Chaleeisis
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 : ลงโทษ

ชื่อตอน : บทที่ 20 : ลงโทษ

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2563 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 : ลงโทษ
แบบอักษร

 

 

(เฌอคิดดีแล้วนะที่จะทำแบบนั้นน่ะ)

“อื้ม....คิดดีแล้วครับ”

(ถอยไม่ได้นะ รู้ใช่ไหม)

“รู้ครับ เฌอคิดดีแล้วและพร้อมรับผลที่จะตามมาทุกอย่าง”

(ได้ งั้นเดี๋ยวป๊าจะจัดการให้ เสร็จแล้วเดี๋ยวจะโทรหานะ)

“ครับ ขอบคุณป๊ามากๆ เลยนะครับ ที่ยอมให้เฌอทำอะไรตามใจตัวเองแบบนี้”

(ไม่เป็นไรหรอก ป๊าเองก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมีปัญหา อีกอย่างถ้าให้พูดตามตรง สินค้าที่เราได้รับมามันก็คุณภาพด้อยลงจริงๆ ป๊าจะถือว่าใช้โอกาสนี้ตัดหางปล่อยวัดละกัน)

“ครับ เดี๋ยวเฌอต้องเข้าห้องพิจารณากลางแล้วอะ ขอวางสายก่อนนะป๊า”

(โอเค แค่นี้ก่อนละกัน)

“ครับป๊า” ผมกดวางสายก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าคาดอกแล้วเดินเข้ามาทางร่างสูงที่ยืนอยู่กับคุณพ่อและคุณแม่เขา

ตอนนี้ผมและครอบครัวของสิบสามอยู่กันที่หน้าห้องพิจารณากลางของมหา’ลัยครับ จากวันที่นังน้อนเข้าโรงพยาบาลก็ผ่านมาเกือบอาทิตย์แล้ว วันก่อนหน้าผมและคุณพ่อคุณแม่ของนังน้อนทำเรื่องแจ้งทางอธิการบดีและคณบดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของเดียร์ที่ไม่เหมาะสม ทั้งเรื่องโยนเกียร์ของสิบสามลงในสวนพฤกษ์หรือเรื่องที่เบียดรถผมจนล้ม สำหรับเรื่องเบียดรถ ผึ้งก็จะมีส่วนผิดเพราะเธอเป็นคนขับ

เรื่องนั้นทางคณบดีจะพิจารณาทีหลังครับ

แต่วันนี้คือสอบสวนเรื่องของเดียร์ก่อน

“เสร็จแล้วเหรอครับ”

“อื้ม” ผมรับคำเขา “เราเข้าไปด้านในได้รึยังอะคุณ”

“ได้แล้วครับ ถึงเวลาแล้ว” สิบสามเดินไปเปิดประตู “เชิญคุณพ่อคุณแม่ครับ” สิ้นเสียงเรียบ ผู้ใหญ่ฝั่งเราก็เดินนำเข้าไป ด้านหน้าสุดมีคณะกรรมการฯ สอบสวนนั่งอยู่หลายท่าน

“สวัสดีครับอาจารย์ณรงค์”

นี่ไง....อาจารย์ที่เคยเทน้ำใส่หัวผม

“สวัสดีตรีทศ เอ๊ะ เธอนี่ใช่คนที่เปียกน้ำรึเปล่า”

“ใช่ครับผมเอง” ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขาก่อนจะนั่งลงข้างสิบสาม ไม่คิดว่าเขาจะจำผมได้ ใช่ครับ ผมเองแหละนักศึกษาที่น่าสงสารคนนั้น

“เดี๋ยวรอฝ่ายคู่กรณีสักครู่นะครับ” หัวหน้าของชุดคณะกรรมการฯ เอ่ยขึ้นพลางดูเอกสารต่างๆ “อืม....คุณหายดีแล้วใช่ไหมตรีทศ”

“หายดีแล้วครับ”

“ถือว่ายังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ทางเราต้องขออภัยฝั่งคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะครับที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก”

“มันไม่ใช่ความผิดของทางมหา’ลัยหรอกค่ะ เป็นความผิดที่ตัวบุคคล ทางเราขอแค่ให้เขาได้รับโทษที่สมควรก็เพียงพอแล้ว” คุณแม่เอ่ยพลางยิ้มบางๆ ให้ ในจังหวะนั้นเองประตูห้องก็เปิดออกก่อนจะมีผู้ชายคนนึงเดินนำเดียร์เข้ามาในห้อง

คนนี้คงจะเป็นพ่อของเธอสินะ

“สวัสดีอาจารย์ทุกท่านนะครับ” เขายกมือไหว้ตามมารยาทก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม เดียร์เองก็นั่งลงข้างเขา ดวงตากลมมองมาที่เราสองคนไม่ละ็

หงุดหงิดว่ะ นี่ขนาดบังคับให้ตัวเองใจเย็นแล้วนะ ไม่ชอบอะ คือไม่ชอบก็เลยไม่อยากเห็น ที่ต้องมานั่งมองหน้ากันนี่ก็ถือว่าจำเป็นและผมก็หวังให้มันเป็นครั้งสุดท้ายนะ นึกถึงวันที่สิบสามนอนอยู่โรงพยาบาลผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ บอกนักหนาว่ารัก รักมาก แต่สุดท้ายกลับเป็นคนที่ทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัส มันใช่เหรอวะ คิดวนอีกกี่รอบก็ไม่ดูว่ามันจะเป็นความรักได้ตรงไหนเลยสักนิด

คนเรามองความรักได้ต่างกันขนาดไหนวะ....ไม่เข้าใจอะ

“งั้นเริ่มเลยนะครับ” คุณหัวหน้าเอ่ยเสียงเรียบ “เนื่องจากมีกรณีที่นางสาวดาราพรและนายตรีทศมีปากเสียงกันจนเป็นเหตุทำให้นางสาวดาราพรยื้อแย่งสร้อยข้อมือของนายตรีทศซึ่งเป็นของสำคัญ ปาทิ้งลงมาที่สวนพฤกษ์ ตัวนางสาวดาราพรเองน่าจะทราบดีว่านายตรีทศเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ เรื่องนี้ทางคณะแจ้งให้ทราบนานแล้วและกำชับอย่างดีโดยเฉพาะเพื่อนกลุ่มเรียนเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้เลยนะที่เธอจะไม่รู้”

“รู้ค่ะ แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้เกสรดอกไม้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปหาเลยนี่คะ สิบสามเข้าไปในสวนพฤกษ์เอง หนูไม่ได้ขอให้เขาเข้าไป เขาทำตัวเอง หนูผิดตรงไหน”

คำพูดคำจา

ผมยกมือขึ้นแตะไหล่สิบสามเบาๆ คล้ายๆ ว่าจะปรามเขา “....ใจเย็นคุณ”

“ผมก็เห็นด้วยกับลูกสาวนะ ถ้าตรีทศไม่เข้าไปในสวนพฤกษ์ เขาก็ไม่มีอาการแพ้แล้ว ทำตัวเองไม่ใช่เหรอ”

“ตั้งสติแล้วคิดถึงสาเหตุที่สิบสามต้องเข้าไปในสวนนะครับ ถ้าลูกสาวคุณไม่แย่งสร้อยข้อมือเขาแล้วปาเข้าไปในนั้น เขาจะเข้าไปในสวนทำไม รักลูกสาวน่ะเข้าใจครับ แต่หัดมองความถูกต้องบ้าง ถ้าของสำคัญของคุณถูกแย่งเอาไป คุณจะไม่ตามเอาคืนเหรอครับ”

“เธอเป็นใคร มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ไม่ทราบ”

“ผมเป็นคนรักของตรีทศ สร้อยข้อมือที่เขาสวมเป็นของผม และผมก็เป็นอดีตคนรักของลูกสาวคุณ เธอไม่เคยเล่าให้ฟังเหรอครับว่าระหว่างผมกับเธอ....มีความหลังกันยังไง”

“พี่เฌอเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าคะ ระหว่างเราไม่มีเกิดขึ้นสักหน่อย”

ผมหลุดขำ “อ๋อ....ผมลืมไปว่ามันเป็นแค่ละครน้ำเน่า”

บรรยากาศในห้องเริ่มมาคุ เอาดิ ผมค่อนข้างมั่นใจในเรื่องต้องเถียงกับคนอื่นมากเลยนะ แล้วยิ่งถ้าฝ่ายผมไม่ผิดด้วยแล้ว ไม่มีการยอมง่ายๆ แน่ ที่น่าขำคืออะไรทำให้ฝั่งนั้นมั่นหน้าได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ โคตรโชว์พาวทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด พ่อของเดียร์ก็แปลกนะ ดูไม่ออกเลยรึไงว่าลูกตัวเองทำผิดเต็มๆ นี่แหละที่เขาเรียกว่าพ่อแม่รังแกฉัน ผิดแต่ก็เข้าข้าง ผิดแต่ก็ให้ท้าย ผมโคตรคิดถูกเลยที่ให้ป๊าทำเรื่องนั้น

พวกนั้นจะได้รู้ว่าผลของการกระทำมันเป็นยังไง

“ผมไม่อยากพูดตามตรงเพราะมันจะทำให้เดียร์เสียหาย แต่จากการที่เธอไม่สำนึกอะไรเลย ผมคงไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกต่อไป” สิบสามผ่อนลมหายใจ “ความจริงมันคาราคาซังมานานตั้งแต่ช่วงปี 1 แล้วครับ ผมรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงหลังจากที่ได้มีโอกาสเก็บตัวทำกิจกรรมดาวเดือน เราเคยมีปากเสียงกันไปครั้งนึงในตอนนั้น เรื่องนี้มีผู้ที่สามารถยืนยันได้คือนราวัตน์ เด็กนิเทศฯ ที่เป็นเฮดของงานน่ะครับ”

“...สิบสาม”

“พอสาเหตุมันมาจากเรื่องชู้สาวผมก็มองว่ามันดูไร้สาระที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคิดว่าสุดท้ายคนเราก็ต้องอยู่กับความจริง และยอมรับมันได้สักที แต่เหมือนเดียร์จะไม่ใช่แบบนั้น ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เธอทำให้คนอื่นคิดว่าระหว่างผมกับเธอมีความสัมพันธ์ที่มากกว่าการเป็นคนรู้จัก และเรื่องมันยิ่งร้ายแรงเมื่อผมมีคนที่ตัวเองชอบ เดียร์คอยระรานและทำร้ายเขาซึ่งหลักฐานทั้งหมด ทางคณะกรรมการฯ คงได้เห็นทั้งหมดแล้วนะครับ”

“หลักฐานอะไร”

“ก็ไฟล์กล้องวงจรปิดในวันที่รถของเพื่อนคุณเบียดรถผมจนล้มไง มันบันทึกทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมดตั้งแต่ตอนรถล้มจนคุณสาดกาแฟใส่ผมนั่นแหละ หรือคุณจะแก้ตัวล่ะ”

“มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก แล้วที่เดียร์สาดกาแฟใส่พี่ ก็เพราะว่าพี่ด่าเดียร์ก่อน”

“ผมไปด่าคุณตอนไหนไม่ทราบ”

“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ลูกสาวผมนะ”

“ถ้าดิฉันเป็นคุณนะคะ ดิฉันจะนั่งเงียบๆ อย่างสลดใจพร้อมกับปรามลูกสาวตัวเองให้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปมากกว่า” คุณแม่เอ่ยพลางมองนิ่งๆ “พอเห็นแบบนี้แล้วก็พอทราบได้เลยค่ะว่าทำไมพฤติกรรมของลูกสาวคุณเป็นแบบนี้.....ไม่มีใครสั่งสอนเธอนี่เอง”

“นี่คุณ”

“ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ภรรยาของผมพูดนะครับ เรื่องมันจะไม่รุนแรงขนาดนี้ถ้าลูกสาวคุณคิดได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ลองคิดในมุมกลับกัน ถ้าคุณเป็นฝั่งที่โดนทำแบบนี้ใส่ คุณเองก็คงไม่ยอม.....เพราะงั้น ทางเราก็ไม่มีทางยอมเช่นเดียวกัน”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ” คุณหัวหน้าเอ่ยปรามทั้งสองฝ่าย “คือทางคณะกรรมการฯ พิจารณาจากหลักฐานและพยานบุคคลหลายปากที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ตัดสินได้ว่านางสาวดาราพรมีความผิดจริง ทั้งเรื่องเบียดรถหรือกระทำการใดก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ การสร้างความรำคาญ ก่อกวนหรือระรานต่างๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง”

“ผมผิดหวังในตัวคุณมากเลยนะดาราพร” อาจารย์ณรงค์เอ่ยอย่างเสียดาย “ที่มันร้ายแรงที่สุดคือคุณเป็นนักศึกษาของคณะแพทย์ฯ สิ่งที่คุณกำลังเรียนอยู่มันเพื่อไว้ช่วยชีวิตผู้คน แต่ตอนนี้สิ่งที่คุณทำมันคือการทำร้ายคนอื่น คุณไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นหมอเลยสักนิด แย่มาก”

“ได้ พวกคุณจะเอาแบบนี้ใช่ไหม ก็สุมหัวกันมาเพื่อบีบลูกสาวผมอยู่แล้วหนิ ไม่เป็นไรลูกเดียร์ ไม่ต้องเรียนที่นี่แล้ว ไปเรียนที่อื่น ที่อื่นที่มันดีกว่า”

“แต่พ่อคะ....เดียร์”

“ทางคุณพ่อไม่ต้องห่วงเรื่องทำเรื่องลาออกนะครับ เพราะทางคณะกรรมการฯ ลงมติตัดสินให้นางสาวดาราพรพ้นจากสภาพการเป็นนักศึกษาของทางมหา’ลัยเรา ลงลายเซ็นยืนยันจากทั้งคณบดีและอธิการบดีเรียบร้อย” คุณหัวหน้ายื่นเอกสารไปฝั่งนั้นก่อนจะหันมามองฝั่งผม “เรียบร้อยแล้วนะครับ ทางเราหวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี”

“ทางเราก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ ขอบคุณทางคณะกรรมการฯ ทุกท่านนะคะ ที่ยุติธรรมกับการตัดสินครั้งนี้ พวกเราขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” สิ้นเสียงคุณแม่ ทั้งฝั่งผมก็ยกมือไหว้คณะกรรมการฯ แล้วเดินออกมาจากห้องพิจารณา

ผลการลงโทษออกมาตามที่ผมคาดหวัง

ในระหว่างที่พวกเราเดินมาหยุดอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง เดียร์ก็ตามออกมาพลางมองด้วยสายตาที่โกรธเคือง “พอใจแล้วล่ะสิที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้น่ะ”

“ใช่ครับ พอใจ” สิบสามยืนประจันหน้ากับเธอ “คุณเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด มันจะแปลกตรงไหนถ้าเรื่องพวกนั้นจะกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง”

เพี้ยะ 

“นี่มันจะมากไปแล้วนะเดียร์” ผมรั้งร่างสูงให้ถอยมาหลังจากโดนอีกฝ่ายตบ “คุณเป็นอะไรไหม”

“ไม่ครับ ไม่เป็นไร”

“สมควรแล้ว ถ้าเดียร์ไม่มีความสุข ทุกคนก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุขเลย!!!!”

เพี้ยะ 

“มีสติหน่อยดาราพร” คุณแม่บอกเสียงดัง “ทำไมเธอถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้นะ ไม่ยอมรับความจริง ไม่รับรู้ว่าตัวเองผิด ไม่รู้อะไรเลย มีปัญหาด้านความคิดงั้นเหรอ”

“อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”

เพี้ยะ 

เพี้ยะ 

ร่างบางล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับร้องไห้ไม่หยุดเหมือนเสียสติ พ่อของเธอวิ่งออกมาจากห้องพิจารณากลางก่อนจะประคองลูกสาวตัวเอง สายตาดุดันมองมาทางพวกเราอย่างเอาเรื่อง “คุณทำอะไรลูกสาวผม ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย”

“เอาเลยค่ะ ดิฉันก็จะเอาเรื่องที่ลูกสาวคุณมาตบลูกชายดิฉันเหมือนกัน ฝั่งเราใจดีแค่ไหนที่ไม่แจ้งความจับลูกสาวคุณในข้อหาต่างๆ ที่เธอได้ทำผิด แทนที่จะสำนึกแต่กลับคิดไม่ได้เลย ตบไปทีแรกเรียกสติไม่ได้ กรี๊ดใส่หน้าดิฉัน คุณคิดว่าดิฉันจะยอมทนเหรอคะ ถ้าไม่พอใจก็เชิญแจ้งความได้เลย เรียกทนายขึ้นศาลเลยก็ได้ค่ะ ดิฉันไม่ขัด”

“ผมขอพูดด้วยความหวังดี ลูกสาวของคุณควรพบจิตแพทย์อย่างมากเลย มันไม่ใช่ภาวะที่คนทั่วไปควรจะเป็น เธอจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ นึกคิดเองไม่ได้ เชื่อผมนะว่าสุดท้ายแล้วคนที่จะเสียใจที่สุดก็คือคุณที่ปล่อยให้เธอเป็นถึงขนาดนี้”

“ลูกสาวผมไม่ได้ป่วย”

“แล้วแต่คุณจะคิดค่ะ ไปกันเถอะเด็กๆ.....วันนี้แม่เสียเวลามากพอแล้ว” คุณแม่บอกก่อนจะเดินนำไป ส่วนผมก็อยู่ตรงนั้น สิบสามหันมามองผมก็บอกให้เขาไปก่อน

ผมมีเรื่องต้องคุยกับพ่อของเดียร์น่ะครับ

“ทำไม....มีเรื่องอะไรจะซ้ำเติมอีกห้ะ!!!!”

“คุณคงรู้จักเจ้าสัวกฤตใช่ไหมครับ เขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สั่งของจากบริษัทคุณ”

“ถามทำไม”

“ผม....เป็นลูกชายเขาครับ” ผมยกยิ้มให้ “หลังจากนี้คุณคงลำบากหน่อย แต่ขอให้รับรู้เอาไว้นะครับว่าทุกอย่างมันมาจากการกระทำของลูกสาวคุณเอง” พอพูดจบผมก็หันหลังให้เขาแล้วเดินออกมาทันที

เรียกว่าโชคดีของผมก็ได้ที่รู้ว่าครอบครัวของเดียร์ทำธุรกิจอะไร ตอนที่ผมเคยคบกับเธอ เราคุยกันเรื่องครอบครัวด้วยครับ เธอพูดว่าพ่อของเธอส่งสินค้าให้กับเจ้าสัวกฤตเป็นหลัก ตอนนั้นผมไม่ได้เล่าให้เธอฟังไงว่าป๊าผมเป็นใคร เล่าแต่เรื่องของแม่ และตอนนั้นเดียร์เองก็ไม่ได้นึกเอะใจอะไร ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะมีวันที่ผมต้องพึ่งบารมีป๊าจัดการเรื่องนี้ คืองี้....เมื่อวานผมเข้าไปคุยกับป๊าเรื่องขอให้เขาเลิกสั่งสินค้าจากทางบริษัทของพ่อเดียร์

ลองคิดถึงรายได้ที่จะหายไปแบบมหาศาลสิ

ตอนแรกผมก็ชั่งใจอยู่ว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี ไปคุยกับไอ้ขัน มันเคยทำเรื่องแบบนี้อยู่ครั้งนึงตอนที่มีคนมาทำร้ายร่างกายน้องมัน เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง มันเลยใช้ความรุนแรงด้วยไม่ได้ วิธีการของมันคือหาเรื่องไปดิสเครดิตทางนั้นจนเทคโอเวอร์กิจการโรงแรมมาได้ ครอบครัวคนที่ทำร้ายน้องมันต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ โดยการที่มันทำแบบนั้น มันก็ไปต่อรองกับพ่อมันนั่นแหละว่าจะยอมทำงานที่บริษัท เป็นลูกน้องช่วยพี่สาวมันทำงานต่างๆ นานา

ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องน้องของตัวเอง

ของผมเองก็ไม่ต่าง

ตอนแรกเรื่องทำงานกับป๊าผมก็ยังลังเลไง แต่พอมีเรื่องเข้ามาก็เลยไปทำข้อตกลง จะทำงานให้ป๊าเพื่อแลกกับการสั่งสอนบ้านนั้น อย่างน้อยก็ให้เขาได้รับรู้ว่าสิ่งเลวร้ายที่ทำลงไปมันส่งผลกระทบยังไงและต่อใครบ้าง จะคิดว่าผมใจร้ายก็ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะฝั่งนั้นเริ่มก่อน ไม่มีใครยอมถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวหรอก อีกอย่างที่ผมรู้ตอนนี้คือสินค้าของทางบริษัทพ่อเดียร์มีคุณภาพที่ดรอปลง การยกเลิกการซื้อขายมันอาจจะเป็นวิธีการแก้ไขที่ดีแล้วก็ได้

หารายอื่นที่มีคุณภาพจะดีกว่า

นี่คงเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดแล้วเพื่อเราทั้งคู่ อย่างน้อยผมก็เป็นคนเลือกให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้เอง เดียร์โดนไล่ออกจากมหา’ลัย บริษัทของพ่อเธอจะได้รับความเสียหายจากการเสียคู่ค้าสำคัญอย่างบริษัทป๊าผม มันจะเป็นบทเรียนที่สาหัสสำหรับครอบครัวเขาและผมคิดว่ามันสมควรแล้ว หลังจากนี้ก็ขออย่าให้เจอกันอีกเลย ต่างฝ่ายต่างอยู่ ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเองไป พ่อเดียร์คงรู้แหละว่าควรจะทำตัวยังไงหลังจากที่รู้ว่าผมเป็นลูกใคร

หวังว่ามันจะจบ....แบบจบจริงๆ

“พี่เฌอ”

“อ่าว คุณพ่อคุณแม่ล่ะ”

“ผมให้พวกเขากลับไปก่อนแล้วครับ คุณแม่บอกว่าตอนเย็นต้องไปงานแต่งลูกสาวเพื่อน”

ผมพยักหน้ารับ “อื้ม....เราก็กลับกันเถอะ เกือบบ่าย 2 แล้วยังไม่ได้กินไรเลย หาอะไรกินก่อนไหมหรือยังไง”

“ผมอยากกินพี่เฌอครับ”

เดี๋ยวก่อนนะ....

“คุณว่าอะไรนะเมื่อกี๊” หรือหูฝาดไปวะ

“ผมบอกว่า....อยากกินกับข้าวฝีมือพี่เฌอครับ”

อ๋อ....แล้วไป นึกว่าคิดไปเอง

“ได้เลยน้อนฉิบฉาม”

เดี๋ยวพี่เฌอจะทำกับข้าวให้น้อนกินเองนะค้าบ

.

*** 

.

ความตั้งใจในการทำกับข้าวของผมถูกทำลาย

ส่วนคนร้ายนั้นก็คือ.....

“แฮ่ก....ผมโกรธคุณแล้วสิบสาม”

“โกรธผมทำไมครับ”

“คุณไม่ต้อง....” ผมฟุบหน้าลงกับหมอนอย่างหมดแรงหลังจากที่ร่างสูงละออกไป ไม่ไหว เหมือนจะตาย เหมือนเอวจะหัก โอ๊ยยยย เกินไปแล้ว

ความร้ายกาจของการมีแฟนเด็กคือเขาจะพูดให้เราตายใจและหลอกกินเราอย่างบ้าคลั่ง เนี่ยะ ผมก็ว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด พอถามย้ำอีกรอบเขาก็บอกอีกอย่างซึ่งต่างจากตอนแรกที่เขาพูด เจ้าเล่ห์นัก มีใครให้มากกว่านี้อีกไหม ตอนนี้บ่าย 3 โมงกว่าแล้ว ข้าวก็ยังไม่ได้กินแถมใช้พลังงานไปหนักมาก เซ็กซ์มันดีนะแต่ไม่ใช่กะทันหันแบบนี้สิโว้ยยยยย

เพลียว่ะ....อยากนอนแต่หิวข้าว

“พี่จะกินอะไรครับ เดี๋ยวผมสั่งข้าวให้”

ผมหันมองเขาก่อนจะทำหน้าตึงใส่ “คุณมันร้ายกาจที่สุด”

“เดี๋ยวจะโดนอีกนะครับโทษฐานว่าผม” นังน้อนก้มลงมาจุ๊บหัวผม “เอากะเพราเนื้อเผ็ดน้อยไม่ใส่แครอตแล้วกันนะครับ”

“เห้อะ....” ผมหันหน้าหนีเขา หมั่นไส้จริงๆ หลังจากทำเรื่องนั้นแล้วหน้าใสจัดๆ ได้ไงวะ ดูสภาพผมสิ เหมือนคนจะตายอะ

“โกรธผมขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ต้องทำเสียงอ่อนใส่เลย”

“โกรธจริงๆ เลยเหรอพี่เฌอ” สิบสามเอ่ยเสียงอ่อนก่อนจะคลอเคลียอยู่ที่ไหล่ผม “อย่าโกรธผมเลยนะครับ”

“ก็คุณน่ะ...” ผมเอาผ้าห่มห่อตัวก่อนจะลุกออกมาจากเตียง “เปลี่ยนผ้าปูด้วย ผมจะอาบน้ำ” พูดจบผมก็เดินเข้าห้องน้ำโดยปล่อยผ้าห่มกองเอาไว้อยู่ด้านหน้า

มองเฌอในกระจกที่เต็มไปด้วยรอยจูบก็รู้สึกหน้าร้อนไปหมด ถึงปากจะบอกว่าโกรธแต่มันก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก น่าจะโมโหหิวมากกว่า ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่แฟนจะปู้ยี่ปู้ยำตัวเองหรอก แต่บางทีมันปุบปับไป ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้เตรียมใจอะไรเลย พอกลับถึงห้อง สิบสามก็จับผมทุ่มลงเตียง ใครไม่ตกใจบ้างถามจริง แต่ถึงแบบนั้นผมก็ยอมให้เขาทำอยู่ดี นึกถึงท่านั้นแล้วแม่งโคตรลึกเลยอะ

รู้สึกดีแบบจุกๆ

พอก่อนเฌอ....เลิกคิดเรื่องนั้นดีกว่า นึกถึงหน้านังน้อนที่เหมือนน้อนหมาโดนดุแล้วขำอะ เกือบหลุดหัวเราะแล้วแต่ยังดีที่คีพลุคได้ ตอนนี้ก็ให้เขาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนไป ส่วนผมก็ต้องจัดการตัวเองน่ะนะ เออพรุ่งนี้ว่าจะเริ่มย้ายของออกจากหอเดิมไปหอใหม่ ไม่กี่วันก็น่าจะเสร็จ จากนั้นก็จะได้หยุดประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนที่จะเริ่มฝึกงาน ตื่นเต้นเหมือนกันนะ ขอให้เจอพี่ๆ ที่ร่วมงานกันได้ด้วยดีเถอะนะค้าบ

ขอใช้แต้มบุญที่สะสมมาเพื่อเรื่องนี้เลย

ผมว่างานหนักไม่ทำเราเหนื่อยเท่ากับการมีเพื่อนร่วมงานเฮงซวยครับ ประสาทเสียกับงานดีกว่าประสาทเสียกับคนเยอะ เอาน่ะ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง ก็เตรียมใจเอาไว้จึ๋งนึง ผมว่ามันคงไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก ผ่านเรื่องเดียร์ไปได้นะ เรื่องไหนๆ ก็ไม่น่ากลัวอีกแล้ว

จริงๆ เลยนะครับ

ผมหยิบผ้าขนหนูมาพันรอบเอวเอาไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำ ร่างสูงนั่งอยู่ที่ปลายเตียง เขาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเสร็จแล้วและกำลังทำหน้าหงอยอยู่ พอเป็นแบบนั้นผมจึงเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะดึงแก้มขาวอย่างมันเขี้ยว

“นังทรัวดีย์ เธอทำฉันปวดเอว”

“ก็พี่บอกให้กระแทกแรงๆ นี่ครับ” สิบสามกอดเอวผมเอาไว้ “แฟนขอแบบนั้น ผมจะปฏิเสธได้ยังไง”

“ไม่ต้องพูดเหมือนเป็นความผิดผมเลยนะ” ตอนนั้นอารมณ์มันพาไปนี่หว่า

“ผมผิดเอง ขอโทษนะครับ”

“อื้ม....ปล่อยผมได้แล้ว จะไปแต่งตัว” ผมแกะมือเขาออกก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าในตู้มาสวมแล้วเดินมานั่งพิงหัวเตียง นังน้อนเห็นแบบนั้นจึงมานั่งอยู่ข้างๆ

“พรุ่งนี้ขนของใช่ไหมครับ”

“ใช่ ว่างไหมล่ะ”

“ว่างครับ ซ้อมคฑาอีกทีอาทิตย์หน้า”

ผมพยักหน้ารับรู้ “คุณว่าหลังจากนี้เดียร์จะมายุ่งวุ่นวายกับพวกเราอีกไหม”

“ไม่น่าแล้วนะครับ เอาจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจ ถ้ามีอีกก็คงต้องเด็ดขาดกว่านี้ ใช้กฎหมายจัดการ”

“ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะทำได้ถึงขนาดนั้น เข้าใจอยู่หรอกว่ารักคุณมากแต่มันจะใช่ความรักจริงเหรอ”

เวลารู้สึกรักใครเราก็อยากให้เขามีความสุข ไม่อยากให้เขาเสียใจหรือเป็นทุกข์ ยิ่งอะไรที่เป็นการทำร้ายอีกฝ่ายก็ไม่สมควรทำ ไม่งั้นมันไม่น่าจะใช่ความรักไหมอะ ขนาดรักแล้วยังทำแบบนี้ ถ้าไม่รักขึ้นมา ไม่ฆ่ากันเลยเหรอ

เกินไปจริงๆ

“ผมว่าเดียร์คงได้รับบทเรียนของเธอแล้วล่ะ” สิบสามเอียงหัวพิงไหล่ผม “พี่เชื่อไหมครับว่าตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยโดนใครตบเลย”

“เจ็บมากไหม”

“ตกใจมากกว่าครับ ไม่คิดว่าเธอจะตบผม”

“ผมก็ตกใจ อยู่ดีดีมาทำคุณเจ็บ” ผมประคองแก้มนังน้อน “แต่ไม่เป็นไรนะคุณ ผมก็เคยโดนเดียร์ตบเหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวนะ”

“ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยสบายใจหน่อยครับ เออพี่เฌอ ผมยังไม่ได้สั่งข้าวเลยเพราะไม่รู้ว่าพี่จะกินกะเพราเนื้อรึเปล่า”

“กินมาม่าก็ได้มั้ง แก้หิวไปก่อน เดี๋ยวค่ำๆ ค่อยทำกับข้าว ขอผมนั่งนิ่งๆ สักพัก”

“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมต้มมาม่าให้ พี่เอารสอะไร”

“ไข่เค็ม”

“รอแป๊บนึงนะครับ” ร่างสูงเดินลงจากเตียงก่อนจะมุ่งไปที่เคาน์เตอร์ครัว การที่นังน้อนไม่ใส่เสื้อก็ทำให้ผมเห็นรอยข่วนแดงทั่วทั้งหลังที่ตัวเองเป็นคนทำเอาไว้

เอาน่ะ....จะได้เจ๊ากับรอยจูบที่เขาทำไง

ครืดดดด....ครืดดดด 

ผมหยิบโทรศัพท์มากดรับสาย “สวัสดีครับ”

(ป๊าจัดการให้เฌอแล้วนะ)

“ทางนั้นว่ายังไงครับ”

(ก็โกรธนะ ตอนที่คุยกันก็ดูออกเลยว่าไม่โอเค แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่เฌอขอ ป๊าจัดการให้แล้ว อย่าลืมที่เราคุยกันล่ะ เดี๋ยวป๊าทำงานก่อน)

“ครับ ขอบคุณนะครับป๊า” ผมกดวางสายก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวเพื่อรอนังน้อนต้มมาม่าให้

ดีจังที่พวกผู้ใหญ่ช่วยเหลือเราจัดการเรื่องนี้ด้วย วันนี้คุณแม่ของสิบสามคือเดอะเบสเลยครับ คนแบบเดียร์ต้องเจอแม่ของนังน้อนนั่นแหละ คือทั้งคุณพ่อคุณแม่ดูเป็นคนใจดีไง แต่พอถึงเวลาแบบนี้เขาเด็ดขาดมาก ไม่ยอมง่ายๆ ด้วยซึ่งมันเป็นเรื่องดีแล้วแหละ ผมยังจำตอนที่คุณแม่ตบหน้าเดียร์จนเธอล้มลงไปได้เลย คงแรงมากเลยล่ะ ก็นะ ฝั่งนั้นมาตบลูกชายเขาก่อน คนเป็นแม่ยังไงก็คงไม่ยอมอยู่แล้ว

เขาเลี้ยงของเขามา....ตีสักทีคงยังไม่เคยเลยมั้ง

“เสร็จแล้วครับ” ชามมาม่าถูกส่งมาตรงหน้าผม “นี่ผักต้มครับ”

“ไม่ใส่เสื้อหน่อยเหรอ”

“ทำไมครับ พี่หวั่นไหวเหรอ”

ผมหลุดขำ “ไม่อะ เฉยๆ ผมเห็นเพื่อนแก้ผ้าบ่อยแล้ว”

“ผมหึงนะครับ” ดวงตาคมมองอย่างจริงจัง หูยยยย....เสียวสันหลังเหมือนจะโดนจับกินอีกสองรอบ

“หึงขนาดไหน”

“ไม่ใช่แค่จึ๋งนึงแล้วกันครับ” นังน้อนตักผักต้มมาให้ “ตอนฝึกงานก็อย่าไปทำให้ใครเขาหลงรักนะครับ หรือถ้ามีคนมาชอบก็บอกไปเลยว่ามีแฟนแล้ว แฟนหวงมากๆ ”

“คุณก็ด้วยเถอะ เนี่ยะ เดี๋ยวพอผ่านช่วงกีฬาสีนะ คุณน่าจะตกคนได้เยอะมาก ต้องมีคนชอบคุณเยอะแน่ๆ เลย”

“คนอื่นผมไม่รู้หรอกครับ....ผมขอแค่พี่เฌอรักผมก็พอ” 

ฉ่า

เชี่ยยยย...หน้าร้อนเฉย

ผมยกมือไปขยี้หัวเขา “เรื่องนั้นก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วป้ะ อย่ากังวลไปเลยว่าผมจะไม่รักคุณอะ อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วนะ คุณน่ะชอบบอกตลอดว่าจะไม่มีใครสู้คุณได้ เพราะงั้นไม่ต้องกังวลหรอก”

ผมเดินเอาชามไปล้าง ร่างสูงก็เดินเข้ามาซ้อนด้านหลังแล้วล้างจานของตัวเองเหมือนกัน ผมเข้าใจความกังวลของสิบสามนะ เขาเป็นห่วงเพราะผมเป็นพวกสะเหล่อไง ดูแลตัวเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนเรื่องคนที่อาจจะเข้ามาเนี่ยะ ผมก็คงไม่สนใจอยู่แล้วแหละ ผมไม่ใช่คนที่จะไปวอแวกับคนอื่นทั้งๆ ที่ตัวเองมีแฟนน่ะ อีกอย่างแฟนผมคนนี้ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยคบกันมาด้วย ความสัมพัน์ระหว่างเรามันลึกซึ้งแล้วก็มีค่ามากกว่าที่ผมจะเสียไปอะ

เฌอแม่งโคตรรักสิบสามเลย

นังน้อนก็คงรู้สึกแบบเดียวกันกับผมนั่นแหละ

ผมหันมาประจันหน้ากับสิบสามก่อนจะเขี่ยผมที่ปรกหน้าเขาออก “คุณน่ะ....ตอนที่ผมฝึกงานก็อย่าดื้อมากนะรู้ไหม”

“ผมจะไม่ดื้อครับ” เจ้าตัวซบหน้าลงกับไหล่ผม “จะเป็นเด็กดี น่ารัก”

“ดูทำเสียงเข้า” อ้อนแบนี้ใจใครจะไหวอะ

“ไม่ชอบเหรอครับ” ร่างสูงอุ้มผมก่อนจะเดินมาที่ปลายเตียง เขาวางผมแล้วนั่งลงที่พื้น “หืม....”

“ก็ชอบ อะไรที่เป็นคุณก็ชอบหมดแหละ”

“รู้สึกเขินมากเลยครับ” นังน้อนเอามือทาบอก ทำไมมันตลกจังวะ แล้วดูทำหน้าทำตา โคตรมันเขี้ยวเลย

“ไม่ต้องมาทำท่าแบบนั้นเลย” ผมตีไหล่เขาเบาๆ “หมั่นไส้”

“พี่ต้องหมั่นไส้ผมไปอีกนานครับ”

“ก็คงอย่างนั้น” ผมก้มลงไปจูบเขาทีนึงหนักๆ “ลงโทษ”

“โห....อยากโดนลงโทษอีกจังเลยครับ ผมต้องทำยังไงเหรอ” ลักยิ้มที่ข้างแก้มปรากฏขึ้นในตอนที่เขายิ้ม ภาพที่ผมเห็นกี่ทีก็ยังรู้สึกชอบมันเอามากๆ ดีจริงๆ ที่รอยยิ้มนี้เป็นของผม

“ให้ผมได้พักบ้างเถอะ....รู้ไหมว่าผมชอบเวลาคุณยิ้มจนลักยิ้มขึ้นแบบนี้มากเลยนะ มันดูสดใส ต่างจากคุณในทุกที แล้วคุณก็มักจะยิ้มแค่เฉพาะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน สำหรับผมแล้ว มันพิเศษมากเลย”

“เพราะว่าผมรักพี่เฌอไงครับ” 

“คุณเป็นคนที่พูดคำว่ารักบ่อยมากเลยนะ บางคนเขาไม่พูดคำว่ารักบ่อยๆ เพราะคิดว่ามันจะไม่มีความหมาย”

“ผมเป็นคนประเภทที่รู้สึกยังไงก็บอกไปแบบนั้นน่ะครับ รักก็บอกว่ารัก ใช้บอกแค่เฉพาะกับคนที่เป็นครอบครัวจริงๆ พี่เฌอเป็นครอบครัวของผมตั้งวันที่ผมพาพี่ไปให้พ่อแม่รู้จักแล้ว อีกอย่างผมก็ขอป๊าพี่มาแล้วด้วย” เขาจุ๊บมือผมเบาๆ “พี่หนีจากคนที่สิบสามไม่พ้นแล้วล่ะครับ”

“ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละ”

“ผมน่ะสามารถใช้คำนี้บอกพี่ได้ทุกวันเลย ขอแค่พี่อย่าเบื่อที่จะฟังมันก็พอ

จุ๊บบบบ 

“ผมจะฟังคุณพูดคำนั้นไปทุกวันเลย ขอแค่คุณอย่าเบื่อที่จะพูดมันละกัน

“....ไม่มีวันอยู่แล้วครับ”

“.....”

“ผมให้สัญญา”

.

.

.

.

.

TBC.

สวัสดีค่ะชาลมาส่งสามเฌอแล้วน้า ลงดึกเลยต้องขออภัยด้วย ชาลมีปัญาส่วนตัว มันส่งผลต่ออารมณ์หนักมากแต่ตอนนี้ปกติแล้วค่ะ สำหรับบทนี้เขียนยากพอสมควร อ่านแล้วถ้าแปร่งๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ เดี๋ยวจะปรับตอนรีไรท์อีกทีนึง

ชาลบอกสาเหตุไปในนิยายแล้วว่าทำไมพี่เฌอเลือกที่จะทำแบบนี้นะคะ เพราะเดียร์เป็นผู้หญิง เลยเล่นงานทางธุรกิจครอบครัวแทนเพราะมันจะกระทบทั้งหมด สมเป็นเพื่อนพี่ขันนะคะ ก็พาร์ทช่วงเนี้ยะจะอยู่ในเรื่อง LoveWrite เขียนสื่อรัก นะคะ ใครยังไม่อ่านก็แนะนำนะคะ ฟีลกู๊ดเหมือนกัน ก็ชาลคิดว่าการแก้ไขปัญหาแบบนี้มันโอเคแล้ว แต่ถ้าบี๋รู้สึกว่ามันยังไม่พอก็ต้องจินตนาการกันนอกรอบนะ อีก 3 บทจะจบแล้วก็รอติดตามนะคะ

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า

ความคิดเห็น