เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 1 อัยริน (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 1 อัยริน (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2563 01:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 อัยริน (100%)
แบบอักษร

 

(ต่อ) 

 

คุณหญิงวารีสะท้อนใจในสิ่งที่ได้สัมผัส เด็กหญิงตัวเล็กนิดเดียว แบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดบนร่างกายได้อย่างไร ท่านไม่อาจรับรู้ได้ ทว่ามันก็เตือนให้ท่านจดจำความรู้สึกที่เด็กผู้หญิงอีกคนพบเจอเช่นกัน 

หากย้อนเวลากลับไปได้ ท่านจะตัดสินใจให้เร็วกว่านั้น แก้ปัญหานั้นให้ดีกว่านี้ และทำทุกอย่างอย่างมีสติมากกว่าที่ควร ทว่า… ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ให้ท่านแก้ตัวอีกต่อไป 

ดวงตาอารีแฝงเศร้าก้มลงมองร่างเล็กที่จับจูงมือไว้ เม้มริมฝีปาก ยามก้อนสะอื้นจุกแน่นในอก 

ความเจ็บปวดของท่านในวันนี้ เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดของเด็กคนนั้นในวันวาน แม้ทุกอย่างจะสายเกินไปแล้ว แต่หัวใจของท่านยังคงร่ำร้องขอแก้ไขในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งเมื่อได้พบเจอกับ ‘ดวงตา’ คู่นี้ ซึ่งมันละหม้ายคล้ายดวงตาคู่นั้นในความทรงจำราวกับเป็นดวงตาดวงเดียวกันแล้ว ท่านก็ไม่ต้องหยุดคิดอีกต่อไป 

“ไปอยู่ด้วยกันไหมคะ” น้ำเสียงที่ใช้ถามเบาหวิว หากชัดเจนในหัวใจของคนฟัง 

ใบหน้าอารีก้มลงมอง ยิ้มอ่อนโยนส่งให้พร้อมกระชับมือที่จับจูงเอาไว้ให้แน่นขึ้น 

“ไปอยู่กับแม่นะคะ” 

 

เด็กหญิงนารี วงษ์ศิลป์ คือชื่อของเด็กน้อยผู้น่าเวทนา ทว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็น เด็กหญิงอัยริน เพียงสุวรรณ เรียบร้อยแล้ว คุณหญิงวารีใช้เส้นสาย และอำนาจของนามสกุลตนเองดำเนินการโอนสิทธิ์การเลี้ยงดู รวมถึงทุกอย่างในชีวิตน้อยๆ ของเด็กหญิงให้เป็นสิทธิ์ของท่านแต่เพียงผู้เดียวโดยเด็ดขาด บิดามารดาที่แท้จริงของอัยรินจะไม่สามารถพบหรือเรียกร้องสิ่งใดกับเด็กหญิงได้อีก คุณหญิงลงมือทำหลายสิ่งด้วยตนเองเพื่อให้การรับอุปการะอัยรินเรียบร้อย และไม่มีช่องโหว่

หลังจากติดตามหาตัวพ่อแม่ที่แท้จริงของอัยรินมาเซ็นมอบอำนาจทุกๆ อย่างได้ ท่านก็จัดการให้ทั้งสอง ‘สัญญา’ ว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเด็กหญิงที่ไม่มีใครต้องการ ให้เด็กหญิงไม่ต้องพบเจอเรื่องเลวร้ายไม่ว่าอะไรจากผู้ให้กำเนิด คำขู่ของท่านไม่ใช่สิ่งที่จะหลุดออกมาง่ายๆ หากในครั้งนี้ท่านทำมากกว่าข่มขู่หลายเท่า

“ฉันรวย และมีอำนาจมากพอจะทำให้เธอสองคนไม่มีแม้กระทั่งที่ยืนหายใจ” น้ำเสียงยามเอ่ยราบเรียบ แววตาเย็นชาทอดมองชายหญิงสองคนตรงหน้าอย่างไร้เมตตา

“เพราะฉะนั้นอย่าได้กลับมาแตะต้อง เรียกร้อง หรือแม้กระทั่งอ้างสิทธิ์ใดใดกับอัยรินอีกเด็ดขาด!” 

หลังจากวันนั้นท่านให้ทนายมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ชายหญิงทั้งคู่ นั่นไม่ใช่การซื้อขายตัวอัยริน หากมันคือค่าตอบแทนที่คนนึงให้กำเนิด อีกคนร่วมให้กำเนิด บุญคุณความเป็นบิดามารดาถือว่าขาดสิ้นกันตั้งแต่วันนั้นแล้ว 

ที่ท่านต้องทำถึงขนาดนี้ก็เพราะผู้หญิงที่นำเด็กหญิงตัวเล็กๆ ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกทำร้ายมาทิ้งเอาไว้หน้าสถานสงเคราะห์พร้อมกระดาษแผ่นเดียว และเสื้อผ้าขาดๆ ก็คือ… มารดา ส่วนบิดาก็ไม่แตกต่างกันนัก เพราะทันทีที่ทนายความประจำตระกูลของท่านติดต่อไป ทางนั้นตอบรับมาทันทีว่า… พร้อมจะเซ็นยินยอมในทุกๆ อย่าง ไม่เรียกร้องสิ่งใด ขอเพียงไม่ให้ตนเป็นผู้อุปการะเด็กหญิงนารีอีกก็เพียงพอ 

คุณหญิงวารีจำได้ว่าตอนนั้นท่านโกรธจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายสั่นสะท้านยามมองไปยังร่างผอมบางที่กำลังนั่งแกว่งชิงช้าคนเดียวอย่างเหงาหงอย วินาทีนั้นท่านจึงตัดสินใจได้ทันที… 

“ทำยังไงก็ได้ให้สองคนนั้นหมดสิ้นทุกสิทธิ์ในตัวของนารี ไม่สิ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปยัยหนูจะชื่ออัยริน หนูอัยย์ของฉันจะต้องไม่มีพันธะผูกพันกับสองคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายหรือทางจิตใจอีก!” 

อัยริน แปลว่า ดวงตาที่งดงาม ส่วนชื่อเล่น อัยย์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งมีความหมายในภาษาญี่ปุ่น เมื่อออกเสียงว่า "ไอ" จะแปลว่า "ความรัก" 

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเด็กหญิงจะมีแต่ความรักโอบล้อมดั่งความหมายแฝงในชื่อที่ท่านมอบให้ 

ตอนแรกคุณหญิงตั้งใจจะให้อัยรินใช้นามสกุลเลิศวรานนท์ของท่าน หากแต่ด้วยหลายปัจจัยส่งผลให้ความตั้งใจนี้ไม่ประสบความสำเร็จ รวมไปถึงคุณเพียงรักเจ้าของบ้านเพียงรักซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของท่านขอให้อัยรินใช้นามสกุลของตนเหมือนพี่น้องคนอื่น 

“ให้หนูอัยย์เป็นลูกของฉันอีกคนเถอะนะรี” 

น้ำเสียง และแววตายามเพื่อนวอนขอส่งผลให้ท่านใจอ่อนในที่สุด 

“ก็ได้ ให้อัยย์ใช้นามสกุลเพียงสุวรรณของเธอ” 

คุณเพียงรักยิ้มกว้าง พยักหน้าเป็นเชิงขอบใจ ก่อนเอ่ยปลอบอย่างอารมณ์โดยไม่ได้คิดอะไร 

“ไม่แน่โตขึ้น หนูอัยย์ของเราอาจได้ใช้นามสกุลของเธอขึ้นมาจริงๆ” 

คนพูดไม่ได้สนใจในประโยคปลอบใจของตนด้วยซ้ำ หากคนฟังกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างวาบผ่านมา 

กลางอกปวดแปลบแล้วจางหายอย่างไม่ทราบสาเหตุ 

“หนูอัยย์ของเราอาจได้ใช้นามสกุลของเธอขึ้นมาจริงๆ” อย่างนั้นหรือ

ก็ดี… หากแต่ท่านหวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึง มันจะเป็นเรื่องดีมากกว่าร้าย เพราะท่านไม่ประสงค์ให้เด็กหญิงต้องพบเจอความเสียใจ ความเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งความอึดอัดใจไม่ว่าเรื่องใดอีก

“แม่จะดูแลหนูให้ดีที่สุดหนูอัยย์”

อัยรินไม่ใช่ตัวแทนของใคร ไม่ใช่เพราะดวงตากลมโศกที่ละหม้ายคล้ายใครอีกคนที่ยังปรากฏตัวในความฝันของท่านทุกคืน ท่านจึงตัดสินใจรับอุปการะเด็กหญิง หากแต่สิ่งที่ฉายแววในนัยน์ตาโศกเศร้าคู่นั้นต่างหาก

ความเจ็บปวดที่กำลังกัดกร่อนให้ข้างในเย็นชานั่นมากกว่าที่ทำให้ท่านยื่นมือออกไป

คุณหญิงวารีไม่อยากเห็นอัยรินต้องเผชิญกับความเลวร้ายของโลกใบนี้เพียงลำพัง การอยู่ในบ้านเพียงรักอาจเป็นอีกทางเลือกที่ดี ทว่าบ้านหลังนี้กว้างใหญ่ และเด็กหญิงที่บอบช้ำมาอย่างหนัก ควรได้รับอ้อมกอดมากกว่าที่เป็นอยู่ ท่านรู้สึกเช่นนั้น

ดวงตาอารีจ้องมองร่างผอมบางที่กำลังนั่งเงียบๆ อยู่ใต้ต้นมะม่วงเขียวเสวยด้านหน้าประตูสถานสงเคราะห์ ใกล้ๆ ทางเข้า ใกล้ป้อมยามของลุงชม มันเป็นที่ที่เด็กหญิงถูกนำมาทิ้งเอาไว้ในวันแรกของการพบกัน

ไม่ต้องบอก ทุกคนก็เข้าใจ ลึกๆ แล้วเด็กหญิงวัยห้าขวบกำลัง… นั่งรอ

รออย่างมีความหวังในส่วนลึกของหัวใจ รอว่าเมื่อไหร่มารดาจะกลับมารับตน

“น้องร้องไห้ค่ะ หนูเห็น แต่พอหนูถามน้องก็เช็ดน้ำตาแล้วเดินหนี” 

นี่คือคำบอกเล่าจากเด็กหญิงอายุมากกว่าอัยรินไม่กี่ปีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง และช่วยในเรื่องการปรับตัวกับสังคมของสถานที่ใหม่ ทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายบอกมามันเป็นการกระทำที่ไม่มีใครเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เด็กยังห้าขวบปฏิบัติ 

ตั้งแต่นั้นผู้ใหญ่ทุกคนต่างประชุมปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดพร้อมทั้งเรียกจิตแพทย์เด็กมารักษาอัยรินเป็นการด่วน ไม่มีใครคาดคิดว่าแม้บาดแผลภายนอกจางหาย แต่บาดแผลภายในที่เกิดขึ้นพร้อมกันกลับยิ่งอักเสบรุนแรง 

“น้องต้องการเวลา ความรัก ความเอาใจใส่มากกว่าเด็กทั่วไปค่ะ เด็กห้าขวบทั่วไปควรร่าเริง สดใส ยิ้มง่าย หัวเราะ สนุกสนานกับเพื่อนได้ แต่น้องอัยย์ไม่ใช่ ข้างในนั้นเต็มไปด้วยหลายสิ่ง มันหนักมากสำหรับเด็กตัวแค่นั้น เด็กห้าขวบคนนึงไม่ควรต้องรู้สึกแบกรับขนาดนี้เเลย แต่น้องกำลังทำ น้องเป็นทุกอย่างที่เด็กห้าขวบไม่ควรเป็น” 

หลังจากนั้นอัยรินต้องเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เด็กที่โรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด 

“แบบนี้เรียกว่าเย็นชาได้ไหมคะคุณหญิง” 

คำถามของแพรไหม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากสถานสงเคราะห์เอ่ยขึ้นในวันที่ต้องเดินทางไปส่งเด็กหญิงที่โรงพยาบาลด้วยกัน ส่งผลให้คุณหญิงวารีต้องนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ด้วยท่านก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน 

“นั่นสินะ” 

นั่นเรียกว่าเย็นชาใช่ไหมนะ 

ท่านยังคงสงสัย กระทั่งจิตแพทย์ที่ทำการรักษาอัยรินสร้างความกระจ่างแก่ใจให้ในที่สุด 

“เวลาที่บาดเจ็บรุนแรง ไม่ว่าจะร่างกาย หรือจิตใจ เราควรร้องไห้ใช่ไหมคะ แต่หนูอัยย์ไม่ได้ทำแบบนั้น โดยปกติสมองจะสั่งงานไม่แตกต่างกันนัก นั่นคือการสร้างกำแพงความรู้สึกขึ้นมาปกป้องตนเอง แต่นั่นมันก็ควรเกิดขึ้นตอนที่เราเติบโตมากพอจะเข้าใจความหมายของคำว่าเจ็บปวด เสียใจ แต่นี่…” ดวงตารีเรียวหลุบมองชาร์ทข้อมูลคนไข้ของตนแล้วถอนหายใจ

“หนูอัยย์อายุแค่ห้าขวบนะคะ” 

อัยรินยังเด็กมาก เด็กขนาดที่ว่าไม่ควรจะประสีประสาในเรื่องอะไรแบบนี้ ทว่าเด็กหญิงกลับทำในสิ่งที่แม้กระทั่งจิตแพทย์ที่ให้การรักษายังเวทนา 

“แกไม่ร้องไห้เลย” 

คุณหญิงวารีและเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์หันมองหน้ากัน ก่อนคนหลังจะเอ่ยถาม 

“ไม่ดีเหรอคะคุณหมอ” 

“ไม่ค่ะ” จิตแพทย์หญิงสูงวัยที่ให้การรักษาส่ายหน้า “มันไม่ใช่เรื่องดีเลย” 

นั่นทำให้ท่านหวนคิดถึงบุตรชายทั้งสองคน วาคินเงียบขรึมไม่แสดงความรู้สึกราวหิมะในหน้าหนาว ในขณะที่มาวินยิ้มแย้มใจดี อบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลิ ทว่าใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงคนที่นิ่งเงียบกลับไม่น่ากลัวเท่าคนที่ยิ้มหัวตลอดเวลา 

มาวินทำหลายสิ่งที่วาคินไม่มีวันทำ และหนึ่งในเรื่องนั้นยังส่งผลแก่ท่านมาจนถึงทุกวันนี้ หากไม่ว่าบุตรชายคนโตจะทำสิ่งใด มากมายแค่ไหน หัวใจของท่านก็ยังเอนเอียงไปทางฝั่งนั้นเสมอ ไม่เคยมีวันไหนที่ท่านรักบุตรชายคนโตน้อยลงสักนิดเดียว ในทางตรงกันข้ามกับวาคินแล้วนั้นท่านไม่อาจรู้สึกเช่นนั้นได้… เท่าที่ควร 

ท่านรักลูกไม่เท่ากัน…  นั่นจริง 

คนหนึ่งเกิดจากความรัก ส่วนอีกคน… เกิดจากความผิดพลาด 

วาคินคงรู้สึกไม่แตกต่างจากอัยรินแม้แต่น้อย ทว่าทุกครั้งที่ท่านมองใบหน้า และดวงตาสีเทาเข้มที่ละหม้ายคล้ายบิดาของอีกฝ่ายมันส่งผลให้ภาพความทรงจำอันผิดพลาดหวนกลับมาตอกย้ำ ทุกครั้งที่มองลูกคนเล็กมันจะสะท้อนภาพความผิดพลาดซ้อนทับไปมาจนไม่อาจวางใจรักใคร่ได้อย่างใจนึก 

คุณหญิงวารีถอนหายใจแรงๆ ลูบอกตนเองเพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดจากข้างในของหัวใจคนเป็นแม่ 

“คุณหญิงครับ” ดวงตาที่เหม่อลอยกะพริบปริบ ก่อนหันใบหน้ากลับมายัง ‘คนสนิท’ ของตน 

“เรียบร้อยใช่ไหมวรันย์” 

“เรียบร้อยครับ ผมส่งคุณทนาย และเดินเรื่องรับตัวหนูอัยย์เรียบร้อยแล้วครับ” 

‘วรันย์’ คือเลขาคนสนิท บอดีการ์ดวัยกลางคนที่ทำงานกับบิดาของท่านมาก่อน หลังจากหม่อมหลวงรณเกียรติ เลิศวรานนท์เสียชีวิตลง วรันย์ก็ติดตามรับใช้คุณหญิงวารีนับแต่นั้น 

“แล้วข้าวของของหนูอัยย์ล่ะ” 

“คุณเพียงรักเก็บให้เรียบร้อยแล้วครับ ผมขนไปใส่ไว้หลังรถเรียบร้อยครับ” 

แม้จะมีข้าวของติดกายมาเพียงไม่กี่อย่าง แต่อัยรินก็หวงแหนมันมากทีเดียว โดยเฉพาะตุ๊กตาเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีชมพูซีดเซียวที่เย็บด้วยมือตัวนั้น เด็กหญิงกอดมันไว้ตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงที่นี่ ของสิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ และลึกๆ ภายในใจอาจกำลังคิดถึงคนที่เย็บให้ในอดีตมากทีเดียว 

ทว่า… ท่านไม่ต้องการให้เด็กหญิงต้องหวนคิดถึงอดีตอันข่มขื่นอีกต่อไป 

และดูเหมือนเด็กหญิงจะเข้าใจเรื่องยากๆ เหล่านี้ หลังจากปรับตัวได้มากขึ้นก็ไม่ได้กอดมันเอาไว้ตลอดเวลา แต่วางมันไว้เคียงหมอนอย่างทะนุถนอม และกอดมันก่อนนอนเท่านั้น ท่านจึงคลายใจไปได้บ้าง 

“ดีมาก” 

คุณหญิงวารีพยักหน้ารับเบาๆ หันกลับไปมองร่างผอมบางของเด็กหญิงอีกครั้ง ถอนหายใจเบาๆ เพราะไม่รู้เลยว่าท่านจะต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาบาดแผลใจหัวใจดวงน้อยนานแค่ไหน ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ต้องรักษาบาดแผลในใจของตนเช่นกัน 

“ไปเถอะ ไปรับหนูอัยย์กลับบ้านเรา” 

ชายวัยกลางคนค้อมศีรษะ ก่อนเดินตามแผ่นหลังบางไปอย่างเงียบเชียบตามอุปนิสัยของตน 

“หนูอัยย์” 

อัยรินเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโศกคู่นั้นมีแสงระยิบแว๊บเดียวก่อนลับหาย ทว่านี่ก็มากแล้วในสายตาของคนที่เคยเห็นเพียงความมืดมนในดวงตาคู่นี้ 

“กลับบ้านกันค่ะ” 

เด็กหญิงลุกขึ้นยืน ย่อกายพนมไหว้อย่างงดงาม จนคนมองอดยิ้มตามไม่ได้ แม้จะเย็นชาแต่กริยามารยาของเด็กหญิงก็งดงามชดช้อยราวกับได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี 

คุณหญิงวารียอบกายลงนั่ง ยิ้มบางๆ พร้อมเอื้อมมือไปแตะแก้มนุ่มอย่างอ่อนโยน 

“นี่คุณลุงวรันย์” ชายวัยกลางคนขยับตัวเดินออกมาเป็นการแนะนำตัว 

“ต่อไปนี้คุณลุงวรันย์จะเป็นลุงรันย์ของหนูนะคะ ส่วนแม่จะเป็นแม่ของหนู” 

เด็กหญิงไม่เข้าใจนัก หากใบหน้าอมทุกข์ก็ยังพยักรับเชื่อฟัง 

“ต่อไปเวลาผู้ใหญ่พูดด้วยหนูต้องตอบนะคะ ไม่เอาพยักหน้านะเข้าใจไหม” 

ไม่รู้เข้าใจหรือเปล่า แต่เด็กหญิงก็ขานตอบอย่างเชื่อฟัง “ค่ะ” 

คุณหญิงวารียิ้มกว้าง จับจูงมือน้อยเอาไว้ในอุ้งมืออุ่น พาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้ท่านจะเป็นแม่ที่ดีให้ลูกทั้งสองคนไม่ได้ ทำหน้าที่แม่ได้ย่ำแย่แค่ไหน แต่นับจากวันนี้ท่านจะเลี้ยงดูอัยรินให้ดีที่สุด มันอาจเหมือนเป็นการแก้ตัว และใช่ ท่านกำลังแก้ตัวกับเรื่องราวในอดีตของตน เพราะท่านไม่อาจฝืนรักวาคินได้ แต่ก็ไม่อาจเข้าใจในตัวมาวินได้เช่นกัน 

เพราะทั้งคู่… ต่างมองท่านเป็นมารดาเพียงในนาม ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง! 

ความคิดเห็น