BlueButter_Fly

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 9

คำค้น : เมียงู ss2

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2563 23:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9
แบบอักษร

 

---------------------------- 

ผู้หญิงคนนี้...ประหลาด 

----------------------------- 

 

      “อ้าว หม่าม๊า~ แม่เจ~” 

 

           เหมือนฝันที่เดินคอตกกลับมาถึงบ้านมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพบกับผู้ให้กำเนิดตัวเองกำลังวุ่นอยู่กับการจัดอาหารใส่จานอยู่ในครัวแบบเปิดของบ้านโดยมีแฟนสาวคอยช่วยอยู่ ตามประสาลูกครึ่งงูเธอจึงรีบวิ่งเข้าไปกอดหม่าม๊างูเผือกของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกด้วยความคิดถึง 

 

           “คิดถึงจังเลย~” 

           “กอดแน่นไปแล้ว หม่าม๊าปวดหลังอยู่นะ” อีกฝ่ายบ่น 

           “ไหนบอกงูอยู่ได้เป็นร้อยปีไง นี่แก่แล้วเหรอ” เธอเอ่ยกวนๆ 

           “อย่ากอดกันแค่สองคนสิ ไม่คิดถึงแม่เลยเหรอฝัน” แม่เจเอ่ยอย่างน้อยใจเมื่อเห็นว่าเธอไม่เข้าไปกอดเสียที 

           “โอ๋ๆ แก่แล้วก็อย่าเพิ่งขี้งอนนะคะ คิดถึงแม่ที่สุดเลย~” เหมือนฝันรีบเดินเข้าไปกอดแม่แน่นเช่นเดียวที่ทำกับหม่าม๊าไวท์เมื่อครู่ 

           “วันนี้จะไม่ด่าแล้วกันนะ” แม่เอ่ยพลางกัดฟันแล้วกอดเธอแน่น 

 

           เหมือนฝันผละออกจากอ้อมกอดของแม่แล้วไม่ลืมที่จะกดจมูกลงไปบนแก้มเนียนนุ่มไม่ต่างกับสาวๆ ก่อนที่ตัวเธอจะเดินเข้าไปกอดแฟนสาวที่ยืนยิ้มมองอยู่ด้านหลังแม่เจมานาน แต่เมื่อผละกอดออกมารอยยิ้มนั้นก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยแววตาสงสัยแทน 

 

           “มีอะไรเหรอมายด์?” เธอเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม 

           “เปล่า… ไปจัดโต๊ะเถอะจะได้รีบกินข้าว” 

           “โอเค หูยยย~ ของน่ากินเยอะแยะเลยอ่า” 

 

           ด้วยอาหารที่ซื้อมามีแต่ของชอบของตัวเอง เหมือนฝันจึงยื่นมือออกไปหวังจะชิมสักเล็กน้อยจนถูกแม่ของตัวเองตีมือเข้าให้พร้อมสั่งทั้งเธอและหม่าม๊าให้ช่วยกันหยิบจานมาจัดโต๊ะแล้วเดินไปพร้อมอาหารหอมฉุยกับแฟนสาว เธอและหม่าม๊าจึงถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะหันมาจับมือกันเพื่อต้อนรับเข้าสู่สมาคมพ่อบ้านอย่างเต็มตัว 

 

           “เดี๋ยวนะ…” 

           “อ่ะ! อะไรเนี่ยหม่าม๊า” เธอร้องออกมาด้วยความตกใจทันทีที่จู่ๆหม่าม๊าก็พุ่งมือมาบีบกรามของเอพลางจ้องมองลงบนริมฝีปากด้วยแววตาสงสัยเต็มที่ 

           “ไปทำอะไรมาฝัน…” หม่าม๊าถามเสียงต่ำ 

           “ทำอะไร? ฝันก็ไปทำงานไง” 

           “ไม่ใช่! ตรงปากนี่มันรอยของ-” 

           “ไวท์ทำอะไรลูกน่ะ!” 

 

           ในขณะที่หม่าม๊างูจงอางเผือกของเธอกำลังบีบกรามเธอแน่นขึ้นพร้อมจ้องมองด้วยแววตาที่ดุดันจนรู้สึกกลัว แม่ที่เดินกลับมาเห็นพอดีก็รีบพุ่งตัวเข้ามาแยกตัวเธอทั้งสองคนออกจากกันทันที เหมือนฝันไม่รอช้ากอดแขนแม่พลางหลบสายตาคนตรงหน้าด้วยความกลัวสุดขีด 

 

           …หม่าม๊าไม่เคยน่ากลัวขนาดนี้… 

 

           “ขอคุยกับลูกตามลำพังได้ไหม?” หม่าม๊าถามแม่เจ 

           “เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ มีอะไรก็ต้องคุยพร้อมกันสามคนสิ แล้วเห็นหรือเปล่าว่าลูกกลัวขนาดไหน” แม่เจดันตัวเธอไปยืนข้างหลัง 

           “แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์งูจงอางเผือกโดยเฉพาะ” 

           “แล้วเจไม่ใช่คนที่ยอมรับงูจงอางเผือกจนมีลูกด้วยกันเหรอ? ถ้าจะบอกว่าฝันเป็นลูกไวท์… งั้นก็ต้องเป็นลูกของเจเหมือนกันเพราะมีสายเลือดอยู่ครึ่งหนึ่ง” 

           “…..” 

           “ไปกินข้าวแล้วค่อยมาคุยกัน วันหลังอย่าทำลูกแบบนี้อีก” 

 

           ทั้งคำพูดและสีหน้าของแม่เจดูน่าเกรงขามเสียจนงูจงอางเผือกทั้งสองตัวยอมเดินไปทานข้าวอย่างว่าง่าย ซึ่งตลอดเวลาที่นั่งอยู่เหมือนฝันก็เห็นว่าหม่าม๊าเหลือบมองด้วยคิ้วที่ขมวดกันอยู่หลายคราจนต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดคนที่ใจเย็นแบบนั้นถึงได้ตะคอกใส่กันได้ จนกระทั่งทานข้าวเสร็จเธอก็รีบแยกตัวออกมาจากแฟนสาวเพื่อคุยกับแบบครอบครัวในห้องนอน 

 

           “เอาล่ะไหนเล่ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้น” แม่เจเป็นคนเอ่ยเปิดเรื่องทันที 

           “เหมือนฝัน ช่วงนี้ได้อยู่ใกล้ใครเป็นพิเศษหรือเปล่า?” หลังจากได้รับอนุญาตจากแม่เจ หม่าม๊าก็ยิงคำถามใส่เธอทันที 

           “เอ่อ… ช่วงนี้ก็น่าจะเจ้านายอ่ะ ทำไมเหรอคะ?” 

           “งั้นก็อยู่ห่างคนๆนั้นซะ” 

 

           ไม่ใช่คำขอร้องแต่เป็นคำสั่งที่เธอต้องคำตามเพราะสีหน้าที่จริงจังของอีกฝ่าย ทั้งเธอและแม่เจจึงหันมาสบตากันเพราะสงสัยกับท่าทางที่แปลกไปนี้ ก่อนที่แม่เจจะเป็นคนเอ่ยถามแทนเพราะรู้ว่าเธอไม่กล้าถามออกไป 

 

           “ทำไมลูกต้องอยู่ห่างจากเจ้านายด้วย?” 

           “ไม่ต้องรู้หรอก แค่จำไว้ว่าคนๆนั้นอันตรายขนาดที่ทำให้ฝันตายได้ก็พอ” หม่าม๊าเอ่ยด้วยเสียงต่ำพร้อมกับดวงตาที่ประกายแสงออกมา 

           “ถึงตายเหรอ… ยัยนั่นก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาเองนะหม่าม๊า” เธอออกความเห็นบ้างหลังจากคิดดู 

           “มนุษย์ทั่วไปก็คิดว่าเราสองคนธรรมดาเหมือนกัน” 

           “งั้นหมายความว่าเจ้านายของลูกเป็นงูเหมือนกันเหรอ?” แม่เจเอ่ยถามบ้างเมื่อเริ่มเข้าใจความหมายที่คนรักต้องการจะสื่อ 

           “ไม่ใช่งู… แต่อันตรายกว่านั้น เชื่อเถอะว่าหม่าม๊าคนนี้รักลูกขนาดไหน” ว่าแล้วหม่าม๊าก็ลูบหัวเธอ 

           “….” 

           “ทำตามที่หม่าม๊าบอกเถอะลูก” 

 

           เหมือนฝันตัดสินใจพยักหน้าเพราะเธอรู้ว่าทั้งสองคนคงไม่มาบังคับเธอโดยไม่มีเหตุผลอยู่แล้วในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไร หม่าม๊าเองก็เป็นงูเผือกที่บำเพ็ญเพียรมานานจนสามารถกลายร่างเป็นคนได้อย่างทุกวันนี้จึงมีพลังแบบที่ลูกสาวแบบเธอไม่อาจจินตนาการได้ เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลงแล้วหม่าม๊าก็ดึงเธอเข้าไปกอดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด 

 

           “ขอโทษนะคะที่รุนแรงไปหน่อย หม่าม๊าเป็นห่วงฝันนะ” 

           “ฝันเข้าใจค่ะ” เธอกอดตอบหม่าม๊าทันที 

            

           หลังจากที่ตกลงกันได้โดยสุดท้ายแล้วเหมือนฝันก็ไม่พบกับคำตอบใดๆทั้งสองคนก็ขอตัวกลับทันที ส่วนเธอก็ทำตัวปกติจนกระทั่งใกล้จะเข้านอนจึงได้นอนคิดทบทวนในสิ่งที่หม่าม๊าพูดเอาไว้ ซึ่งไม่ว่าจะคิดใหม่กี่ครั้งก็ได้บทสรุปเดิมๆนั่นก็คือน่านฟ้าอาจไม่ใช่คนธรรมดา 

 

           …แล้วหล่อนเป็นตัวอะไรกันล่ะ?... 

 

           ครืด ครืด~ 

 

           ในระหว่างที่กำลังพยายามคิดหาคำตอบเหมือนฝันก็ต้องหันไปหยิบมือถือที่สั่นบอกถึงข้อความเข้าอยู่ข้างเตียง ซึ่งพอเปิดดูก็พบว่าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนที่ตัวเองกำลังนึกถึงอยู่ตอนนี้นั่นเองจึงทำให้เธอเหลือบไปมองแฟนสาวที่นั่งเป่าผมอยู่หน้ากระจกโดยไม่มีสาเหตุ แต่ความรู้สึกข้างในบอกว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุยกับหล่อนก่อนจะก้มลงมาอ่านข้อความอีกครั้ง 

 

           ‘บ้านเธอมีร่มหรือเปล่า?’ 

 

           เหมือนฝันขมวดคิ้วทันทีที่เห็นข้อความสั้นๆจากหล่อนจนต้องส่งเครื่องหมายคำถามกลับไปให้อีกฝ่ายได้ขยายความเพิ่มเติมว่าฝนที่ตกอยู่ด้านนอกในเวลานี้อาจจะตกยาวไปจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้อีกวันตามพยากรณ์อากาศที่หล่อนเพิ่งดูไป แต่นั่นก็ยังเป็นเหตุผลที่ฟังไม่เข้าท่าอยู่ดีเพราะหล่อนเองก็น่าจะมีร่มเหมือนกัน 

 

           ‘ร่มคู่กับแฟนเก่า เอาไปทิ้งแล้ว’ 

 

           พอได้ฟังเหตุผลนี้เหมือนฝันก็หลุดยิ้มทันทีเพราะนั่นหมายความว่าเยื่อใยที่มีต่อแฟนสาวคงถูกตัดขาดไปแล้วหล่อนถึงได้กล้าเอาของที่ใช้คู่กันไปทิ้ง เธอจึงตกลงที่จะรอรับหล่อนหน้าบริษัทพร้อมร่มของตัวเองก่อนจะอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความสุดท้ายที่ส่งมาพร้อมแสงสีเขียวที่บ่งบอกว่าออนไลน์อยู่ได้หายไป 

 

           ‘ฝันดีนะไอ้งูหื่น’ 

 

           …โดนด่าแต่ทำไมยิ้มนะ?... 

 

 

 

      …ฝนตกจริงๆด้วย… 

 

           เหมือนฝันคิดในใจพลางมองออกไปด้านนอกตัวรถเมล์ที่พบกับฝนยังคงตกไม่หยุด วันนี้แฟนสาวของเธอต้องไปทำธุระแต่เช้าตรู่จึงได้เอารถออกไปทำให้ตนเองต้องมาด้วยรถสาธารณะอย่างที่เห็น เธอเข้าใจดีว่าสัญญากับครอบครัวแล้วเรื่องที่จะอยู่ห่างผู้หญิงคนนี้ แต่เพราะความอยากรู้ว่าตกลงแล้วหล่อนเป็นอะไรกันแน่ ทายาทแห่งงูจงอางเผือกจึงตัดสินใจขัดคำสั่งบุพการีของตัวเอง 

 

           ครืด ครืด~ 

 

           ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นมือถือของตัวเองก็เกิดสั่นบ่งบอกว่ามีข้อความเข้า เหมือนฝันจึงนำเอาร่มที่ถือมาแขวนไว้กับแขนข้างที่โหนราวอยู่ก่อนจะกดเปิดอ่านข้อความนั้นจึงพบว่ามาจากแฟนสาวที่ออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าและทิ้งเพียงโน้ตเล็กๆเอาไว้เท่านั้น 

 

           ‘วันนี้คุณหมอบอกให้นอนที่โรงพยาบาล หาข้าวทานเองนะคะ’ 

 

           แอบถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าแฟนสาวจะไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว เหมือนฝันยังไม่ได้มีโอกาสถามหล่อนเลยสักครั้งว่าตกลงแล้วป่วยเป็นอะไร แถมเจ้าตัวก็ไม่ยอมให้ไปเฝ้าที่โรงพยาบาลอีกตอนนี้เธอจึงอึดอัดมากที่ไม่สามารถดูแลคนรักของตัวเองได้ แต่ความคิดนั้นก็หายไปเมื่อตัวรถเคลื่อนมาถึงจุดหมายเธอจึงรีบลงจากรถพร้อมกางร่มเพื่อออกไปรอหน้าบริษัทตามที่ตกลงกันเอาไว้ 

 

           …หล่อนคงยังมาไม่ถึง… 

 

           เมื่อมาถึงด้านหน้าบริษัทและยังไม่พบใครนอกจากพนักงานของบริษัทที่กางร่มเดินเข้าไปในตึก เหมือนฝันจึงตัดสินใจยืนรออยู่ตรงนั้นพลางจินตนาการว่าจะทักทายหล่อนอย่างไรเมื่อมาถึง และด้วยขนาดร่มที่เล็กตัวเองควรจะโอบไหล่อีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้กันดีหรือไม่ 

 

           …แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว… 

 

           แต่ความตื่นเต้นนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อเวลาผ่านไปและยังไม่เห็นวี่แววของน่านฟ้าเสียที เหมือนฝันก้มมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าอีกไม่นานก็ได้เวลาเข้างานแล้วด้วย จากการยืนลังเลอยู่นั้นทำให้ยามที่เฝ้าหน้าประตูผู้ซึ่งเพิ่งจะวางสายจากใครสักคนไปรีบเดินกางร่มเข้ามาสะกิดเธอ 

 

           “คุณครับ คุณน่านฟ้าให้มาบอกว่าอยู่ที่ห้องทำงานตั้งนานแล้ว คุณเข้าไปในตึกได้เลย” ยามเอ่ยตามที่ได้รับคำสั่งมา 

           “อะไรนะคะ?” 

           “รีบเถอะครับเดี๋ยวจะสายเอา” 

 

           เพราะคำเตือนของยามทำให้เหมือนฝันไม่มีเวลามาอึ้งอะไรทั้งนั้น เธอรีบเดินเข้าไปแสกนลายนิ้วมือเข้างานพลางพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด เดาว่าหล่อนน่าจะแกล้งกันแน่ๆถึงได้ปล่อยให้เธอยืนโดนละอองฝนอยู่นานขนาดนั้น เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในแผนกตนเองจึงโยนประเป๋าลงบนโต๊ะเสียงดังให้พนักงานคนอื่นๆหันมามอง แต่พอเห็นเธอเดินตรงไปยังห้องทำงานของน่านฟ้าทุกคนก็รีบก้มหน้าก้มตาทำงานต่อทันที 

 

           …ยัยตัวแสบ!... 

 

           “ใจคอจะให้ยืนแบบนั้นทั้งวันเลยหรือไงห๊ะ!” 

 

           เหมือนฝันตะคอกใส่อีกฝ่ายทันทีที่ตัวเองเข้ามาในห้อง เธอพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะพบว่าใบหน้าของเจ้านายหายไปจากกองเอกสารบางอย่างที่สูงจนมิดหัว หล่อนจึงลุกจากที่นั่งแล้วเดินอ้อมมาพิงขอบโต๊ะของตัวเองโดยในมือยังถือเอกสารเอาไว้อยู่ ท่าทางงานยุ่งของอีกฝ่ายทำให้ความโกรธของเหมือนฝันลดลง 

 

           “ทะเลาะกันทีหลังได้ไหม ฉันต้องแก้งานตั้งแต่ต้นปีทั้งหมดใหม่ให้ทันก่อนวันศุกร์ที่จะถึงนี้น่ะ” หล่อนเอ่ยกับเธอแต่มือยังจดยุกยิกลงบนเอกสาร 

           “งานอะไรทำไมเยอะขนาดนี้” เธอมองอย่างอึ้งๆ 

           “ไว้คุยกันนะ” 

           “นี่ เดี๋ยวสิ!” 

 

           น่านฟ้าที่กำลังหมุนตัวจะเดินกลับไปนั่งโต๊ะหยุดฝีเท้าลงก่อนจะตัดสินใจวางแฟ้มเอกสารนั้นลงบนโต๊ะทำงานแล้วหยิบเอาทิชชู่ขึ้นมาถือพร้อมกับเดินมาซับละอองฝนตามกรอบหน้าของเธออย่างอ่อนโยนจนคนที่คิดจะมาโวยวายตอนแรกถึงกับไปไม่เป็น เมื่อหล่อนทำการซับละอองฝนออกจนหมดแล้วจึงเดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเองพร้อมกับควันที่ลอยขึ้นมาเป็นกลิ่นคุ้นเคย 

 

           “ออกไปก่อนนะเดี๋ยวตัวเหม็นบุหรี่” 

           “อ…อืม” 

 

           เหมือนฝันยอมเดินออกมาอย่างว่าง่ายก่อนที่จะได้ฟังจากพี่ๆคนอื่นว่ามีแฮกเกอร์เข้าไปแก้ข้อมูลบางอย่างของบริษัทจนหลายแผนกเกิดความวุ่นวายเพราะแฮกเกอร์คนนั้นแก้ไขแม้แต่จุดเล็กๆจนทุกคนต้องตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด โดยเจ้านายของเธอนั้นขอเลือกที่จะทำเองมากกว่าให้ลูกน้องเข้ามาช่วยเพราะยังมีงานด่วนอีกชิ้นที่ต้องทำให้เสร็จทันการเช่นกัน ทำให้ตอนนี้ทั้งพนักงานบริษัทตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับสูงต้องทำงานหนักกันพอสมควร 

 

           …หล่อนเก่งขนาดไหนนะ… 

           …ถึงทำงานทั้งหมดนั่นได้ด้วยตัวคนเดียว… 

 

           “จับจุดเล็กๆได้แบบนั้นคงตาดีมากเลยมั้ง” 

 

 

 

      …เป็นห่วงเจ้านาย… 

 

           เหมือนฝันมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาดึกมากแล้วพลางเดินวนไปมาในห้องนอนด้วยความกังวล ได้ยินมาว่าหล่อนจะไม่กลับบ้านเพราะต้องการจะเคลียร์เอกสารทั้งหมดให้เสร็จภายในคืนนี้ ซึ่งฟังยังไงก็ดูเหลือเชื่อเกินไป และหากทำได้จริงก็คงเหนื่อยมากจนนอนยาวข้ามวันแน่ๆ เธอจึงเกิดความลังเลว่าควรจะไปช่วยหล่อนดีหรือไม่ 

 

           “เป็นลูกน้องก็ต้องช่วยเจ้านายสิ” 

 

           เมื่อตัดสินใจได้แบบนั้นเหมือนฝันก็รีบเรียกบริการรถให้มารับก่อนจะตรงดิ่งไปยังบริษัททันที ซึ่งเมื่อมาถึงก็พบว่าแม้แต่ยามเองก็ยังนั่งหลับไปแล้วตัวเธอจึงรีบขึ้นลิฟท์มุ่งตรงไปยังแผนกของตัวเอง บรรยากาศโดยรอบเองก็มืดสนิทเพราะกลางดึกแบบนี้ไม่มีใครเขาอยู่กันแล้ว และเมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานของอีกฝ่ายเธอก็เห็นแสงไฟลอดออกมาจากประตู 

 

           …เธอจินตนาการว่าเปิดไปหล่อนต้องสลบ… 

           …แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิด… 

 

           ประตูถูกแง้มออกช้าๆด้วยฝีมือของเธอ จนกระทั่งเปิดกว้างก็พบว่าคนที่ควรจะหลับไปแล้วหรือไม่ก็นั่งทำหน้าเครียดกลับไม่ได้เป็นแบบที่คิด เอกสารมากมายถูกวางอยู่บนพื้นข้างกำแพงอย่างเป็นระเบียบในกล่องที่ปิดเอาไว้เหมือนกับไม่เคยเปิด ส่วนบนโต๊ะทำงานกลับมีขวดไวน์ราคาแพงและแก้วทรงสวยที่มีไวน์อยู่ในแก้วซึ่งถูกเรียวนิ้วสวยค่อยๆบรรจงจับยกขึ้นจรดริมฝีปากสวย จากนั้นแก้วเปล่าก็ถูกวางลงที่เดิมให้เจ้าของมือย้ายไปหยิบบุหรี่ที่ปลายสีแดงเพราะเปลวเพลิงได้ยกมาจรดริมฝีปากพ่นควันไปทั่ว 

 

           …หล่อนหันมามองเธอ… 

           …ด้วยแววตายั่วยวน… 

 

           “จิบไวน์ด้วยกันไหม?....เหมือนฝัน” 

 

 

 

 

========================= 

กลัวหม่าม๊าอีท่าไหนไปหาเค้าดึกๆดื่นๆน่ะเหมือนฝัน 

แหมมมมมม 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น