ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 79 ตั้งทีม

ชื่อตอน : ตอนที่ 79 ตั้งทีม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2563 06:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 79 ตั้งทีม
แบบอักษร

ณ ชั้นใต้ดินใต้คฤหาสน์

 

 

 

"แย่ชะมัด ฉันคนนีัล้มเหลว"

 

 

 

"เอาน่ายังไงคาซึคุงก็มีเนตรสังสาระอยู่แล้วนี่"

 

 

 

ชายในชุดกราวสีขาวทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ การทดลองปลูกถ่ายแก้วตาเนตรสีขาวประสบความล้มเหลวไม่เป็นท่า เขาใช้เวลามากกว่าสี่เดือนในการแปลงและปรับเปลี่ยนเนตรสีขาวที่เขาโคลนนิ่งจากยีนและเซลล์ของฮินะขึ้นมาเพื่อให้สามารถเข้ากันได้กับร่างกายของเขา

 

 

 

ทว่าผลลัพท์หลังปลูกถ่ายแก้วตาทับซ้อนกับเนตรวงแหวนสำรองที่เขาเก็บไว้กลับไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะลองรอผลลัพท์หนึ่งอาทิตย์แต่เขาก็ใช้ได้เพียงเนตรสีขาวแบบปกติเท่านั้นที่มีพลังด้อยกวาเนตรสีขาวทั่วไปเสียอีก

 

 

 

"ฉันก็ลองปรับเปลี่ยนจักระให้เป็นต้นแบบของตระกูลโอซึซึกิแล้วนะ ขนาดเนตรสีขาวธรรมดาฉันยังใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพเต็มร้อยแบบคนจากตระกูลฮิวงะเลย"

 

 

 

"ปัญญามันเกิดเพราะคาซึคุงมีเส้นชีพจรจักระและสายเลือดหลักๆของอุจิวะมากกว่าหรือเปล่า ?"

 

 

 

เขากุมคางครุ่นคิดตามคำพูดของฮินะที่อยู่ในชุดกราวเช่นเดียวกับเขา ปัจจุบันฮินะก็เริ่มกลายเป็นผู้ช่วยสาวตัวฉกาจที่คอยซัพพอตเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะงานที่ปรึกษาเสนอ ความเห็น งานผ่าตัด ปรับหรือแปลงเธอก็สามารถทำได้เองแล้ว

 

 

 

"อาจจะเป็นแบบนั้น"

 

 

 

แม้จะค่อนข้างน่าเศร้าที่เขาไม่สามารถใช้เนตรจุติได้ แต่นั่นไม่ใช่กับฮินะในปัจจุบันที่ยังปรับสภาพจักระโอซึซึกิของเขาในร่างเพื่อรอเบิกเนตรจุติ อัตราการประสบสำเร็จของฮินะที่จะเบิกเนตรจุติได้ในอนาคตคือเจ็ดสิบแปดเปอร์เซ็น ส่วนเขาคือศูนย์ซึ่งไม่มีโอกาศหรือปาฏิหาริย์

 

 

 

"ในเมื่อมันไร้ประโยชน์ ฉันก็ควรทำงานวิจัยเพิ่มขีดจำกัดทางสายเลือดขั้นสูงสุดแทนสินะ"

 

 

 

แม้การงานวิจัยการสร้างเนตรจุติให้ตัวเองจะอยู่ในสภาพกึ่งล้มเหลว เพราะอย่างน้อยฮินะก็น่าจะเบิกเนตรจุติได้อยู่แล้ว เพราะยิ่งใช้เวลาอัตราความสำเร็จก็จะยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อย ดังนั้นเขาจึงเศร้าใจอยู่พักเดียวเท่านั้น

 

 

 

"สายเลือดคางูยะ การควบคุมกระดูกสินะ"

 

 

 

คาซึยะพยักหน้าตอบฮินะ แต่สิ่งที่เขาอยากได้นั้นไม่ใช่พลังการควบคุมกระดูกในร่างกายเหมือนคนในตระกูลคางูยะ แต่เขาอยากได้อาวุธลับที่ใช้สังหารศัตรูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

 

 

 

มันก็คือเถ้ากระดูกที่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกโจมตีเสื่อมสภาพสลายตัวในระดับโมเลกุล ทำให้ร่างกายของศัตรูที่ถูกโจมตีไม่ต่างอะไรไปจากกองขี้เถ้า

 

 

 

ถ้าเขาได้สิ่งนี้มาและใช้ผนวกกับลาดชันแดนมรณะ เชื่อได้เลยว่าเขาอาจจะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน ศัตรูผู้ประมาทจะถูกสังหารแบบไม่ทันได้รู้ตัว

 

 

 

'การสร้างขีดจำทางสายเลือดปกติ(Kekei Genkai)และขั้นสูง(Kekkei Tōta)สำหรับฉันเป็นเรื่องง่ายดาย'

 

 

 

ตัวเขาในปัจจุบันที่มีลูกแก้วแสวงสัจธรรมสามารถหลอมขีดจำกัดทางสายเลือดได้ทั้งหมดไม่ว่าจะ หลอมละลาย น้ำแข็ง เดือดพล่าน แผดเผา ระเบิด แม่เหล็ก พายุหรือแม้แต่ธุลี เขาก็สามารถใช้มันได้แค่เขาไม่คิดจะใช้มันก็เท่านั้น

 

 

 

เพราะสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญก็คือคาถาสายฟ้า คาถาไม้ คาถาเพลิง แผดเผาอาจจะใช้บ้าง แต่คาถาอื่นๆ เขาไม่ค่อยมีสถานการณ์เอื้ออำนวยจึงไม่มีได้ใช้จึงไม่ค่อยได้ใช้วิชาอื่นๆ

 

 

 

แต่ถ้าให้เขาใช้วิชาเซียนดาวกระจายวงจักระหลากธาตุละก็เขาสามารถทำมันได้ตลอด แต่ความรุนแรงมันมากเกินไป แรงจนอาจจะทำร้ายคนอื่นๆได้เขาจึงปิดผนึกวิชาพวกนี้ไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น

 

 

 

จะมีเพียงขีดจำกัดทางสายเลือดชั้นสูงสุด(Kekkei Mōra)เท่านั้นที่เขาไม่สามารถสร้างหรือศึกษาเล่าเรียนได้ด้วยตนเอง จะมีเพียงดัดแปลงร่ายกายหรือไม่ก็อวัยวะบางส่วน

 

 

 

แต่การจะให้เขาใช้อวัยวะภายในของคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติเนี่ยเป็นสิ่งที่ไร้สาระสิ้นดี ดังนั้นเขาจึงคิดจะใช้ร่างโคลนหรือโทบิเป็นผู้ถูกสับเปลี่ยนอวัยวะภายในแทนตัวเขาผู้เป็นร่างหลัก

 

 

 

"นายนี่หาอะไรทำได้แปลกประหลาดเสมอเลยนะ"

 

 

 

คาซึยะหันไปมองเด็กสาวผมบรอนในชุดรัดรูปสีดำอวดร่างกายกำลังเดินเข้ามาในชั้นใต้ดินพร้อมกับชิซุยผู้เป็นน้องชายและคิมิมาโร่ผู้เป็นมือขวาของเขาก็ยักไหล่ไม่ใส่ใจ

 

 

 

"คนเราต้องขวนขวายเพื่อตนเองอยู่เสมอ"

 

 

 

"แบบนี้นี่เอง นายนี่น่าสนใจอย่างที่คาด คิดไว้ไม่ผิดเลยที่ได้ติดตามนาย"

 

 

 

"งั้นหรอ แล้วมาหาฉันมีธุระอะไรกันหรือเปล่า"

 

 

 

ยูกิโตะหรือเด็กหญิงผมบรอนยักไหล่ไปทางแฟนเด็กวัยหกปีของเธอ ซึ่งก็คือชิซุยน้อยที่ไม่รู้ว่าทั้งคู่แอบไปสปาร์คมีความสัมพันกันตอนไหน เขาก็อยากจะบอกอยู่หรอกนะว่ามันเร็วเกินไป แต่พอนึกถึงตัวเองที่ี่่มีคู่หมั้นตั้งแต่อายุสี่ขวบก็หุบปากทันควัน

 

 

 

"ท่านพี่ปู่รุ่นสาม บอกว่าท่านพี่ควรตั้งทีมได้แล้วนี่เลยเวลาลาพักร้อนของท่านแล้ว ยูกิมิและคิมิมาโร่พึ่งขอจบไปเมื่อวานซืนแต่ยังขาดอาจารย์แนะนำ"

 

 

 

คาซึยะที่ได้ยินแบบนั้นก็เอามือกุมขมับนี่เขาทำงานจนลืมติดต่อลูกศิษย์สาวตัวน้อยของเขาไปเลย ป่านนี้ไม่รู้ว่าเธอเป็นยังไงบ้างอยู่กับท่านน้าจอมขี้เกียจตัวเป็นขนจะสุขสบายดีหรือไม่ ?

 

 

 

"โอเคฮินะจังผมขอฝากทำตัวอย่างงานทดลองแทนสักระยะนะ"

 

 

 

"ได้สิ แล้วอย่ามัวไปตะรอนที่ไหนต่อละ"

 

 

 

คาซึยะถึงกับหยุดเดิน เขาเอียงคอมองแฟนสาวแสร้งทำสีหน้าไม่เข้าใจ มุมปากแอบแสยะยิ้มก่อนจะเดินไปสวมกอดและหอมแก้มเธอสองสามทีจนฮินะที่ถูกลอบจู่โจมตัวแข็งทื่อใบหน้าแดงก่ำ เพราะเขินสายตาของคนอื่นๆ ที่แกล้งเอามือปิดตา

 

 

 

"รับทราบขอรับแม่หญิง กระหม่อมจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด"

 

 

 

"คะ คนบ้า รีบไปได้แล้ว ยูกิมิจังรออยู่นะ"

 

 

 

คาซึยะยิ้มเมื่อถูกฮินะผละออกจากอ้อมแขน และเดินขึ้นไปจากชั้นใต้ดินพร้อมคนอื่นๆ โดยปัจจุบันทิ้งไว้เพียงฮินะที่เดินไปยังเตียงขาวที่มีร่างศพของหญิงสาวจากตระกูลคางูยะและร่างโคลนของคาซึยะ

 

 

 

"เลือกศพมาแต่ผู้หญิงสวยๆทั้งนั้นเลยนะคนบ้า!"

 

 

 

แก้มของเด็กสาวดูป่องเล็กน้อย แต่ไม่นานเธอก็สงบลงและเริ่มเดินไปหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดผ่าศพของหญิงสาวจากตระกูลคางูยะด้วยสีหน้าจริงจัง

 

 

 

ในขณะที่แฟนสาวกำลังทำงาน คาซึยะที่ออกจากบ้านก็มุ่งตรงไปยังสำนักงานแห่งไฟ เขาติดต่อกับปู่และรับรายชื่อกลุ่มที่กำลังขาดอาจารย์แนะนำมา เขาอ่านข้อมูลของแต่ละคนก่อนจะขมวดคิ้ว

 

 

 

'ทีมเจ็ด...อีกแล้วหรอ ? อุจิวะ อิทาจิ เซ็นจู ยูคิมิ มากิตะ อิสุมิเด็กหญิงผู้มีสายเลือดอุจิวะ แต่เนื่องจากแม่ออกไปแต่งงานนอกตระกูล และใช้นามสกุลของสามีแทน'

 

 

 

"เป็นทีมพิลึกชอบกล.."

 

 

 

'แล้วอิทาจิมาได้ยังไง เอ็งมีอายุสองย่างสามขวบเองนะเฮ้ย แล้วคิมิมาโร่ไปไหน!'

 

 

 

"ไม่มีปัญหาใช่ไหม ?"

 

 

 

ได้ยินคำถามของฮิรุเซ็นคาซึยะก็พยักหน้ายังไงยูกิมิก็เป็นลูกศิษย์ส่วนตัวและน้องสาวบุญธรรมของเขาอยู่แล้ว ส่วนอิทาจิก็เป็นลูกพี่น้องของเขาโดยตรงจะมีปัญหาได้ยังไง ส่วนอิสุมิชื่อนี้เขาก็เหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

 

 

 

"ถ้าเช่นนั้นก็ดี"

 

 

 

"ดูท่าโจนินในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะถูกเกณฑ์ไปปกป้องชายแดนสินะถึงได้เรียกผมมาแบบนี้"

 

 

 

"ก็นะ ช่วงนี้ก็พาพวกเขาทำภารกิจง่ายๆไปก่อนสักปีสองปี"

 

 

 

"นั่นคือสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดเลยละ ว่าแต่คิมิมาโร่ไปอยู่ทีมไหน ?"

 

 

 

"เด็กคนนั้นขอจบการศึกษาและกลายเป็นจูนินแบบพิเศษในทีมยาตะคาราสุของเธอ"

 

 

 

พยักหน้าเข้าใจและพูดคุยกับปู่รุ่นสามอีกเล็กน้อยก่อนจะออกจาห้องและมุ่งหน้าสู่โรงเรียนนินจา โดยเขาพยายามทำให้ตัวให้เหมือนกับคาคาชิที่ไปสายเพื่อทดสอบความอดทนของเด็กสามคน

 

 

 

เมื่อมาถึงโรงเรียนนินจาเขาก็กระโดดไปตามต้นไม้และมองทิวน์ทัศน์ภายในห้องเรียนต่างๆเพื่อหาทีมเจ็ด ไม่นานเขาก็พบกลุ่มเด็กน้อยสามคนที่กำลังนั่งทำหน้าสงบนิ่งโดยเฉพาะยูคิมิและอิทาจิตัวน้อย

 

 

 

ส่วนเด็กหญิงผมสั้นสีน้ำตาลเข้มดูค่อนข้างซนเล็กน้อย อายุเธอก็ดูพอๆกับอิทาจิ อาจจะมากกว่าปีหนึ่งซึ่งก็คือสามหรือสี่ขวบ ท่าทางของเธอดูสดใสและร่าเริงมาก

 

 

 

ซึ่งในกลุ่มนี้ดูๆแล้วยูกิมิมีอายุมากสุด ไม่ได้เจอมาตั้งนานดูเหมือนว่าเธอจะแข็งแกร่งขึ้นมาก สมแล้วที่เป็นศิษย์ของคาซึยะ แต่ว่ายังไงเขาก็ต้องทดสอบต่อไป

 

 

 

'มาดูกันว่าพวกเธอจะมีความอดทนมากขนาดไหน'

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น