FOGGY TIME

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 02 : งานประลอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 02 : งานประลอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 22:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 02 : งานประลอง
แบบอักษร

ตอนที่ 2 

 

             บนโลกอันห่วยแตกนี้ มีสถานที่มากมายที่ทวิชเกลียด แต่สถานที่ที่เกลียดเป็นอันดับต้นๆ ก็คงจะเป็นสถานที่แห่งนี้

             “ฉันลงหนึ่งพันเหรียญ! ถ้าไอ้กวางถึกนั่นล้มแรดได้!”

             “ไม่มีทาง! ฝั่งฉันต่างหากที่ต้องชนะ!”

             “อย่ามาปากดีไปหน่อยเลย ไอ้กวางนั่นเคยล้มช้างมาแล้วนะ แกนั่นแหละที่ต้องแพ้ ไอ้โง่!”

             เบต้าสองคนซึ่งนั่งข้างกันแต่กลับลงเงินคนละฝ่ายทะเลาะกันเสียงดังลั่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ส่วนเบต้าร่างเล็กที่อยู่ในร่างกึ่งกระต่ายก็เดินเก็บเงินพนันทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว เอี๊ยมที่สวมอยู่นั้นเต็มไปด้วยเงินหลายฟ่อนจนแทบจะล้นออกมา ใบหน้าเล็กถูกสวมทับด้วยหัวเสืออันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ดำเนินการกิจการแห่งนี้

             กิจการที่ว่าด้วยการ ‘ประลองของเหล่าเบต้า’ เป็นหลัก แต่ดำเนินการโดยอัลฟ่าตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งที่ชื่นชอบการต่อสู้และการพนันเป็นชีวิตจิตใจ จึงได้มาสร้างลานต่อสู้ขนาดย่อมในย่านใจกลางเมืองที่เบต้าอยู่กันหนาแน่น

             แน่นอนว่าเมื่อถูกดำเนินกิจการด้วยฝีมืออัลฟ่า ทุกอย่างย่อมถูกสร้างขึ้นตามมาตราฐานของอัลฟ่า พื้นประลองเป็นพื้นยางที่สามารถเช็ดเลือดออกได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นวงกลมเพื่อให้ผู้ชมสามารถนั่งชมบนอัฒจรรย์ที่ล้อมรอบได้อย่างถึงใจ ซี่กรงเหล็กกล้าถูกตีขึ้นอย่างแน่นหนาจรดเพดานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชมที่มานั่งลงขันกัน

             และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของลานประลองแห่งนี้ย่อมเป็น ‘เงินรางวัล’

             มีเบต้ามากมายที่อุทิศตนกับการประลองเพื่อเงินรางวัลจำนวนมหาศาลที่สามารถทำให้อยู่ได้สบายได้ไปหลายปี แต่น่าเสียดายที่ผู้ถือเงินอย่างอัลฟ่าก็ไม่ได้โง่ เพราะทางอัลฟ่าเองก็มีเบต้าฝีมือในการครอบครอง ทำให้ชัยชนะไม่ใช่เป็นของผู้ที่มาท้าชิงเสมอไป

             แต่อย่างไรก็ตามอัลฟ่าผู้เป็นเจ้าของกิจการแห่งนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไปนัก เพราะยังเปิดโอกาสให้เบต้าทั่วไปที่อยากรวยทางลัดมาร่วมสนุก ร่วมลงขันเงินพนัน ด้วยความคาดหวังที่จะเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

             “คุณจะลงเงินด้วยไหม?”

             เบต้าซึ่งเป็นหนึ่งในพนักงานเอ่ยถามทวิชที่นั่งนิ่งอยู่บนอัฒจรรย์

             “ไม่ล่ะ”

             ทวิชส่ายหัวก่อนที่จะขมวดคิ้วตอนถูกตบหลัง

             “เฮ้ ไม่เอาน่า ทวิช มาทั้งทีก็เล่นสักหน่อยเถอะ”

             ‘พอส’ หนึ่งในเบต้าหัวขบถพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทวิชลงพนันด้วย เพราะตัวเองก็ลงฝั่งกวางไปพอหอมปากหอมคอ ตามนิสัยคอพนัน ที่พยายามเลิกยังไงก็เลิกไม่ได้สักที

             “ไม่”

             ทวิชกลอกตาใส่อย่างเฉยชา แค่มาที่นี่เป็นเพื่อนก็มากเกินพอสำหรับเขาแล้วด้วยซ้ำ

             “นายนี่น่าเบื่อชะมัดเลย ทวิช ฉันเป็นพวกมือขึ้นนะ รอบที่แล้วก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าได้มาตั้งเยอะ” พอสพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แม้ว่าใบหน้าดุๆ จะดูไม่เหมาะกับรอยยิ้มนัก เพราะมันทำให้คนที่มองรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าจะสบายใจ ดวงตาข้างขวาถูกเศษผ้าสีดำปิดเอาไว้แล้วผูกกับเขาแพะบนหัว

             “…”

             ทวิชไม่ตอบ จงใจเงียบใส่เพราะอีกฝ่ายก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาเกลียดไอ้ลานประลองนี่ ลานประลองที่หลอกให้เบต้ามากมายมาต่อสู้เพื่อความบันเทิงส่วนตัวของอัลฟ่า มีเบต้าหลายรายที่ได้รับบาดเจ็บจนพิการจากการประลองบ้าๆ นี่ และแน่นอน ไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตที่เหลือของเบต้าเหล่านั้น

             ลูกค้าบางส่วนของทวิชจึงมักจะเป็นคนจากงานประลองเสมอ คนพวกนั้นเคยแข็งแรง การที่อยู่ๆ กลายเป็นคนที่ไร้สมรรถภาพ ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเดิม ย่อมสร้างความสิ้นหวังให้กับความพวกเขามาก จนมาใช้บริการกับหลับสบายกับทวิช

             แน่นอนว่าทวิชไม่สบายใจกับเรื่องนี้ ถึงแม้จะสิ้นหวังยังไง ลึกๆ เขาก็ยังมีความหวัง เขาหวังเล็กๆ ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เขาอยากให้เบต้าพวกนี้ชีวิตดีขึ้น และไม่มีใครมาใช้บริการกับเขาอีก

             “ดูนั่นสิ ทวิช ไอ้กวางนั่นอึดเป็นบ้าเลย!”

             พอสพูดอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นการต่อสู้อันดุเดือดบนลานประลอง ซึ่งกำลังดุเดือดได้ที่ กวางเรนเดียร์ขนาดยักษ์ยังคงพยายามใช้เขาและร่างกายในการล้มแรดขาวขนาดพอๆ กัน บนร่างกายของเจ้ากวางนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจากเขาของแรด แต่ตัวแรดเองนั้นก็เต็มไปด้วยบาดแผลเช่นกัน

             เสียงโห่ร้องเชียร์ดังกึงก้องในห้องโถง เบต้าจำนวนมากนั่งกันเต็มอัฒจรรย์ไม่เว้นว่างแม้แต่ที่เดียว พวกเขาล้วนหวังในสิ่งเดียวกันซึ่งก็คือชัยชนะของฝั่งที่ตัวเองลงเงินไป

             “ลุกสิวะ!!! ลุก!”

             ทวิชเหลือบมองเบต้าข้างๆ ที่หน้าซีดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนที่เห็นแรดขาวล้มไปกองบนพื้นอย่างสิ้นท่าท่ามกลางคลองเลือดที่เกิดขึ้นจากตัวมันเอง

             “สิบ!”

             หนูตัวจิ๋วสวมเสื้อกั๊กลายตารางปีนขึ้นไปเกาะบนหัวของเจ้าแรด ในมือเล็กๆ ของมันถือไมค์ และนับถอยหลังพร้อมๆ กับเลขที่ปรากฏขึ้นบนจอแอลอีดีกลางสนาม

             “โอ๊ย ลุกขึ้นสิวะ!!! ลุก!!!”

             เบต้าข้างๆ ทวิชอยู่ไม่สุขอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับพอสที่ตอนนี้นั่งยิ้มหน้าบานไม่หยุด เพราะลงขันถูกฝั่ง หากเจ้าแรดขาวเป็นฝ่ายแพ้จริง เขาจะได้เงินจากการพนันครั้งนี้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

             “ห้า!”

             เจ้าหนูเพิ่มความตื่นเต้นของการนับถอยหลังด้วยการทำเสียงให้ใหญ่ขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นสักนิด เนื่องจากไม่มีอะไรให้ลุ้นแล้ว เจ้าแรดขาวนอนนิ่งจนพวกเบต้าที่ลงขันฝั่งมันบ่นกันขรมไม่หยุด

             “ลุกสิวะ! นี่มันเงินก้อนสุดท้ายของฉันแล้วนะ!!”

             เบต้าคนเดิมกล่าวอย่างสติแตก ใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยน้ำตา ในมือข้างซ้ายกำรูปของลูกสาวตัวเองแน่น จนเผลอทำรูปยับไปโดยไม่รู้ตัว

             “ศูนย์! นาธาน เบต้าสายพันธุ์กวางเรนเดียร์เป็นฝ่ายชนะ!!!!”

             เฮ!!!

             ถึงแม้จะพอเดาผลได้อยู่แล้ว ฝั่งที่ลงขันถูกก็พากันเฮยกใหญ่ บางส่วนถึงกับกู่ร้องออกมาไม่หยุด ผิดกับเบต้าบางส่วนที่นั่งคอตก และนับเงินที่เหลืออยู่เพื่อที่จะลงขันในการประลองครั้งหน้าโดยหวังว่าจะสามารถชนะพนันครั้งหน้าได้

             “….ไม่”

             เมื่อผลออกมาชัดเจนขนาดนี้ ทำเขากลั้นน้ำตาไม่ได้อีกต่อไป

             “เฮ้ คุณ”

             พอสดึงตัวทวิชไปนั่งที่ตัวเอง แล้วขยับตัวเข้าไปคุยกับเบต้าที่ร้องไห้ไม่หยุดราวกับโลกทั้งจะล่มสลายไปตรงหน้า ใบหน้าดุยิ้มนิดๆ และยื่นตั๋วพนันของตัวเองให้

             “ผมให้”

             “..ล้อเล่นรึเปล่า คุณ” เบต้าวัยกลางคนถามออกมาด้วยสีหน้าสิ้นหวัง นัยน์ตายังคลอไปด้วยน้ำตา

             “ผมพูดจริงๆ คุณเอาไปเถอะ” พอสยิ้มและยัดตั๋วเงินใส่มืออีกฝ่าย “ผมมั่นใจว่าคุณต้องการมันมากกว่าผม”

             “..ขอบคุณนะ ผมขอบคุณคุณมากจริงๆ ฮึก ถ้าไม่ได้เงินของคุณ ลูกผมคงไม่ได้รักษาต่อแน่ๆ ”

             ทั้งๆ ที่คิดว่าสิ้นหวังไปแล้ว แต่อยู่ๆ กลับมีความหวังยื่นเข้ามา จึงทำร้องไห้หนักมากกว่าเดิม พึมพำขอบคุณไม่หยุด

             “เฮ้ๆ ไม่ร้องน่า คุณรีบเอาเงินไปช่วยลูกคุณเถอะ”

             แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทวิชที่เหลือบมอง พอสก็มองเรื่อยๆ เช่นกัน จึงพอจะเดาได้ถึงสาเหตุที่เบต้าที่ดูอ่อนแอมาเยือนสถานที่แห่งนี้

             ถึงแม้ว่าการพนันจะไม่จำกัดอายุ เพศ หรืออาชีพ แต่ถ้าไม่ใช่คนที่โลภ หรือจวนตัวจริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากมาเยือนสถานที่แห่งนี้นัก เพราะมันเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ มีเบต้ามากมายที่ตายคาสนามประลอง แม้ว่าจะมีกฎว่าห้ามทำร้ายกันจนถึงแก่ความตายก็ตาม

             “..ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีก ผมจะตอบแทนคุณแน่ๆ ”

             “ไม่ต้องหรอกคุณ ผมมีคนเลี้ยง” พอสหัวเราะแล้วเอาแขนพาดคอทวิชอย่างสนิทสนม “คุณไปเถอะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ”

             พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะพูดอะไรอีก เบต้าสายพันธุ์แพะก็ลากทวิชไปนั่งที่อื่นเพื่อตัดบทสนทนา

             “เงินเก็บไม่ใช่เหรอ”

             ทวิชเหลือบมองพอสที่ยังคงยิ้มน้อยๆ แม้ว่าจะเพิ่งสูญเสียเงินก้อนของตัวเองไป

             “ก็ใช่ แต่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าฉันนี่”

             “…”

             ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทวิชยอมรับพอสก็คงจะเป็นเรื่องความใจกว้างมหาศาลของอีกฝ่าย หลายครั้งที่ยอมสูญเสียเงินหรือของมีค่าของตัวเองไปเพื่อใครสักคนที่ไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่บางครั้งตัวเองยังไม่พอกินด้วยซ้ำ

             “แย่เนอะ”

             เมื่อหาที่นั่งใหม่ได้ พอสก็พึมพำกับทวิชเสียงแผ่ว ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่นัยน์ตาสีดำที่เหลือเพียงข้างเดียวนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและสิ้นหวังไม่ต่างกับเบต้าเมื่อกี้

             “นายช่วยไม่ได้ทุกคนหรอก”

             ทวิชเอ่ยออกมาตรงๆ

             “มันก็จริง”

             พอสหัวเราะ แม้ว่าจะไม่มีอะไรน่าขำก็ตาม

             “แต่วิธีของนายก็ช่วยทุกคนไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ ทวิช”

             “…”

             แน่นอนว่าทั้งพอสและทวิชรู้อยู่แก่ใจว่าวิธีของตัวเองก็ช่วยอะไรไม่ได้นัก ไม่มีใครรู้ว่าลูกของเบต้าคนนั้นจะหายรึเปล่า เงินก็เป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งในการยื้อชีวิตและเวลาเท่านั้น เช่นเดียวกับบริการของทวิช ที่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะยังคงมีเบต้ามากมายในสังคมภายนอกที่ยังคงทุกข์ทรมานอยู่

             พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ฟั่นเฟืองเล็กๆ ที่หมุนผิดทางในสังคมเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นอกจากทำให้มันติดขัดเล็กๆ น้อยๆ เฝ้ารอโอกาสที่จะถูกจับได้ และถูกบังคับให้หมุนในทิศทางเดิม

             ..หรือไม่ก็อาจจะถูกกำจัดทิ้งไปเลย

             “รอบใหม่มาแล้ว!! ใครจะเล่นรอบนี้กวักมือเรียกผมเลยคร้าบ!!”

             กระต่ายเบต้าอีกตัวที่เป็นวัยรุ่นและค่อนข้างดีด วิ่งพล่านไปทั่ว

             “เก็บไวจังวะ”

             พอสขมวดคิ้ว แรดขาวเมื่อกี้ก็ตัวใหญ่ใช่ย่อย แต่เมื่อเห็นแรงงานที่มาจัดการทำความสะอาดก็เลิกแปลกใจ เพราะตัวที่มาจัดการเป็นพวกสายพันธุ์ช้างตัวใหญ่คับสนาม ส่วนพวกรอยเลือดตามพื้นเป็นหน้าที่ของฝูงกระต่ายที่จัดการได้ในพริบตาราวกับเล่นกล

             “..พอส”

             เป็นทวิชบ้างที่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างของเด็กวัยรุ่นอายุไม่น่าถึงเกณฑ์ที่จะแข่งได้คนหนึ่งเดินเข้ามาในลานประลอง ถึงแม้ร่างจะดูใหญ่โตกว่าเด็กทั่วไป แต่ทวิชก็ดูออกอยู่ดี

             “อืม พวกนั้นยอมให้เด็กมาลง” พอสถอนหายใจ “และฉันก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว ทวิช”

             “ฉันก็ไม่ได้เอาเงินมาเหมือนกัน”

             ทวิชพึมพำตอบ แต่มือที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมนั้นกลับเผลอลูบแหวนเงินของตัวเอง

             “..กระทิง”

             พอสผิวปากหวิวเมื่อเห็นร่างต้นของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นกระทิงตัวใหญ่ ถึงแม้จะยังโตไม่เต็มวัยแต่ก็ถือว่าใหญ่พอๆ กับเรนเดียร์ตัวเมื่อกี้เลยทีเดียว บริเวณเนื้อตัวของมันนั้นมีบาดแผลเต็มไปหมดราวกับผ่านการต่อสู้มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั้นกลับเป็นเขาคู่ใหญ่โค้งงอที่ดูน่ากลัว

             “คิดว่าเด็กนี่จะรอดไหม”

             ทวิชถามเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายซึ่งเป็นกระทิงเหมือนกัน แต่ใหญ่กว่าเป็นเท่าตัว

             “จากเซนส์ฉัน มันบอกว่ารอด ไม่งั้นพวกอัลฟ่าคงไม่ยอมให้เด็กนี่ลงหรอก”

             “…แต่นั่นเด็กนะ”

             “แล้วไง? นายคิดว่าพวกอัลฟ่าสนเหรอวะ ทวิช ขอแค่สู้ได้ พวกมันก็เอาลงหมดนั่นแหละ”

             “เขาเด็กเกินไป”

             ทวิชยังคงยืนยันคำเดิม นัยน์ตาที่มักจะเฉยชาเริ่มส่อเค้าเป็นห่วง แต่ขณะเดียวกันยังไม่สามารถตัดใจจากแหวนของตัวเองได้ เพราะมันเป็นแหวนของพ่อที่ใช้ขอแม่แต่งงาน และเป็นทรัพย์สินเพียงไม่กี่อย่างที่ทวิชนำติดตัวออกมาจากสถานที่แห่งนั้น

             แน่นอนมันสำคัญสำหรับทวิชมาก

             “..เด็กนั่นแย่แน่”

             พอสพูดขึ้นเมื่อเห็นประวัติคร่าวๆ ของแต่ละฝั่ง ซึ่งฝั่งกระทิงอายุเข้าเกณฑ์นั้นก็มีประวัติที่น่ากลัวใช้ได้ทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นพวกเจนสนามคนหนึ่งเลยทีเดียว ผิดกับเจ้ากระทิงเด็กนั่นที่ไม่มีประวัติอะไร และดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นการลงแข่งขันครั้งแรกซะด้วย

             “…”

             ทวิชกำแหวนตัวเองแน่น รู้สึกเครียดจนเผลอกัดปากตัวเอง และได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ อวลในคอ

             อย่าเห็นแก่ตัวนักสิ ทวิช

             นัยน์ตาของทวิชสั่นระริก ต่อว่าตัวเองที่เห็นแก่ตัว เขารู้ดีว่าแหวนของเขาเป็นของมีราคา และมันก็มากพอที่จะไถ่ตัวเด็กนั่นออกจากการแข่งขันโดยที่เด็กนั้นไม่ต้องแข่งด้วย

             “ใครจะลงรีบเลยนะคร้าบบ รีบเลย ช้ากว่านี้อดรวยแล้วนะครับ!!”

             ในที่สุดเจ้ากระต่ายก็วิ่งมาถึงแถวที่ทวิชอยู่ มือของมันฉีกตั๋วฝั่งแดงซึ่งเป็นฝั่งของเจ้ากระทิงตัวใหญ่ยักษ์เป็นประวิง ในขณะที่ฝั่งของกระทิงเด็กนั้นกลับไม่ค่อยมีใครลงพนันนัก เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยมีคนกล้าเสี่ยงกับกระทิงเด็กนี่ แม้ว่าเขาของมันจะใหญ่กว่าคู่แข่งก็ตาม

             “เอาไหมคุณ จะหมดแล้วนะ ฝั่งแดงอ่ะ”

             เบต้ากระต่ายถามพอสกับทวิชอย่างกระตือรือร้น อาจจะเพราะด้วยวันนี้มันได้รับยาแปลกๆ มาจากเจ้านายด้วย ทำให้มันรู้สึกว่าตัวเองดีดมาก อยากทำงานตลอดเวลา

             “ไม่เอา ผมไม่เหลือเงินแล้ว”

             พอสหัวเราะซึ่งเจ้ากระต่ายก็หัวเราะรับ พอเห็นว่าทวิชส่ายหัว มันก็วิ่งไปที่อื่นต่อ เร่งขายตั๋วให้หมดเพื่อที่จะได้เริ่มการแข่งขันรอบใหม่เสียที

             “..ทวิช โอเครึเปล่า” พอสถามทวิชอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมพูดอะไรมาสักพักแล้ว ใบหน้าสวยที่มักจะเฉยชา ตอนนี้ดูแปลกไปจนสังเกตได้ง่ายๆ

             “เปล่า”

             ทวิชส่ายหัว แล้วพยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้เหมือนเดิม

             เขาไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย

             “งั้นกลับเลยไหม เดี๋ยวฉันไปส่งเอง” พอเห็นท่าทีของทวิช ยิ่งทำให้พอสรู้สึกผิด ที่เขาพาทวิชมาที่นี่ก็แค่อยากได้เพื่อนมาพนันด้วยก็เท่านั้น เพราะทวิชเป็นไม่กี่คนที่ยอมมาที่นี่กับเขา

             “..ลองดูเด็กนั่นแข่งก่อน”

             “นายแน่ใจนะว่าจะดู?”

             เพราะมาที่นี่บ่อยครั้ง พอสจึงพอจะเดาเหตุการณ์ที่จะขึ้นได้ลางๆ

ถ้าเด็กนั่นไม่ชนะ ก็ปางตายเหมือนเจ้าแรดนั่น

             มีแค่สองทางเลือกเท่านั้นสำหรับลานประลองอันโหดร้ายนี่

             “อืม”

             ทวิชพยักหน้าเล็กๆ และกลืนเลือดที่คลุ้งอยู่ในปากลงคอ อันเกิดจากความเครียดจัดที่เขามักจะเผลอไผลไปทุกครั้งอย่างอดไม่ได้ เพราะมันเป็นการตอกย้ำให้รู้เขายังมีตัวตนอยู่ ยังคงเป็นทวิช เป็นโอเมก้าลูกผสม ที่ยังไม่ถูกระบอบแนวคิดของอัลฟ่ากลืนกินตัวตนของตัวเองไป

             “ก็หมดไปแล้วนะครับ กับตั๋วรอบนี้!”

             เจ้าหนูตัวจิ๋วพิธีกรคนเดิมพูดออกมาด้วยเสียงตื่นเต้น ตัวเล็กๆ ของมันลอยคว้างไปในอากาศโดยอาศัยสลิงเส้นบางที่ห้อยจากเพดาน ก่อนที่มันจะค่อยๆ ลงไปเหยียบบนพื้นวงกลมสีแดง อันเป็นตรงกลางของสนาม ตัวของมันดูเล็กกว่าเดิมเมื่อข้างกายของมันทั้งสองฟากนั้นเป็นกระทิงตัวขนาดโตเต็มวัยกับเกือบเต็มวัยกำลังจ้องกันนิ่ง

             รอจนแสงสปอร์ตไลท์จากข้างบนสาดใส่ตัวมัน มันจึงพูดดำเนินรายการต่ออย่างรู้จังหวะ

             “คราวนี้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างกระทิง ฝ่ายแดงก็ยังคงเป็น นพคุณ เบต้าสายพันธุ์กระทิงเจ้าเก่า ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้วถึงสองสมัย เอ้า ผมขอเสียงฝั่งสีแดงหน่อย!!!”

             เฮ!!!

             เสียงเฮดังกึกก้องห้องโถงยิ่งกว่าคราวเมื่อกี้ เพราะไม่ว่านักพนันคนไหนก็ล้วนแล้วแต่รู้จักนพคุณทั้งนั้น เนื่องจากเป็นตัวทำเงินชั้นดี ทำให้พวกเขาสามารถคาดผลแพ้ชนะได้อย่างสบายๆ

             “ส่วนผู้ท้าชิง เป็นเบต้าหน้าใหม่ครับ ชื่อแซ่ไม่ได้เขียนมาแฮะ แต่เป็นสายพันธุ์กระทิงเหมือนกัน นี่เป็นการลงแข่งครั้งแรกของเขา เอ้า! ขอเสียงเชียร์ให้หน่อยครับ!!”

             เฮ!!!

             คราวนี้เสียงเฮไม่ดังเท่าเดิม แต่ออกจะเป็นการเฮเพื่อเย้ยหยันเสียมากกว่า พวกเบต้าที่ลงฝั่งเจ้าเด็กนี่ไปก็ล้วนแล้วแต่ลงไปไม่กี่เหรียญ ลงขำๆ เอาสนุกเท่านั้น เพราะยังไงก็รู้ผลอยู่แล้ว

             แน่นอนว่าเสียงเฮรอบสนามล้วนแล้วส่งผลต่อกำลังใจของผู้เข้าแข่งขัน นพคุณซึ่งอยู่ในร่างต้นแค่นเสียงหึ ตอนที่เห็นท่าทีเงียบสงบไม่สนใจโลกของเจ้าเด็กตรงหน้า

             “ไอ้หนู เปลี่ยนใจยังทันนะ”

             แม้ว่าในลานประลองคำว่ามนุษยธรรมจะมีอยู่น้อยนิด แต่นพคุณก็อดสงสารเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ เพราะดูๆ แล้วอายุน่าจะยังไม่ถึงเกณฑ์ด้วยซ้ำ เพราะการประลองนี่ขั้นต่ำอายุที่ต้องการคือยี่สิบปีบริบูรณ์ การที่มีเด็กอายุไม่ถึงมาแข่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการรังแกเด็กนัก

             “…”

             แต่น่าเสียดายที่ความหวังดีของนพคุณก็ดูจะส่งไปไม่ถึงเท่าไหร่นัก เพราะคนฟังยังคงยืนนิ่ง นัยน์ตาสีเทาสบกับอีกฝ่ายนิ่งไม่แสดงอารมณ์อะไร

             เจ้าหนูพิธีกรพูดเรื่อยเปื่อยอีกสองสามประโยค รอจนเห็นสัญญาณว่าพร้อมจึงกล่าวเริ่มการแข่งขัน

             “ก็คงจะถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอยแล้ว งั้นผมก็ขอเริ่มการประลองครั้งนี้เลยครับ!”

             เพียงชั่วพริบตาที่เจ้าหนูเปิดการแข่งขัน ตัวของมันก็ถูกสลิงดึงขึ้นข้างบนทันที ก่อนที่เสี้ยววินาทีถัดมาร่างกระทิงใหญ่ยักษ์ทั้งสองร่างจะอัดกระแทกกันอย่างรุนแรง

             “ใช้ได้ว่ะ”

             พอสเอ่ยชมออกมาทันที เมื่อเห็นท่าทีปราดเปรียวของคนที่คงว่าจะเสียท่าตั้งแต่ห้านาทีแรก แต่ตอนนี้เจ้าเด็กนั่นกลับยังอยู่ และหน้ำซ้ำยังเป็นฝ่ายไล่รุกอีกฝ่ายด้วย

             “…”

             ทวิชยังคงมองการแข่งขันด้วยความเป็นห่วง ถึงเจ้าเด็กนั่นจะดูเรี่ยวแรงเยอะได้เปรียบ แต่ยังไงเด็กก็คือเด็ก ยังไงด้านประสบการณ์การต่อสู้ และความสมบูรณ์ทางกายภาพก็คงจะเทียบกับอีกฝ่ายที่เจนสนามไม่ได้อยู่แล้ว

             ซึ่งไม่นานก็เป็นอย่างที่ทวิชคิด ไม่นานฝั่งนพคุณอ่านทางเจ้าเด็กนั่นได้ และรุกไล่กลับอย่างดุดัน เขาแหลมแทงเข้าไปในที่ท้องเจ้าเด็กนั่นหลายแผล แต่มันก็ยังสู้ต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             เสียงโห่ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลแพ้ชนะชัดขึ้นเรื่อยๆ

             กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งของทั้งสองราวกับได้ปลุกสัญชาตญาณของสัตว์ในตัวแต่ละคนออกมา แทบจะทุกคนที่โห่ร้องสะใจไปกับการสู้กันกะเอาถึงตายในลานประลอง ซึ่งคนที่เพลี่ยงพล้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเด็กนั่น

             “..เขาเป็นแค่เด็กนะ”

             ทวิชพูดเสียงสั่น รู้สึกเจ็บปวดที่เบต้าพวกนั้นถูกความบ้าคลั่งกลืนกินจนลืมไปแล้วว่าศีลธรรมนั้นสะกดยังไง ทั้งๆ ที่เด็กนั้นกำลังจะถูกฆ่าตายคาสนาม แต่กลับไม่มีใครสักคนที่ตะโกนขึ้นเพื่อหยุดมัน หนำซ้ำยังเชียร์ให้ฆ่าไวขึ้นด้วย!

             “..ทวิช”

             พอสกลืนน้ำลายเอือก แทบไม่กล้ามองภาพในสนาม เขาชอบการพนันก็จริง แต่ไม่ชอบการเล่นกันถึงตายในลานประลองเลยสักนิด

             “เรียกไอ้กระต่ายนั่นมา”

             “อะไรนะ?”

             “ฉันบอกให้เรียกไอ้กระต่ายเวรนั่นมา!!!”

             ทวิชตะคอกใส่พอสนัยน์ตาแดงก่ำ เมื่อเห็นสีหน้างุนงนของอีกฝ่าย จึงตัดสินใจลุกและเดินออกไปหาเจ้ากระต่ายที่ตอนนี้ร่วมโห่เชียร์ไม่หยุดอย่างสนุกสนาน

             “หยุดไอ้การแข่งบ้าๆ นี่ซะ”

             ทวิชกระชากคอเสื้อเจ้ากระต่ายขึ้นมา แทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

             “หวา พูดอะไรของคุณน่ะ”

             เจ้ากระต่ายหน้าซีดเผือด พยายามไกล่เกลี่ยแม้จะไม่เข้าใจสักนิดว่าทวิชกำลังพูดถึงอะไร แต่ที่แน่ๆ คือเขาต้องรีบทำให้ทวิชอารมณ์เย็นลงโดยด่วน ไม่เช่นนั้นเขาคงจะโดนคนตรงหน้าฆ่าตายแน่ๆ

             “ฉันบอกให้หยุดการแข่งขันบ้าๆ นี่ซะ!!!”

             นัยน์ตาของทวิชแปรเปลี่ยนเป็นของเสือในพริบตา และจดจ้องอีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณของอัลฟ่าที่ฝังลึกมาในกายตั้งแต่เกิด ถึงแม้เขาจะมีความโอเมก้ามากกว่าอัลฟ่า แต่ลึกๆ แล้วร่างกายของเขาก็ยังคงมีอัตลักษณ์บางอย่างของอัลฟ่าอยู่

             เจ้ากระต่ายอ้าปากค้าง ตัวสั่นงั่นงกเมือรู้ว่าทวิชเป็นอัลฟ่า หูที่ตั้งชันตลอดเวลาลู่ลงโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่มันจะรีบลนลานพูดใส่สมอลทอร์คเพื่อคุยกับนายของมันโดยตรง พูดคุยอยู่สักพักก่อนที่จะได้คำสั่งมา

             “นะ นายท่านถามว่าคุณจะใช้อะไรแลก”

             ทวิชยังคงไม่ปล่อยมือจากคอเสื้อเจ้ากระต่าย แต่นัยน์ตากลับมาเป็นปกติแล้ว

             “แหวนเงินฝีมือช่างตระกูลพยัคฆโภคสกุลแลกกับตัวเด็กนั่น”

             น้ำเสียงของทวิชแข็งกระด้าง ควบคุมอารมณ์แทบไม่อยู่เมื่อเหลือบไปมองแล้ว เห็นความพยายามที่จะสู้คืนของเจ้าเด็กนั่น ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะแชมป์เก่าได้

             “ผม ผมขอถามนายท่านก่อนนะครับ”

             เจ้ากระต่ายตัวสั่นง่กถามเสียงสั่น ก่อนที่จะได้คำตอบมาอย่างรวดเร็ว

             “นายท่านตกลงครับ ได้ ได้ของก่อน ถึงจะยอมส่งมอบเด็กให้คุณ”

             ทวิชส่งเสียงชิออกมาอย่างหงุดหงิด ยอมปล่อยตัวเจ้ากระต่ายลงพื้น ดึงแหวนตัวเองออกจากนิ้วกลางแล้วยัดใส่มือของเจ้ากระต่าย

             “เร็ว!! ฉันต้องการคนเป็นกลับ!”

             ทวิชตะคอกใส่ จนเจ้ากระต่ายวิ่งหน้าตื่นไปหลังเวทีที่ลึกเข้าไปแล้วนั้นเป็นอาณาจักรหรูหราของอัลฟ่า มีทั้งแอร์เย็นเฉียบ โซฟานุ่ม และที่สำคัญคือมี ‘ผู้ดำเนินกิจการ’ แห่งนี้

             แน่นอนว่าถึงแม้จะรีบยังไงเจ้ากระต่ายก็ไม่ลืมกฎของเหล่าเบต้าเมื่ออยู่ต่อหน้าอัลฟ่า จึงรีบคืนสู่ร่างมนุษย์ปกติ และเข้าไปหานายท่านของตัวเองอย่างนอบน้อม

             “นะ นี่ครับ นายท่าน แหวนที่อัลฟ่านั่นให้”

             “..ของจริงแฮะ”

             อัลฟ่าหนุ่มพึมพำกับตัวเอง เมื่อมองแหวนเงินใกล้ๆ และพบว่าเป็นของตระกูลพยัคฆโภคสกุลจริง เพราะลวดลายบรรจงแบบนี้ยากที่จะคนลอกเลียนแบบได้ ทำให้ราคาของมันสูงมาก ช่างพวกนั้นนอกจากคำสั่งของตระกูลพยัคฆโภคสกุลแล้วก็ไม่รับงานใครเลย ไม่ว่าจะถูกเสนอเงินมากแค่ไหนก็ตาม

             ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจนักว่าทำไมอัลฟ่าคนนี้ถึงยอมสละแหวนมูลค่าสูงขนาดนี้ให้กับเบต้าเพียงคนเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเขาได้กำไร ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจมากนัก

             “ปล่อยตัวเบต้านั่นให้อัลฟ่านั่นซะ ส่วนเรื่องเงินชดเชยเอากำไรรอบที่แล้วไปแจกจ่ายให้พวกนั้นแล้วกัน”

             “คะ ครับ”

             เบต้ากระต่ายพยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบวิ่งกลับออกไปข้างนอกเพื่อใช้สมอลทอร์คคุยกับเจ้าหนูพิธีกรให้รีบทำให้การแข่งขันเป็นโมฆะก่อนที่เจ้ากระทิงหน้าอ่อนนั่นจะตายคาสนามไปก่อน

             ส่วนเจ้าหนูพิธีกรที่กำลังเมามันกับการพากษ์ ก็ต้องหยุดชะงักการพากษ์ไปกลางคัน และรีบประกาศคำสั่งใหม่จากนายท่าน พร้อมกับส่งสัญญาณให้ทีมงานให้เข้าไปจัดการห้ามมวยในสนามที่ยังนัวกันไม่เลิก

             “ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงกับทุกท่าน ตอนนี้ได้มีคนไถ่ตัวของเจ้าเบต้าหน้าอ่อนนั่นออกแล้ว”

             เกิดเสียงโห่ไม่พอใจทันที เหล่าเบต้าที่หวังจะกินนิ่มๆ รอบนี้โวยวายกันยกใหญ่ มีบางส่วนเขย่าซี่กรงแรงๆ อย่างโกรธเคือง พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อเงิน หากไม่ได้เงินที่พวกเขาควรจะได้แล้วเขาจะมากันทำไม

             [ ใครมีปัญหากับคำสั่งของฉัน? ]

             ในขณะที่เจ้าหนูพยายามไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ก็มีเสียงเย็นชาดังกึกก้องพร้อมกับไฟในห้องโถงที่เปลี่ยนเป็นสีทอง สีของเหล่าอัลฟ่าผู้สูงส่งที่มีสถานะเป็นนายเหนือหัวเบต้าทุกคนในประเทศนี้

             เหล่าเบต้าที่เคยโวยวายเงียบกริบทันที ถึงแม้ความไม่พอใจจะยังคุกรุ่นอยู่ในอก แต่ถ้านั่นเป็นคำสั่งของอัลฟ่าแล้ว พวกเขาก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยอมรับสภาพอย่างจำยอม

             พอสถานการณ์กลับมาควบคุมได้อีกครั้ง เจ้าหนูก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ลอบขอบคุณนายท่านในใจ และดำเนินรายการต่ออย่างคล่องแคล่ว

             “ทุกท่านไม่ต้องกังวลไป ตั๋วเงินของทุกท่านไม่ได้สูญเปล่า เพราะนายท่านใจดีคืนเงินทั้งหมดให้ พร้อมกับเงินชดเชยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย”

             เมื่อได้ยินค่าชดเชยเบต้าบางส่วนก็ยอมอ่อนข้อลง แต่ก็มีเบต้าบางส่วนเช่นเดียวกันที่ไม่ค่อยพอใจกับข้อเสนอนี้นัก เพราะถ้าเทียบกับเงินที่จะชนะพนันรอบนี้แล้ว ย่อมได้มากกว่าแน่นอน แต่ไม่พอใจแล้วยังไงต่อ ยังไงซะพวกเขาก็คงเรียกร้องอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ทดความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ แล้วลืมๆ มันไป

             ส่วนต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้นั้น..

             “…”

             ทวิชยืนกอดอกมองเด็กเจ้าปัญหาที่ตอนนี้อยู่ในร่างมนุษย์แล้ว แต่เนื้อตัวนั้นมีรูและแผลเหวอะแหวะเต็มไปหมด สภาพแย่จนเขาทนมองแทบไม่ไหว แต่เจ้าเด็กนี้กลับดูไม่เจ็บปวดกับมันสักนิด ราวกับชินชากับบาดแผลฉกรรจ์เหล่านี้ไปแล้ว

             “นายเป็นของฉันแล้ว”

             แน่นอนว่าสำหรับทวิชแล้ว มันไม่คุ้มค่าสักนิด เพราะนอกจากเขาจะเสียแหวนไปแล้ว เขายังต้องมาอุปการะเด็กนี้ต่ออีก เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย แต่ถ้าจะให้เขาปล่อยให้ไอ้เด็กนี้ตายคาสนาม เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

             โลกนี้มันโหดร้ายมากเกินพอแล้ว

             “...”

             ทวิชขมวดคิ้วเมื่อเจ้ากระทิงนี่ไม่ยอมพูดอะไรสักนิด ที่ทำมากสุดคือพยักหน้าน้อยๆ เชิงรับรู้ ซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าเอ็นดูสักนิด

             “ทวิช ไหนบอกว่าไม่มีเงินไง!” พอสที่เพิ่งวิ่งตามลงมาทีหลังโวยวาย

             ทวิชไหวไหล่ไม่ตอบ และถอดเสื้อคลุมสีดำของตัวเองที่ตัวไม่ใหญ่นักออกมาคลุมตัวเจ้าเด็กใบ้ที่ไม่ยอมพูดอะไรสักที ซึ่งทวิชก็ไม่สนใจความจริงข้อนั้นนัก

             ยังไงซะ เขาก็ไม่ได้กะเอามาเลี้ยงจริงจังอยู่แล้ว

             เขาก็แค่ทนเห็นเด็กคนหนึ่งตายในสนามไม่ได้ก็เท่านั้น มันเร็วเกินไปสำหรับเด็กวัยนี่ที่จะตาย

             “นายมีชื่อรึเปล่า?”

             ทวิชเงยหน้ามองสำรวจลูกบุญธรรมชั่วคราวของตัวเองตอนนี้ ซึ่งก็พบว่าถึงเจ้าเด็กนี่จะไว้ผมสีน้ำตาลรุงรังปิดตา แต่หน้าตาโดยรวมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก เพียงแต่นัยน์ตาสีเทานั่นดูว่างเปล่าเกินไป

             และเรื่องที่ตลกร้ายกว่าตอนนี้คือ ทวิชเข้าใจดีถึงแววตาของเจ้าเด็กนี่

             แววตาที่คล้ายกับสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปแล้ว ทั้งความรัก ความฝัน ความหวัง ทุกอย่างๆ เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ได้ถูกโลกอันห่วยแตกนี้ช่วงชิงไปจนหมด

             “…”

             คนโดนถามส่ายหัว

             “งั้นเดี๋ยวค่อยตั้งแล้วกัน นายกลับบ้านมากับฉันก่อน”

             ทวิชดึงมือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่ายมาจับ ไม่สนใจบาดแผลหรือเลือด พยายามใช้มืออุ่นๆ ของตัวเองนวดและแบ่งปันความอบอุ่นของร่างกายให้เจ้าเด็กนี่ จนมือของมันอุ่นขึ้น ทวิชก็พาเดินกลับร้านตัวเองพร้อมกับพอสที่ยังงุนงงกับสถานการณ์เป็นแพะตาแตก จนเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว พอสถึงเพิ่งได้สติ

             “เดี๋ยว ทวิช สรุปคือนายจะเอากระทิงนี่ไปเลี้ยงที่ร้านนายเหรอ”

             “อืม นายโทรเรียกนทีมาด้วย ให้หมอนั่นมาช่วยทำแผลให้เด็กนี่หน่อย”

             “เออ โอเค ถึงจะงงๆ หน่อยแต่ก็โอเค”

             พอสยังคงงงอยู่ แต่ก็ตัดสินใจโยนความงงนั้นทิ้งไป เพราะงงยังไงทวิชก็คงไม่คลายความสงสัยให้เขาอยู่ดี

             “งั้นเดี๋ยวเจอกันอีกที ตอนดึกๆ แล้วกัน ฉันจะไปรับนทีมาเอง ส่วนนายก็ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ไอ้เด็กนี่ไปก่อนแล้วกัน”

             “อือ” ทวิชพยักหน้า

             “เออ แล้วทำอาหารไว้ด้วย อะไรก็ได้แล้วแต่นายเลย พวกนั้นคิดถึงอาหารฝีมือนายจะแย่แล้ว”

             ทวิชหลุดยิ้มนิดๆ เมื่อนึกถึงประโยคที่ตัวเองเพิ่งแดกดันตำรวจคนหนึ่งไป ไอ้หมานั่นอย่างเดียวที่เขาจะยอมทำให้กินก็คงจะมีแค่เศษอาหารในถังขยะเท่านั้นแหละ

             “ดีลนะ?”

             พอสยกมือขึ้นมา

             “อืม ดีล”

             ซึ่งทวิชก็ยอมเอามือแปะด้วยง่ายๆ แต่โดยดี

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น