FOGGY TIME

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 04 : เศษเหลือเดนจากปฏิวัติ

ชื่อตอน : ตอนที่ 04 : เศษเหลือเดนจากปฏิวัติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 22:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 04 : เศษเหลือเดนจากปฏิวัติ
แบบอักษร

ตอนที่ 4 

 

             กลิ่นอายความตายเคล้ากับกลิ่นฟืนไฟโหมไปทั่วบริเวณ แทบไม่มีตารางนิ้วใดที่ไม่ปกคลุมด้วยควัน เหล่าผู้ที่ยังมีลมหายใจต่างจับจ้องกลุ่มควันฟุ้งซึ่งมีกลิ่นอายของผู้วายชมน์ด้วยความเศร้าโศก เพราะพวกเขาไม่แม้แต่จะสามารถรวบรวมอัฐิของผู้สูญเสียกลับไปประกอบพิธีการตามศาสนาด้วยซ้ำไป

             ซึ่งถ้าหากต้องการจริงๆ ก็สามารถทำได้ แต่ใครเล่าจะกล้าบุกเข้าไปในเตาเผาขนาดยักษ์ที่ติดไฟอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติครั้งล่าสุด ศพจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงมายังที่แห่งนี้เพื่อที่จะเผาทำลายโดยเฉพาะ ด้วยคำสั่งการทำลายหลักฐานของเหล่าอัลฟ่าชนชั้นนำ และถึงแม้ทุกวันนี้ศพในแต่วันจะน้อยลงแต่ไฟที่อยู่ในเตาหลอมก็ยังโชติช่วงและแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ย่างกรายเข้าไปอยู่ดี

             “..คนเดียว?”

             เบต้าวัยกลางคนซึ่งสวมหน้ากากปิดปากสกปรกเหลือบมองทวิชด้วยสายตาเหยียดหยันแกมขี้เกียจ บริเวณใบหน้าที่ยังคงรูปลักษณ์กวางมีฝุ่นควันเต็มไปหมดจนดำไปทั้งแถบ

             “ครับ คนเดียว”

             ทวิชพยักหน้าน้อยๆ และเหลือบมอง ‘กวินทร์’ ที่นอนอย่างสงบในอ้อมกอดของตัวเอง ซึ่งดูเผินๆ แล้วเหมือนกับว่ากวินทร์เพียงแค่หลับไปเท่านั้น ไม่ได้จมไปสู่ความตายอันเป็นนิรันดร์จริงๆ

             “เดี๋ยวก่อน” เบต้าคนเดิมที่กำลังจะปล่อยผ่านไปอย่างเบื่อหน่าย ถึงกับเบิกตากว้างตอนที่เห็นชัดๆ ว่าเบต้าสายพันธุ์ไหนที่อยู่ในมือของทวิชและแถมยังมีสภาพที่สมบูรณ์มากๆ อีก!

             “หมอนี่ตายยังไง”

             ทวิชเลิกคิ้วงงๆ เพราะนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับพวกเจ้าหน้าที่ของทางการเกินหนึ่งประโยค ที่ผ่านมาพวกคนของทางการจะไม่ค่อยสนใจทำงานสักเท่าไหร่ ใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่ายเพราะหน้าที่ของพวกเขาในสถานที่แห่งนี้ก็คือการจดจำนวนศพที่ถูกนำเผาในแต่ละวันเพื่อเก็บสถิติส่งให้ทางการ ไม่มีอะไรมากมายกว่านั้น

             ดังนั้นท่าทีกระตือรือร้นแปลกๆ ของอีกฝ่ายจึงทำให้ทวิชรู้สึกไม่ไว้วางใจสักนิด

             “เขาป่วย”

             “ใช่ โรคติดต่อร้ายแรงไหม? ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวผมจัดการเรื่องศพให้เอง”

             “เขาถูกพิษจากโรงงาน”

             ทวิชตอบแบบเดาสุ่มตามข้อมูลที่รู้มาจากกวินทร์ และคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะปล่อยเขาไปสักที อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของเขาที่มาแห่งนี้คือพากวินทร์มาพักพิงในสถานที่สุดท้ายของชีวิตก็เท่านั้น น่าเสียดายที่เขามีเงินไม่มากพอที่จะจัดพิธีเผาให้ทุกคนที่มาใช้บริการเขาให้เป็นเรื่องเป็นราว จึงได้แต่มาใช้บริการเผาฟรีของทางการที่มีวิธีการที่ค่อนข้างโหดร้าย ซึ่งก็คือการโยนร่างของคนที่ไร้ชีวิตลงไปในหลุมด้านล่างที่กองเพลิงโชติช่วง ที่เคยเผาผู้คนมานับหมื่นนับแสนคน

             “งั้นเนื้อก็เป็นพิษงั้นสิ”

             เบต้าวัยกลางคนสบถอย่างผิดหวัง แล้วทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้อย่างขี้เกียจเช่นเดิม

             “ศพเล็กนี่ เอาไปเข้าไปเองเลย ไม่ต้องไปรบกวนไอ้พวกตัวขี้เกียจมาช่วยขนหรอก”

             “..ครับ”

             ทวิชก็ยังคงงุนงงอยู่ดีแต่ก็สาวเท้าเข้าไปในลานอย่างคุ้นชินโดยมีร่างใหญ่โตของกันต์เดินตามหลังต้อยๆ เงียบๆ

นัยน์ตาของกันต์นั้นยังคงไร้ประกายและทอดมองเหล่าเบต้าที่ร้องไห้ร้องห่มร้องไห้รอบตัวอย่างไร้ความรู้สึก มีเบต้าครอบครัวหนึ่งที่ต้องช่วยกันแบกศพของเบต้าแรดที่ตายในร่างต้นทำให้ค่อนข้างเปลืองพื้นที่ค่อนข้างมาก และแต่ละคนก็ดูเจ็บปวดมากกับสิ่งที่ตัวเองแบกอยู่จนแทบจะแบกร่างที่นำมาด้วยไม่ไหว

ทวิชเผลอชะงักหยุดมองและเหลือบมอง ‘พวกตัวขี้เกียจ’ ที่ว่าซึ่งเป็นเบต้าช้างนอนหลับกันบนพื้นอย่างเอกขเนก อาจจะเพราะด้วยการทำงานกับรัฐบาลที่ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีแรงจูงใจ ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจทำงานหรือไม่ตั้งใจทำงาน สุดท้ายก็ยังได้เงินเดือนเท่าเดิมและสวัสดิการเดิมๆ จึงไม่มีใครลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจัง

“..กันต์”

“…”

ทวิชสบตากันต์และเหลือบมองเบต้ากลุ่มนั้นก่อนที่กันต์จะพยักหน้ารับ และเดินเข้าไปอาสาช่วยแบก ซึ่งเบต้ากลุ่มนั้นก็พร่ำขอบคุณกันต์ไม่หยุดปากทั้งน้ำตา

“ขอบคุณนะหนู ป้าขอบคุณมากเลยนะ”

เบต้าที่มีอายุมากที่สุดและมีศักดิ์เป็นภรรยาของผู้ตายสะอื้นไปพูดไป และปล่อยให้กันต์มาอยู่แทนที่ตัวเอง ทำให้การแบกร่างเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะกันต์นั้นค่อนข้างถนัดเรื่องการใช้พละกำลัง ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหนก็มีพลังมหาศาลพอๆ กัน ผิดกับกายที่ไม่ค่อยได้ใช้พละกำลังเท่าไหร่ทำให้ร่างมนุษย์กับร่างต้นมีพละกำลังที่ค่อนข้างจะต่างกันมาก

“…”

กันต์ไม่ได้ตอบอะไรยอมแบกร่างและเดินตามทวิชที่นำไปก่อนเงียบๆ ไม่ค่อยตื่นตกใจนักเมื่อเดินมาถึงปลายทางและพบหลุมเพลิงร้อนระอุที่ไฟโหมแรงจนแทบจะคนที่ยืนอยู่ข้างบน ซึ่งพอถึงปลายทางกันต์ก็ปล่อยให้ครอบครัวเบต้าดูแลศพต่อ

“..ผมขอถามได้ไหมว่าเขาไปเพราะอะไร”

ทวิชที่ในมือยังคงลูบหัวกวินทร์ถามคุณป้าที่ยังร้องไห้โฮไม่หยุด มือผอมที่มีร่องรอยบาดแผลจากการปักชุนผ้ามาแทบทั้งชีวิตลูบหัวสามีของตนเองราวกับปลอบประโลมไม่ให้หวาดกลัวต่อไฟที่กำลังจะแผดเผาร่างอีกในไม่ช้า

“..ฮึก โรงงาน โรงงานบ้าๆ นั่นที่รัฐบาลโฆษณานักหนาไง หนู ป้าขอเตือนหนูเลยนะว่าอย่าไปทำที่นั่น อย่าไปเชื่อว่าทำแล้วหนูจะสบาย ฮึก สามีพี่เพิ่งทำได้แค่ปีครึ่งอาการก็ทรุด พออีกอาทิตย์นึงก็เสียเลย”

“..ผมเสียใจด้วยนะครับ”

หากทวิชยังคงอยู่ในร่างต้นที่เป็นเสือดำ ตอนนี้คงไม่วายหูลู่ลงมาอย่างหดหู่เจ็บปวด อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนมอบความตายให้กับลูกค้ามามาก แต่เขาก็ยังเจ็บปวดกับการตายของเบต้าทั่วไปอยู่ดี

เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมรัฐบาลที่มักจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นผู้ประเสริฐดีเลิศนักหนาถึงได้ใจร้ายนัก กับแค่การเจียดเงินส่วนหนึ่งมาจ้างนักบวชคอยสวดภาวนาให้ผู้วายชมน์พวกนี้สักนิดกลับไม่คิดจะทำ ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ที่นับถือศาสนาก็เถอะ แต่เบต้าทั่วไปยังนับถือศาสนากันอยู่ไง การมีสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวพวกเขาไม่ให้สูญสิ้นสติก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ

ไม่สิ เขาจะหาความชอบธรรมไปทำไม ในเมื่อคนที่เขาเรียกร้องคือกลุ่มคนเดียวกับกลุ่มคนที่ฆ่าพ่อแม่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างเลือดเย็นกลางเมือง แถมยังได้รับความเห็นดีเห็นงามจากคนส่วนใหญ่ในประเทศอีก

“…”

ทวิชกัดปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก

มันเป็นความเจ็บปวดที่เขาทนแบกรับมาตลอดตั้งแต่จำความได้ ต่อให้เขารอดจากการปฏิวัติครั้งนั้น

แต่แล้วมันจะมีความหมายอะไรล่ะ? เขามันก็แค่พวกเศษเหลือเดนจากการปฏิวัติก็เท่านั้น แทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าการปฏิวัติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งก่อนได้เกิดขึ้นจริง มันถูกลบออกไปหมดแล้วอย่างหมดจด ทั้งในบทเรียน สื่อ หรือการสอนศาสนา และความทรงจำของผู้คน

เอาเข้าจริงลุงสิงห์ก็เคยเผลอเรียกเขาครั้งหนึ่งว่า ‘ผีปฏิวัติ’ ตอนที่เขาพยายามทำร้านขายความตายขึ้นมา เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันก็เป็นแค่ความพยายามโง่ๆ ของตัวเอง ที่พยายามจะต่อต้านไอ้พวกอัลฟ่าสารเลวพวกนั้น

การโดนเรียกแบบนั้นทำให้เขาเผลอหลุดหัวเราะออกมา เพราะมันเป็นคำเหยียดหยันที่เหล่าอัลฟ่าเคยใช้ด่าพวกเบต้าหรือคนกลุ่มสมัยใหม่ที่พยายามจะก่อการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง

ใช่ เขามันก็แค่ผีตัวนึงจริงๆ นั่นแหละ

ไร้ตัวตน ทุกข์ทรมาน กล้ำกลืนความพ่ายแพ้

บางครั้งบางคราที่เขามาที่นี่ เขาก็อยากจะกระโดดลงไปให้มันรู้แล้วรู้รอด เขาทนมีชีวิตอยู่ทั้งๆ ที่เห็นคนที่สั่งฆ่าหรือมีส่วนรู้เห็นในการฆ่ากวาดล้างครั้งนั้นได้ดิบได้ดีในสังคมต่อไปไม่ได้จริงๆ

ทำไมกับแค่การมีความเห็นที่แตกต่างและอยากให้สังคมดีขึ้น มันถึงกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เหตุการณ์บานปลายถึงเพียงนั้น ตลอดยี่สิบสามสิบปีมานี้ เขาพยายามหาคำตอบทุกวัน

แต่ก็ไม่มีคำตอบไหนที่สามารถตอบเขาได้ว่าทำไมอัลฟ่าถึงมีสิทธิ์ ‘ฆ่า’ โอเมก้า

ทำไมอัลฟ่าถึงสามารถปฏิบัติกับโอเมก้าราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ ทำไมอัลฟ่าถึงมีสิทธิ์ยิงโอเมก้า ทำไมการข่มขืนฆ่าโอเมก้าถึงไม่ผิด แล้วอัลฟ่ามีสิทธิ์อะไรมาปฏิบัติกับศพที่เสียชีวิตไปตั้งนานแล้วด้วยความหยาบคายเพียงนั้น การเอารองเท้ายัดปาก หรือการเอาลิ่มตอกอกนั้นถือว่าเป็นวิถีของผู้ที่เจริญแล้วจริงๆ หรือ?

ทั้งๆ ที่โอเมก้าพวกนั้นไม่มีแม้แต่อาวุธในมือด้วยซ้ำ พวกเขามีแค่เสียง ปากกาและอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของทุกคนให้ดีขึ้น ให้มีการแบ่งสันปันส่วนที่เป็นธรรม ไม่กระจุกอยู่กับแค่คนเพียงกลุ่มเดียวที่อ้างว่าตัวเองนั้นเป็น ‘อัลฟ่า’ จึงมีสิทธิ์เหนือเพศอื่นๆ

“…”

สุดท้ายทวิชก็เผลอยืนสะอื้นขณะที่จ้องลงไปในกองเพลิง

มีศพโอเมก้ากี่ศพกันที่ได้ลงไปในนั้น แล้วหนึ่งในนั้นมีร่างของพ่อแม่เขารึเปล่า?

“หลับให้สบายนะ กวินทร์ ในที่แห่งนั้นจะไม่มีใครทำร้ายนายได้อีก”

ทวิชพึมพำกับกวินทร์โดยมืออันสั่นเทา ทำใจอยู่สักพักก่อนที่จะโยนร่างกระต่ายเข้าไปในกองเพลิง เพียงชั่วพริบตาร่างของกวินทร์ก็ถูกแผดเผาสิ้น ไหม้เกรียมและกลายเป็นเถ้าถ่านทันควันไม่ต่างจากศพอื่นๆ ที่ถูกโยนลงไป

“…พี่ชายๆ ”

ระหว่างที่ทวิชจมอยู่ในภวังก์และความทุกข์โศก เด็กชายคนหนึ่งที่เด็กเกินกว่าจะเข้าใจความตายก็วิ่งมาหาทวิช และยื่นดอกไม้ที่เตรียมมาโปรยให้คุณตาตัวเองให้กับทวิช

“พี่ชายก็ร้องไห้เหรอ ไม่เอานะ แค่แม่ร้องไห้คนเดียวผมก็เจ็บหูจะแย่แล้ว”

เด็กชายซึ่งเป็นเบต้ากระต่ายเช่นเดียวกับกวินทร์กระดิกหูกระต่ายดุ๊กดิ๊กอย่างน่าเอ็นดู

“อ่ะ ผมแอบให้พี่ชายดอกนึง พี่ชายอย่าเศร้าไปเลยนะ”

“...ขอบคุณนะครับ”

ทวิชรับดอกไม้มาทัดไว้ตรงอกตัวเอง ย่อตัวลงให้ตัวเองสูงเดียวกับระดับเด็กชาย ลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ ด้วยสีหน้าเอ็นดูและเป็นมิตร

พอเห็นหน้าพี่ชายใกล้ๆ เด็กน้อยก็หน้าแดงแจ๋เพราะพี่ชายสวยมาก และเผลอพูดละล่ำละเลิกใส่อย่างควบคุมไม่ได้ “ผม ผมไปหาแม่ก่อนนะฮะ พี่ชายมีความสุขมากๆ นะฮะ”

“อืม”

ทวิชพยักหน้าและมองตามหลังเด็กชายด้วยรอยยิ้มจาง

ความทุกข์ตรมอันทุกข์ทรมานที่แบกรับมาตั้งแต่จำความได้จนถึงวินาทีนี้ เมื่อกี้คล้ายกับถูกชำละล้างไปด้วยความบริสุทธิ์ของเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจความโหดร้ายของโลก

นัยน์ตาสีทองที่มันชืดชาเจ็บปวดตลอดเวลาดูอบอุ่นขึ้นมานิดๆ

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขายังทนมีลมหายใจต่อก็คงเป็นเพราะเด็กพวกนี้ เพราะเขาคงทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้แน่ ที่จะเห็นเด็กเหล่านี้ต้องถูกระบบโครงสร้างอันห่วยแตกของรัฐฆ่าเด็กเหล่านี้ทั้งเป็น

พวกมันพรากทุกอย่างไปจากเด็กคนหนึ่ง

สวัสดิภาพในการใช้ชีวิต สิทธิเสรีภาพ สิทธิ์ในการเข้าถึงการศึกษา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทั่วไปพึงมีและควรได้รับ เพื่อที่จะไปปรนเปรอในชนชั้นของตัวเอง

เขายอมรับตัวเองแค้น แค้นมากด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ระบบโครงสร้างล้มเหลวที่อยู่ตรงหน้าเขามันยิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีกำลังทหาร ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มากพอ เขาไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวเนื้อตัวเปล่าๆ กับเงินอีกจำนวนหนึ่งที่ได้จากพ่อแม่มา

แววตาของทวิชจึงกลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง

เขาอยากสร้างอนาคต สร้างสิ่งที่ดีกว่านี้ให้กับเด็กคนนั้น เขาไม่อยากให้เด็กคนนั้นต้องโตขึ้นมาเจ็บปวดเมื่อวันใดวันหนึ่งเกิดตาสว่างไม่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ของรัฐบาลที่ใช้หลอกเบต้าทั่วไปมาทั้งชีวิตขึ้นมา

อาจจะจริงในเรื่องที่ว่าเพราะฉลาดและตื่นรู้ ถึงได้เจ็บปวดมาก การเป็นคนโง่งมงายไปสิ่งที่ถูกสอนให้เชื่ออาจจะทำให้มีความสุขมากกว่านี้ เช่นเดียวกับเบต้าคนอื่นๆ ที่ยังหลงเชื่อในคำหลอกลวงของรัฐบาลอยู่

พวกเขาก็ไม่ต่างจากเด็กเหล่านี้ที่เซื่องซื่อ เพียงแต่ว่าอายุมากกว่าและทำงานหหนักกว่าก็เท่านั้น ซึ่งเบต้าพวกนี้ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตกว่าที่จะตาสว่างขึ้นม และแน่นอนว่ามันไม่ทันกาล

 เพราะเมื่อรู้ตัวอีกทีพวกเขาก็สูญเสียไปหมดสิ้นแล้ว

กรี๊ดดด

ทวิชสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆ ก็เกิดเสียงกรี๊ดดังลั่นและตามมาด้วยเสียงอึกทึกโวยวายทั่วบริเวณ ก่อนที่จะตกใจกว่าเดิมเมื่อตัวเองถูกใครบาง ‘หยิบ’ ออกจากสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้าทันที

“อย่าเพิ่งออกไป กันต์ รอดูก่อนเผื่อว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น”

ทวิชที่ถูกกันต์อุ้มขึ้นมาในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดายบีบไหล่กันต์แน่นด้วยสีหน้าตึงเครียด ซึ่งภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซุกซ่อนความคิดวุ่นว่ายในใจเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ปกปิดจากกันต์ไม่ได้เลยคือแก้มที่ขึ้นสีนิดๆ อย่างประหม่า เพราะไม่เคยมีปฏิบัติกับแบบนี้กับเขามาก่อน

แน่นอนว่าทวิชไม่ได้ตำหนิกันต์ เนื่องจากมันก็เป็นสัญชาตญาณทั่วไปที่พอจะเข้าใจได้ เพราะถ้าเป็นสภาวะปกติในสถานการณ์อื่น เขาก็จะเผ่นออกจากสถานที่ทันทีเหมือนกัน

เพราะเขารู้ว่ามันคือการจงใจก่อความวุ่นวายขึ้นโดยฝีมือรัฐ ที่มักจะบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี การวางระเบิดหรือการปะทะกันตามจุดต่างๆ มักถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อให้รัฐได้ส่งคนเข้าไปปราบปราม และรับตำแหน่งฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมของประเทศอยู่ร่ำไป

แน่นอนว่าถ้ามันเป็นหนังสือสักเรื่องเขาคงเผามันทิ้งได้ เพราะบทมันช่างห่วยแตกสิ้นดี แต่เรื่องที่ตลกร้ายกว่าคือมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้และเบต้าแทบทุกคนในประเทศนี้ก็เชื่อสนิทใจ

“…”

กันต์พยักหน้าน้อยๆ กระชับออกกอดให้แน่นขึ้น กระชับเสื้อคลุมสีดำสนิทที่ทวิชให้มาคลุมตัวให้ร่างในอ้อมแขน ราวกับกำลังซุกซ่อนอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆ อยู่

“พวกนั้นไม่เคยก่อเหตุที่นี่”

สุดท้ายทวิชก็ทนประหม่าไม่ไหว ทุบไหล่ร่างใหญ่เบาๆ เชิงให้ปล่อย ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามอย่างว่าง่าย ยอมปล่อยทวิชลงอย่างนุ่มนวล และจดจ้องไปยังเบต้าคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาในบริเวณด้วยความคลุ้มคลั่ง เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับว่าโลกนั้นได้ถล่มลงมาต่อหน้า ในอ้อมแขนอุ้มร่างของเบต้ากระต่ายคนหนึ่งที่ร่างกายเหลือเพียงท่อนบน

“ฮว้ากกกกก!!!”

เขากรีดร้องออกเสียงเสียดหู กรีดร้องจนเสียงแหบแห้งขณะที่ตระกองกอดร่างในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมและลูบใบหน้าที่หลับสนิทด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนที่อยู่ๆ จะกลับคืนสู่ร่างต้นซึ่งเป็นกระต่ายเหมือนกัน และโผเข้าหาฝูงชนที่ยืนออกันเพื่อปกป้องตัวเอง

ปัง!

กระสุนปืนคือคำตอบของการคืนสู่ร่างต้น

ปัง!! ปัง! ปัง!

เพราะการคืนสู่ร่างต้นนั้นทำให้ประสิทธิภาพของร่างกายเพิ่มขึ้น มีสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดมากกว่า!

“อย่ายิง!!! ได้โปรดอย่ายิง!!”

เหล่าเบต้าที่ไม่เกี่ยวข้องต่างกรีดร้องออกมา มีบางส่วนพยายามอ้อนวอนขอร้องเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของรัฐบาลที่วิ่งตามกันมาทีหลังสามสี่คน และยังยิงเบต้าคนนั้นไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าใครจะโดนลูกหลงบ้าง

ปัง! ปัง! ปัง!

น่าตลกที่กระสุนแทบจะทุกนัดล้วนแล้วแต่ถูกเบต้า แต่ไม่มันไม่ได้โดนบุคคลที่ทางการต้องการ การกราดยิงจึงยังไม่หยุดแม้ว่าจะมีเบต้าพยายามเข้าไปขัดขวางและอ้อนวอนแทบเท้าแค่ไหนก็ตาม

“พวกอัลฟ่ามันโกหก!! มันหลอกเรา!!! อย่าไปเชื่อมัน!!!”

เบต้าตัวต้นเหตุที่คล้ายจะวิปลาสไปแล้วนั้นร้องออกมาไม่หยุด วิ่งอย่างคลุ้มคลั่งรอบหลุมอันตราย

“หุบปากซะ! แกไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น!!”

หัวหน้าของคนของทางการที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีคำรามออกมา แล้วตัดสินใจยิงตัว ‘กบฏ’ คนนั้นด้วยตัวเอง ปืนกระบอกยาวที่รุนแรงและนิ่งที่สุดถูกตั้งลำบนไหล่ ก่อนที่จะเคลื่อนตามกระต่ายที่วิ่งไปมาอย่างแม่นยำ นับถอยหลังในใจสามวินาทีก่อนที่จะตัดสิดใจเกี่ยวไกปืน

ปัง!!!

“อ้ากกก”

กระสุนนัดนั้นเจาะเข้าที่กลางหลังอย่างแม่นยำ ก่อนที่มันจะบิดเกลียวและระเบิดทำลายอวัยวะภายในในชั่วพริบตา เบต้ากระต่ายคนนั้นกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ก็ไม่สูญสิ้นสติสัมปชัญญะแทบทันที

“ฮึก พวกมัน พวกมันฆ่าคน แล้ว แล้วยังกิ--“

ยังพูดไม่ทันจบร่างของผู้ที่ถูกกล่าวว่าเป็นกบฏนั้นก็สะดุดศพเบต้าบางคน และเผลอร่วงหล่นไปในกองเพลิงพร้อมกับร่างกระต่ายครึ่งท่อนในมือ ซึ่งมันก็ดูคล้ายจะจบแล้ว แต่มันก็ไม่ได้จบเพราะเบต้ากระต่ายคนนั้นได้ชนใครอีกคนให้ร่วงหล่นไปด้วยกัน!

“แม่!!!”

ทวิชที่หลบอยู่ข้างหลังเบิกตากว้าง เมื่อเห็นร่างของเด็กชายที่ให้ดอกไม้ตัวเองตกไปในบ่อต่อหน้าต่อตา ร่างกายพุ่งเข้าไปในหาเด็กคนนั้นแทบจะทันทีโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“ปล่อย ปล่อยฉัน!! กันต์!!’

ทวิชคำรามออกมาทั้งน้ำตา รู้สึกทั้งโกรธแค้นทั้งเจ็บปวดและอยากคลุ้มคลั่ง

“…”

กันต์ไม่ได้พูดอะไรแต่รวบทวิชมากอดให้แน่นขึ้น ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นกรงไม่ให้อีกฝ่ายออกไปตายแบบง่ายๆ แต่ทวิชก็ทั้งกัดทั้งทุบจนกันต์พูดออกมาประโยคหนึ่ง

“คุณจะตายฟรี”

“ก็ช่างสิ จะตายก็ให้มันตายไป นั่นเด็กทั้งคนเลยนะ กันต์!!! พวกนั้นมันฆ่าเด็ก!!!”

ทวิชร้องไห้ออกมาอย่างหมดท่า หยิบดอกไม้ที่เด็กชายให้ออกมาดูและสะอื้นไม่หยุด เพราะนอกจากเด็กที่ตายแล้ว ยังมีเบต้ามากมายที่ยังตายอยู่ตรงนี้

ทำไม ทำไมกัน ทำไมเขาถึงต้องทนกับความโหดร้ายเหล่านี้กัน ทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความถูกต้อง มันเป็นความรุนแรงที่รัฐต่อประชาชนอย่างอุกอาจ ไร้ซึ่งศีลธรรมและยางอาย

จะให้เขามีความสุขได้ยังไงกัน!

พรึ่บ!!!

ทวิชเบิกตากว้างเมื่ออยู่ๆ ก็มีอะไรพุ่งออกมาจากบ่อเพลิงไหม้ข้างล่าง ที่เขามองไม่ออกว่ามันคืออะไรเพราะฝุ่นควันต้องนี้ขโมงกว่าเดิมมาก ราวกับว่าศพที่ตกลงไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับมัน

“แม่!”

ทวิชตกใจมากกว่าเดิม เพราะอยู่ๆ ข้างหลังก็มีเสียงเรียกคุ้นเคย ก่อนที่จะหันไปพบว่าเป็นเด็กชายคนเดิมคนนั้นวิ่งเข้าไปหาแม่

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ทวิชคิดด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจสถานการณ์นัก เขามั่นใจว่ามีอะไรสักอย่างที่ช่วยเด็กคนนั้นออกมา แต่กลับมองไม่ทันว่าเป็นอะไร

“ไปกันเถอะ”

กันต์พยายามลากทวิชออกจากบริเวณ จากประสบการณ์ที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามถนนมานับสิบปีนั้นบอกอยู่เสมอว่าควรจะไม่ควรยุ่งกับพวกคนของทางการ ไม่ว่าเราจะถูกหรือผิดก็ตาม เพราะไม่ว่ายังไงคนพวกนั้นก็มักจะเล่นกลจนให้ตัวเองถูกอยู่เสมอ

แน่นอนว่าเป็นตัวเขาคนเดียวเขาคนไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ การโดนยิงตายตั้งแต่เมื่อกี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ได้สนใจอยากมีชีวิตต่ออยู่แล้ว

ซึ่งตอนนี้มันก็เปลี่ยนไปเพราะตอนนี้เขารู้จักทวิช และทวิชก็ไม่สมควรตายด้วยเรื่องแบบนี้

“..อืม”

ทวิชมีสีหน้าดีขึ้นเมื่อรู้ว่าเด็กคนนั้นรอด แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อเดินผ่านกลับทางเดิม และแห็นซากศพผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมากมายนอนก่ายกองกันตามพื้น มีบางศพที่ยังกอดดอกไม้ที่มาโปรยให้ผู้ตายด้วยซ้ำ

“ใครก็ตามที่ได้ยินกบฏเมื่อกี้มันพูด ลืมมันซะ!! เพราะอัลฟ่าไม่มีวันหักหลังพวกเรา!!! พวกมันคือกบฏที่มาพยายามให้พวกเราแตกแยก อย่าไปเชื่อมัน!!”

ทวิชเหยียดยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้าคล้อยตามของเบต้าบางคนที่ไม่ได้ถูกยิง มีเบต้าบางส่วนที่โดนกระสุนตะโกนเถียง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับเสียงของเบต้าส่วนใหญ่ที่เออออเห็นด้วยกับมาตรการขั้นเด็ดขาดที่ทางการใช้กับกบฏ

“ตลกดีเนอะ”

ทวิชหัวเราะออกมาเมื่อมาถึงรถตัวเอง

“จนถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อในสิ่งที่พวกอัลฟ่ามันหลอก”

“…”

กันต์ไม่ได้ออกความเห็นอะไร เพียงแค่สีหน้าเจ็บปวดของทวิชนิ่งๆ

“แล้วฉันล่ะ กันต์ ทำไมไม่เชื่อพวกมันบ้าง”

ทวิชสะอื้นออกมาจนตัวโยน ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นพยายามหยุดสะอื้น

เขาไม่ได้เตรียมใจที่จะมาเจอการกราดยิงคนบริสุทธิ์กลางวันแสกๆ แบบนี้ วันนี้เขาแค่ตั้งใจมาเผาร่างให้กวินทร์เท่านั้นเอง ไม่ได้มากมายไปกว่านั้น

“ฮึก ฆ่าฉันที กันต์”

ทวิชดึงมือใหญ่ของกันต์ที่วางอยู่บนตักมากำรอบคอตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“ฉันเจ็บจนจะเป็นบ้าแล้วจริงๆ ”

 

ความคิดเห็น