มอมิ้น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผมท้องไม่มีพ่อ 7

ชื่อตอน : ผมท้องไม่มีพ่อ 7

คำค้น : ผมท้องไม่มีพ่อ 7

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 65

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2563 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผมท้องไม่มีพ่อ 7
แบบอักษร

ตอนที่7 

#ผมท้องไม่มีพ่อ 

 

 

 

 

ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอไอแพดที่ถูกเปิดหน้าไอจีวางทิ้งไว้พร้อมกับหนึ่งร่างบนเตียงที่นั่งกอดเข่าพร้อมซุกหน้าลงบนแขน ความเคลื่อนไหวเดียวเพียงในห้องคือคอมเม้นภายใต้รูปล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ ภาพสีดำสนิทคือสิ่งที่กานต์โพสลงพร้อมกับแคปชั่นที่ชัดเจนว่าต้องการสื่อถึงอะไร

 

//ขอโทษสำหรับทุกอย่างนะครับ เพื่อความสบายใจของทุกคนจะไม่ต้องได้เห็นผมตามสื่ออีกแล้ว// ถอยให้แล้วทกอย่าง ยอมให้หมดทุกทางแม้กระทั่งการทิ้งอาชีพและเงินทอง เพียงเพื่อต้องการสิ่งเดียวซึ่งคือคำว่าความสุขในชีวิตเท่านั้น แต่แล้วสองแขนเรียวกระชับกอดตัวเอง สายตาเหม่อลอยที่มองคอมเม้นนับหมื่นนับพันที่ถูกส่งเข้ามา น้ำตาของกานต์ไหลอย่างไม่รู้ตัว ปล่อยให้ร้องไห้อยู่แบบนั้นพลางเฝ้าบอกตัวเองว่าหลังจากนี้ทุกอย่างคงจะดีขึ้นแล้ว

 

...สร้างเรื่องหวังทำลายอนาคตคนอื่น แล้วจบลงที่ขอจบเรื่องนี้ง่ายๆอะหรอ...

...น่าสมเพช เห็นแก่ตัว กะหรี่...

...ไปตายเถอะ พวกขยะรกโลก...

 

รุนแรงเกินกว่าที่คนหนึ่งคนสมควรจะได้รับ แต่เหมือนไม่ได้มีใครสนใจเพราะต่างคนต่างงัดคำด่ามากมายแล้วเทมันลงมาไว้ที่กานต์ ความเกลียดชังหรือหงุดหงิดมาทั้งวันของคนพวกนั้น ความทุกข์ทั้งหมดถูกเอามาทิ้งและระบายที่กานต์หมดแล้ว ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเข้าหากัน ในตอนนี้เหมือนโลกมืดแปดด้านเพราะเขาไม่สามารถปรึกษาหรือคุยกับใครได้เลย

 

“ทำไมพี่เอมไม่รับสายเลย...” เสียงหวานพึมพำเมื่อพยายามติดต่อผู้จัดการส่วนตัวอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่สิ่งที่ได้กลับมาจากอีกคนดันเป็นการกดตัดสายทิ้ง กลายเป็นว่ากานต์กังวล ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรที่ทำให้เอมไม่พอใจหรือเปล่า

 

...ครืดดด!... แต่แล้วเสียงสั่นจากโทรศัพท์ดัง ก่อนกดเปิดดูแล้วจะพบว่าคือไลน์ที่เอมส่งมาหา

//เลิกติดต่อมาได้แล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว// กานต์เบิกตากว้าง ก่อนจะได้พิมพ์อะไรตอบกลับไปก็พบว่าเอมลบบัญชีไลน์ของตัวเองทิ้งเพื่อหนีเขาไปแล้ว เจอแบบนี้สีหน้าของกานต์ถอดสี เพื่อนเพียงคนเดียวที่ไว้ใจกลายเป็นอื่นไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่แถลงข่าวเอมก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่แบบนี้มันแย่มาก

 

“ฮึก....” สุดท้ายร้องไห้ออกมาอีกครั้ง น้ำตาไหลเปื้อนเต็มใบหน้าที่ยังคงมีรอยฟกช้ำให้ได้เห็น

เขาเหมือนคนไร้ทางออก คนคนเดียวที่คอยให้คำปรึกษากลับทิ้งกลางคัน

 

...ก็อกๆๆๆ!!...  กระทั่งที่เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นรอยยิ้มของกานต์ปรากฏ แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีอาจจะเป็นเอมที่มาหา รีบวิ่งตรงเพื่อจะไปเปิดประตูให้ แต่แล้วสุดท้ายเมื่อได้พบกับคนด้านนอก...

 

“มาหาใครหรอครับ” กลายเป็นต้องตั้งคำถาม เมื่อคนที่ยืนอยู่จำนวนหลายคนมีแต่คนแปลกหน้า

ผู้ชายร่างใหญ่ในชุดดำหลายคนทำให้กานต์กลัว

แต่ในที่สุดมีคนสองคนที่เดินฝ่าคนพวกนั้นเข้ามา

 

“ชื่อกานต์ใช่ไหม” คำถามแรกจากชายร่างเล็กที่ทำให้กานต์พยักหน้ารับ

“เดี๋ยวครับ! มีอะไรกับผมหรือเปล่า ผมไปทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเปล่า” กานต์ตกใจ หน้าตาจวนจะร้องไห้เมื่อคนกลุ่มใหญ่พากันเดินเข้ามาในห้องพร้อมกดล็อคปิดประตู กานต์ถอยกรูจนล้มลงกับพื้นห้อง เขายกมือไหว้ด้วยความกลัว คำพูดของธาวินที่อีกคนขู่มากมายดังขึ้นในหัวผลัดไปมาจนทำให้กังวล สองมือเรียวยกขึ้นประกบกัน เขาคุกเข่าเตีรยมจะก้มกราบแทบเท้าของคนสองคนเบื้องหน้า

 

..หมับ!!.. แต่ก่อนที่มือจะชิดลงกับพื้นมีหนึ่งมือเข้ามาดึงแขนและรั้งเอาไว้ก่อน

 

“เธอจะทำอะไร”

“อย่าทำอะไรผมกับลูกเลยนะ ผมสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับเขาแล้วฝากไปบอกเขาด้วย” คำว่าเขาในที่นี้เดาได้ไม่ยากเลยว่าหมายถึงใคร คงเป็นใครไปไม่ได้นอกไปเสียจากลูกชายของพวกเขาทั้งสอง เจอแบบนี้ยิ่งหมดคำพูด คงชัดเจนมากพอและไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้วสำหรับความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง

 

“ไปนั่งบนโซฟา” เมื่ออีกฝ่ายบอกแบบนี้กานต์รีบทำตาม เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยเลยด้วยซ้ำ

 

ในขณะที่กานต์เอาแต่ก้มหน้า ทางคนตรงข้ามกลับกำลังไล่มองตามเนื้อตัวของเด็กหนุ่ม

รอยช้ำตามใบหน้าและตามร่างกาย ยิ่งตอกย้ำว่าวันนั้นหลังจากที่ธาวินปิดม่านเกิดอะไรขึ้น

 

“ฉันเป็นแม่ของธาวิน” แล้วเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ทำให้กานต์ตาโต เขาพอจะรู้มาบ้างว่าบ้านของธาวินมีฐานะ แต่ไม่ได้คิดว่าจะมากถึงขนาดมีอำนาจขนาดนี้ ยิ่งพอทราบแบบนี้แล้วใบหน้าของกานต์ยิ่งกังวล หากทางครอบครัวของธาวินอยากจะให้ทำอะไรแล้วเขาจะขัดใจได้อย่างไรกัน

“ผมไม่เอาเด็กออกได้ไหม...” และสิ่งที่กานต์ขอร้องทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

 

“แล้วบอกตอนไหนว่าจะให้เอาเด็กออก”

“ไม่ใช่ว่าจะให้ทำตามที่วินบอกหรอครับ....” เพียงพูดจบเท่านั้นที่กานต์น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

“ธาวินบอกให้ทำแบบนั้น?”

 

“ไม่หรอกครับ ผมว่าตอนนั้นวินคงแค่ตกใจ” แต่เมื่อชักรู้สึกว่าแม่ของอีกคนกำลังจะจับผิดลูกชายสุดท้ายกานต์ก็รีบแก้ตัวให้ เจอแบบนี้คนฟังถอนหายใจ เลิกสงสัยแล้วหละว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เหมือนหุ่นเชิดของธาวินนัก

“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอกับธาวินกำลังคุยกัน”

“เพราะว่าเขาไม่ให้บอกใคร ห้ามบอกใครทั้งนั้น”

 

“แล้วเรื่องเด็กในท้องที่เธอให้สัมภาษณ์หละ” คำถามนี้ทำให้กานต์ชะงัก สองมือรีบกอดรอบหน้าท้องของตัวเอง เกิดการถกเถียงในหัวว่าควรจะบอกความจริงไปดีไหม แต่เมื่อสบตากับอีกคนเขาก็รู้ทันทีว่าต่อให้โกหกก็คงไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเหมือนในตอนนี้คนถามแทบจะรู้ในคำตอบอยู่แล้ว

“แค่โกหกคนอื่นไปก่อน แต่ว่าวินก็จะช่วยเลี้ยงลูกนะครับ” ถึงแม้ว่ากานต์จะไม่มั่นใจเลยว่าธาวินจะทำตามที่พูด...

 

“แล้วถ้าฉันยื่นข้อเสนออื่นให้หละ”

“ครับ?” กานต์เลิกคิ้ว

“การจะหางานทำในตอนที่ท้องแบบนี้มันลำบาก...แต่ฉันมีงานเสนอให้ ได้ข่าวมาว่าเธอเรียนเก่งและหลานชายของฉันเขาก็กำลังอยากได้ครูติวคณิตศาสตร์ให้...เงินเดือนมากพอที่เธอไม่ต้องไปหางานอย่างอื่นทำ อีกอย่างถ้าว่างฉันจะแวะเวียนเข้ามาหา”

“.......”

“ส่วนเรื่องของธาวิน หลังจากที่ฉันคุยกับลูกของฉันแล้ว...ค่อยมาว่ากันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อ” เมื่อได้ยินแบบนี้กานต์เงียบ แต่คงเป็นเพียงทางเลือกเดียวจะที่ช่วยต่อชีวิตของเขา อีกอย่างการสอนเด็กไม่กี่ขวบคงไม่ยากเกินความสามารถ

 

แต่สิ่งที่กานต์หวังพึ่งแม่ของธาวินจริงๆไม่ใช่เรื่องเงิน

แต่เป็นเรื่องที่อยากให้อีกคนช่วยจัดการความสัมพันธ์นี้ให้ทีตางหาก

 

...เขาไม่อยากจะต้องเจ็บตัวแบบนี้อีกแล้ว...

 

................................

 

สองหนุ่มรูปร่างไล่เลี่ยเดินเคียงกันอยู่ภายในชั้นทางเดินของคอนโดสูง ฝ่ายคนอายุมากกว่าเดินนำเพราะเป็นเจ้าของสถานที่ในขณะที่น้องชายคนสนิทกำลังวุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องธาวินเปิดและเดินนำเข้าไปด้านในก่อน ในขณะที่คนด้านหลังขมวดคิ้ว เลิกสนใจโทรศัพท์และตามไปนั่งภายในห้อง

 

“เมื่อวานมาวันแรกอย่างหงุดหงิด รถผมชนด้วย” รีบฟ้องเลยก่อนใครและธาวินหัวเราะ

“แบบนี้แหละ ที่นี่ขับรถกันเหี้ยจะตาย”

“แต่ก็ไม่แย่นะพี่ คู่กรณีทำให้ไม่กล้ามีเรื่องเลย อย่างสุภาพ” ฝ่ายคนน้องเล่าไม่หยุด ภาพยังติดตากับการที่คนแปลกหน้าวิ่งลงจากรถพร้อมขอโทษด้วยใบหน้าที่รู้สึกผิดอย่างจริงใจ วันนั้นจากที่ควรจะเป็นวันที่แย่ แต่กลับทำให้เขารู้ดีเสียอย่างบอกไม่ถูก

 

“นี่พี่ไม่มีถ่ายหนังหรอ” พระเอกคิวทองแบบธาวินไม่ควรมีวันหยุด

“อืม ที่กองปรับเปลี่ยนนิดหน่อย กำลังหาคนแสดงใหม่”

 

“ทำไมหละพี่”

“ก็คนเก่าออก”

“อ๋อ ไอ้คนที่ว่ามีเรื่องกับพี่น่ะหรอ” ถึงตรงนี้ภูเริ่มร้องอ๋อ เขาพอได้ยินข่าวเพราะธาวินโทรมาบ่นให้ฟังว่ากำลังมีเรื่องปวดหัว แต่ก็ไม่ได้ตามจริงจังอะไร เขารู้ว่ารุ่นพี่รุ่นน้องของตัวเองดังแค่ไหน คงไม่แปลกหากใครต่อใครอยากจะเกาะกระแส

 

“แล้วนี่ทำไมมึงถูกเรียกตัวกลับมากลางคัน”

“ที่โรงเรียนมีเรื่องนิดหน่อย”

“เรื่อง?” เมื่อโดนถามย้ำภูยิ้มร้าย ถือว่ารู้กันเพราะธาวินก็ยิ้มออกมา

 

“ผมไม่ได้โดนไล่ออกคนเดียวนะพี่ ครูคนนั้นก็โดนด้วย”

“เดี๋ยวนี้มึงล่อยันครูแล้วหรอ เด็กสิบเจ็ดนี่มันไปขนาดนี้แล้วหรอวะ” ต่อว่าอย่างไม่จริงจังนักเพราะโตมาด้วยกันแถมสนิทกันมาก ภูมักชอบโทรมาหาอยู่บ่อยครั้ง เลยทำให้แม้ว่าต่อให้อยู่ไกลกันแต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ห่างกันเลย

 

“แล้วพี่อะพี่วิน...พี่ไปทำคนท้องจริงปะ”

“มั้ง กูไม่รู้” กับคนอื่นธาวินคงโกหก แต่กับภูเขาไว้ใจว่าอีกฝ่ายไม่หักหลังกันแน่

“ทำไงคราวนี้”

 

“ก็ไม่ทำไง” คำตอบของธาวินที่ทำให้ภูพยักหน้ารับ

“มีแต่เรื่องน่าปวดหัวเนอะ”

“ทำไม พ่อมึงบังคับอะไรมึงอีก”

“ก็...จะบังคับให้ผมเรียนพิเศษอะดิ แถมยังไม่ให้เลือกครูเองด้วย”

 

“เขากลัวมึงจะเลือกคนที่เข้าตา แล้วสุดท้ายจะได้ไปเรียนอย่างอื่นกันแทนหละสิ” เมื่อธาวินพูดแบบนี้เสียงหัวเราะจากเด็กหนุ่มดังขึ้น แต่เมื่อนึกอะไรออกภูรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

“ก็แม่พี่แหละหาให้ แต่โคตรบังเอิญเลยพี่...ครูสอนพิเศษผมคนเดียวกับคนที่ขับรถชนกันวันนั้นเลย”

“........”

“น่ารักด้วยนะ ดูดิ” และภูโยนโทรศัพท์ของตัวเองให้ธาวิน ภายในนั้นมีภาพของหนึ่งคนอยู่

 

แต่จากตอนแรกที่พูดคุยกันปกติ

สุดท้ายธาวินเงียบและจ้องภาพในมือถือนิ่ง

 

“แม่กูเป็นคนหามาให้มึงหรอ”

“น่าจะใช่นะ ทำไม มีอะไรหรือเปล่า” ไม่มีคำตอบจากธาวิน แต่อีกคนนิ่งไปแล้วและในตอนนี้ธาวินเดินตรงไปคว้ากุญแจรถ ท่ามกลางความงุนงงของภูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนที่ธาวินจะเดินออกจากห้อง

 

“มึงห้ามยอมรับคนนี้มาสอนพิเศษมึงเด็ดขาด”

“.........”

“กูออกคำสั่ง และมึงต้องทำตามด้วยไอ้ภู”

 

...ปัง...!! ก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิด เหลือไว้เพียงความเงียบและใบหน้าไม่เข้าใจของภูที่ฉายชัด

“อะไรวะ...” เด็กหนุ่มถึงขั้นพึมพำ ปกติธาวินไม่เคยมีท่าทางแบบนี้ด้วยซ้ำ หรือต่อให้มีเรื่องอะไรเขาก็ต้องรู้ แต่พอเจอแบบนี้ภูถึงขั้นงุนงง แล้วเพียงทางออกเดียวที่คงพอจะหาคำตอบได้ เด็กหนุ่มร่างสูงลองกดค้นชื่อของพี่ชายคนสนิทลงในกู้เกิล

 

เพียงเท่านั้นที่ภาพของธาวินกับใครอีกคนซึ่งกำลังเป็นข่าวดังรันเต็มขึ้นหน้าเว็บ

ผู้ชายที่เขาเจอในวันนั้น ครูสอนพิเศษของเขา และคนที่เป็นข่าวกับธาวินล้วนเป็นคนเดียวกันหมด

 

“อะไรวะเนี่ย กลับมาได้ไม่กี่วันก็เจอเรื่องอีกแล้วหรอวะ” ภูพึมพำ เขาเกลียดทุกสถานการณ์หากต้องเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงระหว่างคนอื่น แต่ถ้าเกิดว่าเลี่ยงไม่ได้ขึ้นมาหละ

แล้วนี่เขาควรจะอยู่ฝั่งไหนดี....

 

 

# # # # # # #

อิอิ ของจริงเริ่มมาแล้ววววววว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น