Chaleeisis

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6 : ขอโทษ

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2563 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 : ขอโทษ
แบบอักษร

 

 

ความรู้สึกใจโหวงนี้มันคืออะไรวะ

ไม่ชอบเลย

ผมนั่งเอาเทปผ้าพันไม้กลองเหมือนคนไม่มีอะไรทำ ตอนนี้อยู่ที่ลานเกียร์ครับ มาเข้ากิจกรรมสันทนาการกับน้องๆ เพราะเหงา เหล่าสหายไปซื้อของให้ฝ่ายสวัสดิการแต่ผมขี้เกียจจะขยับตัวก็เลยอยู่มันที่นี่แหละ ไม่ขยับตัวคือไม่ขยับจริงๆ เลยนะ นั่งอยู่ตรงนี้มาชั่วโมงกว่าแล้ว เดี๋ยวอีกสักพักพวกรุ่นน้องปี 1 ก็คงมาแล้วล่ะ ตอนนี้พวกแก๊งค์สันฯ ก็กำลังจัดเตรียมสถานที่ต่างๆ ลานเกียร์ตอนบ่าย 3 นี่แดดร่มลมเย็นเป็นใจในการทำกิจกรรมมาก

เหมาะกับการนอนมากด้วยเหมือนกัน

“พี่เฌอ” ประธานคณะกรรมการฯ ปี 2 เดินมานั่งลงข้างๆ ผม “ตีกลองเป็นป้ะ”

“ไม่เป็น แบกกลองเป็นอย่างเดียว ทำไมอะ ปกติใครตี”

“ปกติไอ้แยมตี แต่วันนี้เขามีคัดคฑากรไง ก็เลยส่งไอ้แยมไป”

ผมเลิกคิ้วมองสมปอง “ความจริงมึงควรไปคัดตัวรึเปล่า”

“ไม่เอาอะ ตอนมัธยมฯ เคยเป็นละ ทำไมอะพี่เฌอ สายรหัสปองต้องเป็นคฑากรตลอดเลยเหรอ”

“ก็น่าจะแบบนั้นป้ะวะ สายรหัสมึงมันเป็นสายคฑากรอะ”

“นี่ไง ปองจะเป็นรุ่นแรกให้เองที่ไม่ต้องเป็นคฑากร” เด็กเวรยิ้มแป้นให้ก่อนจะทำหน้ามุ่ย “ให้ใครตีกลองให้ดีวะ คนที่ตีกลองเป็นก็ไม่อยู่”

“ไม่ต้องตีไหมงั้นอะ”

“มันก็ไม่ค่อยคึกครื้นดิพี่เฌอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวปองลองไปหาคนอื่นก่อน” ว่าแล้วมันก็เดินไปหาคนโน้นทีคนนี้ที ดูซิว่าวันนี้สมปองมันจะหาคนตีกลองได้รึเปล่า

ผมนั่งพันไม้กลองอันต่อไปพลางนึกถึงเรื่องคฑากรที่คนคิ้วท์แห่งโยธาพูด ปกติสายรหัสของทะเลเพื่อนรักจะเป็นคฑากรไม้หนึ่งเสมอครับ สายไอ้ขันซึ่งเป็นสายเฮดว้ากก็จะรับหน้าที่ถือธง ส่วนสายผมจะถือป้ายของคณะซึ่งโคตรหนักเลยไอ้เวร ป้ายไม้นะแต่เหมือนข้างในแม่งเป็นเหล็ก เอาไปฟาดหัวใครคือตายห่าแน่ๆ แหละ แล้วขบวนพาเหรดคือเดินไกลมาก เริ่มต้นจากตึกคณะแพทย์ฯ ไปจนถึงตึกคณะนิเทศฯ ที่อยู่อีกฝั่งนึง

จบงานเหมือนคนแขนหักอะ ป้อแป้ไปทั้งตัว

แต่ปีนี้ผมจะหลุดพ้นจากงานกีฬาสีต่างๆ แล้วเพราะว่าไปฝึกงานไง ก็ให้เป็นเวรกรรมของบรรดารุ่นน้องต่อไป เอาจริงๆ เวลาร่วมงานกิจกรรมต่างๆ ผมก็ให้ความร่วมมือเต็มที่นะ อาจเพราะว่ามันเป็นหน้าที่ด้วยมั้ง ชรันน่ะเป็นประเภททุ่มเทกับการทำงานอยู่แล้ว มีบ่นบ้างแต่ก็ทำอยู่ดี ไม่ทำมันก็ไม่ได้ด้วยแหละเพราะทางคณะสั่งมา ผมมองว่างานต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีนะ ได้ทำหลายอย่างก็ได้ความทรงจำหลายอย่าง

ก็ดีสำหรับช่วงนึงในชีวิต

เรียนจบไปก็คงไม่ได้ทำอะไรพวกนี้แล้วแหละ

“พี่เฌอครับ”

ผมหันมองตามเสียงเรียกก็พบร่างสูงที่แบกของเยอะแยะเต็มไปหมด “มาทำอะไรที่นี่อะคุณ”

“เอาเสื้อพี่มาคืนน่ะครับ” สิบสามส่งถุงเสื้อให้ผม “แล้วพี่ทำอะไรอยู่เหรอ”

“รอสันทนาการน้องอะ ผมเหงา ไม่รู้จะไปทำอะไรก็เลยอยู่ร่วมกิจกรรม” ผมมองไม้คฑาในมือเขา “คุณจะไปไหนอะ คัดตัวคฑากรเหรอ”

“คัดเสร็จแล้วล่ะครับ รอฟังผล แต่ผมไม่อยากเป็น”

“ผมว่านะถ้าคุณได้เป็นคฑากรไม้หนึ่งของคณะแพทย์ มันต้องดีมากแน่ๆ เลย” ลองคิดภาพตามดิ รูปร่างแบบนี้ เบ้าหน้าขนาดนี้ เดินนำขบวนพาเหรดของเด็กแพทย์ฯ มันต้องเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ หื้อออ.อ....อยากเห็นว่ะ

นังน้อนนั่งลงข้างๆ ผม “พี่คิดแบบนั้นเหรอครับ”

“อื้ม ถึงกีฬาสีจะตรงกับช่วงที่ผมฝึกงาน แต่ผมคิดเอาไว้แล้วนะว่าจะแอบโดดงานมาดูน้องๆ ”

“เทอมหน้าพี่เฌอฝึกงานที่ไหนเหรอครับ”

“แถวจังหวัดปทุมฯ อะ ผมอาจจะต้องย้ายหอ แต่เดี๋ยวดูก่อน เออแล้วคุณไม่ต้องไปไหนต่อเหรอ”

“ไม่ครับ ก็อาจจะกลับห้องเลย”

ผมเอียงหัวเข้าไปใกล้สิบสาม “คุณ....ตีกลองเป็นป้ะ”

“ก็ตีได้นะครับ สมัยมัธยมฯ ผมเคยตีกลองให้คณะสี”

“ดีเลยคุณ คุณว่างใช่ป้ะ ผมยืมตัวคุณมาตีกลองสันทนาการหน่อยดิ คือรุ่นน้องผมคนที่รับผิดชอบหน้าที่ตีกลอง มันไปคัดคฑากร แล้วก็ไม่มีใครตีกลองเป็นด้วย”

“มันจะไม่เป็นไรเหรอครับ ผมคนนอกคณะนะ”

“เดี๋ยวผมจัดการให้ ขอแค่คุณโอเคก็พอแล้ว ว่าไง....ได้ไหม”

“ก็ได้ครับ”

“โอเคเลย คุณรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปบอกรุ่นน้องก่อน” ว่าแล้วผมก็เดินไปหาสมปองที่กำลังร่อนไปทั่วเพื่อหามือกลอง

ผมลากประธานคณะกรรมการปี 2 มาหาอดีตเดือนคณะแพทย์ฯ สมปองหลบอยู่หลังผมเหมือนใช้เป็นที่กำบัง อะไรของมันวะเนี่ย ส่วนนังน้องก็มองเด็กเวรข้างหลังนิ่งๆ ไอ้เจ้านี่ก็เหมือนกัน จะใช้สายตาที่อ่อนโยนกว่านี้มองชาวบ้านคือไม่ได้เลย ผมจัดแจงแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน แล้วอะไรคือแค่พยักหน้ารับรู้เฉยๆ วะ ใจคอพวกเอ็งจะไม่คุยกันหน่อยเหรอ แบบนี้ตอนสันทนาการจะรู้เรื่องไหมวะ

เพลียใจจริงๆ

“สื่อสารกันทางสายตาว่างั้นเถอะ แล้วจะรู้เรื่องไหมเนี่ยะ”

สมปองยิ้มแห้งๆ ออกมา “รู้เรื่องน่ะพี่ เนอะ เราจะสื่อสารกันรู้เรื่องใช่ไหม”

“.....ครับ”

เหรอวะ

“เออๆ รู้เรื่องก็รู้เรื่อง กูแล้วแต่นะ”

“โอเค งั้นเดี๋ยวปองไปยกกลองมาให้ ถ้าน้องๆ มา พี่เฌอก็ให้เข้าแถวตามกลุ่มเลยนะ”

“อือ ไปๆ รีบไปรีบมา” ผมรับคำพลางเดินไปหยิบโทรโข่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ของไอ้สยามแน่ๆ แหละโทรโข่งอันนี้อะ ตอนนี้มันกลายเป็นพี่ว้ากไปแล้วไง น้องโทรโข่งก็เลยถูกสืบทอดมาให้เมียแทน

น่าหมั่นไส้จริงๆ

กินกันเองหมดเลยรุ่นน้องผม แต่จะว่าแค่พวกมันก็ไม่ได้ เพราะเพื่อนๆ ผมก็เป็นแบบนั้น จะว่าไปคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมมีแต่คนที่รักเพศเดียวกันทั้งนั้นเลย บางทีก็ดีใจเหมือนกันนะที่ตัวเองโตขึ้นมาในยุคที่สังคมรับเรื่องนี้ได้แล้วในระดับนึง ผมมองว่าความรัก ไม่ว่าจะกับเพศไหนมันก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่สร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนให้ใคร

ผมคิดแบบนั้นจริงๆ นะ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าความรักของบางคนก็ไม่ค่อยดีนะ ทำเรื่องเลวร้ายเพื่อให้ได้มาครอบครองโดยไม่สนใจว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครบ้าง แบบนั้นมันจะเรียกว่าความรักได้จริงๆ เหรอ มันดูเหมือนเห็นแก่ตัวมากกว่า จะเอาแค่ตัวเองมีความสุข ส่วนคนอื่นจะทุกข์จนเป็นบ้ายังไงก็ไม่สนใจ คนแบบนี้แม่งโคตรใจร้ายเลย บ่อยครั้งที่เคยเจอมากับตัวเอง

ได้แต่หวังว่าเฌอจะไม่เจอคนแบบนั้นอีก

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ”

“หน้าแบบไหน”

“ก็เหมือนคิดเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดี”

“อ๋อ ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะคุณ ไม่มีอะไรหรอก” ผมหยิบเศษใบไม้ออกจากหัวของสิบสาม “ทำไมคุณใส่แว่นเป็นบางวันอะ สายตาสั้นเหรอ”

“เปล่าครับ แว่นเป็นแว่นเลนส์เปล่า”

“แล้วใส่ทำไมอะ”

“ใส่แล้วไม่ดีเหรอครับ”

“ใส่แล้วมันก็ดี เบ้าหน้าแบบคุณ ใส่ไม่ใส่ก็ดูดีป้ะ ขนาดใส่แมสปิดครึ่งหน้ายังรู้เลยว่าหล่อ” หล่อจนน่าหมั่นไส้ เชื่อป้ะว่าตั้งแต่รู้จักนังน้อนมา ไม่มีวันไหนที่ผมไม่รู้สึกหมั่นไส้เขาเลยอะ

ทำไมมันอย่างนั้นวะ

“พี่เฌอก็พูดเกินไป”

“ไม่เกินไปหรอก” ผมดึงแขนสิบสามมาใกล้ก่อนจะพับแขนเสื้อให้เจ้าตัว “เดี๋ยวคุณต้องตีกลองใช่ไหมล่ะ พับแขนเสื้อน่าจะดีกว่า เดี๋ยวผมพับให้”

“ขอบคุณครับ” เขารับคำก่อนจะให้ผมนั่งพับแขนเสื้อให้อยู่อย่างนั้น

ในจังหวะที่ผมพับแขนเสื้อให้นังน้อนก็สังเกตเห็นพลาสเตอร์ยาลายคิตตี้แปะอยู่ตามแขนหลายจุด นอกจากมีพลาสเตอร์ยาแล้วยังมีรอยจ้ำเต็มไปหมด เขาไปโดนอะไรมาแขนถึงได้มีรอยขนาดนี้ ครั้งก่อนที่ผมไปนอนด้วย รอยพวกนี้ยังไม่มีเลย

“คุณไปโดนอะไรมาอะนังน้อน รอยจ้ำเต็มไปหมด”

“อ๋อ เรียนทำข้าวต้มกับทอดไข่เจียวน่ะครับ”

“เรียนทำไมอะ”

“มันเป็นธรรมเนียมของบ้านผม แม่บอกว่าถ้าเจอคนที่ชอบเนี่ยะ ก็ต้องไปเรียนทำข้าวต้มกับทอดไข่เจียว”

ผมเลิกคิ้วมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างสงสัย “เจอคนที่ชอบงั้นอ๋อ”

“ใช่ครับ”

“.....ใครอะ น่ารักป้ะ สวยป้ะ คณะไหนๆ ๆ ๆ ” ผมถามอย่างสงสัย เพราะแบบนี้รึเปล่า สิบสามถึงฟังเพลงรักบ่อยๆ ฮันแน่ ร้ายนักนะนังน้อน อยากรู้จริงๆ ว่าคนแบบไหนถึงทำให้เขาชอบได้

แม่งโคตรเจ๋งเลย

“ผมเอ่ยชื่อเขาได้เหรอครับ”

“เอ่ยได้ดิคุณ....กระซิบก็ได้ เรารู้กันสองคน” ผมเอียงหัวเข้าไปใกล้เขา “ว่ามา....”

“.....พี่เฌอ” มือเรียวหยิบไม้กลองที่อยู่บนตักผมไป “น้องๆ มาแล้วนะครับ” ร่างสูงเดินเข้าไปหาสมปองที่กำลังประกอบกลองอยู่ อะไรวะ ยังไม่ทันได้รู้เลยว่าเขาชอบใคร

เห้อะ.....เปลี่ยนเรื่องเก่งกว่าใครทั้งโลก

ผมทำหน้ายับใส่สิบสามถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม ช่างแม่ง ถ้าเขาอยากบอก เขาก็คงบอกเองแหละมั้ง อีกอย่างมันก็เรื่องของเขา ผมรู้ไปก็เท่านั้นแหละ ตอนนี้สิ่งที่ควรโฟกัสคือกิจกรรมที่กำลังจะทำมากกว่า ผมหยิบโทรโข่งก่อนจะบอกให้น้องๆ เข้าแถวตามกลุ่มของตัวเอง เด็กหลายคนเลยที่มองนังน้อนอย่างตื่นตาตื่นใจ เอาจริงๆ ไม่ใช่แค่ปี 1 หรอกที่เป็นแบบนั้น พวกปี 2 ก็มีเหมือนกัน

ตื่นเต้นแหละดูออก

อย่างแรกคงเพราะสิบสามเป็นคนนอกคณะแต่ยอมมาตีกลองให้สันทนาการของวิศวะฯ ส่วนกิจกรรมสันฯ ของคณะตัวเองก็บอกว่ามันไม่ใช่หน้าที่เลยไม่เข้าร่วม โคตรสุดเลยจริงๆ นี่ถ้าพวกเด็กแพทย์ฯ รู้จะเป็นยังไงวะ แต่อย่างสิบสามจะไปสนใจอะไรถามจริง เขาคงไม่สนใจว่าใครจะพูดหรือคิดยังไง ทำอะไรก็คงเอาตามที่ตัวเองสบายใจที่สุด จะว่าไปผมก็เก่งเหมือนกันนะที่ทำให้นังน้อนมายืนอยู่ตรงนั้นได้

ถ้าไม่ใช่ผมแล้ว....ใครจะทำเรื่องแบบนั้นได้

“สวัสดีครับน้องๆ ปี 1 ทุกคน วันนี้เข้ากิจกรรมสันทนาการกันอีกแล้วนะครับ พี่มีเรื่องจะชี้แจงถึงประเพณีวิ่งเกียร์ที่จะจัดขึ้นในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้าด้วยนะ” 

ผมลากเก้าอี้ไปนั่งเยื้องๆ กับพวกปี 2 ที่ยืนล้อมน้องๆ อยู่ มองจากมุมนี้คือเห็นนังมือกลองจำเป็นได้ชัดมาก สีหน้าดูเรียบเฉยไม่แสดงอะไรออกมาเท่าไหร่ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว นี่ดีนะว่าวันนี้เขาใส่แว่นมา อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้า ถ้าใส่แมสก็จะอีกฟีลนึง แต่ถ้าถามผมนะ สิบสามที่ไม่ใส่แว่น ไม่ใส่แมสคือดี ไม่มีอะไรมาบังหน้าเขาอะดีที่สุด มันจะทำให้ได้เห็นหน้าหล่อๆ แบบชัดๆ ไง ผมเดินไปกระชากแว่นเขาออกมาได้ไหมวะ

น่าจะไม่ได้

“วันนี้พี่แยมมือกลองของเราไปคัดตัวคฑากรนะครับ เพราะงั้นวันนี้เราเลยมีมือกลองอาสาจากคณะแพทย์ฯ มาช่วยตีกลองแทนพี่แยมนั่นคือ พี่สิบสามครับ” 

พอสมปองแนะนำสิบสามให้เด็กๆ รู้จัก เสียงปรบมือกับเสียงเฮก็ดังขึ้นมาทันที ไม่ค่อยเลยนะไอ้พวกนี้ แล้วตัวนังน้อนก็หน้าเดิมเลย มีพยักหน้ารับเสียงกรี๊ดเล็กน้อยประหนึ่งว่าชินแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ เนี่ยะ ผมไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลย บ่อยครั้งที่ผมมองนังน้อนแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเอ็นดูเขาจัง แต่อีกความรู้สึกนึงก็คือหมั่นมาก มันเขี้ยวอยากเอาหมอนฟาดๆ ๆ ๆ หึ้ยยยย....ไอ้ต้าวนังน้อนนนน

อยากกระชากคอเสื้อมาแล้วก็เขย่าๆ

ผมมองน้องๆ ที่ทำกิจกรรมสันทนาการไปเรื่อยๆ พลางฟังเสียงกลองที่สิบสามตีและเสียงเพลงที่สมปองร้อง อืม....ที่หวั่นใจในตอนแรกว่าจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็คงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วล่ะ แค่เด็กเวรนั่นร้องเพลงขึ้นมา นังน้อนก็ตีกลองตามจังหวะของเพลงนั้นได้เป๊ะๆ แถมตอนที่ยืนตีอยู่นั่นก็ดูเท่มากเลยด้วย พอเห็นแบบนั้นแล้วผมอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเขาเก็บเอาไว้

ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้เห็นอีกไหมไง

เพราะงั้นถ่ายเอาไว้สักยี่สิบรูป

หลังจากที่แอบถ่ายรูปนังน้อนจนหนำใจผมก็เข้าไปที่ไอจีก่อนจะถ่ายคลิปที่สิบสามกำลังตีกลองพร้อมกับลงสตอรี่แล้วติดโควตว่า #มือกลองหล่อบอกต่อด้วย เชื่อดิว่าบรรดาแฟนคลับของเขาต้องชอบใจมากแน่ๆ ที่ได้เห็นอะไรที่หาดูยากขนาดนี้ คือกลองที่เจ้าตัวตีมันไม่ได้มีแค่กลองทอมนะเพราะสมปองยกกลองบองโก้มาวางซ้อนด้วย ตอนแรกผมคิดว่านังน้อนจะตีกลองทอมสองจังหวะแต่นี่คือตีครบทั้งชุดเลย

อย่างเก่งอะ

ครืดดดด....ครืดดดด.... 

“ว่าไงครับน้องเดียร์”

(ทำอะไรอยู่เหรอคะ)

“เข้ากิจกรรมสันทนาการน้องๆ ครับ แล้วน้องเดียร์ล่ะทำอะไรอยู่”

(เดียร์เพิ่งทำงานกลุ่มกับเพื่อนเสร็จน่ะค่ะ เดียร์อยากเจอพี่เฌอ กิจกรรมจะเสร็จกี่โมงเหรอคะ)

“นี่เพิ่งเริ่มเองน่ะครับ แต่ถ้าน้องเดียร์อยากให้พี่ไปหา เดี๋ยวพี่ไปตอนนี้เลยก็ได้นะ”

(ไม่เป็นไรค่ะ รอกิจกรรมเสร็จก่อนก็ได้ วันนี้พี่เฌอมาค้างห้องเดียร์ได้ไหมคะ)

“ได้นะครับ งั้นเดี๋ยวถ้ากิจกรรมจบเมื่อไหร่ เดี๋ยวพี่รีบไปหานะ”

(โอเคค่ะ แล้วเจอกันนะคะ)

“ค้าบ....” ผมกดวางสายก่อนจะสังเกตวันที่ตรงหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง วันนี้วันที่ 12 ซึ่งหมายความว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 13 อย่างนั้นสิ

ชิบหายละ

เพราะแบบนี้รึเปล่าใจถึงได้โหวงๆ เหมือนจะเกิดเรื่องไม่ดี ไม่อยากคิดอะไรแย่ๆ ไปก่อนเลยแต่แม่งอดไม่ได้อะ พรุ่งนี้จะเป็นวันอาถรรพ์ แล้ววันนี้น้องเดียร์ก็ชวนผมไปค้างที่ห้อง นี่ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วเธอจะบอกเลิกผมนะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่กระโดดตึกตายเลยน่ะ อื้อออ.อ.....ขออย่าให้มันเป็นแบบที่ผมคิดเลยเถอะ เห้ย แต่ถ้าคิดในแง่ดีนะ ถ้าสมมุติว่าน้องเดียร์บอกเลิกผมจริงๆ แล้วผมจะไปกระโดดตึก อาจมีใครสักคนห้ามไม่ให้ผมทำก็ได้เพราะเขาคงไม่อยากให้ตึกคอนโดฯ ตัวเองมีผีสิง

คนๆ นั้นก็คือสิบสามไงครับ

ผมเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้เองว่าห้องของน้องเดียร์ก็อยู่ที่คอนโดฯ G เหมือนสิบสามแค่คนละชั้นเท่านั้น ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีวันที่ผมไปค้างที่ห้องแฟนตัวเองแต่ไม่มีโมเม้นต์บังเอิญไปเจอสิบสามหรอกนะ ความหมายของค้างในที่นี้คือแค่นอนค้างจริงๆ อะครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย ตั้งแต่มีแฟนมา ผมไม่เคยล่วงเกินอะไรแฟนตัวเองเลยนะ เต็มที่ก็แค่....จูบ และก็ไม่มีมากกว่านั้นอาจเพราะเวลาด้วยมั้ง เราคบกันไม่นานเท่าไหร่ ผมคิดว่ามันอาจจะไวไปในเรื่องของเซ็กซ์

หัวโบราณครับ....เป็นแบบนี้แหละ

แต่ผมเคยโดนแฟนบอกเลิกเพราะเรื่องนี้ด้วยนะเหมือนผมไม่ยอมทำแบบนั้น เขาก็เลยเลิก ซึ่งแบบ....ทำไมวะ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากทำ แค่เราไม่อยากทำตอนนี้เฉยๆ แล้วเพิ่งคบกันเอง อาจจะเพราะว่าแม่สอนผมไว้ด้วยแหละว่าอย่าไปปู้ยี่ปู้ยำลูกสาวบ้านไหนถ้ายังไม่ถึงเวลาที่มันสมควร เพราะถ้ามันเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ฝ่ายหญิงจะเสียหายมากกว่า แล้วผมในตอนนี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปรับผิดชอบได้อะ

เรียนก็ยังไม่จบเลย....จริงป้ะล่ะ

ในจังหวะที่ผมนั่งคิดโน่นคิดนี่อยู่นั้น ร่างสูงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ผม “ฝากหน่อยครับ”

“อื้อ....แล้วนี่ต่อไปจะทำไรกัน”

“ก็ช่วงแรกเสร็จแล้ว ประธานสันฯ บอกน้องเรื่องวิ่งเกียร์ครับ ส่วนผมก็พักมือก่อน”

“อ๋อ เออคุณตีกลองเก่งกว่าที่ผมคิดอีกนะเนี่ย”

“เหรอครับ” เจ้าตัวเสยผมที่ปรกหน้าตัวเองออก “เก่งมากพอที่ผมจะขอรางวัลได้ไหม”

“คุณอยากได้อะไรล่ะ”

“พรุ่งนี้....ไปดูหนังกันครับ เรื่องที่พี่บอกว่าอยากดู มันเข้าพรุ่งนี้นะ”

“เออเอาดิ นี่ผมลืมไปเลยนะเนี่ย” หนังที่ตั้งใจจะไปดูมันเป็นหนังสยองขวัญครับ ตอนแรกผมก็ชวนน้องเดียร์ไปแต่เธอไม่ค่อยชอบดูหนังแนวนี้สักเท่าไหร่ ผมก็เลยเอาไปบ่นให้สิบสามฟัง

นังน้อนมันจำได้ด้วยว่ะ

“โอเคครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเดี๋ยวค่อยคุยกัน”

“ได้” ผมรับคำ ส่วนสิบสามก็ลากเก้าอี้ไปนั่งที่หลังกลองเพื่อรอทำกิจกรรมต่อ

พรุ่งนี้ไปดูหนังกับนังน้อน ตรงกับวันที่ 13 พอดี เดี๋ยวต้องมารอลุ้นว่ามันจะยังไง พรุ่งนี้ไม่ใช่แค่วันที่ 13 ธรรมดาๆ นะ แต่ยังเป็นวันที่ผมกับน้องเดียร์คบกันเป็นวันที่ 13 ด้วย เรียกได้ว่า 13 ซ้ำซ้อนเลยครับ คือถ้าผ่านไปได้แล้วเธอไม่ทิ้งผมไปไหน หลังจากนี้ก็คงไม่มีอะไรน่ากังวลนักหรอก ใจผมก็อยากให้เธอเป็นแฟนคนสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็นะ บอกแล้วไงว่าคบใครก็อยากให้เป็นคนสุดท้ายทั้งนั้น

หวังว่าน้องเดียร์จะเป็นคนที่ผมรอมาตลอดด้วยเถอะ

.

.

คอนโดฯ G : ห้องเดียร์ 

ปิ๊งป่องงงง 

หลังจากที่กดออดได้ไม่นาน เจ้าของห้องก็เปิดประตูให้ “....พี่เฌอ”

“พี่มาแล้วครับ” ผมชูถุงขนมให้ดู “พี่ซื้อขนมมาฝากด้วยนะ”

“ขอบคุณนะคะ”

“ครับ” ผมยิ้มหวานก่อนจะเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเอาถุงขนมไปวางไว้ที่โต๊ะ “พี่เขินเลยนะเนี่ยที่น้องเดียร์บอกว่าอยากเจอ”

ร่างบางกอดจากด้านหลังพลางเอาหน้าแนบบ่าผมไว้ “เดียร์ก็ต้องอยากเจอหน้าแฟนตัวเองสิคะ”

“พูดแบบนี้พี่ก็หลงแย่เลยสิ” ผมหันมาหาน้องก่อนจะกอดเอวเธอเอาไว้

“แต่ตอนนี้เดียร์กำลังรู้สึกว่าพี่เฌอหลงคนอื่นมากกว่าเดียร์อีก”

“คนอื่น....ใครอะ”

“มีหลายคนเหรอคะ ถึงนึกไม่ออกว่าใคร....หึ” เธอทำหน้ามุ่ยใส่ผมก่อนจะผละออกไปนั่งที่เตียงแทน อาการแบบนี้ก็คืองอนแน่แหละ เอาละ ปัญหาของชรันในตอนนี้คือไม่รู้ว่าแฟนตัวเองงอนเรื่องอะไร

ผมเดินมานั่งที่ข้างเตียงใกล้ๆ คนตัวเล็ก “น้องเดียร์งอนพี่เหรอ”

“จะเรียกแบบนั้นก็ได้ค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่เฌอคะ เดียร์มีอะไรอยากขอพี่เฌอ”

“อะไรครับ”

“เลิกยุ่งกับสิบสามได้ไหมคะ”

“.....ทำไมล่ะครับ สิบสามก็เป็นรุ่นน้องที่พี่รู้จัก ทำไมถึง.....”

“คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ พี่ว่าเดียร์ต้องรู้สึกยังไงเวลามีคนพูดถึงพี่กับสิบสามในแง่อื่น แล้วเนี่ยะ พี่ก็ลงสตอรี่คลิปของสิบสาม ซึ่งมันก็จะทำให้เป็นที่พูดถึงอีก เดียร์ไม่ได้ใจกว้างมากพอที่จะยอมให้แฟนตัวเองถูกเอาไปจิ้นกับคนอื่นนะคะ เดียร์หึงและก็รู้สึกหวงมากๆ เดียร์ขอแค่นี้ พี่เฌอทำให้เดียร์ได้ไหมคะ”

“น้องเดียร์” ดวงตากลมมีน้ำตาเอ่อคลอและนั่นทำให้ผมรู้สึกผิดมาก ตลอดเวลาที่ผมสนิทกับสิบสามทำให้เธอคิดแบบนี้มาตลอดเลยสินะ

“เดียร์ไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ระหว่างเดียร์กับสิบสาม พี่เฌอก็ต้องเลือกแล้วค่ะ เพราะเดียร์จะไม่ทนแล้ว” มือบางปาดน้ำตาที่เอ่อออกไป “ถ้าพี่ยังเป็นแฟนเดียร์ พี่ก็ต้องไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยวกับสิบสาม แต่ถ้าพี่ยังอยากมีสิบสามอยู่ เดียร์จะไปเอง”

“ไม่เอาน้องเดียร์อย่าพูดแบบนั้น”

“งั้นพี่เฌอจะเลือกใครคะ”

เลือกทางไหนก็เสียใจเหมือนกันอยู่ดี

น้องเดียร์เป็นแฟนผม เป็นคนที่ผมวาดอนาคตไว้แล้วว่าวันข้างหน้าผมอยากจะมีเธออยู่ด้วยกัน ส่วนสิบสามก็เป็นรุ่นน้องที่ผมสนิท เขาช่วยผมมาหลายครั้ง ถ้าอยู่ดีดีผมตัดเขาออกไปจากชีวิต เขาจะรู้สึกยังไงอะ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมน้องเดียร์ถึงรู้สึกอะไรแบบนั้น ทั้งๆ ที่ผมมองสิบสามเป็นแค่รุ่นน้อง อีกอย่างตัวสิบสามเองก็เป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอด้วยซ้ำ

ความลำบากใจนี้มัน

“โอเคค่ะ.....ถ้าพี่เฌอไม่เลือก งั้นก็....”

“น้องเดียร์” ผมกอดเธอเอาไว้ “....พี่เลือกน้องเดียร์”

“งั้นพี่ต้องสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิบสาม ไม่ติดต่อ หรือไปไหนมาไหนด้วยกันอีก”

“....ได้ พี่สัญญา”

ขอโทษนะสิบสาม....พรุ่งนี้ผมคงไปดูหนังกับคุณไม่ได้แล้ว

“ไม่ใช่แค่กับสิบสามหรอกนะคะ กับคนอื่นด้วย” น้องเดียร์กอดผมเอาไว้แน่น “เดียร์รักพี่เฌอมากๆ อย่าทำให้เดียร์เสียใจนะ”

“....ครับ”

. 

*** 

. 

ฟู่ววววว 

รู้สึกแย่ยังไงก็ไม่รู้

แย่เอามากๆ

ผมมองบุหรี่ที่อยู่ในมือด้วยความสับสน ผมอยู่ที่ระเบียงห้องน้องเดียร์ ในหัวก็คิดว่าทำไมทุกอย่างมันต้องเป็นแบบนี้ ไม่เข้าใจอะ ตอนนี้เกือบตีหนึ่งแล้วและผมนอนไม่หลับ หลับไม่ลงเลยครับ จะให้หลับได้ยังไงในเมื่อมีเรื่องปวดหัวใจขนาดนั้นน่ะ แล้วตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกมันถูกรึเปล่า ระหว่างแฟนกับรุ่นน้องที่สนิท แต่ผมก็เลือกแฟนไปแล้ว นั่นหมายความว่าผมต้องตัดรุ่นน้องคนสนิทออกโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

สิบสามจะเสียใจไหมที่ผมหายไป

และทำไมผมถึงต้องแคร์เขาขนาดนี้ด้วย

ผมหยิบโทรศัพท์มากดดู เลยเที่ยงคืนมาแล้วก็เท่ากับว่าวันนี้เป็นวันที่ 13 โอเค เข้าใจถึงความเฮงซวยและความรู้สึกย่ำแย่ที่เกิดขึ้น น้องเดียร์บอกให้ผมบล็อกช่องทางการติดต่อของสิบสามทั้งหมด ผมรับปากว่าจะทำแบบนั้นเพื่อความมสบายใจของเธอ แต่ก่อนที่จะบล็อก ผมก็อยากขอโทษสิบสามก่อนอยู่ดี อย่างน้อยก็ขอให้ได้ขอโทษที่ผมต้องผิดนัดในวันพรุ่งนี้ก็ได้ พอคิดได้แบบนั้นผมจึงโทรไปหารายชื่อในโทรศัพท์ที่ตัวเองเมมไว้ว่านังน้อน

“.....คุณ”

(พี่ยังไม่นอนอีกเหรอครับ)

“อืม นอนไม่หลับอะ แล้วคุณล่ะ ดึกแล้วนะ ยังไม่นอนอีก”

(เพิ่งทำงานเสร็จน่ะครับ ก็กำลังจะนอนแต่พี่โทรมาก่อน ว่าแต่.....มีอะไรรึเปล่าครับ)

“คือพรุ่งนี้ที่ผมบอกว่าจะไปดูหนังด้วย ผมอาจจะไปไม่ได้แล้ว”

(.....ไม่เป็นไรครับ)

“ผมขอโทษนะสิบสาม” 

(ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมเข้าใจ)

“คุณโกรธไหม”

(ผมจะโกรธพี่ทำไม)

“แล้วถ้าผม.....” หายไป

คุณจะโกรธไหม

(พี่เป็นอะไรรึเปล่าครับ)

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก คุณก็นอนได้แล้วนะ เดี๋ยวผมก็ไปนอนแล้ว”

(พี่เฌอ)

“ฝันดีนะ....นังน้อน”

(.....ฝันดีครับ)

ผมวางสายก่อนจะกดบล็อกเบอร์เขา รวมถึงไลน์และช่องทางการติดต่ออื่นๆ ทั้งหมดด้วย มันรู้สึกแย่สำหรับการบอกลาแบบไม่มีเหตุผล ผมไม่ชอบแบบนี้เลยได้แต่หวังว่าเดี๋ยวมันก็จะชินไปเอง ไม่เป็นไรหรอก เลือกแล้วไม่ใช่อ๋อ เลือกแล้วก็ยอมรับให้ได้ดิ เขาก็แค่รุ่นน้องคนนึง เดิมทีตอนแรกก็ไม่ได้รู้จักกัน แค่กลับไปอยู่ในจุดๆ เดิม มันก็แค่นั้นเอง

แค่นั้นเองจริงๆ

.

.

.

.

.

TBC.

สวัสดีค่ะชาลมาส่งสามเฌอแล้ว สำหรับตอนนี้คือปวดหนึบมาก พี่เฌอเขาลำบากใจมากแต่ก็ต้องยอมทำ อันนี้เป็นเพราะว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเดียร์มันมากกว่าที่เขามีต่อสิบสามนะคะ เขาถึงได้เลือกแฟน แต่ถามว่าเจ็บปวดไหม ก็น่าจะรู้สึกได้นะคะว่าเขาเสียใจที่มันเป็นแบบนี้ แต่พาร์ทนี้คือสำคัญมากนะคะสำหรับการไปต่อของเรื่อง ขอสปอยล์ล่วงหน้าเลยว่า บท 7 บท 8 เป็นอะไรที่ดุเดือดมาก รอติดตามนะคะ จะรีบปั่นให้อ่านค่ะเพราะชาลเองก็อยากให้ผ่านจุดนี้ไปไวไว มันปวดใจ

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th น้า

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ

ความคิดเห็น