Faddist/ปอฝอ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชอบแอบขี้โกง

ชื่อตอน : ชอบแอบขี้โกง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2563 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชอบแอบขี้โกง
แบบอักษร

  

  

  

  

-2- 

ชอบแอบขี้โกง 

By.Begin 

  

  

  

ผมยิ้มอยู่ในใจทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องเมื่อวาน เสียง หึหึ ดังอยู่ในลำคอผมมาตั้งแต่เช้าเมื่อนึกถึงหน้าหล่อๆ ของเด็กปีหนึ่งคณะวิศวะคนนั้น เด็กที่มีที่มาของชื่อที่โรแมนติก และมีท่าทางโรแมนติก ดูแล้วรู้สึกลุ่มหลง มีเสน่ห์ และน่าค้นหา

"กูกลัวเวลาไอ้บีมันมีความรักว่ะมึง" โจ้ที่นั่งอยู่ข้างสะกิดเฟมแล้วชี้มาที่ผม

"ปล่อยมันเถอะ นานๆ ทีจะสนใจเขาก่อนบ้าง" เฟมว่า

"แต่ได้ข่าวว่าเด็กนั่นกลัวมึงไม่ใช่เหรอวะ" โจ้ถาม

"ไม่กลัวก็แปลก..." ผมตอบแล้วมองไปที่แปลงข้าวโพด

"เออ ไม่กลัวก็ไม่ใช่คน เล่นไปหอมแก้มเขากลางสนามบอล" โจ้ว่าต่อให้ผมได้แก้มร้อน

ถึงจะชอบทำหน้านิ่งจนหลายคนหาว่าผมหยิ่งแต่ผมก็มีความรู้สึก ผมไม่ได้หยิ่งอะไรขนาดนั้น แต่ด้วยความที่โตแล้วจะให้ไปเล่นหัวกับเด็กเลยมันก็ไม่ใช่ อีกอย่างหน้าผมมันไม่ค่อยรับแขก ถ้าไม่ยิ้มแล้วมันก็เหมือนหยิ่งนั่นแหละ แต่ผมรู้สึกนะ ผมเขินเป็น ตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจจะหอมแก้มหรือทำอะไรแบบนั้นกับน้องมัน โชคดีหน่อยที่คนเห็นไม่เยอะ มีแค่ไอ้โจ้กับไอ้ประตูฝั่งวิศวะ มันเป็นแค่อุบัติเหตุและจังหวะมันได้พอดี

“กูไม่ได้ตั้งใจ” ผมบอกเพื่อนแต่ผมไม่ได้บอกน้องแบบนี้หรอก ต่อหน้ามันผมก็พยายามทำหน้านิ่งแม้ว่าหัวใจผมจะทรยศด้วยการเต้นอย่างบ้าคลั่งก็ตาม

โดยลักษณะและนิสัยส่วนตัว ผมไม่ใช่คนที่จะตกหลุมรักใครง่ายๆ ไม่เคยเลยที่จะอยากทำความรู้จักกับใครก่อน แต่อย่างว่า…ทุกอย่างมันสามารถยกเว้นได้

ครั้งแรกที่เจอเอเดนน่าจะเป็นตอนกีฬาน้องใหม่ เด็กนั่นมันลงเตะบอลและบังเอิญว่าผมได้ไปดู มีแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวที่ผมเห็น เวลาเล่นมันดูมีเสน่ห์ มันดึงดูด และมันน่าค้นหา เหมือนกับว่ามันหล่อขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งๆที่มันก็หล่อมากอยู่แล้ว ตามันกลม จากที่ดูเมื่อวานผมคิดว่ามันตาโตกว่าผม ปากมันบาง จมูกมันโด่ง หน้าผากสวยกำลังดี มันเป็นแบบที่ผมชอบเลยแหละ และผมรู้มาจากเพื่อนว่าน้องมันเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ที่เพิ่งมาเรียนที่ไทย ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะมันขาวแบบโคตรพ่อโคตรแม่ของความขาวไปเลย แล้วความขาวของมันก็กระจายไปทั่วเพราะมันสูงและหล่อมาก

“มึงตั้งใจ เมื่อวานคือมึงตั้งใจมาก” โจ้ชี้หน้าผม

“ก็บอกเปล่าไง” ผมบอกเสียงนิ่งๆ แล้วหันไปมองหน้ามัน

“แล้วเย็นนี้จะไปดูน้องป้ะ?” เฟมหันมาถามผม

“...ไป”

“ฟอร์มฉิบหายไอ้สัส ชอบเขาก็จีบดิเฮ้ย” โจ้ว่าแล้วสะกิดไหล่ผม

“กูไม่กล้า” ผมตอบตามความจริง ถ้าให้ยอมรับผมยอมรับได้เลยว่าชอบเด็กนั่นมาก อยากลองคุย อยากลองค้นหาว่าจริงๆ แล้วเป็นยังไง จะเป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไหม แต่ถ้าให้ผมเข้าไปหาน้องมันเองเลยผมก็กลัว

“ไม่กล้ามากกกก รู้แค่ชื่อกับคณะก็หอมแก้มเขาแล้ว ถ้ารู้ห้องรู้หอเขาจะขนาดไหน กูไม่อยากคิด” โจ้ว่า

“กูก็บอกว่าไม่ได้ตั้งใจไง” ผมว่ากลับ

“กูอยากเชื่อสุดฮอตแห่งเกษตรจังวะ แต่เชื่อไม่ลง” โจ้บอกและเฟมก็พยักหน้ายิ้มๆ

“พวกมึงนี่...”

“น้องมันเริ่มเตะตอนห้าเองนะพี่บี” เฟมบอกแล้วตบไหล่ผม

“ไปเชียร์นิ่งๆ นะมึง อย่าให้เขารู้ว่าเชียร์น้องเอ เดี๋ยวเป็นเรื่อง” โจ้บอก

“ไม่มีใครรู้กับมันหรอก มันเคยแสดงออกเหรอเวลาอยู่กับคนอื่น”

“กับพวกมึงกูก็ไม่ได้แสดงออกนะ” ผมหันไปบอก

“เออวะ พวกกูเผือก?”

“อือ”

“เจ็บสุดครับ หน้าเหวี่ยงๆ ของมึงนี่ทำให้กูเจ็บ” มันว่าแล้วเอามือมาทาบหน้าผม ผมปัดออกก่อนจะบ่นเรื่องความสกปรกของมัน

ผมเปลี่ยนชุดจากช็อปคณะเป็นเสื้อยืดธรรมดาคลุมทับด้วยเสื้อแขนยาวของนักฟุตบอลมหาวิทยาลัย ผมชอบแต่งตัวแต่เวลาแบบนี้มันไม่จำเป็น

อัฒจันทร์คนเยอะไม่ต่างจากเมื่อวาน วันนี้คณะน้องมันแข่งกับคณะวิทย์ ผมมาคนเดียว นั่งอยู่แทบจะมุมสุด ปิดปากด้วยกลัวคนมอง ผมรอไอ้สองคนนั้นแล้วก็โค้ชทีมผม พวกมันบอกว่าจะมาแต่ก็ยังไม่เห็นหัว ถ้ามีคนรู้ว่าผมไม่ได้มาดูเกมบอลแต่มาดูคนเล่นบอลนี่มันคงตลกพิลึก ผมไม่รู้ว่าน้องมันจะลงเล่นหรือเปล่าเพราะเมื่อวานก็ไม่เห็นทีท่าว่ามันจะลงแต่มันก็ลง

“น้องเอเดนไม่สบายว่ะมึง” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล ผมหันไปมองก็เห็นผู้หญิงสามสี่คนนั่งลงข้างๆ

“เออ กูว่าจะมาดูน้องมันหน่อย ตั้งแต่เลิกกับแพตแล้วนี่แม่งดีสุดในคณะ” ผมกำลังเก็บข้อมูล น้องมันเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วก็เลิกกับไปแล้ว

“ช่างเถอะ ดูพี่โก้ก็ได้” ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็คงไม่ต่างกับผมที่รู้สึกเซ็งเพราะคนที่อยากดูไม่ลงไปเล่นให้ดู

ผมนั่งมองนั่นมองนี่ไปสักพัก ดูนักกีฬาวอร์มบ้าง ดูความวุ่นวายข้างสนามที่พวกมันกำลังจัดการบ้าง พักใหญ่แล้วแต่ผมก็ยังมองไม่เห็นเด็กตัวขาวนั่น

“มึงมานั่งฝั่งวิศวะจริงดิวะ” เฟมถามทันทีที่มาถึง พวกมันนั่งลงข้างผมแล้วหันมองไปทางซ้ายที่มีแต่เด็กวิศวะเต็มไปหมด ดีที่ไม่ได้ใส่ช็อปคณะมา

“ก็มุมนี้มันเห็นชัด” ผมตอบกลับ

“จงใจมากไอ้บี” โจ้ว่ากลับ

“แล้วไอ้เตล่ะ” ผมถามหาอีกคนที่แต่งตั้งตัวเองเป็นโค้ชแล้วบอกไว้ว่าจะมาดูด้วยกัน

“เดี๋ยวมันก็มา เห็นคุยกับไอ้เชน”

“เชนวิศวะอะนะ?” ผมถาม

“อือ คุยอะไรของพวกมันไม่รู้ สงสัยไปขอโทษเขา เมื่อวานทำเขาเจ็บเยอะ” โจ้ตอบ ผมก็พยักหน้าตาม

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินรายชื่อนักกีฬาที่จะลงสนาม พร้อมๆ กับผู้เล่นตัวจริงที่กำลังเดินลงไปชิงรองชนะเลิศอันดับสอง หรือพูดง่ายๆ ว่าที่สาม ผมไม่เห็นน้องมันลง สงสัยว่าจะไม่สบายจนลงไม่ไหวจริงๆ

“กูไม่กล้าไปดู กลัวหัวร้อน” ผมได้ยินเสียงเชนโค้ชวิศวะคนเมื่อวาน พอหันไปมองก็เห็นมันเดินมาพร้อมกับเต แล้วหลังเตก็มีเด็กปีหนึ่งคณะวิศวะอีกสองสามคน

“เหี้ย…มาด้วยกันว่ะมึง” โจ้สะกิดไหล่ผมแล้วชี้ให้ดู

“ไม่ๆ ไอ้เชนมันลงไปแล้ว มันมาเอาของ” เฟมว่าแล้วชี้ให้ดู เชนมันเดินลงไปข้างล่างแต่มันไม่ได้เดินไปอยู่ในตำแหน่งโค้ชเหมือนเมื่อวาน มันนั่งอยู่กับนักกีฬาข้างสนามแทน

“มันบอกว่าเมื่อวานหัวร้อนเพื่อนเลยไม่ให้มันคุมวันนี้” เตว่าแล้วนั่งลงชั้นถัดลงไปข้างล่าง แต่ผมไม่ได้สนใจเพื่อนหรอก สิ่งที่ผมสนใจคือคนที่นั่งถัดจากเพื่อนผมต่างหาก เด็กวิศวะอีกสามคนนั่งลงตรงนั้น มีเสียงกรี๊ดเบาๆ จากน้องผู้หญิงและสายตาชื่นชมมองไปที่เด็กกลุ่มนั้นอย่างปิดไม่มิด มันอาจจะเป็นเพราะคนเยอะจนไม่มีที่นั่ง หรือมันเดินตามไอ้เชนกับไอ้เตมาจนเดินกลับไม่ได้แล้ว อาจจะเพราะอะไรสักอย่างแต่มันก็ดีที่ทำให้ผมได้มองเห็นมันแบบนี้

เกมเดินไปได้สักพัก และให้ตายเถอะผมไม่ได้สนใจเกมในสนามสักนิด ผมมัวแต่มองคนที่นั่งถัดไปเล็กน้อยแล้วมีบ่อยครั้งที่มันมองผม ผมรู้…เพราะผมมองมัน ครั้งแรกมันอาจจะบังเอิญ ครั้งที่สองมันอาจจะสนใจอะไรสักอย่างทางนี้ แต่พอมีครั้งที่สามครั้งที่สี่ผมก็เริ่มจะมั่นใจแล้ว แล้วนี่คือครั้งที่ห้า…ผมไม่ได้หันหน้าหนีเหมือนทุกครั้ง และเราก็สบตากัน

“มึงมองอะไรวะเอ เฮ้ย…” เสียงเพื่อนคนหนึ่งของน้องมันเงียบไปเมื่อหันมาเห็นผม น้องมันเอียงคอมองผมนิดหน่อยและแน่นอนว่าผมทำหน้านิ่งสยบทุกความเคลื่อนไหวกลับไป ไม่แปลกที่พวกมันจะไม่ยกมือไหว้ ก็ไม่ใช่พี่คณะมัน

“นั่นมันพี่บีกินของมึงนี่นา”

“ของกูอะไร” ผมได้ยินเสียงพวกมันซุบซิบกันแล้วคำที่เข้าหูผมมันช่างชวนให้แก้มร้อน ผมก็ยี่สิบกว่าแล้วผมรู้ว่านี่คืออาการเขิน ผมเบือนหน้าไปอีกทางแม้ว่าจะได้ยินน้องตอบเพื่อนว่าไม่ใช่หรือปฏิเสธด้วยท่าทางไม่พอใจ แต่ใจผมมันก็พอใจอยู่ดี

“แหม…เพื่อนกูนิ่งแตกเลยนะครับ” เฟมกระซิบข้างหูผมให้ผมได้กดสายตามองกลับ

“กลัวแล้ววว” โจ้ว่าเบาๆ ตาม

ผมเลิกสนใจเพื่อนแล้วมองลงไปสนามฟุตบอลแทน ปล่อยให้น้องมันคุยกับเพื่อนต่อและปล่อยให้ใจตัวเองเต้นแรงๆ ต่อ วันนี้ถือว่าวิศวะเตรียมมาดี เพราะเห็นแล้วมันก็พากันทำเกมบุกมากกว่าเมื่อวาน ฝั่งวิศวะได้บอลมากกว่าและมีโอกาสทำคะแนนมากกว่า จนถึงครึ่งหลังก็ทำไปได้ลูกหนึ่ง เสียงเฮดังลั่นจากฝั่งนี้ และน้องมันก็กระโดดดีใจกับเพื่อน ถ้าอาการนี้เรียกว่าเอ็นดู ผมก็คงกำลังเอ็นดู

“สายตาน่ะน้อยๆ หน่อย” โจ้บอกผม

“กูเปล่า”

“เปล่าพ่อง กูกลับไปดูเด็กก่อนนะปล่อยพวกมันขายไว้ มันบอกว่ามีปัญหาอะไรสักอย่าง” โจ้บอกผมแล้วโชว์โทรศัพท์ให้ดู

วันนี้คณะผมขายข้าวโพดกันด้วย มันคือกิจกรรมที่ทำมาทุกปี ปลูกแล้วก็ขาย ช่วยกันทำทั้งหมดทุกกระบวนการ ถ้าจะมีแค่หน้าที่ปลูกอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ ผลผลิตได้เยอะจนจะทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ การเอาออกมาขายจึงเป็นสิ่งที่น่าทำที่สุด นอกจากได้เงินยังได้ฝึกเรื่องที่ไม่สามารถทำในการลงแปลงได้อีก

“เออ เดี๋ยวกูไปด้วย” เฟมว่าแล้วลุกออกไปด้วย

“เฮ้ย! อีกแป๊บเดียวก็จบ” ผมดึงแขนมันไว้แล้วเรียกเบาๆ

“เออ อีกแป๊บเดียวก็จบแล้ว อยู่กับไอ้เตแล้วก็…” มันมองไปที่เอเดนแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มที่มุมปากอย่างน่าถีบก็เท่านั้น

“เออ ไปๆ เดี๋ยวกูไปนั่งด้วยถ้ากลัวเหงา” เตว่า

“ไม่ๆ มึงก็ให้น้องมันขยับขึ้นมาเลยสิ จะได้ไม่ต้องข้ามไปข้ามมา” โจ้บอกแล้วมองไปที่เอเดน มันก็มองกลับมาแบบทำตัวไม่ถูก เด็กมันรู้แหละว่าไอ้เตเป็นเพื่อนไอ้เชน ถึงเกษตรไม่ค่อยถูกกับวิศวะแต่ว่าไอ้เชนคงไม่สอนให้น้องเกลียดเด็กเกษตรทั้งคณะหรอกมั้ง

“เออ แบบนั้นก็ได้ เอ…มึงขยับดิเพื่อนกูเหงา” เตหันไปบอกน้อง

“คือ…”

“กูนั่งได้ เหงาอะไรเดี๋ยวก็จบ” ผมบอกปัดๆ และทุกอย่างก็จบลงที่ผมนั่งตรงนี้คนเดียว มองมาคงจะเด่นหน่อยเพราะที่นั่งข้างๆ หายไปตั้งสองคน แต่ก็ยังดีกว่าให้น้องมันมานั่งข้างๆ ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงนิ่งแตกแบบที่เพื่อนว่าไว้แน่

เกมจบลงที่วิศวะทำไปได้สองประตูและวิทยาศาสตร์ทำไปหนึ่งประตู เหมือนว่านักกีฬาจะเหนื่อยกันมาก ไอ้เชนมันบ่นของมันมาเรื่อยๆ แล้วเดินแทรกกองเชียร์ขึ้นมาหาไอ้เต เด็กสามคนนี้เลยยังไม่ลงไปไหน และผมเองก็ยังลงไปไหนไม่ได้เพราะเพื่อนผมยังไม่ไป

“มึงเล่นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อวานก็จบแล้ว อ้าว…แล้วมาให้กูเห็นหน้าใสๆ ของไอ้เออีก” มันบ่นแล้วหันไปหาน้องคณะมัน

“ผมขอโทษแล้วไงพี่ มัน…เป็นอุบัติเหตุ” ผมแทบจะหลุดขำกับคำว่าอุบัติเหตุของมัน จริงๆ ก็อุบัติเหตุครึ่งหนึ่ง น้องมันไม่ผิดหรอก

“เออนี่ไง ไอ้หยิ่งนี่ป้ะ ประกบมึงเมื่อวาน” เชนมองมาที่ผม

“หยิ่งพ่อง กูมีชื่อ” ผมด่ามันกลับ

“อ้าวก็หยิ่งจริงนี่หว่า คิดว่าหล่อเหรอครับ?” มันจะเดินข้ามขั้นบันไดขึ้นมาหาผม แต่ไอ้เตดึงไว้ก่อนและเอเดนขยับขึ้นมาบังผมก่อน

“พอแล้วพี่…โมโหอะไรวะวันนี้” น้องมันว่า ไม่ได้หันมามองผมที่อยู่เยื้องๆ แต่มองไปที่รุ่นพี่มัน

“อะไรของมึงเนี่ยเอ คือปกป้อง?”

“ผมไม่อยากให้มีเรื่องกันไง” มันตอบ

“กูแค่หยอกกัน” ผมมองหน้าไอ้เชนกลับเมื่อได้ยินคำว่าหยอกจากมัน หน้ากูเหมือนสนุกมากมั้งเพื่อน

“เออๆ ไปหาข้าวเย็นกิน” เตบอกแล้วดึงเชนกลับ

“ดี มึงไปซื้อข้าวโพดให้กูหน่อย กูจะไปกินข้าว” ไอ้เชนควักเงินในกระเป๋าออกว่าแล้วยื่นให้น้อง

“ไปไงวะพี่ ตั้งแปลงเกษตร ผมก็จะไปกินข้าวกับพี่ป้ะ? ทำไมพี่ไม่ไปเองอะ” มันโวยวายแบบงงๆ ของมันแต่มือมันก็รับเงินเขามา

“กูจะไปรอที่ร้านข้าว มึงไปซื้อมาเพราะกูใช้ให้มึงไป” เชนบอก

“พี่เชนนนน”

“ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน ไปให้กูนี่ไม่ได้?” มันถามเสียงสูง

“ก็ต้องได้แหละ” เอเดนว่าแล้วถอนหายใจให้ไอ้เชน

“ดีมาก ปะเต” มันตบไหล่น้องเบาๆ แล้วหันไปชวนไอ้เต

“ไปถูกนะมึง” เตหันมาถาม

“ถ้าไม่โง่กูว่าถูกอะ” เชนหันไปตอบก่อนที่น้องมันจะอ้าปาก

“เออ มึงไปถูกนะเว้ย กูต้องกลับไปซักผ้า” เพื่อนน้องมันว่าขึ้น

“เดี๋ยวลีน…มึงอย่ากวน” น้องบอกแล้วดึงคอเสื้อเพื่อนไว้

“ไม่ได้กวน กูจะไม่มีใส่” เพื่อนมันบอก

“มึงซักตีสองก็ได้” น้องมันเถียงกลับ

“เออๆ กูสรุปให้ มึงไปซักผ้า เดี๋ยวกูตามพี่เชนไปสั่งข้าวรอ มึงไปซื้อข้าวโพด” อีกคนว่าแล้วไล่ชี้นิ้วไปด้วย

“อ้าว! กูเสียเปรียบอะ ทำไมมึงไม่ไปแล้วให้กูไปซื้อข้าว” น้องมันประท้วง

“พี่เชนงอนมึงเมื่อวาน พี่เชนใช้มึงวันนี้ มึงสมควรไปที่สุด” เพื่อนมันตอบ

“กูเอาคะน้าหมูกรอบไข่ข้นนะครับ” น้องที่ชื่อลีนว่าแล้วเดินออกไปเร็วๆ จนเรียกไม่ทัน

“มึงเอาอะไร?” เพื่อนน้องเงยหน้าขึ้นถาม

“เฮ้อ! ข้าวผัดกุ้ง เอาไข่ดาวด้วย” น้องมันสั่ง

“โอเค แล้วพี่ล่ะครับ”

“หืม?” ผมส่งเสียงงงๆ ตอนแรกที่ยังไม่เดินลงไปเพราะเพื่อนน้องมันขวางทางอยู่ แล้วยืนฟังพวกมันก็เพลินๆ ดี ไม่ได้คิดว่าจะไปกับพวกมันสักนิด

“ก็…พี่จะกินอะไรอะครับ ผมไปร้านเดียวกับพวกพี่เตแหละผมจะสั่งไว้ให้” น้องมันว่า

“เออ…เอา…เอเดน”

“ครับ?”

“เอาเหมือนเอเดน” ผมตอบ

“อ๋อ โอเคครับ ฝากเพื่อนผมด้วยนะพี่”

“ฝากอะไรวะ?” น้องมันหันมามองผมแล้วหันกลับไปถามเพื่อน

“ก็พี่เขาจะพามึงไร่ข้าวโพดไง” เพื่อนน้องมันว่าแล้วมองมาที่ผม

“กูไม่ได้บอก” ผมว่ากลับ

“พี่เตบอกผม พี่เฟมก็บอกก่อนไป” มันเอาเวลาไหนไปคุยกับไอ้เฟมวะ “นั่นแหละ พี่เฟมบอกให้เอาสมุดอะไรไม่รู้ที่ใต้เบาะรถพี่ไปให้เขาด้วย” มันว่าแล้วยื่นข้อความแชทให้ดู

“มึงไปรู้จักพวกพี่เขาได้ไงวะเนี่ย” เอเดนถามเพื่อน

“พี่เฟมเป็นญาติกู จะถามเอาอะไรเนี่ย ไปๆ” ญาติไอ้เฟมที่ผมเพิ่งรู้จักว่าแค่นั้นแล้วเดินออกไป ปล่อยผมไว้กับน้องมันแบบงงๆ

เหมือนเวลาหยุดเดิน เหมือนเดตแอร์กำลังทำงาน เรายืนอยู่ที่อัฒจันทร์เหมือนเดิม ไม่มีใครพูดอะไรออกมาในนาทีแรก และหลบสายตากันไปมาอยู่อย่างนั้น

“คือ…ผม…”

“เดี๋ยวไปกับกูแล้วกัน” ผมว่าเมื่อน้องมันจะพูดอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้อยากขัดแต่กลัวมันจะพูดทำนองว่าจะไปเองหรืออะไรเทือกนั้น ขนาดนี้แล้วก็เลยตามเลยแล้วกัน

ผมพามันเดินมาที่รถมอเตอร์ไซค์ของผม เปิดดูที่ใต้เบาะแล้วเจอสมุดบางๆ พับแบบยับยู่ยี่อยู่ ไม่รู้ว่ามันเอามาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเปิดออกมาอ่านดูแล้วก็รู้ว่าเป็นบัญชีการขายเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จดไว้แค่สองสามวัน มันน่าจะเอาไปจดรวมกับสมุดเล่มใหญ่

“ถือให้หน่อย” ผมว่าแล้วยื่นให้น้องมันที่ทำหน้าเอ๋อๆ อยู่ มันก็รับไปแบบงงๆ ก้าวขึ้นรถมาแบบงงๆ

“พี่! ขับช้า!”

“หะ?” ผมหันกลับไปหามันเพราะได้ยินไม่ชัด

“เหี้ย! ดีๆ”

“ก็มึงชวนกูคุย” ผมว่ากลับ วันนี้แทบจะพูดเยอะมากๆ แล้วนะ

“พี่! ขี่! เร็ว!” มันว่าเสียงดังอยู่ข้างหู ผมเลยค่อยๆ ผ่อนมือด้านขวา จนถึงแปลงเกษตรตรงที่จัดการขาย ผมจอดตรงๆ ไม่ได้เพราะพวกมันเปิดขายตรงรถวิ่งผ่าน เลยไปจอดเยื้องๆ แต่ก็ไม่ไกลมาก

“ไหวป้ะเนี่ย?” ผมหันกลับไปถามคนที่นั่งหน้าเขียวหน้าแดงอยู่ข้างหลัง

“ทำไมขี่เร็วแบบนี้วะ จะตกอยู่แล้วเนี่ย ขี่เร็วแบบนี้ไม่ไปแข่งรถเลยวะ” มันบ่นออกมายาวๆ ให้ผมได้ขมวดคิ้วมองอย่างงงๆ ผมขมวดคิ้วเพราะผมงงจริงๆ มันอาจจะเร็วสำหรับน้องมัน แต่มันปกติสำหรับผมไง แล้วผมก็คิดว่าผมเอาอยู่

“บ่นเก่ง” ผมว่าแค่นั้นแล้วลงจากรถ

“เฮ้ย! พี่!”

“กูเอาขาตั้งลงแล้ว” ผมว่าแล้วชี้ให้มันดูพื้น

“ผม…ตกใจ” มันว่าอย่างอายๆ แล้วค่อยๆ ก้าวขาลงมา

“ไม่เคยขี่มอ’ไซค์?” ผมถาม

“ก็เคย แต่ไม่บ่อย” มันว่า เห็นหน้าตากับท่าทางของมันแล้วทำให้รู้สึกเอ็นดูไม่หาย ผมกระตุกยิ้มออกมาหลังจากสบตากับมัน เหมือนมันเพิ่งจะรู้ตัวว่ามากับผม แล้วเหมือนมันจะเขิน เพราะมันมองผมแล้วหน้าแดง

น่าแกล้งเป็นบ้า…

“ฝึกบ่อยๆ” ผมบอกมัน

“ผมไม่มี ไม่อยากฝึกด้วย” มันบอกกลับให้ผมได้ยิ้ม

“เหรอ? ว่าจะชวนมาเป็นแฟนกู เดี๋ยวจะพาขี่บ่อยๆ” ผมพูดเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านมันมาเร็วๆ แต่ก็ทันเห็นหูแดงๆ ของมันอยู่ นี่ผมต้องใช้หน้านิ่งๆ มาจีบเด็กปีหนึ่งวิศวะจริงๆ เหรอวะ แต่ไอ้เด็กนี่มันน่าชอบมากๆ เลยนะ

 

 

 

#ABloves 

เฮ้ย! พี่คะ พี่ค้าาา พี่จะรุกน้องพรึ่บพั่บๆ แบบนี้เลยไม่ได้นะคะ ไหนธีมเรื่องบอกแสดงออกไม่เก่งไง้ เจอกันครั้งแรกหอมแก้ม เจอครั้งที่สองชวนไปเป็นแฟนเลยเหรอคะ ขี่รถไม่เป็นมาเป็นแฟนเรางี้เหรอ? โอเค ซื้อๆ ไม่รู้ว่าขายไหม แต่มุกนี้ซื้อค่ะพี่บีกิน 

เรื่องนี้เปิดให้จับให้จองกันแล้วนะคะ เข้าไปตามในทวิตและเฟซบุ๊กแป้งได้ค่ะ

ทวิตเตอร์@pflhzt 

เฟซบุ๊ก faddist 

ความคิดเห็น