Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 29 : ผีผ้าห่ม

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 29 : ผีผ้าห่ม

คำค้น : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2563 11:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 29 : ผีผ้าห่ม
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 29 : ผีผ้าห่ม 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

เสียงทุ้มต่ำกระซิบเคล้าหอบหายใจหนักหน่วงยามเคลื่อนกายผ่านซอกขา นาทีนั้นผมรู้เลยว่าคุณสามีเกิดอารมณ์ติดขึ้นมา ถึงขั้นเอาอะไรไม่รู้มาปิดตาผม คงกะให้ผมคิดว่านี่เป็นความฝัน ทั้งที่ความจริงร้ายกาจกว่านั้นเยอะ

 

ผมตื่นตัวหลุดครางยามมือหนาของคนด้านหน้ารูดรั้งกายร้อน ไล้วนส่วนปลายตามแบบที่ผมชอบ ขณะที่ยอดอกถูกลุกลานด้วยลิ้นชื้น ขบกัดดูดดุนแบบที่ผมเคยโดนแทบทุกคืน แต่นั่นมันก็หลายเดือนมาแล้วตั้งแต่ผมท้องคนที่สามเลยมั้ง พอเสียลูกไปผมก็ไม่ได้ให้พวกเขาทำ ผมยังไม่พร้อม ไม่ใช่ไม่มีอารมณ์นะ

 

แค่ยังกลัวอยู่เท่านั้นเอง

 

“อ๊ะ อ๊า” เสียงหวานแผ่วกระซิบ พอถูกปิดตาแบบนี้แล้วเร่าอารมณ์กว่าที่เห็นทุกอย่าง ในหัวพยายามคิดหาคำพูด มือที่จะห้ามก็ถูกรวบไว้ให้กอดคอคนด้านหน้า ถ้าผมจำไม่ผิด ดีแลนนอนฝั่งนี้ ส่วนดายอยู่ข้างหลัง ฝังคมเขี้ยวยามสอดกายเข้ามาในร่างผม

 

มือหนาแยกขาผมออก ลูบขาอ่อนด้านล่างบีบขยำไปมาให้ผมผ่อนคลาย การที่เขาดันกายเข้ามาโดยง่ายแสดงให้เห็นว่าเขาแอบลักหลับผมมาพักใหญ่แล้ว

 

“ดะ...ดาย เดี๋ยวก่อน”

 

“ใจเย็นๆ”

 

“อื้ออ”

 

“ผมจะไม่เร่งคุณตกลงไหม แค่รอบเดียว” เขากระซิบกดจูบบนแก้มขาว พยายามดันกายเข้ามาจนสุดถูกโอบอุ้มด้วยผนังอ่อนนุ่มเช่นทุกครั้ง ผมหอบหายใจ แผ่นหลังแนบสนิทกับอกแกร่งของเขา ส่วนด้านหน้ามีดีแลนเชยชมกับยอดอกที่คงแดงช้ำ

 

เขาประคองใบหน้าผม กดจูบลงมาเรียกรั้งให้ผมเปิดปาก ลิ้นชื้นเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นผม มอบสัมผัสอ่อนโยนสลับกับดุดันให้ ผมกัดปากเขาลงโทษที่มา ‘เล่นผีผ้าห่ม’ โดยไม่ถามความสมัครใจ ได้ยินร่างสูงหัวเราะในลำคอนิดหน่อย ซ้ำร้ายยังกัดปากผมตอบ พลางรวบกายร้อนของเราสองเข้าไปไว้ในอุ้งมือหนา

 

“ถือซะว่านี่เป็นความฝันนะที่รัก”

 

“ผมบอกพวกคุณแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้ทำ”

 

“ผมคิดว่านั่นเป็นความฝันนะ” ดีแลนตอบกลับแสดงให้รู้เลยว่าพวกเขาอดทนมาพอแล้ว ผมเม้มปากแน่น มือจิกไหล่คนตรงหน้า ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่ดายเริ่มสาวกายกระทบจุดกระสัน ผมพยายามไม่ส่งเสียงดัง ลูกของพวกเรานอนอยู่อีกห้อง ทว่าเราไม่ได้ปิดประตู เปิดแง้มไว้เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

 

หนำซ้ำยังเปิดไฟตรงทางเดิน ถ้าเปิดประตูกว้างหน่อยคงเห็นว่าเรากำลังทำเรื่องบัดสีกันแค่ไหน ถึงจะมีผ้าห่มคลุมตัวอยู่ ไม่ให้รู้ว่าช่วงล่างถูกสอดใส่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป

 

“อ๊า!”

 

“เดี๋ยวลูกได้ยินนะโซล” ดายบอกจูบท้ายทอยผมตอนสาวกายหนักขึ้น เตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแม้เราจะไม่ได้ขย่มกายหนักหน่วงอย่างทุกครั้ง แต่ด้วยท่าทางและความดุดัน ผมก็อดกลัวไม่ได้ว่าเด็กๆ จะสงสัยว่าทำไมเตียงเราถึงสั่น ถึงตอนนี้พวกเขาอาจจะหลับไปแล้วก็ตาม

 

ถึงอย่างนั้นก็ไว้ใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ผมถูกดีแลนจูบอีกครั้ง ป้องกันเสียงหวานที่เร่งเร้าอารมณ์พวกเขา ขณะเดียวกันก็ปลุกลูกให้ตื่นจากความฝัน ส่วนปลายของดายกระทบกับจุดนั้น พาให้ผมตอดรัดอย่างทนไม่ไหว คนน้องดูดดุนยอดอก สักพักเหมือนเขาจะผละแล้วมุดผ้าห่มไป

 

กายร้อนถูกปากเขาครอบครองไว้ รูดรั้งไปมาระคนบีบปากกลั่นแกล้งผม จังหวะนึงผมต้องยกมือขึ้นปิดปาก ไม่ส่งเสียงดังมากกลายเป็นว่านี่เร้าอารมณ์พอกัน ผมได้ยินเสียงดายคำรามต่ำ เขาสอบกายหนักขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อฟังดูหยาบโลนยิ่งกว่าอะไรนัก

 

“อ๊ะ อ๊า ดาย แรง อื้อ แรงไป”

 

“แต่คุณชอบเวลาที่ผมโดนตรงนี้ใช่ไหม”

 

“อ๊า อื้อออ” ผมไม่ได้ตอบกลับ ส่งเสียงครางหวานเป็นการตอบรับแทนอย่างช่วยไม่ได้ คนพี่ไซ้ซอกคอผม ต่างจากคนน้องที่หยอกเย้าส่วนล่างอย่างสนุก ผมขยุ้มเรือนผมสีเข้มไว้ในกำมือ เวลาดายกระแทกจากด้านหลัง กายผมจะสอดเข้าไปในปากของดีแลนแบบพอดิบพอดีชวนใจหาย

 

ผมอยากเอาผ้าปิดตาออก พลันดายก็รวบมือผมไว้ เพิ่งรู้ว่ามือผมเองก็ถูกมัดไว้คล้ายกับว่าตอนนี้ผมเหมือนโดนโจรใจร้ายขืนใจอยู่เลย เขาเรียกว่าอะไรนะที่ผมเคยได้ยิน

 

ปล้นสวาทงั้นเหรอ?

 

“อ๊ะ อ๊า” ครางกระเส่าถึงขั้นต้องฝังหน้ากับหมอน ดายยกขาผมขึ้น แยกออกกว้างให้ตัวเองสนุกกับตรงนั้น ผมหอบหายใจจินตนาการภาพตามแล้วรู้สึกร่างกายร้อนเป็นบ้า คำพูดของผมก่อนหน้านี้เหมือนเป็นเพียงความฝัน เมื่อเราต่างต้องการกันและกันแบบนี้

 

ดายกระแทกกายหนักขึ้น กัดเข้าที่ลาดไหล่ไม่นานผมก็เสร็จ ดีแลนกักเก็บทุกหยาดหยดในร่างผม กลับขึ้นมาจูบหลังกลืนทั้งหมดลงคอไป

 

“หวาน” เขากระซิบชิดริมฝีปาก บังคับให้ผมใช้มือช่วยเขาระหว่างดายกำลังสุขสม คนพี่สอบกายหนักถี่สักพักหยาดขาวก็ถูกปลดปล่อยเข้ามาในร่าง อยู่ในจุดลึกที่ผมได้แต่บ่นในใจว่ากว่าจะทำความสะอาดหมดมันยากแค่ไหน เสียดายที่พวกเขาไม่ปล่อยให้ผมลอยนวล คุณผีตัวร้ายก็ยังกอดเกี่ยวผม

 

ดีแลนจับผมนอนคว่ำ ไม่แน่ใจว่าเชือกหรือเสื้อที่มัดมือผมอยู่ รู้แค่ว่าเขาน่าจะคล้องมันกับหัวเตียงไม่ให้ผมขยับตัวได้ ร่างสูงดักขาผมให้เคลื่อนไปข้างหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นโยคะ ทั้งที่ความจริงมันคือท่าอะไรของเขาก็ไม่รู้

 

กายร้อนสอดเข้ามาลึก โถมกายทับตัวให้ผมจมอยู่ในอ้อมอก ผมครางกระเส่า ส่วนหน้าถูกับที่นอนและเชื่อว่าพรุ่งนี้เราต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ ดายลูบหัวผม ไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังทำสีหน้าแบบไหน ทว่าลมหายใจที่รินรดเหนือริมฝีปาก บังคับให้ผมจูบเขาก็เป็นอะไรที่ร้อนแรงเป็นบ้า

 

“อ๊ะ อ๊า”

 

“ชอบไหมที่รัก”

 

“ดีแลน”

 

“รางวัลที่คุณทำตัวน่ารักเลยนะ” ดีแลนบอก นั่นมันก็แค่ข้ออ้างของคนที่อยากจะกินผมเท่านั้น เขาสอบกายถี่กระชั้น สลับลดหย่อนเบาลงแต่เน้นกระแทกตรงจุดเป็นบางครั้ง ให้อารมณ์พาผมขึ้นสวรรค์แล้วกระชากลงนรกในเวลาเดียวกัน

 

ผมจูบดายหนักขึ้น เป็นฝ่ายแทรกลิ้นเข้าไปเก็บเกี่ยวความหวานในตัวเขา อยากรู้เหลือเกินว่าเด็กๆ จะได้ยินเสียงเราไหม ถึงคุณพ่อจะระมัดระวังเสียง แต่อย่าลืมสิว่าประสาทสัมผัสพวกเขาดีจะตาย

 

“ดีแลน เบาหน่อย อื้อ เดี๋ยวลูกได้ยิน”

 

“พวกเขาหลับกันหมดแล้วเชื่อผมสิ”

 

“ก็เบาลงนิดนึง อ๊า จะฆ่าผมหรือไง”

 

“ไม่มีใครตายเพราะมีเซกส์กับสามีหรอกนะที่รัก” เขาจะเป็นคนแรกที่จะถูกผมตีให้ตายหลังเสร็จกิจ ดีแลนย้ำกายดุขึ้นอีก สอดลึกเข้ามาจนผมรู้สึกเหมือนขึ้นมาถึงท้อง ความเสียดเสียวทำผมน้ำตาไหล ซึมผ่านผ้าปิดตาจนชื้นแฉะไปหมด และเหมือนจะเห็นใจถึงได้เอาผ้าปิดตาออกให้

 

ตอนนั้นผมมองไม่ค่อยเห็นอะไร ทุกอย่างมืดไปหมดมีเพียงแค่แสงไฟจากทางเดินที่ส่องเข้ามาตามช่องประตูเท่านั้น เพิ่งเห็นว่าเขาปิดประตูแล้ว ไม่แน่ใจว่าล็อคหรือเปล่า อย่างน้อยก็วางใจว่าลูกของเราจะไม่เห็นภาพที่ไม่น่ารัก

 

ดีแลนจับผมนอนหงาย แยกขาออกเพื่อที่เขาจะโหมกายกระหน่ำ ร่างกายผมเคลื่อนไปตามแรงส่งของเขา เหงื่อมากมายก็ไหลหยดลงบนที่นอน ขณะเดียวกันเหงื่อเขาก็หยดลงบนตัวผม ผมได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ ดูดีแลนจะพอใจมากเลยที่เราได้กอดกัน

 

ไม่นานเราก็เสร็จพร้อมกัน ผมนึกว่ามันจะจบแค่นั้นถ้าดายไม่บังคับให้ผมขึ้นไปบนตัวเขา

 

“ผมโดนผีอำซะแล้วสิ” เขาว่าเสียงแผ่วตอนที่ผมออนท็อป กายแกร่งสวนเข้ามาในร่าง กระทบจุดกระสันให้ผมครางหวิว ด้วยความที่มือถูกมัดอยู่กับหัวเตียง กายผมเลยโน้มไปด้านหน้าให้เขาดูดดุนยอดอกได้ ดีแลนตามมาสมทบ เขาถูกายตัวเองไปร่องก้นผมไปสลับกับซอกขาด้านใน

 

คืนนั้นผมได้แต่คิด วอนขอพระเจ้าว่าช่วยลดความหื่นกามของสามีผมลงได้ไหม

 

และผมก็ได้คำตอบว่าพระเจ้าช่วยอะไรไม่ได้

 

เพราะผีทะเลสองตัวนี้ ‘ดุ’ เหลือเกิน

 

“อีกรอบนะโซล” 

 

คืนนั้นเป็นอะไรที่หนักสำหรับผมเมื่อถูกตระกรองกอดไม่รู้จบ สองหนุ่มผลัดเวียนเข้ามาอำผมเล่นเอาไม่ได้หลับยันเช้า ได้ยินเสียงเด็กๆ มาปลุกอยู่เหมือนกัน ติดแค่ความเหนื่อยล้าเล่นงานผม คุณพ่อก็ดีเหลือเกินรู้ว่าคุณแม่ไม่ไหวก็ไม่ให้เด็กๆ มาซน แต่ตัวเองน่ะเข้ามาปั่นป่วนจนผมแทบไม่ได้นอน

 

เรียกได้ว่ากว่าจะลุกไหวก็นอนไปเต็มวัน ตื่นเช้ามาก็ถูกแกล้งให้เป็น ‘อาหารเช้า’ ของพวกเขาก่อนลูกตื่น จากที่เคยห่างหายกลายเป็นไม่ได้พัก จนผมต้องออกกฎว่าทำได้แค่อาทิตย์ละครั้งสองครั้งเท่านั้น ถ้าให้ทำทุกวันร่างกายผมจะแย่เอาได้ แน่นอนผมรู้ดีว่าเขาต้องการอะไรถึงได้คลอเคลียผมแบบนั้น ผมเองก็รออยู่เหมือนกัน ถึงจะยังกลัวบ้างแต่ก็พร้อมเปิดใจรับ

 

แค่ขออย่ารังแกผมมากเกินไป รู้แล้วว่าอยากได้...

 

แต่ไม่ต้องปั๊มทุกวันก็ได้ครับ เดี๋ยวก็ได้มาทั้งทีมหรอก !

 

เสียดายที่เรื่องนั้นต้องพับเก็บไปก่อน เนื่องจากเราก็ต้องเริ่มสอนซีวานเรื่องควบคุมร่างกันใหม่ เราไปที่อีดีเอสอีกหลายครั้ง ผมนั่งอยู่บนเรือมองดายกับดีแลนช่วยซีวานที่กลายร่างเป็นฉลาม แดเนียลเองก็ต้องคอยฝึกเหมือนกัน เพราะดูเหมือนพัฒนาการด้านฉลามเขาจะไปเร็วกว่าด้านมนุษย์มาก

 

ยังไม่ถึงสองขวบเจ้าปลาทูคนน้องก็เปลี่ยนร่างตามพี่ชายไปติดๆ ติดแค่ว่าเขายังต้องมีคนคอยช่วยปรามเรื่องการกลายร่างในที่สาธารณะ เวลาแดเนียลไม่สบายหรือแม้กระทั่งเวลาร้องไห้ด้วยเรื่องเล็กน้อย ครีบของเขาจะโผล่ขึ้นมาจากแผ่นหลัง ผมค่อนข้างกังวลมากกับเรื่องนั้น อาจเพราะลูกยังไม่ถึงวัยแบบซีวาน การที่จะกลายร่างแบบเต็มรูปแบบหรือควบคุมได้ทั้งฉลามและมนุษย์เป็นเรื่องยาก

 

ดีที่มันไม่ได้อันตรายเท่าไหร่ ปกติแล้วผมก็ไม่ได้พาลูกออกไปไหนเว้นทะเลหลังบ้าน จะออกจากบ้านทีก็ให้ใส่ชุดฉลาม เวลาครีบงอกออกมาจะได้ไม่มีใครเห็น ส่วนซีวานเด็กเก่งของผมถูกฝึกสองสามครั้งก็ควบคุมตัวเองได้ หนำซ้ำยังช่วยสอนแดเนียลอีก ทำหน้าที่พี่ที่ดีจนโดนชมไม่หยุดปาก

 

กระทั่งเจ้าตัวน้อยได้สองขวบนั่นแหละถึงไม่มีอาการแบบเป็นฉลามครึ่งตัว ซึ่งมันเป็นช่วงที่ซีวานสามขวบกว่าพอดี ทีนี้ปัญหาใหญ่มีอยู่สองเรื่องที่ผมอดกังวลไม่ได้

 

หนึ่งเรื่องคือเรื่องเข้ากับคนอื่นตามช่วงวัย

 

อีกเรื่องคือจะต้องทำยังไงไม่ให้...

 

“จะพาลูกไปไหนครับ” ผมเอ่ยถามมองคุณพ่อคนน้องที่กำลังจะย่องออกนอกบ้านในช่วงเช้าของมัน คิ้วสวยเลิกขึ้นพลางหลุบตามองเจ้าสองแสบที่เดินตามหลังพ่อเขา ดีแลนหันมายิ้มอ่อนดูรู้เลยว่ามีพิรุธ

 

“ก็แค่จะไปว่ายน้ำเล่นเองที่รัก เช้านี้อากาศสดใส”

 

“แต่วันนี้ซีวานต้องไปพบครูใหญ่กับผม คุณลืมแล้วหรือไง”

 

“โธ่ที่รัก พวกเราก็แค่ว่ายน้ำใกล้ๆ”

 

“หมายถึงสระน้ำใช่ไหมครับ” ผมทำเป็นยิ้ม อีกนัยนึงเป็นการกดดันไม่ให้เขาพาลูกไปไหน ดีแลนคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องให้ลูกไปเรียนในโรงเรียนเช่นเด็กทั่วไป เขาบอกว่าเราควรจะสอนลูกแบบโฮมสคูลมากกว่า ตอนแรกผมก็เห็นด้วย ทว่าคิดอีกทีผมว่าให้ไปเรียนแบบเด็กปกติก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยมันก็จะทำให้ลูกเข้าสังคมเก่งขึ้น แล้วก็ควบคุมร่างได้ดีขึ้นด้วย

 

เวลาอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ จะได้ไม่เผลอกระชากใครลงไปกิน อีกอย่างมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มันจะดีกว่าไหมถ้าเกิดซีวานมีเพื่อนในวัยเดียวกัน

 

“ซีวาน ไปอาบน้ำครับ แม่นัดครูใหญ่ไว้แล้ว เราจะไปคุยเรื่องเข้าโรงเรียนกัน”

 

“แมะให้พี่ไปเล่นก่องไม่ได้เหยอ แค่แปปเดียวง่ะ”

 

“ไม่ได้ครับ และลูกเองก็ต้องไปอาบน้ำเหมือนกัน วันนี้จะไปพิพิธภัณฑ์กับแม่ไม่ใช่เหรอ”

 

“แต่เน่วอยากเล่นน้ำ”

 

“กลับมาค่อยเล่นนะคนเก่ง วันนี้เรามีที่ที่ต้องไปเยอะเลย”

 

“งื้อ พ่อฮะ”

 

“ไม่ต้องอ้อนพ่อเลยไอ้ตัวแสบ” ผมดักคอเมื่อเจ้าตัวเล็กกอดขาพ่อขอความช่วยเหลือ ซีวานน่ะไม่แย้งหรอก เขาเป็นเด็กทำตามคำสั่ง แต่แดเนียลเนี่ยสินับวันเริ่มดื้อเหมือนพ่อเขา ยิ่งมีดีแลนคอยให้ท้ายนะ ผมแทบจะฟาดให้ตายทั้งคู่ ซึ่งพอลูกอ้อนตาแป๋ว คุณพ่อก็ลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้เลยใจนึงอยากสปอยลูก อีกใจก็กลัวโดนเมียว่า

 

และในระหว่างที่เขาตัดสินใจอยู่นั้น ก็มีตัวช่วยโผล่เข้ามา

 

“ไปอาบน้ำเถอะเด็กๆ พ่อทำมื้อเช้าให้แล้ว” รอยยิ้มชัยชนะปรากฏบนใบหน้าผมทันทีที่ดายเข้ามาสมทบพร้อมกับกลิ่นแพนเค้กที่ลอยตามหลัง ร่างสูงเดินมาโอบเอวผม พยักหน้าบอกให้ลูกๆ ทำตามสั่ง “ราดน้ำผึ้งกับมาชเมโล่แบบที่พวกลูกชอบด้วย ถ้าอาบน้ำเสร็จก็จะได้กินตอนมันยังร้อนอยู่ แต่ถ้าว่ายน้ำก่อนแล้วขึ้นมากินก็จะจุก พ่อไม่อุ่นให้นะเพราะมันจะไม่อร่อยแล้ว”

 

“มาชเมโล่!” พอได้ยินคำว่ามื้อเช้าหูตาพวกเขาก็เป็นมัน แดเนียลยิ้มกว้างถึงขั้นปล่อยมือที่เกาะขาพ่อตัวเองอยู่ออกเลย “เน่วจะกินมาชเมโล่!”

 

“อื้ม พี่ด้วยเหมือนกัน”

 

“งั้นไปอาบน้ำกัน เน่วจะอาบ!”

 

“ใครถึงห้องน้ำก่อนเป็นฉลาม”

 

“งุ้ย พี่ขี้โกง!” เจ้าตัวเล็กทั้งสองรีบวิ่งขึ้นไปข้างบน แดเนียลวิ่งช้าหน่อยเนื่องจากตัวเองอ้วนกลม ขาก็สั่นว่าเด็กที่โตวันโตขึ้นแบบพี่ชายเขา ผมหัวเราะส่ายหน้าเอ็นดูเบาๆ กับภาพที่เห็น ดีนะที่ซีวานไม่ปล่อยให้น้องต้องคลานขึ้นบันได คอยผลัก คอยดันเจ้าลูกหมูให้ขึ้นไปด้วยกัน ส่วนคนที่เศร้ากับภาพนั้น

 

“เห็นมาชเมโล่ดีกว่าว่ายน้ำเนี่ยนะ โคตรไม่แฟร์เลย”

 

“อย่างน้อยลูกก็ว่าง่ายนะครับ” ผมยักคิ้วมองดีแลนที่พองลมในแก้มอย่างง้องอน “เอาไว้ตอนเย็นผมจะพาพวกเขาไปที่อีดีเอสเอง วันนี้คุณก็อยู่บ้าน ทำความสะอาด แล้วก็เตรียมมื้อเย็น”

 

“นี่คุณจะไม่ให้พวกเราไปด้วยเลยเหรอ ลูกสองคนเลยนะจะรับมือไหวหรือไง?”

 

“ผมรับไหวอยู่แล้วครับถ้าไม่มีคุณพ่อคอยให้ท้าย”

 

“ทำไมต้องว่าดายด้วยโซล ดายก็ทำตัวดีตลอด”

 

“เขาว่านายนั่นแหละ” ดายถึงกับกลอกตาใส่เมื่อน้องชายโบ้ยความผิด เล่นเอาอีกคนยิ้มแหยรู้อยู่หรอกว่าตัวเองโดนแซะน่ะ ทำผมได้แต่ยิ้มเข้าไปลูบแก้มเขาเป็นการปลอบใจคนรัก เจ้าตัวเลยจูบมือผม ทำมาเป็นออดอ้อนขอความรัก

 

ทุกวันนี้ก็ให้จนจะไม่เหลือไว้รักตัวเองแล้วครับ ไม่รู้จะหาที่ไหนมาให้แล้ว

 

“ผมสัญญาว่าจะรีบกลับ ถ้าเกิดคุยกับครูใหญ่และพาแดเนียลไปพิพิธภัณฑ์เสร็จเร็ว ผมจะพาเด็กๆ มาส่งให้คุณก็ได้”

 

“ให้ผมไปรอที่อีดีเอสไม่ดีกว่าหรือไง”

 

“ตอนคุณกลายร่างผมโทรหาคุณได้ที่ไหน ถ้าปล่อยให้ไปก่อนมีหวังไม่มีคนเฝ้าบ้านแน่ๆ”

 

“เรียกโนเอลมาเฝ้าก็ได้นี่ เขาก็เข้าออกบ้านเราเป็นประจำอยู่แล้ว”

 

“เขาก็มีงานต้องทำนะครับดีแลน เกรงใจเขาหน่อยสิ”

 

“อีกนิดเขาก็มานอนที่นี่แล้ว เขามาบ่อยกว่าเราเชิญเขามาอีก” ร่างสูงพึมพำพาให้ผมอดบีบจมูกโด่งรั้นด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้ คนอะไรแซะได้แซะดี ไม่รู้ไปเอาฝีปากแกร่งกล้านี่มาจากไหน “ว่าแต่คุณตรวจร่างกายบ้างหรือยังว่าท้องไหม”

 

“ผมยังไม่มีเวลาเลยครับ เอาไว้ว่างก่อนแล้วค่อยตรวจให้”

 

“จริงๆ ผมว่าคุณระวังตัวไว้บ้างก็ดีเหมือนกันนะโซล”

 

“ทำไมล่ะครับดาย?”

 

“ไม่รู้สิ ผมแค่รู้สึกว่าช่วงนี้คุณดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะ” 

 

“หมายถึงผมอ้วนขึ้นเหรอครับ?” ถึงกับต้องเลิกคิ้วถาม ไม่แน่ใจว่าคำว่ามีน้ำมีนวลหมายถึงทิศทางไหน ถ้าหมายถึงอ้วนขึ้นผมจะได้ลดน้ำหนักไง ช่วงนี้ผมก็เข้าฟิตเนสบ่อยนะ น้ำหนักก็เท่าเดิมตลอดไม่เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว

 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ก็แค่คุณดูดีขึ้น”

 

“อืม...” ผมครางในลำคอพลางหรี่ตาจับผิด

 

“เอาเป็นว่าถ้าว่างแล้วก็ตรวจตามที่ดีแลนบอกบ้างนะ คุณไม่ได้ตรวจมาหลายเดือนแล้วหนิ ลองดูก็ไม่เสียหาย” ดายเลือกที่จะทิ้งประเด็นจบไว้ตรงนั้นให้ผมย่นคิ้วใส่ “ผมไปคั้นน้ำส้มให้เด็กๆ ก่อน ดีแลนนายก็อย่าลืมไปเตรียมชุดให้ลูกล่ะ จะได้ลงมากินข้าวกัน”

 

“ป่านนี้โซลเตรียมไว้ให้ผมหมดแล้วมั้ง ผมคงไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งสำนึกผิด”

 

“งั้นก็ทำเลยสิ ฉันว่านายมีเรื่องให้สำนึกเยอะเลย”

 

“พี่!” ไม่รอให้โดนแวดใส่ ดายก็ปลีกตัวกลับเข้าครัวไปโดยไม่สนใจใครอีก ปล่อยให้น้องชายถอนหายใจทิ้ง ส่วนผมก็ได้แต่ยืนคิดความหมายสิ่งที่เขาพูดไว้ หรือเขาจะบอกว่าผมดูเหมือนคนท้องเหรอ แต่เท่าที่ผมสังเกตมา ตอนท้องผมแทบไม่อ้วนขึ้นเลยนะ กลับกันดูผอมลงไปมากกว่ามีแค่ท้องที่ขยายขึ้นเท่านั้น

 

ส่วนตอนนี้ผมลองลูบท้องแล้วก็ไม่ได้นูนขึ้นอย่างที่คาดกัน

 

“อย่าสนใจเรื่องที่ดายพูดนักเลยที่รัก คุณไม่ได้อ้วนขึ้นหรอก”

 

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มให้กับคำพูดปลอบ ดีแลนยีหัวผมเล็กน้อยก่อนจะขึ้นไปดูเด็กๆ ผมก็อยากจะคิดเรื่องที่ดายพูดอีกเหมือนกัน เสียดายที่ครูใหญ่แม็คเวลโทรมาซะก่อน เขานัดเราเข้าไปคุยเรื่องการเรียนการสอนสำหรับเด็กอนุบาลช่วงเก้าโมง รวมถึงค่าใช้จ่ายในแต่ละเทอมว่าสูงขนาดไหน

 

ผมเลือกโรงเรียนที่มีชื่อ หวังเพียงว่าสังคมในโรงเรียนจะทำให้ลูกๆ ผมเติบโตขึ้นได้ อีกอย่างผมก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่เหมือนกัน มั่นใจมากว่าสังคมมันโอเค

 

แน่นอนกว่าเราจะได้ออกจากบ้านผมแทบต้องโทรไปเลื่อนนัดอาจารย์ ความผิดไม่ได้อยู่ที่ลูกชายคนโตนะ แต่เจ้าตัวเล็กคนรองเนี่ยสิที่เอาแต่งอแง บอกว่าอยากไปเล่นน้ำก่อน อ้างว่ามีโลมาส่งเสียงเรียกอยู่ที่ชายหาดทั้งที่ความจริงไม่ได้ยินสักเสียง จะว่าผมหูดีก็ไม่ใช่ เพราะซีวานบอกเองว่าไม่มีเสียงอะไร

 

สุดท้ายผมก็อุ้มแดเนียลขึ้นรถได้ แล้วเราก็ตรงไปที่โรงเรียนทันที

 

“ดีใจที่ได้เจอเธออีกนะโซล ไม่ได้ข่าวคร่าวเธอนานเลย เป็นยังไงบ้าง”

 

“ก็สบายดีครับอาจารย์ใหญ่ เพิ่มเติมคือมีลูกชายสองคน” ผมเช็คแฮนด์ทักทายครูใหญ่ที่ออกมาต้อนรับ พร้อมกับผายมือแนะนำตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้าง “นี่ซีวานคนโต ส่วนนี่แดเนียลคนเล็กครับ”

 

“สวัสดีครับ”

 

“ไงๆ หวัดดีหนุ่มๆ” ครูใหญ่ยิ้มพยักหน้ารับคำทักทายของพวกเขา “หน้าตาหล่อใช้ได้เลยนี่น่า ถ้ามาเรียนสาวๆ ต้องติดตรึมแน่”

 

“ทำไมต้องติด เน่วเป็นน้ำผึ้งเหรอฮะถึงมีคนมาติด?”

 

“แดเนียล”

 

“หรือเน่วเป็นมาชเมโล่คนเลยจะมากิน ไม่ได้นะๆ เน่วไม่ให้กิน เน่วจะเก็บไว้ให้แม่กินคนเดียว” ครูใหญ่ถึงกับหลุดขำกับคำพูดน่ารัก พร้อมกับการมาหลบอยู่ที่ขาผม แดเนียลพองลมในแก้ม ยู่ปากใส่ที่ถูกหัวเราะ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าพูดอะไรออกมา กลับกันซีวานดูจะเข้าใจประโยคนั้นมากกว่า เขาทำแค่ยิ้ม โค้งหัวให้เล็กน้อยเป็นการรับคำชมนั่น

 

“ขอบคุณครับครูใหญ่”

 

“มารยาทดี” ผมใจฟูเลยตอนครูใหญ่พูดแบบนั้นแล้วชี้ไปที่ซีวาน “เราไปเดินดูรอบๆ กันเลยดีไหม เดี๋ยวจะพาหนุ่มๆ ไปเจอคนอื่นๆ ด้วย”

 

“ได้เลยครับ” ผมพยักหน้ารับจูงมือทั้งคู่ให้เดินตามหลังชายวัยสี่สิบ ครูใหญ่แม็คเวลอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ ตอนนี้ยังไม่เปิดเทอม หากแต่มีเด็กเข้ามาทดลองเรียนก่อนค่อนข้างเยอะอยู่ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเทอมใหญ่ ผมปล่อยให้พี่น้องลองเข้าไปทำความรู้จักเด็กที่เล่นเครื่องเล่นกันอยู่ หวังเพียงว่าเขาจะได้มีเพื่อนใหม่ๆ

 

ระหว่างนั้นก็คุยเรื่องอื่นๆ กับครูใหญ่ไป ไม่วายคอยแอบมองพวกเขาด้วย

 

“จะมีการทดสอบก่อนเลือกห้อง ถ้าเกิดเด็กมีพัฒนาการที่ดีจะได้อยู่ห้องที่ดี ส่วนเด็กที่พัฒนาการช้าจะอยู่ห้องที่รองลงมาหน่อย แต่ครูที่นี่คุณภาพดีทุกคน เธอไม่ต้องเป็นห่วงนะโซล เราคัดกรองบุคคลและเด็กอย่างดีก่อนจะให้เข้ามาที่นี่”

 

“ได้ยินแบบนั้นผมก็ดีใจครับครูใหญ่ ผมเป็นศิษย์เก่าที่นี่ก็อยากให้ลูกชายได้เรียนที่นี่เหมือนกัน”

 

“แม่ฮะ ดูสิฮะ ดูนี่”

 

“ระวังนะแดเนียล” ผมตะโกนบอกเจ้าตัวแสบที่เรียนม้าหมุนอยู่กับเพื่อนใหม่ มีซีวานอยู่ข้างๆ คอยดูแลไม่ปล่อยน้องไว้ ผมแอบเห็นแวบๆ ว่ามีเด็กผู้หญิงสองสามคนได้มองมาทางเขา ไม่รู้ว่าถูกตาต้องใจหรืออยากเป็นเพื่อนกัน รู้แค่ว่าซีวานไม่สนใจพวกเขา

 

นับวันลูกชายผมคนนี้หน้าเริ่มตายด้านเหมือนพ่อตัวเอง

 

“แล้วมีเรื่องอะไรที่ผมต้องกังวลไหมครับ?” ผมกลับมาถามครูใหญ่ต่อ “เรื่องเด็กแกล้งกันหรือมาตราฐานรักษาความปลอดภัย”

 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย เรามีครูคอยดูแลและเวรยามคอยดูแลความปลอดภัย รวมถึงเรายังใช้บัตรแสกนเวลาเข้าเรียนเพื่อยืนยันตัวเองด้วย จะไม่มีคนแปลกหน้าคนไหนได้เข้ามาแน่นอน”

 

“ดีเลยครับ ถ้าอยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกนะครับ ผมยินดีจะสนับสนุนเต็มที่”

 

“แค่เธอวางใจให้ลูกมาเรียนที่นี่ ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนที่ดีจากอิลเดนสันแล้ว” ผมยิ้มให้เขาที่ครูใหญ่ดูแลเราดีขนาดนั้นเพราะว่าเมื่อก่อนพ่อผมเป็นหัวหน้าสมาคมผู้ปกครองที่นี่ ก่อนที่เราจะย้ายไปอยู่ศูนย์วิจัยกลางทะเลกัน หนำซ้ำยังคอยสมทบทุนให้เด็กที่ยากไร้ ขาดแคลนบ้านและทุนการศึกษา

 

เรียกได้ว่าทุนครึ่งหนึ่งของโรงเรียนนี้มาจากครอบครัวผมเลยก็ว่าได้

 

ผมคุยกับเขาอีกสองสามประโยคก่อนที่ครูใหญ่จะขอตัวไปคุยธุระกับผู้ปกครองท่านอื่น ผมเลยไปทิ้งตัวลงนั่งที่ชิงช้า มองดูเด็กๆ เล่นสนุกพร้อมกับคอยสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขา ดูเหมือนว่าแดเนียลจะเข้ากับคนง่ายกว่า เพียงแปปเดียวเขาก็วิ่งเล่นกับคนทั้งสนาม ส่วนซีวานคุยอยู่กับเด็กแค่คนสองคนเท่านั้น

 

อาจเพราะใบหน้านิ่งๆ ที่ดูไม่อยากคุยกับใครนั่นทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาก็ได้

 

“คงต้องคุยเรื่องนี้กันหน่อยแล้วสิ”

 

“คุณโซล?”

 

“หืม?” ผมหันขวับไปตามเสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเบิกตากว้างใส่สาวผิวสีที่รู้จัก “แคทเทอรีน”

 

“โอ้พระเจ้าไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่ คุณหายไปนานจนฉันนึกว่าคุณหนีออกจากเกาะไปแล้ว” เธอร่ายยาวแล้วเข้ามากอดผม ทำผมหัวเราะให้กับคำแซวนั่น แคทเทอรีนคือหัวหน้าที่พิพิธภัณฑ์ หญิงสาวที่ไปหาวันลาพักร้อนมาให้ผม ตั้งแต่กลับจากฮันนีมูนผมยังไม่ได้โทรหาเธอเลย และลืมไปเลยว่าลูกของเธอก็เรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน “นี่คุณมาทำอะไรที่นี่ รู้ไหมว่าที่พิพิธภัณฑ์เขาตามหาตัวคุณกันให้ขวัก”

 

“ขอโทษนะที่ยังไม่ได้กลับไปทำงานเลย เผอิญผมมี...เจ้าตัวเล็กน่ะ”

 

“เจ้าตัวเล็กเหรอ?” เธอย่นคิ้วใส่ผมเลยชี้นิ้วไปถามลูกชายเพื่อบอกให้เธอรู้ว่าผมหมายถึงใคร “พระเจ้านี่คือเรื่องใหญ่ แต่แฟนคุณเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอแล้วเด็กพวกนี้มาได้ไง”

 

“ขอเก็บเป็นความลับได้ไหม บอกได้แค่ว่าวันนี้ผมพาลูกมาสมัครเรียน” ผมเลือกที่จะตอบแบบนั้น หลีกเลี่ยงการพูดความจริงที่จะนำไปสู่เรื่องใหญ่ แน่นอนมันทำให้อีกฝ่ายย่นคิ้วใส่ แปลกใจว่าผมจะเลี่ยงทำไมทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

 

ถ้าไม่เป็นผมก็ไม่รู้หรอก

 

“แล้วคุณล่ะพาแองจี้มาเนอร์สเซอร์รี่เหรอ?”

 

“ไม่เชิงคุณโซล ฉันแค่มาบ่นเรื่องที่ลูกฉันโดนแกล้ง”

 

“ว่าไงนะ” ผมขมวดคิ้วใส่เป็นจังหวะเดียวกับที่แคทเทอรีนถอนหายใจทิ้ง เธอถือวิสาสะดันผมให้นั่งลงบนม้าหิน ไม่ไกลจากจุดที่ผมนั่งอยู่เมื่อกี้นัก ซึ่งผมก็ต้องคอยดูลูกรัก ไม่ให้คลาดสายตาไปซะก่อน “ลูกคุณโดนแกล้งเหรอ เขาเพิ่งอนุบาลสองไม่ใช่เหรอถ้าผมจำไม่ผิด”

 

“ใช่ เขาเพิ่งอนุบาลสอง และก็มีเด็กมาแกล้งเขา ลูกของคุณนายพิทูเนีย ไม่รู้ว่าคุณรู้จักไหม” ผมไม่ได้ตอบรับแค่ตั้งใจฟัง “ยัยเด็กบ้านั่นเอาขยะมาใส่ในกระเป๋าลูกฉัน แล้วยังชอบเอาของไปซ่อนอีก จับได้ตั้งไม่รู้กี่ที ยัยคุณนายนั่นก็ไม่อบรมลูกเลยสักนิด เอาแต่บอกว่าเด็กเล่นกัน ไม่ได้ทำอะไรผิด คุณรู้ไหมว่าฉันเจอข้อความว่า Bitch เขียนใส่อยู่ในกระเป้าแองจี้น่ะ”

 

“พระเจ้านี่มันแย่ชะมัด”

 

“ยิ่งกว่าแย่อีก แองจี้ร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียนทุกวัน ครูก็บอกจะจัดการให้ สุดท้ายยัยเด็กนั่นก็ยังไม่หยุดแกล้งเขา” แคทเทอรีนดูเก็บกดมาก เธอระบายทุกอย่างจนผมต้องเอื้อมมือไปลูบหลัง “นี่ถ้าไม่ติดว่าโรงเรียนให้ทุนเรียนนะ ฉันคงพาเธอย้ายออกไปนานแล้ว ไอ้พ่อเฮงซวยนั่นก็ไม่คิดจะส่งเสียเลี้ยง ทุกวันนี้ฉันทำงานหนักยิ่งกว่าผีบ้าซะอีก”

 

“ผมเข้าใจ คุณใจเย็นนะ” ผมปลอบเธอเข้าใจว่ามันหนักขนาดไหนถึงผมจะไม่ใช่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบเธอก็ตาม “แล้วคุณไปคุยกับอาจารย์ใหญ่หรือยัง ผมอาจพอช่วยคุยให้ได้”

 

“คุยแล้วแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น วันนี้ฉันเลยตั้งใจมาด่าแต่ดันมาเจอคุณก่อน”

 

“ผมก็ว่าจะไปพิพิธภัณฑ์พอดี นึกว่าจะเจอคุณที่นั่น”

 

“หยุดเลยคุณโซล วันนี้ไม่มีใครทำงานกัน”

 

“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”

 

“เผอิญเมื่อวานเจ้าเทมส์มันชักน่ะ ตอนนี้มันตายแล้วพวกเขาเลยปิดบริการเคลียร์บ่อกัน” ผมเบิกตากว้างไปชั่วครู่ ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เทมส์คือโลมาหัวดีที่ผมคอยฝึกสอนให้ ผมจำได้ว่าล่าสุดที่เจอมัน มันยังไม่ได้เป็นอะไร “เรากำลังหาตัวใหม่มาแทนอยู่”

 

“แย่จัง ผมไม่รู้เลยว่ามันตายแล้ว”

 

“มันก็กะทันหันน่ะคุณโซล แต่เรื่องแบบนี้เราก็เจอกันเป็นปกติอยู่แล้ว” เธอถอนหายใจอีกครั้งดูรู้เลยว่ามีเรื่องหนักใจแทบบ้า แคทเทอรีนกลับมาเรื่องลูกอีก เอาแต่พูดเกี่ยวกับเด็กที่ชื่อจีเซลอะไรนั่น ผมฟังเธอพูด ยอมให้เธอระบายใส่โดยไม่ขัดก่อนที่จะถามว่าหน้าตาเด็กคนนั้นเป็นยังไง เผื่อว่าถ้าเกิดเข้ามาใกล้ลูกชาย

 

“คุณแม่ซีวานสวัสดีค่ะ” ผมชะงักเลื่อนสายตาไปมองหน้าเด็กสาวที่ดูน่ารัก เธอยิ้มหวานมือกอดแขนซีวานมาพร้อมกับลูกคนรองแสนรัก แดเนียลรีบวิ่งมาหาผม ขณะที่ผมกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเธอที่กอดแขนลูกชายที่ดูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น “หนูเป็นเพื่อนใหม่ซีวานเลยอยากมาแนะนำตัวกับคุณค่ะ”

 

“อ่า แล้วหนูชื่ออะไรครับ?”

 

“หนูชื่อจีเซล แคลร์ค่ะ”

 

“…!!!!”

 

“และตอนนี้หนูก็เป็นเพื่อนกับซีวานแล้ว ฝากตัวด้วยนะคะคุณแม่” 

 

“เอ่อ...” ผมชะงักไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันหนำซ้ำยังหยุดที่ชื่อของเด็กสาว เธอดูสนิทสนมกับซีวานมากๆ ต่างจากลูกชายผมที่ไม่ตอบโต้ราวกับตัวเองเป็นหุ่นชักใย ผมหันไปมองหน้าแคทเทอรีน กำลังจะถามว่าเด็กที่เธอเพิ่งเล่าไปนามสกุลอะไร ทว่าพอหันไป...

 

“แม่ไม่สอนหนูเหรอว่าผู้หญิงไม่สมควรแตะตัวผู้ชายน่ะ” เธอสวนให้ก่อนที่ผมจะพูดอะไรซะอีก นั่นก็เป็นการยืนยันแล้วว่าเด็กที่แกล้งลูกเธอคือเด็กคนนี้ “ถ้าฉันเป็นคุณจะไม่ยอมให้นังเด็กนิสัยไม่ดีนี่มาอยู่ใกล้ลูกเลยนะ เดี๋ยวจะติดนิสัยแย่ๆ ไปหมด”

 

“หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะคุณแม่แองจี้ หนูก็แค่มาแนะนำตัวเฉยๆ”

 

“ฉันไม่อยากฟังเด็กช่างจ้อที่ไม่ถูกอบรมมาแบบเธอหรอกนะ เด็กอะไรก็ไม่รู้แก่แดดเป็นบ้า”

 

“อ่า ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ก็แค่แนะนำตัวเอง”

 

“เพราะแนะนำตัวเองแบบนี้ไงคุณโซล ลูกฉันเลยโดนแกล้ง อย่าให้ลูกไปอยู่กับคนแบบนี้เชียว เดี๋ยวจะติดนิสัยไม่ดีมา” แคทเทอรีนตอบกลับ เธอไม่สนใจเลยว่าเด็กที่เรากำลังพูดถึงอยู่เป็นเด็กอนุบาล ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโตกว่าซีวานไหม เพราะซีวานต้องทดสอบก่อนว่าตัวเองอยู่ในระดับไหน เพื่อประเมินการเข้าเรียนถูก

 

แน่นอนผมรู้สึกว่าสถานการณ์มันเริ่มบานปลายขึ้น แคทเทอรีนดูเหมือนจะกินหัวจีเซลที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอถูกอบรมมาแบบไหน บางทีแม่เธออาจจะให้ดูหนังมากเกินไป มีลูกคนรวยหลายคนที่ถูกสอนให้เอาแต่ใจตั้งแต่เด็ก

 

“เอาเป็นว่าเราใจเย็นๆ กันก่อนเนอะ ซีวานมาหาแม่ลูก” ผมอ้าแขนรับซีวานมาในอ้อมกอด ส่งผลให้เจ้าตัวรีบดึงแขนออกจากจีเซลทันที “ผมว่าวันนี้ผมกลับก่อนดีกว่า คุณจะไปคุยกับครูใหญ่ไม่ใช่เหรอแคทเทอรีน มันจะดีกว่าไหมถ้าคุณรีบไปตอนนี้ เดี๋ยวเขาทำงานแล้วจะไม่ได้คุย”

 

“แม่ฮะ เน่วอยากไปพิพิธภัณฑ์แล้ว”

 

“ได้ครับ แต่เดี๋ยวเราไปหาคุณพ่อกันก่อนเนอะ”

 

“ผมก็อยากไปหาพ่อเหมือนกัน”

 

“งั้นบอกลาหนูจีเซลนะครับ แล้วเราไปกันดีกว่า” ผมยิ้มให้พวกเขาทั้งสอง ไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท แค่คิดว่ามันคงไม่ดีถ้าเด็กๆ ต้องมาเห็นผู้ใหญ่กับเพื่อนใหม่ของเขาทะเลาะกัน ล่าสุดแคทเทอรีนก็แทบจะกินหัวเด็กคนนั้น ทำเอาผมต้องพาลูกๆ ไปจากที่นี่ก่อน ไม่ลืมบอกลาทุกคนตรงนั้น ซีวานจูงมือผมไปที่รถ ดูรู้เลยว่าเขาอยากกลับบ้าน

 

ปกติแล้วซีวานไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ตั้งแต่เริ่มโตมา แต่ผมคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ยากลำบาก

 

“ผมไม่ชอบเธอครับ”

 

“อะไรนะครับซีวาน แม่ขออีกที” ระหว่างขับรถอยู่ จู่ๆ เจ้าตัวโตที่ป้อนขนมน้องเสร็จก็พูดขึ้นมา นัยน์ตาสวยหลุบต่ำมองมือตัวเองแล้วเคลื่อนมามองผมผ่านกระจกมองหลัง ผมคุยกับแดเนียลแล้วว่าเราจะไม่ไปพิพิธภัณฑ์กัน เนื่องจากมันปิดถึงไปก็ต้องวนรถกลับอยู่ดี

 

“จีเซล” ซีวานพูดขึ้นถึงหน้าจะตายด้านทว่าสายตากลับบอกทุกสิ่ง “อยู่ดีๆ เธอก็เอาดอกไม้มาให้ ขอให้ผมพาเธอมาแนะนำบอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน”

 

“ซีวานไม่อยากเป็นเพื่อนเธอเหรอครับ?” ลูกชายส่ายหัว เส้นผมกระจายตัวไปมาตามแรงขยับ “แล้วหนูไปรู้จักเขาได้ไง?”

 

“ผมเห็นเธอผลักเพื่อนคนนึงเลยเข้าไปห้าม”

 

“…”

 

“พ่อบอกว่าเราต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า” เขามองออกไปนอกหน้าต่าง “ผมไม่ชอบวิธีเข้าหาแบบนั้นเลย แต่ถ้าปฏิเสธไปจะดูไม่มีมารยาท ผมเลยตามใจเธอแล้วตั้งใจจะออกห่างไปเอง”

 

“สุภาพบุรุษมาก” แดเนียลปรบมือแปะๆ ให้พี่ชายเขา ปากนี่ยังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ อ้วนจนไม่รู้จะอ้วนยังไงแล้ว “ถ้าเป็นเน่วนะ เน่วตีไปแล้ว”

 

“เราไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรงนะแดเนียล” ซีวานสอนน้องเอื้อมมือมาลูบหัวระคนยีนิดหน่อยอย่างขี้เล่น ส่วนผมก็ได้แต่คิดว่าควรจะสอนเขายังไงดี ปกติถ้าผมเจอคนที่ไม่ชอบ ผมก็พยายามเลี่ยงไม่เข้าไปวุ่นวาย เว้นในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องยอมปั้นยิ้มให้ไป

 

ดายเองก็เป็นประเภทนั้น ถ้าเขาเริ่มไม่ชอบใครเขาจะนิ่งใส่ แต่เขาไม่ได้ใจร้ายที่จะหักหน้าใครถ้าคนนั้นไม่ได้ร้ายกับเขาก่อน

 

“ถ้าเกิดซีวานไม่ชอบ ซีวานก็ถอยออกมาแบบที่บอกแม่ก็ได้นะ” ผมเริ่มประมวลผล “แต่ถ้าเขายังวุ่นวายไม่เลิก ซีวานก็บอกไปตรงๆ เลยว่าไม่ชอบตรงไหน แต่พูดกับเขาดีๆ นะครับ อย่าไปตะคอกใส่ ซีวานเข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม?”

 

“ผมเข้าใจครับ”

 

“เก่งมาก” ผมยิ้มให้ผ่านกระจกมองหลัง ประจวบเหมาะที่เจอร้านขายยาพอดีผมเลยแวะลงไปซื้อที่ตรวจครรภ์ แน่นอนต้องผ่านสายตาคนที่เห็นแล้วอมยิ้มขำ เขาคงคิดว่าผมซื้อไปให้ภรรยามากกว่าซื้อมาใช้เอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนผมก็มองข้ามสายตาพวกนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่ผมถูกคนอื่นมองน่ะ

 

เราสามคนตรงกลับบ้าน ที่จริงเราแวะไปหาโนเอลกับสตีฟเหมือนกัน เสียดายที่ทั้งสองคนไม่อยู่เหมือนจะออกเรือไปไหนกันสักที่ ผมเลยตรงกลับบ้านทันที มีแวะซื้อของกินติดบ้านตามประสา แต่ประเด็นหลักของผมคือการตรวจว่าตัวเองท้องไหมต่างหาก

 

มันก็นานแล้วที่ผมหลงลืมเรื่องนี้ไปชนิดที่ว่าไม่มีอยู่ในหัว

 

ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีนะ แค่คิดว่ามันผ่านมาเป็นปีๆ แล้วผมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยสักอย่าง ไม่อ้วนขึ้น ไม่ผอมลง ไม่มีอาการวิงเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้ เอาง่ายๆ คือไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าผมกำลังมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในร่าง

 

ผมลอบกลืนน้ำลายตอนนั่งรอผลอยู่ในห้องน้ำ ไม่กล้ามองเลยว่าผลลัพธ์มันจะออกมาแบบไหน ถ้าไม่ท้องถามว่าผิดหวังไหมก็มีบ้าง เพราะผมรออยู่ เคยไปคุยกับคุณหมอแล้วว่าคนที่แท้งสามารถมีลูกได้ไหม มันก็อยู่ที่ใจเราด้วยว่าอยากมีไหม ผมอยากมีนะ แต่ด้วยสภาพร่างกายเลยกังวลกลัวว่าจะมีได้ยากขึ้นอะไรทำนองนั้น

 

ซึ่งก็อย่างที่ว่าไป แท้งครั้งเดียวทำให้ผมมีลูกยากขึ้น ขนาดผมทำกันตลอดไม่ได้เว้นช่วงเลยสักครั้ง น้ำเชื้อเมกาโลดอนก็ยังไม่ส่งผลอะไร กระทั่งดายมาทักผมว่ามีน้ำมีนวลขึ้นนั่นแหละ ผมถึงเริ่มสงสัย

 

“โซล คุณอยู่ในนั้นไหม”

 

ก๊อกๆ !

 

“มีเพื่อนเก่าที่ศูนย์วิจัยโทรมา เขาบอกว่าชื่อจอร์แดน อยากคุยกับคุณเรื่องชวนไปเที่ยวอะไรสักอย่าง” ผมสะดุ้งตอนดายเคาะประตูห้องน้ำเล่นเอาเกือบทำที่ตรวจครรภ์หล่น พอมองดูมันก็ยังไม่ปรากฏผล จะให้นั่งรออยู่ในนี้มีหวังสายคงหลุดซะก่อน จะถือไปด้วยเดี๋ยวจะดูแปลกประหลาด “จะให้ผมบอกเขาไหมว่าเดี๋ยวให้คุณโทรกลับ”

 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมออกไป” ผมรีบจัดแจงเสื้อผ้า วางที่ตรวจครรภ์ไว้บนชักโครกโดยไม่ทันมองว่ามันหล่นลงไปไหนไหม ไว้ค่อยมาเก็บหลังคุยโทรศัพท์เสร็จ ผมรีบล้างมือแล้วเดินออกไปรับมือถือจากดายที่ยื่นให้ ไม่วายหอมแก้มเขาหนึ่งทีเป็นการขอบคุณ จากนั้นก็เดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง ชื่อที่ปรากฏทำให้ผมยิ้มนิดหน่อย

 

โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าดายเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว 

 

เปิดพรีถึง 30 กคเด้อ

LOADING 100 PER 

ผีผ้าห่มกลางคืนมันหนาวต้องอุ่นเครื่องให้ตื่นตัว 

เมื่อความหวังครั้งใหม่ปรากฏก็ต้องรีบคว้าไว้ให้ว่อง 

เรื่องตื่นเต้นกำลังจะตามมาเป็นกองให้ลุ้นระทึกบันเทิงใจ 

หนึ่งคืนกำลังจะเปลี่ยนผัน สร้างต่อความรักยาวต่อไป 

เตรียมตัวเตรียมใจกันไหม? 

คนที่สามลำดับที่สี่กำลังจะมา 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น