เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 1 อัยริน (50%)

ชื่อตอน : บทที่ 1 อัยริน (50%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2563 01:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 อัยริน (50%)
แบบอักษร

 

บทที่ 1 อัยริน 

“ไป!” เสียงแหบไล่ส่งพร้อมออกแรงผลักแผ่นหลังเล็กให้เดินเซไปข้างหน้า ดวงตากลมโตบวมเป่ง มีรอยเขียวช้ำรอบๆ ดวงตาที่เริ่มกลายเป็นสีม่วง ริมฝีปากแห้งกผากลอกเป็นขุย มุมปากมีคราบเลือดแห้งติด ลำคอเขียวช้ำ แขน ขาเก้งก้างมีร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายอย่างหนัก ทั้งรูปร่างที่ผอมกว่าเด็กทั่วไปยังส่งผลให้เด็กหญิงตัวน้อยดูน่าเวทนายิ่งขึ้นไปอีก มือข้างซ้ายอุ้มตุ๊กตาเก่าๆ เย็บมือที่ผ่านการซ่อมแล้วซ่อมอีก กอดแน่นราวกับนี่คือที่พึ่งเดียวในชีวิต มือข้างขวาหิ้วถุงพลาสติกขาดๆ ที่ข้างในบรรจุเสื้อผ้าข้าวของสภาพเก่าขาดไม่ต่างจากตัวที่คนตัวน้อยสวมใส่นัก

เด็กหญิงไม่ได้ขยับตัวหรือหันกลับไปมอง ‘มารดา’ ที่กำลังมองส่งมาด้วยสายตาเกลียดชัง และขยะแขยง เด็กหญิงก้มหน้า เม้มริมฝีปากพร้อมกอดตุ๊กตาเก่าๆ ในอ้อมแขนแน่นขึ้น เมื่อเสียงรถจักรยานยนตร์ดังขึ้น น้ำตาที่ขังคลอหน่วยตาก็รินไหลรดสองแก้ม

แม่…

ร้องเรียกมารดาด้วยเสียงพร่าแหบในใจ แม้ไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด หากก็เข้าดีว่าเหตุใดจึงต้องยืนอยู่ตรงนี้

เด็กหญิงเม้มปาก กอดตุ๊กตาเก่าๆ ในอ้อมแขนตัวเองพลางเดินซวนเซไปข้างหน้าตามคำสั่ง หากก้าวขาไปได้อีกไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดนิ่งหันร่างเล็กกลับมามองคนที่ยังนั่งอยู่บนเบาะรถจักรยานยนต์ ดวงตาเขียวช้ำไม่ต่างกันมองส่งมาอย่างสับสน แต่ไม่นานร่างคุ้นตาก็ค่อยๆ ขับเคลื่อนรถจักรยานยนตร์ออกไป

น้ำตาร่วงหล่นลงไปบนสองแถม รินไหลราวสายน้ำพร้อมสองขาเล็กลีบที่กำลังก้าวตาม

ทว่า

“เฮ้ย!”

หากเสียงร้องมาจากด้านหลังทำให้สองขาเล็กลีบชะงักงัน หลังจากนั้นคนที่เคลื่อนรถจักรยานยนตร์ออกไปอย่างเชื่องช้าก็เบิกตามอง ก่อนบิดคันเร่งพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่เหลียวกลับมา ไม่หวนคะนึงหาคนที่ถูก ‘ทิ้ง’ เอาไว้เบื้องหลังอีกเลย

ควันสีขาวขุ่นจางหายไปนานแล้ว หากดวงตากลมโตติดโศกคู่นี้กลับยังไม่ละไปจากภาพความทรงจำสุดท้ายที่เคยปรากฏอยู่เบื้องหน้า กระทั่งฝ่ามือใหญ่อุ่นทาบลงบนไหล่เล็กพร้อมเสียงเรียกอย่างอารี

“หนู”

ชายสูงวัยในชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยยอบกายลงตรงหน้า มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างพิจารณาพลางถอนหายใจ ยกบางสิ่งที่ติดอยู่ที่เอวขึ้นมา กรอกเสียงลงไปในนั้นแล้วเงี่ยหูฟัง

“คุณเพียงครับ เหมือนจะมีคนเอาเด็กมาทิ้งครับ”

วินาทีนั้นเด็กหญิงร่างผอมบางกว่าเด็กวัยเดียวกันยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ทิ้ง’ อย่างแท้จริง

ทว่า… กระแสเสียงที่คนสูงวัยเอ่ยนั้นมันส่งผลต่อหัวใจดวงน้อยอย่างมหาศาล

เด็กหญิงไม่ได้ร้องไห้โฮ หากนิ่งเงียบ ปล่อยให้มือใหญ่อุ่นจับจูงพาเข้าไปยังด้านใน ไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหน ทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้ และจะมีโอกาสได้เจอหน้าคนที่เพิ่งจากไปอีกหรือไม่…

เสียงวิ่งตึงตังที่ตรงมาหาจากที่ไกลๆ ทำให้ใบหน้าที่ก้มต่ำต้องเงยขึ้นมอง ดวงตากลมโศกมองเห็นคนมากมายที่รายล้อม และหนึ่งในนั้นมีสตรีสูงวัยหน้าตาใจดีเดินเข้ามาหา ยอบกายลงนั่ง มือเรียวนุ่มเนียนแตะเบาๆ ที่แก้มบวมช้ำ

“ถูกทำร้ายมาด้วย” น้ำเสียงอารี ทอดสายตาเวทนาระคนอบอุ่นให้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

หากคนตัวน้อยยังไม่ประสา ไม่เข้าใจหรอกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังพูดคืออะไร แต่หัวใจที่แห้งผากก็รับรู้ได้ถึงความกรุณาที่ส่งมาพร้อมกัน

“ไหนแม่ขอดูถุงของหนูได้ไหมคะ” สตรีวัยกลางคนใบหน้าอารีเช่นกัน แต่ยืนเยื้องไปเล็กน้อยเดินตามมาสมทบ ก่อนยิ้มบางๆ พร้อมยื่นมือมารับถุงที่เด็กหญิงตัวน้อยถือเอาไว้ในมือ

ใบหน้าบวมช้ำก้มลงมองถุงพลาสติกสีใสขาดวิ่นในมือ ข้างในมีเสื้อผ้า ข้าวของบางส่วนอยู่ในนั้น ความเป็นเด็กตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ยามถือของมากมายร่างเล้กจ้อยจึงเอียงกะเทเร่ไปด้านซ้าย

“แม่ขอดูหน่อยนะคะ”

เด็กหญิงไม่ได้ตอบอะไร หากก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อมือบางเอื้อมมารับถุงในมือตนก็ยอมส่งให้

หลังจากได้ของไปถือเอาไว้ ทุกคนที่ยืนไม่ไกลออกไปก็เดินเข้ามา ช่วยกันรื้อค้นหาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในนั้น กระทั่งพบใบเกิดกับสำเนาทะเบียน และจดหมายหนึ่งฉบับ

“ฝากเด็กคนนี้ด้วย” 

“นี่ไม่ควรถูกเรียกว่าจดหมายด้วยซ้ำ!” เสียงห้าวเข้มจากคุณลุงคนแรกที่จูงมือเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาเอ่ยขึ้น ตอนที่จับจูงมือน้อยนั้นคนมากวัยย่อมสัมผัสได้ว่าร่างกายที่ผายผอมเช่นนี้ถูกกระทำเช่นไรมาบ้าง เพียงคิดถึงใบหน้าเหี่ยวย่นก็ทะมึงถึงขึ้น หากแววตายามมองคนตัวน้อยก็ยังอารีระคนเวทนา

“คุณหญิงครับ พาไปแจ้งความเลยไหมครับ”

‘คุณหญิง’ ที่ยังยอบกายลูบไล้ใบหน้าเล็กบนพื้น แต่ยังไม่ทันที่คนตรงหน้าเด็กหญิงจะให้คำตอบ สตรีที่รับถุงข้าวของจากเด็กหญิงไปคนแรกก็เอ่ยแทรก

“ในใบเกิดอายุ 5 ขวบ” ดวงตาเอื้ออารีเป็นนิจกวาดมองร่างเล็กจ้อยกว่าเด็กวัยเดียวกันแล้วขมวดคิ้วเมื่อพบว่าใบหน้า ลำคอ แขน ขา เรียกได้ว่านอกร่มผ้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยร่องรอยของถูกทำร้ายอย่างหนัก ผู้มีประสบการณ์ด้านนี้ไม่อยากคาดคิดเลยว่าภายในร่มผ้า ร่างกายของเด็กวัยเพียง 5 ขวบจะซุกซ่อนความจริงอะไรไว้บ้าง

ร่างที่ยอบกายมาได้สักพัก ขยับกายลุกขึ้นพร้อมรวบร่างเล็กจ้อยขึ้นอุ้มเอาไว้แนบอก

“ห้าขวบจริงเหรอ ทำไมตัวบางขนาดนี้” ดวงตาอารีทอดมองดวงหน้าจิ้มลิ้ม หากมอมแมมเพราะไม่ได้รับการดูแล ร่างกายผ่ายผอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผล ทั้งแผลเก่า และแผลใหม่ ก่อนจะหยุดมองดวงตากลมโศกมีประกายบางอย่างอยู่ข้างในละหม้ายกับใครอีกคนที่ท่านยังคงฝันถึงตลอดสองปีที่ผ่านมา ดวงตาคู่นี้อ่อนแสง และสะท้อนเพียงความเจ็บปวดข้างในไม่ต่างกัน

ยิ่งมองหัวใจของคนมีความผิดยิ่งร้าวลึก… หากท่านก็ยังคงไม่ละสายตาไปไหน  

“วารีพาไปแจ้งความก่อนดีไหม” เสียงถามจากคนที่ยืนมองมาตลอดเบาลง เมื่อดวงหน้าเล็กหันมามอง

‘คุณหญิงวารี’ พยักหน้าตอบ ลูบไล้แผ่นหลังของคนตัวน้อยที่กำลังนิ่งงันไร้การตอบรับในอ้อมแขนตน

หากแต่…

“โอ้ย” เสียงร้องเล็กๆ พร้อมห่อไหล่ ยามฝ่ามือนุ่มแตะตรงแผ่นหลัง คุณหญิงวารี และคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้าง มองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความตื่นตกใจ

“วางลงก่อนวารี”

คุณหญิงวารีวางร่างเล็กจ้อยลงบนพื้น จ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มพร้อมยิ้มให้ ก่อนจับร่างเล็กหันหลัง มือเรียวเลิกชายเสื้อด้านหลังขึ้น ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มบางๆ จางหาย ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งงัน ทั้งเวทนา และสงสารจนหลั่งน้ำตา

คุณพร้อมรักผู้เป็นเจ้าของ ‘บ้านพร้อมรัก’ เบือนหน้าไปเล็กน้อย เม้มริมฝีปากอิ่ม รวบรวมสติพักใหญ่จึงหันหน้ากลับมา

“จะ เจ็บมากไหมลูก” เสียงถามพร่าสั่น ก่อนมือเรียวจะค่อยๆ แตะลงบนแผลเหวอะหวะตรงกลางแผ่นหลังอย่างเบามือ สำรวจจากปากแผล และลักษณะโดยละเอียดแล้วพบว่ามันคือรอยเตารีด

ใช่ รอยเตารีดทั้งอันที่ทาบลงบนแผ่นหลังเล็ก บาดแผลกว้างเกือบจะเต็มแผ่นหลังของคนตัวน้อย สร้างความสะเทือนใจให้คนที่เห็นจนไม่สามารถมองภาพนั้นอย่างเต็มสองตา กระทั่งลุงชมยังทนมองต่อไปไม่ไหว หันหลังจากไปพร้อมไหล่หนาที่ลู่ลง

“แผลเริ่มอักเสบแล้วพร้อม” คุณหญิงวารีเอ่ยเสียงเบา ดวงตาอารีคู่เดิมเอ่อคลอน้ำตา ก่อนรินไหลลงอาบแก้ม ความสงสารมีมาก ทว่าที่มากกว่าคือความรู้สึกชื่นชม

แม้จะเจ็บปวด แต่แววตาคู่โศกของเด็กหญิงก็ไม่ไหวระริกแม้แต่น้อย หากไม่ถูกแตะต้องบาดแผลก็คงไม่ยอมปริปากบอกใครว่าตนเองเจ็บปวดมากเพียงใด

ช่างเป็นเด็กที่เข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็… เย็นชาเหลือเกิน

“ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา เคยเจอมาทุกอย่าง แต่ก็ทำใจให้ชินไม่ได้ คนพวกนี้มันไม่ควรถูกเรียกว่ามนุษย์!” เสียงของหนึ่งในคนที่ยืนห้อมล้อมเด็กหญิงเอ่ยขึ้น พร้อมยกมือบาดน้ำตาบนข้างแก้มของตนแรงๆ กัดริมฝีปากจนเลือดซิบ สงสาร และเวทนาร่างเล็กตรงหน้าเหลือจะกล่าว เด็กตัวเล็กนิดเดียว บอบบางไร้ทางต่อสู้ กลับถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัส บาดแผลบนกายรักษาหายได้ แต่บาดแผลในใจรักษาอย่างไรจึงจะหายดี!

คุณหญิงวารีเองก็เช็ดน้ำตาของตนเหมือนกัน จัดเสื้อผ้าให้เด็กหญิงอย่างทะนุถนอม ก่อนระบายยิ้มบางๆ ยามหมุนร่างเล็กกลับมาหา

“หิวไหมคะ” น้ำเสียงถามเอื้ออาทรอย่างที่สุด แววตาอบอุ่นอ่อนโยนจนเด็กหญิงสัมผัสได้

ดวงหน้าเล็กจึงพยักตอบเบาๆ สองที

คุณหญิงวารียิ้มกว้างขึ้น ผละกายลุกขึ้นยืน กุมมือเล็กเอาไว้แน่น ก่อนจับจูงพาเข้าไปด้านในโดยไม่พูดอะไรอีก

ถ้าเด็กคนนั้นยังอยู่อายุน่าจะไล่ๆ กับคนตัวน้อยในมือท่าน… ทว่าไม่อยู่อีกแล้ว

ในหัวใจกำลังร่ำไห้เสียงโหย หวนคิดถึงลูกชายของตนเองจับใจ

มาวิน พงษ์ไพบูลย์ บุตรชายคนโตของท่าน และวาคิน เลิศวรานนท์ บุตรชายคนเล็กที่กลายเป็นน้องชายบุญธรรมตามกฎหมาย หัวใจของแม่… แบกรับความรู้สึกมากมายเอาไว้ข้างใน หากไม่อาจอธิบายหรือพูดกับใครได้

ท่านหย่าขาดจากอดีตสามีตั้งแต่บุตรชายคนโตอายุ 6 ขวบ พอโตขึ้นเข้าช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น มาวินก้าวข้ามความเจ็บปวดไปไม่ได้ เด็กชายกลายเป็นคนที่ท่านไม่รู้จัก หลายอย่างที่ทำส่งผลต่อความรู้สึกที่มารดาอย่างท่านต้องเผชิญมากมายนัก เรื่องนั้นเป็นอีกเรื่องที่หนักหนาจนแม้กระทั่งท่านเองก็ยังจัดการไม่ได้ กว่าจะคลี่คลายทุกอย่าง และจบเรื่องราวทุกอย่างก็แหลกละเอียดคาฝ่ามือของชายหนุ่ม แม้จะผ่านมสองปีเต็มแล้ว แต่หัวใจของท่านก็ยังคงเจ็บปวดยามคิดถึงมัน

 “งั้นเราเข้าไปหาอะไรทานกันใน ‘บ้าน’ ดีกว่านะ”

มือนุ่มจูงมือเล็กเดินเข้าไปในอาคารสูงที่อยู่เบื้องหน้า ใบหน้าอารีประดับรอยยิ้มอ่อนโยน มือที่จับจูงกระชับแน่นขึ้น ยามร่างเล็กสั่นเทาราวลูกนกถูกฝน

คุณหญิงวารีสะท้อนใจในสิ่งที่ได้สัมผัส เด็กหญิงตัวเล็กนิดเดียว แบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดบนร่างกายได้อย่างไร ท่านไม่อาจรับรู้ได้ ทว่ามันก็เตือนให้ท่านจดจำความรู้สึกที่เด็กผู้หญิงอีกคนพบเจอเช่นกัน

หากย้อนเวลากลับไปได้ ท่านจะตัดสินใจให้เร็วกว่านั้น แก้ปัญหานั้นให้ดีกว่านี้ และทำทุกอย่างอย่างมีสติมากกว่าที่ควร ทว่า… ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ให้ท่านแก้ตัวอีกต่อไป

ความคิดเห็น