facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2563 22:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

ปากดีนัก ต้องโดนจัดซะให้เข็ด 

บทที่ 11 

 

“หมอก ไปหาซื้อต้นไม้มาประดับเวทีหน่อย”

ธนดลเอ่ยขึ้นขณะที่เพื่อนในคณะกำลังเตรียมงานสัมมนากลุ่มในวันรุ่งขึ้น อวัศย์เอียงคอมองเพื่อนด้วยความสงสัย

“ยืมกระถางดอกไม้ในมหาลัยมาวางไม่ได้เหรอแบงค์ สัมมนาไม่กี่ชั่วโมงเอง”

“ไม่ได้ว่ะเพื่อน” ธนดลเดินมาตบบ่าเพื่อนตัวเล็กเบาๆ “ถึงจะเป็นแค่สัมมนางานกลุ่มของพวกเรา แต่ก็ต้องทำให้มันเพอร์เฟคจริงไหม อย่าลืมว่าอาจารย์มีคะแนนตกแต่งสถานที่ด้วย ไปซื้อมาเถอะ”

“แล้วเราจะต้องไปซื้อที่ไหน ไปยังไง เราไม่เคยมีความรู้ด้านนี้เลยนะ”

“ไม่ต้องห่วง เรามีตัวช่วย” ธนดลยิ้มบางๆก่อนจะใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาใครบางคน “บัฟเหรอ พี่แบงค์เองนะ มีเรื่องขอให้ช่วยหน่อย”

อวัศย์เบิกตากว้างใจเต้นตึกตัก ทันทีที่ธนดลวางสายเขาก็ส่งเสียงโวยวายหน้าแดงก่ำ

“แผนของนายอีกสิเนี่ย รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ แต่อย่ามาจับคู่เรากับเด็กบ้านั่นเลย ไม่สำเร็จหรอก”

“จับคู่อะไร นายน่ะคิดมาก” ธนดลหัวเราะ “ใครจะไปทำอย่างนั้นกับเพื่อนได้ลงคอ แต่บัฟน่ะมันรู้แหล่งซื้อต้นไม้ จะให้ทิวหรือสมเสร็จไปก็ไม่ว่างทั้งคู่ มีบัฟนี่แหละที่พอจะช่วยได้”

“ด้วยความเต็มใจมากพี่แบงค์”

อวัศย์สะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆก็ได้ยินเสียงวศินดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่โผล่มารวดเร็วราวกับอยู่แถวนี้อยู่แล้ว วางสายจากธนดลก็มาถึงทันที

“ขอบใจมากนะบัฟ นั่งรถไปกับหมอกนั่นแหละ เลือกต้นที่สวยๆมาล่ะ หมอกไปได้แล้ว ไม่ต้องห่วงทางนี้ พวกเราจะช่วยกันจัดเอง”

ธนดลรุนหลังเพื่อนให้รีบเดินออกไปจากห้องประชุมโดยมีวศินเดินตามไปติดๆ อวัศย์เดินหน้ามุ่ยไปทางรถยนต์ของเขาแล้วกระชากเสียงเล็กใส่อีกฝ่าย

“จะไปก็ขึ้นรถ”

ร่างโปร่งบางก้าวนำขึ้นรถอย่างรวดเร็ว วศินตาเหลือกรีบเปิดประตูก้าวตามไปนั่งด้านข้าง ยังไม่ทันปิดประตูสนิทอวัศย์ก็เหยียบคันเร่งออกรถแล้ว

“พี่หมอก ใจเย็นเดะ โห ทำเป็นสายแว้นไปได้”

อวัศย์เชิดหน้ามองถนน เขายังเคืองไม่หายที่วศินจูบเขาต่อหน้าเพื่อนในผับ หลังจากนั้นเขาก็ถูกเพื่อนล้อว่ากำลังจะมีความรักตามธนดลไปติดๆ ทำให้อวัศย์เขินมาก แต่ก็ต้องกลบเกลื่อนด้วยการทำเป็นโมโห

“อย่าพูดมาก ไปทางไหนก็บอกมา”

“ก็ได้ ก็ได้ โตขึ้นมาแล้วดุจัง ไม่เห็นเสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนตอนเด็กๆเลย”

วศินบอกให้อวัศย์ขับรถไปทางจังหวัดนครนายก ไม่นานก็ถึงแหล่งขายไม้ดอกไม้ประดับขนาดใหญ่ อวัศย์อารมณ์ดีขึ้นมาบ้างเมื่อมองเห็นดอกไม้สีสวยและไม้กระถางรูปร่างแปลกตา ทั้งคู่เดินเลือกต้นไม้อยู่หลายร้านจนกระทั่งเวลาซื้อได้หลายกระถาง วศินบอกให้เจ้าของสวนขับรถไปส่งต้นไม้ที่มหาวิทยาลัยให้เลยเพราะรถยนต์ของอวัศย์ขนไปไม่หมดแน่

อวัศย์ลอบมองวศินที่กำลังพูดคุยกับคนขายต้นไม้ ปากเรียวเม้มเขาหากันเมื่อรู้ว่าหัวใจของตัวเองเต้นไม่เป็นจังหวะ เด็กชายนิดหน่อยเติบโตมาเป็นชายหนุ่มร่างสูง แผ่นหลังกว้าง ผิวเข้มตามแบบฉบับหนุ่มจากท้องนาซึ่งก็กลายเป็นเสน่ห์ของเขา ยอมรับว่าวศินหน้าตาหล่อเหลากว่าที่คิด เรียกได้ว่าไปเป็นพระเอกละครแนวบู๊ได้สบายๆ

ไม่ จะคิดอย่างนั้นไม่ได้สิ เท่ากับว่ากำลังชื่นชมคนที่ทำให้เราเจ็บอยู่นะ

อวัศย์สะบัดหน้าไล่ความคิดเหล่านั้น จนกระทั่งเสียงทุ้มๆมาดังใกล้ตัวนั่นแหละจึงได้เงยหน้าขึ้นมา

“พี่หมอกเป็นอะไร ปวดหัวหรือเปล่า ยืนตากแดดอยู่ตั้งนาน”

น้ำเสียงอาทรทำให้อวัศย์ขอบตาร้อนผ่าว ความน้อยใจจากเหตุการณ์ในอดีตแล่นมาเตือนความทรงจำเป็นริ้ว

“ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เสร็จแล้วก็กลับไปที่รถกันเหอะ”

เดินไปยังไม่ทันจะถึงรถดี เท้าก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีแก๊งเด็กวัยรุ่นมายืนล้อมไว้ อวัศย์ยืนหน้าซีดมองอย่างระแวดระวัง ส่วนวศินแยกเขี้ยวใส่พวกมัน

“มายืนล้อมพี่ไว้ทำไมไอ้น้อง ไม่เคยเห็นคนหล่อเรอะ”

“หล่อไม่สนพี่ สนแต่เงิน พี่ต้องเสียค่าจอดรถให้พวกผมก่อนนะ”

หนึ่งในกลุ่มทำหน้ากวนเบื้องล่างแบมือกวักหยอยๆ วศินหัวร้อนส่งเสียงดัง

“อันธพาลนี่หว่าไอ้พวกนี้ คิดจะมาไถเงินแฟนกูเหรอ แดกตีนกูเถอะมึง”

“นิดหน่อย ระวังนะ!”

อวัศย์ตกใจเมื่อเห็นวศินมีเรื่องกับแก๊งเด็กวัยรุ่น แต่แค่ชกต่อยสะเปะสะปะไม่กี่ทีพวกที่มาหาเรื่องก็เปิดแนบ วศินยืดอกคุยโว

“แค่นี้ก็หนีแล้ว ไอ้พวกขี้หมา พี่หมอกไม่เป็นไรนะ เห็นปะว่าผมคุ้มครองพี่ได้อยู่แล้ว”

หน้าหวานถอนหายใจโล่งอกเมื่อเหตุการณ์ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด เขาตวัดสายตาใส่วศิน

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไป รีบไปที่รถ”

มือเรียวดึงข้อมือใหญ่ให้เดินตาม อีกไม่กี่ก้าวจะถึงรถที่จอดอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องชะงักอีกครั้งเมื่อคราวนี้มีชายอีกกลุ่มหนึ่งมาล้อมเขาไว้

“อะไรอีกล่ะพวกมึง มากันทำไมอีก กูบอกว่าเล่นรอบเดียวไง อ๊ะ ไม่ใช่พวกนั้นนี่หว่า”

วศินชะงักเมื่อมองหน้าแต่ละคนแล้วไม่ใช่เด็กวัยรุ่นกลุ่มเดิม คราวนี้เป็นชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมที่จ้องมองทั้งคู่อย่างไม่ประสงค์ดีแน่ๆ วศินดึงแขนอวัศย์ให้มายืนหลบหลังเขา สีหน้าของวศินเริ่มจริงจังขึ้นมา

“พี่หมอก ระวัง มาหลบหลังผม พวกมึง มายืนล้อมกูทำไม”

“พี่เฝ้ารถให้น้องมาหลายชั่วโมงแล้ว รถหรูราคาแพงขนาดนี้ถ้าไม่เฝ้าก็เป็นรอยหมด จ่ายเงินค่าเฝ้ามาหนักๆหน่อยก็ดีนะน้อง ไม่งั้นรถเป็นรอยแน่ แล้วน้องจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวด้วย”

“ไม่จ่าย” เสียงเล็กดังจากเบื้องหลังของวศิน “นี่มันรีดไถกันชัดๆ”

“อ้าว ไอ้น้องหน้าสวยหาว่าพี่รีดเงินเหรอ ปากดีนัก ไหนมาใกล้ๆให้พี่ดูดปากสักทีซิ”

เสียงหัวเราะน่ารังเกียจดังลั่น พวกมันเอื้อมมือมาคิดจะคว้าแขนของอวัศย์ไป วศินกัดฟันกรอดง้างหมัดชกหน้าไอ้คนนั้นไปเต็มเหนี่ยว ทันใดนั้นการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น วศินที่ตัวใหญ่กว่าหนุ่มกว่าต่อยพวกมันได้หลายหมัด จนพวกมันคนหนึ่งดึงมีดออกมาจากเอว

“เก่งนักเหรอ โดนเสียบเหอะมึง”

“หน่อย ระวัง!”

“โอ๊ย!”

วศินอุทานเมื่อมันตวัดมีดลงมาบาดท่อนแขนของเขา ดีที่กระชากแขนหลบได้เร็วแต่กระนั้นเลือดก็ยังไหลเป็นทาง อวัศย์เห็นดังนั้นเขาก็ส่งเสียงเล็กตวาดด้วยความโมโห

“ไอ้พวกบ้า รังแกนิดหน่อยเหรอ”

แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น วศินได้แต่อ้าปากหวอยืนมองร่างเล็กของอวัศย์จัดการพวกแก๊งรีดไถด้วยการต่อสู้แบบประชิดตัวด้วยความเชี่ยวชาญ ไม่ถึงนาทีพวกนั้นก็ลงไปนอนกองร้องโอดโอยอยู่กับพื้น

“พะ พี่หมอก โห ไปเรียนต่อสู้กับจอห์น วิคมาเหรอ สุดยอด”

“พูดมากน่า อยากได้แผลเพิ่มหรือไง ไปที่รถเร็วเข้า”

อวัศย์ดึงแขนให้วศินวิ่งมาที่รถยนต์แล้วรีบขับออกไปจากบริเวณนั้น จนมั่นใจว่าพวกมันจะไม่ตามมาแล้วอวัศย์จึงเลี้ยวรถจอดข้างทางแล้วดึงแขนวศินมาดูแผล

“ยังไม่ตายน่า พี่หมอกไม่ต้องห่วงหรอก”

“ใครเป็นห่วง คนหนังเหนียวกะโหลกหนาน่ะ คงไม่ตายง่ายๆหรอก”

อวัศย์หน้าบึ้งแต่แก้มแดงสุกปลั่ง วศินอมยิ้มด้วยความยินดีที่รู้ว่าอวัศย์ยังเป็นห่วงเขามาก ชายหนุ่มแสร้งทำหน้านิ่วร้องโอดโอย

“โอ๊ย พี่หมอกจับเบาๆ เจ็บแผล อู๊ยยย เจ็บจัง”

อวัศย์ย่นหน้าใส่ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าของเขามาพันรอบแผลที่เลือดหยุดไหลแล้ว

“สมน้ำหน้าอยากซ่าดีนัก จ้างเด็กมาทำเป็นหาเรื่อง พอเจอของจริงทำจ๋อย”

วศินยิ้มแห้งเมื่ออีกฝ่ายจับได้

“พี่หมอกดูออกด้วยเหรอ เออ แล้วทำไมพี่หมอกเก่งจัง สู้กับพวกมันได้หมดเลย”

“พอเรากลับจากวังอีฉุยเราก็ขอพ่อไปเรียนต่อสู้ จะได้ไม่เป็นภูมิแพ้และป้องกันตัวได้ เพราะเรารู้ว่าไม่มีใครอยากมาคุ้มครองเราหรอก”

น้ำเสียงนั่นแสดงความน้อยใจออกมาจนวศินหน้าจ๋อย เขาคว้ามือเรียวมากุมไว้

“ขอโทษแล้วไง ให้ขอโทษอีกสิบครั้งก็ได้ ตอนนั้นมันตกใจทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดจาหมาๆออกไป ตอนนี้สำนึกผิดแล้วพี่หมอกจะไม่ยกโทษให้จริงเหรอ”

เมื่อเจอโหมดง้อ อวัศย์ก็ชักจะไปต่อไม่ได้ เขาเตือนตัวเองให้ใจแข็งเข้าไว้

“พูดมากจริง รีบไปทำแผลก่อนเถอะ เดี๋ยวก็เป็นบาดทะยักตายหรอก”

 

อวัศย์พาวศินมาทำแผลที่โรงพยาบาลและบังคับให้เขายอมฉีดยาป้องกันบาดทะยักแม้คนตัวโตจะกลัวเข็มฉีดยา แขนของวศินมีผ้าพันแผลพันอยู่ตอนที่ทั้งคู่เดินมาถึงรถยนต์เมื่อรับยาแก้อักเสบมาเรียบร้อยแล้ว

“ปวดแผลหรือเปล่า”

อดไม่ได้ที่จะถามด้วยน้ำเสียงที่ปิดบังความเป็นห่วงไว้ไม่มิด วศินพยักหน้าหงึกๆ

“ปวดสิพี่หมอก ตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้ด้วย”

หน้าหวานดูกังวล เขาเดินมาใช้หลังมือวางบนหน้าผากของวศิน มันอุ่นกว่าปกติจริงด้วย

“ขึ้นรถก่อนเถอะ”

ตอนนี้ก็เย็นจนเกือบจะค่ำแล้วกว่าจะออกจากโรงพยาบาล อวัศย์ตัดสินใจขับรถยนต์พาวศินไปที่คอนโดมิเนียมของเขา วศินเป่าปากเมื่อเห็นความสะดวกสบายในคอนโดมิเนียมราคาแพงที่คุณหนูอย่างอวัศย์ใช้ชีวิตอยู่

“พี่หมอกไม่ได้อยู่บ้านเหรอ”

“บ้านอยู่ไกลมหาลัย ก็เลยซื้อคอนโดนี่เอาไว้อยู่ มันใกล้ดี”

เมื่ออวัศย์ลืมตัวว่ายังงอนเขาอยู่ น้ำเสียงจึงหวานเหมือนสมัยยังเด็กไม่มีผิด วศินลอบยิ้มขณะเดินตามร่างโปร่งมานั่งที่โซฟากลางห้องโถง เขาสบตากับดวงตาหวานจนอีกฝ่ายต้องหลบตา

“นั่งรอตรงนี้นะ”

อวัศย์หายไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนูผืนเล็ก เขาทรุดตัวลงนั่งไม่ห่างจากวศินนักพลางเม้มปากอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลายออก

“ถอดเสื้อสิ จะเช็ดตัวให้”

“เจ็บแขน พี่หมอกถอดเสื้อให้หน่อย นะครับ ผมเจ็บจริงๆ”

ได้ยินเสียงออดอ้อนพร้อมกับหน้าตาจ๋อยๆ ในที่สุดอวัศย์ก็ต้องยอมแพ้ เขาเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาของวศินออกทีละเม็ดจนหมด มองเห็นแผงอกหนามีกล้ามหน้าท้องที่โผล่พ้นเสื้อออกมา เท่านั้นหน้าหวานก็แดงยิ่งกว่ามะเขือเทศเสียอีก

“ถอดแขนออกสิ ไม่งั้นจะเช็ดตัวยังไง เดี๋ยวไข้ก็สูงหรอก”

พูดทั้งที่ไม่กล้าสบตา วศินรีบถอดเสื้อออกตามคำสั่งอวดผิวกายสีเข้มอย่างคนสุขภาพดีจนอวัศย์ยังนึกอิจฉา มือเรียวใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดเช็ดไปตามเนื้อตัวกำยำเงียบๆจนกระทั่งถูกวศินยึดข้อมือไว้

“แผลเป็น”

นิ้วสากลูบเบาๆที่รอยแผลเป็นจางๆจนแทบมองไม่เห็น อดีตในวันวานหวนคืนมาสู่วันนี้

“ผมขอโทษที่วันนั้นดูแลพี่หมอกไม่ดีทำให้พี่หมอกมีแผลเป็นตรงนี้ และก็ขอโทษอีกครั้งที่ปากหมาพูดไม่ดีจนมีแผลตรงนี้”

มือใหญ่เอื้อมวางตรงหน้าอกข้างซ้ายตำแหน่งหัวใจของอวัศย์ น้ำเสียงจริงจังขอลุแก่โทษทำให้ขอบตาของอวัศย์ร้อนผ่าวไปหมด

“รู้ตัวก็ดีแล้วนี่ ว่าปากเสียๆของนายทำให้คนอื่นเจ็บแค่ไหน”

“โธ่ พี่หมอก”

เห็นน้ำตาแล้วหัวใจของวศินก็อ่อนยวบ เขายกท่อนแขนที่มีรอยแผลเป็นจางๆนั้นมากดจูบหนักๆลงไป ก่อนจะรวบร่างโปร่งเข้ามาสู่อ้อมกอด

“พอไปหาก็หลบหน้า แม้แต่คำร่ำลาก็ไม่มี คนอะไรใจร้ายที่สุด”

กำปั้นเล็กทุบใส่อกกว้าง วศินปล่อยให้อวัศย์ร้องไห้อยู่กับอกของเขา มือสากลูบหลังลูบไหล่ร่างที่สั่นเทาพร้อมกับโอบกอดไว้เพื่อปลอบประโลม

“ผมเองก็รู้สึกผิดมาก พอได้สติวิ่งไปหาพี่หมอกที่บ้านป้าชื่นก็ไม่เจอแล้ว จะถามหาที่อยู่ของพี่หมอกจากใครก็ไม่ได้เพราะหลังจากนั้นได้ข่าวว่าป้าชื่นลาออกไปทำงานเมืองนอก พี่หมอกรู้ไหมว่ามันเหมือนเป็นบาปที่อยู่ในใจผมมาตลอดเลย”

“สมน้ำหน้า” เสียงอู้อี้ดังมาจากแผงอก “จะได้รู้ว่าคนอื่นเจ็บแค่ไหน”

วศินเชยคางเรียวให้เงยหน้า เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาของอวัศย์อย่างอ่อนโยน ดวงตาคมจ้องมองหน้าหวานด้วยประกายลึกซึ้งจนหัวใจของอวัศย์เต้นรัว

“ยกโทษให้ผมได้ไหม แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่ ผมไม่ใช่เด็กๆอย่างแต่ก่อนแล้ว เรามาทำสัญญาของเราให้เป็นจริงนะ”

พูดจบยังไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว วศินก็โน้มใบหน้าเข้าหา เขากดจูบไปที่ปากอิ่มรูปกระจับอย่างถืออภิสิทธิ์ มือใหญ่โอบรัดร่างโปร่งบางให้อยู่ในอ้อมกอดจนไม่อาจหลีกหนี จูบนั้นหนักหนาสาหัสจนอวัศย์แทบขาดใจ วศินฉวยโอกาสที่ปล่อยให้คนในอ้อมกอดได้พอหยุดหอบสอดปลายลิ้นเข้าสู่โพรงปากหวาน ตอนนั้นเองที่สติของอวัศย์กระเจิดกระเจิงอย่างสมบูรณ์แบบ

ร่างเพรียวถูกดึงให้มานั่งอยู่บนตักกว้าง อวัศย์ไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่เขาเคลิ้มไปกับจูบหนักหน่วง กระดุมเสื้อของเขากำลังถูกปลดออก อีกไม่นานหลังจากนั้น เสื้อนักศึกษาที่เขาสวมใส่ก็ลอยละลิ่วลงไปกองอยู่กับพื้นห้อง

TBC 

อั้ยยะ กระดาษหมด!!! 

อิอิ ลืมเรื่องนี้กันไปแล้วละสิพวกเจ้า 

อย่าลืมกดไลก์ กดดาวนะคะ  

 

ความคิดเห็น