ามี้ของพวกเธอจากแด๊ดดี้ไปเด็ดขาด หลายปีมานี้ แด๊ดดี้ไม่ได้เป็นแด๊ดดี้ที่ดี รู้สึกละอายใจกับเรื่องนี้มาก” 

“คุณไม่ต้องพูดแล้ว คุณมาพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าเด็กทำไม!” เล่อไป๋เสี่ยวกล่าวอย่างเดือดดาล 

หลิงซวี่เซินไม่ได้รู้สึกลำบากใจแม้แต่น้อย เขาก้มศีรษะลงช้าๆ แล้วพูดอย่างเป็นทุกข์ “เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันจริงๆ ถ้าฉันรู้ตั้งแต่แรกว่าเธอตั้งท้อง ฉันก็จะไม่ปล่อยเธอไป” 

“แด๊ดดี้” เล่อเวินเยี่ยหันไปมองหลิงซวี่เซิน มุมปากกระดกขึ้นเล็กน้อย “ผมรู้ว่าแด๊ดดี้จะไม่ทิ้งพวกเรา ผมกับน้องสาวเชื่อมั่นมาตลอดฮะ”  

หลิงซวี่เซินมองเล่อเวินเยี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าพอใจ ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบศีรษะเล่อเวินเยี่ย 

เล่อไป๋เสี่ยวมองเล่อเวินเยี่ยอย่างประหลาดใจ เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ จึงเพียงแต่ เหม่อมองเล่อเวินเยี่ย ลูกของเธอไม่ต้องการเธอแล้วใช่ไหม 

“หมีหมี่” เล่อไป๋เสี่ยวมองเล่อเวินเหยียนที่อยู่ข้างกายด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม ขอเพียงแค่ เล่อเวินเหยียนไม่เต็มใจก็พอแล้ว 

สายตาของเล่อเวินเหยียนกลอกไปมาระหว่างคนทั้งสอง ทำท่าคล้ายผู้ใหญ่ตัวน้อยยกมือกอดอก แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “หนูก็เห็นด้วยที่จะให้คุณเป็นแด๊ดดี้ของหนู แต่หนูมีความเห็นอย่างหนึ่ง” 

สีหน้าของหลิงซวี่เซินทั้งแปลกใจและดีใจจ้อง เขามองเล่อเวินเหยียนโดยไม่ได้พูดอะไร 

เล่อเวินเหยียนรู้ว่าเล่อไป๋เสี่ยวชอบหลิงซวี่เซินจริงๆ เมื่อก่อนก็เคยเห็นเล่อไป๋เสี่ยวแอบดูรูปของเขา 

“เธอมีความเห็นอะไร ก็พูดออกมาได้เลย” มุมปากของหลิงซวี่เซินยกขึ้นเล็กน้อย มองไปทาง เล่อเวินเหยียนอย่างสนใจ 

“คุณจะต้องดีกับหม่ามี้ ถ้าคุณไม่ดีกับหม่ามี้ หนูก็จะพาหม่ามี้กับพี่ชายหนีไปจากคุณ” เล่อเวินเหยียนพูดจาอย่างโอ้อวด 

หลิงซวี่เซินมองเล่อเวินเหยียนอย่างขำๆ เขาอยากรู้อยากเห็นว่าเล่อไป๋เสี่ยวอบรมลูกสาวให้เฉลียวฉลาดและน่ารักเช่นนี้ได้อย่างไร 

หลิงซวี่เซินตอบอย่างเป็นงานเป็นการกับเล่อเวินเหยียน “ฉันรู้ว่าเธอกังวล ฉันจะทำดีกับหม่ามี้ของพวกเธอ แต่ไม่รู้ว่าหม่ามี้ของพวกเธอจะยอมรับฉันหรือไม่” 

เมื่อเล่อไป๋เสี่ยวได้ฟังหลิงซวี่เซินพูดเช่นนี้ หัวใจของหญิงสาวก็เต้นตุบๆ เธอหันมองไปอีกด้าน แล้วเม้มปากแน่น และไม่ได้พูดอะไรออกมา 

เล่อไป๋เสี่ยวกินอาหารมื้อนี้อย่างเจ็บปวดทรมานเป็นพิเศษ เธอบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าไม่ให้มองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามคนนั้น แต่สายตากลับลอยไปทางเขาตลอด 

ลูกทั้งสองคนเหมือนจะชอบหลิงซวี่เซินมาก เรียกแด๊ดดี้ๆ ไม่หยุด ใบหน้าก็แต้มรอยยิ้มแสนสุขใจ 

หลายปีมานี้ เธอคิดอยากจะชดเชยให้กับลูกทั้งสองคนมาตลอด แต่กลับคิดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วการมอบครอบครัวที่สมบูรณ์ให้กับลูกๆ จึงจะเป็นการชดเชยที่ดีที่สุด 

เธอกับคนที่หน้าอยู่ฝั่งตรงข้ามคนนั้นจะลองดูสักตั้งดีไหม 

เมื่อคิดเช่นนี้ เล่อไป๋เสี่ยวจึงเงยหน้าขึ้นแอบมองหลิงซวี่เซินที่นั่งอยู่ตรงข้าม สายตาของเธอจึงปะทะเข้ากับสายตาห่วงใยของหลิงซวี่เซินพอดี สายตาที่อบอุ่นเหมือนไฟนั้น ทำให้ใบหน้าของเล่อไป๋เสี่ยวค่อยๆ มีเลือดฝาดขึ้นมา 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณแม่เล่อเห็นหลิงซวี่เซินพาพวกเธอสามแม่ลูกกลับมาส่ง จึงรู้สึกประหลาดใจ และไม่เข้าใจเป็นอันมาก 

เมื่อมองดูหลิงซวี่เซินจูงมือเล่อเวินเยี่ย ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายในความคิดของเธอก็ปะติดปะต่อขึ้นมาได้ 

เล่อเวินเยี่ยหน้าตาเหมือนหลิงซวี่เซินเสียเหลือเกิน เป็นหลิงซวี่เซินเวอร์ชั่นย่อส่วนโดยแท้ 

แต่คุณแม่เล่อก็ยังคงต้อนรับหลิงซวี่เซินอย่างมีมารยาท 

เธอรอจนกระทั่งหลิงซวี่เซินกลับไปแล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องของเล่อไป๋เสี่ยวทันที 

เด็กสองคนกำลังเล่นกันอยู่ที่ชั้นล่าง คุณแม่เล่อเห็นเล่อไป๋เสี่ยวกำลังเก็บกวาดห้อง จึงนั่งลงบนเตียงด้านหนึ่ง แล้วถามอย่างเคร่งขรึม “เสียวเสี่ยว เธอบอกความจริงกับแม่มา เด็กสองคนนั่นเป็นลูกของ หลิงซวี่เซินใช่ไหม” 

มือของเล่อไป๋เสี่ยวที่กำลังเก็บของพลันหยุดชะงัก เธอไม่พูดจา ได้แต่ก้มหน้าแล้วเก็บของต่อไป 

“ก่อนหน้านี้ฉันก็รู้สึกว่าเล่อเวินเยี่ยเด็กคนนี้หน้าคุ้นๆ แต่นึกอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน วันนี้ตอนที่เห็นหลิงซวี่เซิน ฉันถึงได้พบว่า...” คุณแม่เล่อลังเล ยังไม่ได้พูดประโยคหลังออกไป 

เล่อไป๋เสี่ยวหันไปมองคุณแม่เล่อ แล้วพูดเสียงต่ำว่า “แม่คะ แม่ไม่ต้องถามเรื่องของเด็กๆ แล้ว” 

“เธอพูดอะไรกัน ถ้าเป็นลูกของหลิงซวี่เซินจริง เธอก็ควรจะคุยกับหลิงซวี่เซินให้ดี พวกเธอสองคนก็ยังไม่ได้แต่งงานกันทั้งคู่ ถ้าแต่งกันไปอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ หรือว่าเธออยากเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ” คุณแม่เล่อวิเคราะห์อย่างจริงจัง “ฐานะของบ้านเราก็ไม่ใช่ว่าจะไม่คู่ควรกับครอบครัวของหลิงซวี่เซิน ฝ่ายหญิงแต่งงานกับคนที่มีฐานะดีกว่าถือเป็นเรื่องปกติ พวกเธอสองคนก็นับว่าคุ้นเคยกันดี รู้จักหัวนอนปลายเท้า ตบแต่งกันไปก็ดี ดีกว่าแต่งงานกับคนแปลกหน้า” 

“แม่คะ” ในใจของเล่อไป๋เสี่ยวตอนนี้สับสนวุ่นวาย ที่จริงเธอชอบหลิงซวี่เซินมาตลอด แต่ไม่เคยคิดเพ้อฝันว่าทั้งสองคนจะได้อยู่ด้วยกัน เหมือนกับที่ตอนนี้หลิงซวี่เซินพูดว่าอยากจะอยู่กับเธอ มันช่างดูน่าแปลกใจ “เรื่องของฉัน ฉันรู้ว่าต้องทำยังไงค่ะ” 

“ถ้าเธอรู้จริง ห้าปีมานี้ทำไมถึงไม่คุยกับเขา” คุณแม่เล่อคิดแล้วคิดอีก เรื่องนี้จะตามใจเล่อไป๋เสี่ยวไม่ได้ “ฉันจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้ ส่วนเรื่องที่เหลือเธอก็ไม่ต้องถามแล้ว” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น