FOGGY TIME

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 01 : ความสิ้นหวัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 01 : ความสิ้นหวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 22:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 01 : ความสิ้นหวัง
แบบอักษร

ตอนที่ 1 

             

             ‘ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว’

             เป็นคำที่ ‘ทวิช’ มักจะกล่าวกับลูกค้ากับตัวเองของเสมอ

             เพราะมันเป็นเพียงแค่สัมผัสเจ็บปวดชั่วพริบตา และสติสัมปชัญญะจะสูญสิ้นมลายหายไปหมดในไม่กี่นาทีต่อมา

 เป็นการลงทุนที่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

 แต่ว่าเหล่า ‘อัลฟ่า’ ผู้สูงส่งนั้นกลับบอกว่าสิ่งๆ นี้ผิดกฎหมาย ไม่อนุญาตให้เบต้าคนใดประกอบอาชีพหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับสิ่งนี้ เพราะการมอบความตายกับผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ผู้ที่ตัดสินสิ่งเหล่านี้มีเพียงอัลฟ่าเท่านั้นที่ตัดสินได้

แน่นอนทวิชไม่เชื่อคำสอนหลอกลวงพวกนั้น

เขาเชื่อในตัวเองมากกว่าพวกมัน

“…หลับซะ กวินทร์ ไม่มีอะไรที่นายต้องกังวลอีกแล้ว”

ทวิชอุ้มกระต่ายตัวผอมในมือ และโยกไปมาเบาๆ ราวกับกำลังกล่อมเด็กทารกให้หลับใหล นัยน์ตาสีทับทิบปรือปรอยอย่างมึนงง มันส่งเสียงงี้ดเล็กๆ เมื่อรู้สึกง่วงเหลือเกิน แต่สัญชาตญาณส่วนลึกของมันกลับยังกระตุ้นให้มันตื่นตัว แม้ว่ามันจะอ่อนล้าเต็มทน

“พวกมันก็ทำร้ายนายได้เท่านี้แหละ ในโลกใบนั้นจะไม่มีใครทำร้ายนายได้อีก”

น้ำเสียงของทวิชนั้นแผ่วเบา นุ่มนวล น่าฟัง  ราวกับนกที่คอยขับกล่อมและปลอบประโลมให้เหล่าผู้ที่สิ้นหวังได้กลับมามีความหวัง แม้ว่าสิ่งๆ นั้นอาจจะเป็นความตายอันชั่วนิรันดร์ แต่ถึงกระนั้นสถานที่นั้นก็จะไม่มีใครมาคอยขีดกฎเกณฑ์ และบีบบังคับเบต้าที่น่าสงสารเหล่านี้อีก

             “งี้ด”

             ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะจมสู่ห้วงความมืดมิด กวินทร์ในร่างกระต่ายสบตากับทวิชเชิงขอบคุณ และยอมจำนนต่อการ ‘หลับสบาย’ ที่ตนเองเลือกในที่สุด

             ทวิชยิ้มรับเศร้าๆ และวางกวินทร์ลงบนเบาะนุ่ม

             ก่อนที่จะเดินไปสูบบุหรี่ข้างหลังร้านอย่างที่มักจะทำ

             อย่างไรก็ตามสำหรับทวิชแล้ว กวินทร์ไม่ใช่ลูกค้าคนแรกและคนสุดท้ายของเขา ยังมีเบต้ามากมายในโลกภายนอกนั้นที่ยังต้องจมปลักทุกข์ทนอยู่ในระบอบทุนนิยมที่เอื้อหนุนเฉพาะกลุ่มอัลฟ่า ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เท่าเทียม กระจายไปทุกหย่อมหญ้าไม่ละเว้นเบต้าคนใด เพียงแต่อาจจะมีบางคนที่ได้รับสิทธิ์พิเศษอย่างการเป็น ‘คนของอัลฟ่า’

             ถึงแม้อาจจะได้ย่างกรายไปในสังคมระดับบน แต่เบต้าพวกนั้นก็ต้องสวมปลอกแขนเหล็กซึ่งสลักเลขประจำตัวเอาไว้ หนำซ้ำยังต้องสวมปลอกคอที่บังคับให้งดกลายร่างเป็นร่างต้นในทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

             เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างในโลกโสมมนี้ช่างแสนเหลื่อมล้ำ และโหดร้าย แต่เรื่องที่ตลกร้ายกว่านั้นคือเหล่าเบต้าที่ทนทรมาทรกรรมจากสิ่งเหล่านั้น กลับไม่เคยเข้าใจสักนิดว่ามันคือความไม่เท่าเทียม แน่นอน การที่เหล่าเบต้าไม่รู้จักย่อมมีมูลเหตุมาจากการที่เหล่าชนชั้นนำจงใจลบบิดเบือนข้อมูลนี้ทั้งหมด แม้กระทั่งข้อมูลของโอเมก้าที่เคยคิดจะก่อกบฏตอนนี้ก็แทบไม่เหลือด้วยซ้ำ

โอเมก้าแทบทั้งหมดของประเทศนี้นั้นได้ถูกฆ่ากวาดล้างไปหมดแล้ว ด้วยการใส่ไฟของรัฐบาลที่กล่าวว่าโอเมก้านั้นคือปีศาจที่ต้องกำจัด เพราะโอเมก้านั้นคือสาเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในประเทศ

             ความจริงในส่วนนี้แทบไม่เป็นความจริงด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อสื่ออยู่ในมือใคร ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ควบคุม อัลฟ่าเลือกใช้แทบทุกสื่อในมือในการปลุกระดมเหล่าเบต้าที่มีจำนวนเยอะที่สุดในสามเพศ ให้เกลียดชังในตัวโอเมก้า ให้มองว่ามันเป็นปีศาจ ไม่ใช่คนเหมือนกัน จนเกิดการล่าแม่มดขึ้นมา และในที่สุดโอเมก้าในประเทศนี้ก็ตายไปหมดจริงๆ

             อัลฟ่าบางส่วนเชื่อว่ายังมีโอเมก้าหลงเหลืออยู่ แต่ก็คิดว่าเป็นเพียงทฤษฎีขบคิดเท่านั้น เพราะโดยพื้นฐานแล้วโอเมก้ามีข้อเสียเปรียบด้านร่างกายที่ท้องได้และอ่อนแอ สิ่งที่พอจะทำเนาให้โอเมก้าเอาชีวิตรอดได้ คือความฉลาดเป็นกรดเท่านั้น

             อาจจะกล่าวได้ว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัลฟ่าต้องกำจัดโอเมก้า ก็คงจะเป็นเพราะความรู้มากเกินไปของเหล่าโอเมก้า การรู้เท่าทันไปเสียหมด ทำให้ควบคุมได้ยาก จนเหล่าชนชั้นนำเกิดความขุ่นเคืองใจและออกแนวคิดกวาดล้างขึ้นมา เพื่อที่จะได้ไม่มีใครมาสามารถตรวจสอบพวกเขาได้อีก

             แต่น่าเสียดายนักที่ทฤษฎีขบคิดที่ถูกปัดตกไปนั้นกลับเป็นความจริงเสียได้

             เพราะไม่ใช่อัลฟ่าทุกคนที่โหดร้าย

             แผ่นหลังเล็กๆ ของทวิชนั้นรอยกระดูกปูดขึ้นมาเล็กๆ ยากที่จะมองออก แต่หากลองสัมผัสดูจะสัมผัสได้ถึงความแข็งของมันที่มากพอจะเป็นฐานให้กับอะไรบางอย่าง

             เหล่าโอเมก้านั้นส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่เป็นนก

             และทวิชก็เป็นนกที่เหลือรอดไม่กี่ตัวที่รอด ทำตัวแนบเนียนไปกันเหล่าเบต้าธรรมดา ซึ่งจะเรียกว่าเนียนก็คงไม่ถูกนัก เพราะทวิชไม่ได้คิดจะซุกซ่อนตัวแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเปิดร้านขายความตายให้กับเหล่าเบต้าที่สิ้นหวังด้วยอย่างเปิดเผยด้วย

             จะเรียกว่าท้าทายก็ไม่เชิง เพราะทวิชไม่ได้สนใจที่จะต่อต้านพวกอัลฟ่าอย่างจริงจังเหมือนที่โอเมก้ารุ่นก่อนทำ เขาก็แค่เลือกที่จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างเฉื่อยชา และมองโลกเบื้องบนที่อัลฟ่าปกครองกันอย่างสุขสบายด้วยความรังเกียจ

             ใช่ว่าทวิชจะไม่เคยมีความคิดก่อกบฏ เขาคิด แต่เรื่องแบบนั้นก็เป็นไปได้ยากเกินไปในสังคมที่อัลฟ่ายังควบคุมทุกอย่างแบบนี้ ตลอดระยะเวลาที่เปิดร้านนี้มา ทวิชรู้จักเบต้านับคนได้ที่ไม่ถูกพวกอัลฟ่าล้างสมองไปแล้ว พวกเขาเป็นเบต้ากลุ่มเล็กๆ ไม่ถึงสิบคนที่มักจะมาเยือนร้านเขาแล้วให้เขาทำอาหารเลี้ยงอยู่บ่อยๆ

             และแน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าทวิชนั้นเป็นโอเมก้า

             คิดว่าเป็นเพียงเบต้าที่เส้นใหญ่พอที่จะมาเปิดร้านขายความตายแบบสบายๆ ก็เท่านั้น

             ปัง!!!

             ประตูไม้เก่าถูกกระแทกเปิดออก ซึ่งมันก็ดังมาจนถึงหลังร้านจนทวิชที่กำลังเหม่ออยู่อดขมวดคิ้วไม่ได้

             ไร้มารยาท

             ทวิชสบถในใจ ใช้เท้าดับบุหรี่บนพื้น แล้วสาวเท้าออกไปหาลูกค้ารายที่สองของวันนี้เพื่อที่จะบอกว่าให้มาวันอื่น เขารับลูกค้าแค่วันละรายเท่านั้น มากกว่านั้นคือมากเกินไปสำหรับเขา

             กลิ่น..?

             ทวิชย่นจมูกทันทีเมื่อได้กลิ่นฮอร์โมนรุนแรงของพวกอัลฟ่า และเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองในไม่ช้า แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของทวิชก็ยังเฉยชา

             ซึ่งก็เป็นอย่างที่ทวิชคิด เพราะเมื่อเดินออกมาก็เจออัลฟ่าในชุดตำรวจร่างใหญ่ที่มียศประดับอยู่เต็มอกกำลังยืนกอดอกรอเขา ใบหน้าที่ดูหล่อเหลานั้นดูกวนประสาท และเอาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด

             “คุณเป็นเจ้าของร้านนี้ใช่ไหม?”

             ทวิชไม่รู้ว่าเป็นนิสัยโดยปกติของอัลฟ่าหรืออะไร ถึงชอบวางท่าใส่เบต้าทั่วไปแทบจะทุกคน

             “ใช่ ผมเอง”

             ทวิชตอบเสียงเนือย ไม่ยี่หระแม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายมองมาอย่างหงุดหงิด เพราะว่าเขาไม่ยอมทำตัวนอบน้อมใส่พวกอัลฟ่า เหมือนพวกเบต้าคนอื่นๆ

             “คุณรู้ใช่ไหมว่าไอ้บริการหลับสบายๆ อะไรของคุณเนี่ย มันผิดกฎหมาย”

             “แล้ว?”

             ทวิชเอียงคอถาม ใช้นิ้วม้วนผมเปียเล็กๆ ของตัวเองเล่น

             “ผมก็ต้องจับคุณไง อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ไหม”

             ชนินทร์พูดด้วยความหงุดหงิด บอกตามตรงเลยว่านี่น่าจะเป็นเบต้าคนแรกในชีวิตเขาที่ทำตัวกวนประสาทเขาขนาดนี้ หนำซ้ำยังไม่กลัวเขาด้วย ทั้งๆ ที่เขาจงใจใส่ชุดตำรวจมาเต็มยศเพื่อมาข่มขู่โดยเฉพาะ

             “ก็ได้ ถ้าคุณทำตัวแบบนี้ผมก็คงต้องใช้ไม้แข็ง ไปสถานีตำรวจกับผมเดี๋ยวนี้เลย!”

             มือหนาล้วงหยิบกุญแจมือออกมา และตรงปรี่เข้าไปจับอีกฝ่าย แต่น่าเสียดายที่ทวิชนั้นก็ไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ ให้จับ สามารถหลบได้อย่างคล่องแคล่วด้วยสีหน้าเฉยเมย

             “ก่อนที่คุณจะจับผม ก็ช่วยไปดูด้วยนะ ว่าใครคุ้มกะลาหัวผมอยู่”

             ทวิชเหยียดยิ้มจงใจหยุดให้ชนินท์จับ แต่ก็จงใจดึงเสื้อคลุมให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอัลฟ่าตระกูลไหน

             “..พยัคฆ์โภคสกุล”

             ชนินทร์พึมพำออกมาด้วยความหงุดหงิดกว่าเดิม เพราะตระกูลพยัคฆ์โภคสกุลก็คือหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศ มีอัลฟ่ามากมายในตระกูลนั้นที่ทำงานในสภา และดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ไหนจะกลุ่มที่แยกตัวออกมาเป็นบริษัทจนร่ำรวยอีก

             เรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่ไม่ว่าใคร ก็ไม่อาจรู้จัก ขนาดอัลฟ่าด้วยกันเองยังต้องเกรงใจตระกูลนี้เลย เพราะกลัวการกระทบกระทั่งกัน

             “..ว่าไงคุณ ยังจะจับผมอยู่ไหม”

             ทวิชแค่นเสียงหัวเราะ ตั้งใจจะดึงมือตัวเองออก แต่กลับถูกมือหนาๆ นั่นกำแน่นจนรู้สึกเจ็บ

             “ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะเป็นคนของใคร แต่คุณทำผิดกฎหมาย”

             ชนินทร์พูดเสียงเย็น ถึงแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายไม่ได้สวมปลอกคอหรือสนับแขนเหมือนเบต้าที่เป็นของพวกอัลฟ่าตระกูลใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามเสื้อดำเนื้อดีที่ปันดิ้นลายเสือนี้นั้นเป็นของจริงแน่นอน เพราะเขาเคยเห็นเสื้อคลุมแบบนี้ในงานใหญ่มาก่อน

             “คุณจับผมไม่ได้หรอก คุณตำรวจ”

             ทวิชเหยียดยิ้ม

             “ยศคุณน้อยเกินไป”

             “ผมเชื่อว่าระบบความยุติธรรมในชั้นศาลจะเป็นคนบอกผมเองนะ ว่าผมจับคุณได้หรือไม่ได้”

             ชนินทร์ยังดึงดัน อย่างไรก็ตามเขาก็เชื่อว่าชั้นศาลต้องให้ค่าความยุติธรรมมากกว่าอำนาจเงินอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับอัลฟ่าอย่างเขาที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศมากมาย ผิดกับเบต้าชั้นต่ำนี่ที่จงใจกระทำผิดโดยไม่สนใจกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองสักนิด

             ชั้นศาลต้องให้ความยุติธรรมกับเขาแน่

             “คุณแน่ใจเหรอ?”

             ทวิชหัวเราะเยาะในความคิดใสซื่อของชนินทร์ เอาเข้าจริงเขาก็ไม่แปลกใจนัก ที่รัฐบาลจะผลิตคนประเภทนี้ออกมาได้ประเภทที่ศรัทธาในพวกเดียวกันเอง จนลืมไปหมดว่าความยุติธรรมจริงๆ มันทำงานยังไง

             “คุณอย่ามาเล่นลิ้นมากได้ไหม ตามผมมาได้แล้ว!”

             อัลฟ่าหนุ่มที่ตอนแรกตั้งใจจะใช้กุญแจมือล็อก ตอนนี้คือเปลี่ยนใจลากผู้ต้องหาไปเลย เขาไม่สนใจแล้ว ไอ้เบต้าชั้นต่ำนี่มันน่ารำคาญเป็นบ้าเลย

             “ไม่”

             นัยน์ตาสีเทาของชนินทร์เบิกตากว้าง เมื่ออยู่ๆ ไอ้คนที่เขาคิดว่าเป็นเบต้ามาตลอดกลับจงใจคืนสู่ร่างต้น

             ใบหน้าที่เคยสวยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพร้อมๆ กับเสียงหักของกระดูกดังไม่หยุด ในเวลาเพียงชั่วพริบตาบริเวณลำคอส่วนบนขึ้นไปก็กลายเป็นหัวสัตว์กินเนื้อประเภทหนึ่ง

             “..คุณเป็นอัลฟ่า?”

             ชนินทร์เผลอปล่อยมือจากอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว จดจ้อง ‘เสือดำ’ ที่จ้องตัวเองกลับอย่างยียวน

             นัยน์ตาที่ยังคงเป็นสีทองเช่นเดิมแต่รีขึ้นหรี่ตามองคนเป็นตำรวจอย่างเหยียดหยาม

             “ไปทำเรื่องขอเอกสารให้มันเสร็จก่อน แล้วค่อยกลับมาจับผมแล้วกัน คุณตำรวจ”

             ทวิชแค่นเสียงหัวเราะ หลังจากการปฎิวัติครั้งนั้น กฎหมายของประเทศนี้ก็ถูกเขียนขึ้นมาใหม่อย่างประหลาด พวกกฎหมายแบบเก่าก็ยังคงใช้กับพวกเบต้าได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นอัลฟ่านั้นต้องผ่านการขอเอกสารยุบยับมากมาย อีกทั้งยังมีศาลอัลฟ่าแยกออกไปอีกศาล ซึ่งเป็นศาลที่อำนวยความสะดวกให้กับพวกอัลฟ่าที่มีเงินเยอะแบบสุดๆ

             ฉะนั้นต่อให้ตำรวจหน้าโง่นี่สามารถจับเขาไปขึ้นศาลได้ เขาก็ต้องไปขึ้นศาลอัลฟ่าอยู่ดี และแน่นอนด้วยอิทธิพลของตระกูลพยัคฆ์โภคสกุล แค่เรื่องถึงหัวหน้าไอ้อัลฟ่าหน้าโง่นี่ก็จบแล้ว

             ฉะนั้นไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถเอาเขาขึ้นศาลได้

             “ผมถามจริงเถอะ คุณให้ค่ากับชีวิตเบต้าขนาดนั้นเลยเหรอ?”

             ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าทวิชจะไม่เคยเจอพวกตำรวจ พวกนั้นรับรู้การมีอยู่ของร้านเขา แต่ก็ไม่ได้คิดจะจัดการจริงจังมากมาย เพราะเบต้าส่วนใหญ่ที่มาหาเขาก็เป็นเบต้าสิ้นหวังกันทั้งนั้น ต่อให้ไม่เลือกใช้บริการของเขา เบต้าพวกนี้ก็คงจะไปฆ่าตัวตายกันวิธีอื่นอยู่ดี

             ตำรวจในท้องที่จึงเลือกที่จะปิดตาข้างเดียวมาตลอด ซึ่งเขาก็ให้ส่วยตามความเหมาะสมทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เข้าปีที่สามที่เขาตัดสินใจเปิดร้านนี้แล้ว และมันก็ราบรื่นดี จนกระทั่งมาเจอไอ้อัลฟ่าหน้าโง่คนนี้เนี่ยแหละ

             “..แต่คุณกำลังทำผิด”

             ชนินทร์ขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกเดือดดาลก็จริง แต่ก็น้อยลงเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอัลฟ่าเหมือนกับตัวเอง และเขาก็ไม่เข้าใจสักนิดว่าอัลฟ่าที่อยู่ในตระกูลร่ำรวยขนาดนั้น มาทำอะไรในที่แบบนี้

             “ใช่ ผมรู้ ที่ผมทำอยู่ ผมก็แค่เล่นสนุกอยู่เท่านั้นแหละ คุณไม่ต้องมายุ่งหรอก”

             เสียงของทวิชนั้นแปร่งขึ้นยามที่พูด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นไปด้วยความแดกดันไม่พอใจ

             หากจะบอกว่าอัลฟ่านั้นถือทิฐิแล้ว ลูกผสมอย่างทวิชนั้นกลับมีมากกว่ามาก

             เพราะเขานั้นเติบโตขึ้นมาด้วยความเกลียดชัง เขาเกลียดแทบจะทุกๆ อย่างรอบตัว หลังจากที่รู้ความจริงว่าพ่อแม่ตัวเองนั้นหายไปไหนกันแน่ และเขาก็ใช้เวลาเกือบสิบแปดปีอยู่กับตัวเองแทบจะตลอดเวลา

             “พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ได้ให้ค่าขนาดนั้นหรอก” ชนินทร์ยอมรับออกมาตรงๆ แล้วเลือกนั่งที่นั่งใกล้ๆ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น “ตอนแรกผมคิดว่าคุณเป็นเบต้า ผมเลยไม่พอใจ แต่เอาเถอะ ถ้าคุณเป็นอัลฟ่า ผมก็โอเค โทษทีนะ คุณ เมื่อกี้ผมอาจจะหยาบคายไปหน่อย ผมแค่ไม่ชอบเวลาพวกเบต้าทำผิดกฎหมาย เหมือนไม่เห็นหัวพวกเราน่ะ”

             พอเห็นท่าทีผ่อนคลายไม่เอาเรื่องของชนินทร์ ทวิชก็กลับมาเป็นร่างมนุษย์ปกติ แต่นัยน์สีทองที่ดูเฉยชานั้นกลับซุกซ่อนความโกรธเคืองเอาไว้อย่างชัดเจน

             แน่นอนว่าทวิชไม่ได้โง่พอที่จะแสดงออกตรงๆ ให้กลายเป็นปัญหาของตัวเอง จึงยอมตีหน้านิ่ง และนั่งตรงข้ามอีกฝ่าย แม้ว่าลึกๆ จะอยากไล่ออกไปมากก็ตาม

             เพราะถึงจะไม่เห็นหัวอีกฝ่าย เขาก็ควรจะไว้หน้าไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นไอ้อัลฟ่านี่คงจะกลับมาวอแวหาเรื่องกัดเขาไม่เลิก

             “ผมชอบร้านคุณนะ สวยดี ชื่อร้านว่าอะไรนะ? อะไร สิงๆ ”

             ทวิชขมวดคิ้ว เพราะพอเห็นว่าเขาอ่อนลงหน่อย อีกฝ่ายก็ตีสนิทเขาทันที

             “คุณเป็นหมาป่า?”

             “ว้าว คุณเป็นคนแรกเลยนะที่เดาถูก”

             ชนินทร์ไม่ได้ว่าอะไรที่ทวิชตอบไม่ตรงคำถาม หนำซ้ำยิ้มเผล่โชว์เขี้ยวให้ทวิชอย่างซุกซน หูกับหางฟูๆ ปรากฏให้เห็นราวกับจะยืนยันสายพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทวิชเห็นอีกฝ่ายมองมากๆ ก็ยอมบอกไป

             “ผมเห็นขนของคุณติดเสื้อ”

             แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ขนถึงทำให้รู้ แต่ทวิชก็ไม่ได้บอกจนหมด ไม่เช่นนั้นเจ้าหมาป่านี่อาจจะฉุนเขาแทนได้ เพราะไอ้สาเหตุที่เขารู้อีกอย่างก็เพราะนิสัยหมาๆ ของอีกฝ่ายเนี่ยแหละ

             ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าไอ้หมานี่แอบดมเขาวะ

             “งั้นตอบผมหน่อย ร้านคุณชื่ออะไร เผื่อคราวหน้าผ่านมาแถวนี้อีก ผมจะได้แวะมากินถูก”

             จากอารมณ์กรุ่นโกรธของชนินทร์หายไปแทบหมด เมื่อเขาเริ่มรู้สึกถูกใจคนเป็นเจ้าของร้านที่ดูดีไม่หยอก ใบหน้าสวยที่เรียบเฉยนั้นทำให้เขาเดาอารมณ์อะไรไม่ออกเลย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือรสนิยมการแต่งตัวของอีกฝ่าย ที่ค่อนข้างจะเข้ากับใบหน้าและผมเปียสีดำเล็กๆ ข้างเดียวนั่น

             ซึ่งรวมๆ สำหรับเขาแล้ว มันเซ็กซี่เป็นบ้าเลย

             “สิงหกุลโภชนา” ทวิชยังคงขมวดคิ้ว “แล้วร้านผมก็ไม่ใช่ร้านอาหารด้วย”

             “แต่ผมได้ข่าวว่าคุณทำอาหารเก่งนะ”

             “ใช่ แต่ผมทำให้พวกเบต้ากินก่อนตาย คุณอยากจะเป็นเบต้าคนนั้นไหมล่ะ?”

             ทวิชฉีกยิ้มเย็น

             เขารู้สึกมาสักพักแล้ว ว่าเขาโคตรจะไม่ถูกชะตากับไอ้หมานี่เลย เป็นไปได้เขาอยากเอาน้ำร้อนสาดมันมาก เพราะไอ้หมานี่โคตรน่ารำคาญ ถ้ามันอยู่ในร่างหมา ตอนนี้คงจะปรี่มาดมเขาแล้วกระดิกหางไม่หยุด

             “ใจเย็นสิ คุณ” ชนินทร์หัวเราะ เพราะคิดว่ามันเป็นมุก “ว่าไป ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อชนินทร์ เป็นตำรวจที่จะมาดูแลพื้นที่เขตนี้แทนคนเก่าที่ย้ายไปครับ”

             ทวิชพยักหน้าอย่างขอไปที พูดตรงตามเขาไม่อยากรู้จักมัน และก็ไม่ได้อยากให้มันรู้จักเขาด้วย

             “แล้วคุณล่ะ”

             “..ทวิช”

             “ชื่อคุณน่ารักจัง”

             “…”

             ทวิชจงใจกลอกตาใส่ แน่นอนว่าชนินทร์เห็นแต่ไม่สนใจ เพราะยังสนุกกับการหยอกกับอีกฝ่ายเล่น ยิ่งทวิชแสดงท่าทีว่ารำคาญเขา เขายิ่งอยากแหย่ให้โกรธ

             “ชวนผมคุยบ้างสิ คุณทวิช”

             “ผมมีคู่แล้ว”

             ไม่ว่าเปล่าทวิชจงใจชูแหวนเงินที่ใส่อยู่ให้ชนินทร์เห็น เขารำคาญหมานี่จะแย่แล้ว ให้ตายเถอะ

             “โกหก”

             “ผมไม่ได้โกหก เลิกยุ่งกับผมแล้วไสหัวออกจากร้านผมสักที!”

             ในที่สุดทวิชก็หมดความอดทน ตะคอกใส่อีกฝ่ายอย่างเหลืออด

             “หวา อย่าเพิ่งโกรธสิ คุณ ผมก็แค่อยากเป็นเพื่อนกับคุณก็เท่านั้นเอง” ชนินทร์หดคอหูลู่นิดๆ เมื่อถูกเอ็ดใส่ แต่ก็ยอมลุก “ผมไปก็ได้ แต่ผมจะมาอีก ถึงตอนนั้นคุณก็เตรียมอาหารไว้ให้ผมด้วยแล้วกัน คุณทวิช”

             “ได้”

             ทวิชยิ้มเย็น ซึ่งมันก็ทำให้ชนินทร์ที่กำลังจะดีใจ ไม่กล้าดีใจ

             “คุณได้กินอาหารหมาแน่”

             “ใจร้ายชะมัด แต่ถ้าเป็นคุณซื้อให้ผม ผมอาจจะยอมกินก็ได้นะ”

             ชนินทร์บ่นไม่จริงจังนัก และยอมล่าถอยออกไปจากร้านแต่โดยดี เพราะทวิชหยิบโทรศัพท์เตรียมโทรออกแล้ว แน่นอนว่าหลังจากรู้ตัวตนอีกฝ่ายแล้ว ชนินทร์ก็ไม่กล้าตอแยมาก

             เพราะขืนทำให้ทวิชหมดความอดทนจริงๆ เขาอาจจะโดนเด้งวันนี้เลยก็ได้ ใครจะไปรู้

             หลังจากที่ไล่ชนินทร์ออกไปได้ ทุกอย่างก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ทวิชก็ยังคงรู้สึกหงุดหงิด จึงเดินไปสูบบุหรี่ที่หลังร้านอีกรอบอย่างเดือดดาล

             เขาเกลียดพวกอัลฟ่า โดยเฉพาะอัลฟ่าแบบชนินทร์ที่พอเห็นว่าเขาเป็นพวกเดียวกันก็เปลี่ยนท่าทีอย่างเห็นได้ชัด พวกมันไม่มีสามัญสำนึกสักนิดว่าตัวเองกำลังเลือกปฏิบัติอยู่ และยังดูพอใจกับการกระทำของตัวเองด้วย

             “บัดซบ!”

             ทวิชสบถกับตัวเอง เมื่อรับรู้ถึงน้ำตาที่คลอเบ้าตัวเอง ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากร้องไห้สักนิด แต่น้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุด จนเขาต้องดับบุหรี่อีกรอบมานั่งปาดน้ำตาตัวเองป้อยๆ

             เขาเจ็บปวดที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องบ้าๆ นี้ได้เลย นอกจากยอมรับสภาพอย่างยอมจำนน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากยอมจำนนสักนิด เขาทนเห็นพวกอัลฟ่ากดขี่เบต้าต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

             เพราะแค่คิดจะก้าวเท้าออกไปประท้วง ในชั่วพริบตาเขาก็ถูกพวกมันยิงตายแล้ว

             ทั้งๆ นี่เป็นความไม่ถูกต้อง เป็นความไม่เที่ยงธรรม เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมอัลฟ่าพวกนั้นถึงได้เห็นแก่ตัวนัก พวกมันเอาเปรียบและขูดเลือดขูดเนื้อเบต้าทุกทาง ทั้งขึ้นภาษีต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ ที่พวกเบต้าพยายามหมั่นเก็บกันหวังเป็นทุนใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต พวกมันก็ยังหักดอกเบี้ยไปอย่างหน้าตาเฉย

             “ฮึก แม่งเอ๊ย!!”

             ทวิชหลุดสะอื้นออกมาในที่สุด เขาเกลียดชังพวกมันจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว แต่เขาก็ยังลมหายใจอยู่ ทั้งๆ ที่เขาพยายามเพิกเฉยมัน ไม่สนใจมัน แต่สุดท้ายไอ้สิ่งที่เขาเพิกเฉยมันก็รุกคืบเข้ามาในชีวิตของเขาตลอดเวลา จนเขาทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้จนต้องออกมาเปิดร้านขายความตายนี่ เพื่อมอบความหวังสุดท้ายให้กับเบต้าที่สิ้นหวัง

             เขารู้ดีว่ามันเป็นวิธีการที่ผิด แต่เขาก็คิดทางที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงจะไม่มีปัญญาไปเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก ต่อให้เขาจะเป็นโอเมก้าไม่กี่คนที่เหลือรอดจากการกวาดล้างก็เถอะ

             ทุกวันนี้ที่เขายังทนมีชีวิตอยู่ ก็แค่รอวันที่เขาหมดความอดทนเท่านั้น

             เพราะอุดมการณ์เลิศหรูที่เหล่าโอเมก้ารุ่นก่อนพยายามเรียกร้องนั้น

             เขาแบกรับมันด้วยตัวคนเดียวไม่ไหวจริงๆ

             

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น