FOGGY TIME

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 0 : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 0 : บทนำ
แบบอักษร

ตอนที่ 0 

              

กลิ่นเหม็นไหม้ของฟืนไม้เก่าลอบฟุ้งไปในอากาศ 

             เพลิงกัลป์โหมไหม้รุนแรงกลายเป็นสีแดงฉานเสียดฟ้า 

             กองเพลิงร้อนแรงปะทุแผดเผาเศษซากร้อนระอุ 

             มันกำลังแผดเผาทุกอย่าง 

 

             กรุ๊งกริ๊ง

             กระพรวนเหนือประตูไม้เก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีส่งเสียงออกมา เมื่อมีลูกค้าเข้ามาในร้าน ซึ่งผู้คนที่มาใหม่นั้นก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่คาดคิดว่าร้านที่ภายนอกดูซอมซ่อไม่ต่างจากตึกราดำขึ้นอื่นๆ ในย่านเดียวกัน กลับมีสภาพภายในที่สวยงามเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้มาก

             จมูกสีชมพูบนใบหน้าขนสีขาวหม่นคลุกฝุ่นนั้นทำจมูกฟุดฟิด เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ ของอาหารอะไรสักอย่าง ที่เขาไม่น่าจะเคยกิน เนื่องจากอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งมากๆ นั้นเป็นอาหารของพวก ‘อัลฟ่า’ เหล่าชนชั้นนำของประเทศนี้ ของที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยได้ลิ้มรสบ้างก็มีแค่ไวน์ตกเกรดที่พวกอัลฟ่าไม่กินแล้วก็เท่านั้น

             นัยน์ตาสีทับทิมกวาดมองรอบๆ ด้วยความสนใจ เพราะมันเหมือนกับร้านอาหารจีนโบราณที่กำลังฮิตในหมู่อัลฟ่า การตกแต่งที่ราวกลับย้อนกลับไปอยู่ในยุคที่โรงเตี๊ยมยังรุ่งเรือง มีเสี่ยวเอ้ออะไรทำนองนั้น ทุกอย่างในห้องนั้นล้วนถูกย้อมไปด้วยสีแดงจากโคมแดงเหนือหัวที่ถูกจัดวางได้อย่างเหมาะเจาะ มีไม้แกะของจีนลวดลายสมมาตรที่เขาเรียกชื่อไม่ถูกกับลายอื่นๆ เต็มไปหมด แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในร้านแห่งนี้นั้นคือสิงโตจีนเหล็กหล่อสองตัวที่ยืนแยกเขี้ยวต้อนรับเขาหน้าร้าน

             หลังจากที่ชื่นชมการตกแต่งภายในร้านเสร็จ คนเป็นลูกค้าก็คล้ายกับเพิ่งได้สติเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มที่ฟังดูเฉยชาเอ่ยทักตนเอง

             “..คุณกระต่าย?”

             “..คะ ครับ”

             ใบสองข้างที่ตกลงมาแล้วกระดิกเล็กๆ ราวกับกำลังจะตอบรับว่าตัวเองนั้นเป็นกระต่าย ใบหน้าขนปุยค่อยๆ ย้อนคืนกลับเป็นมนุษย์ธรรมดาเพื่อที่จะพูดคุยให้ได้ง่ายขึ้น เหลือเพียงหูกระต่ายสองข้างที่ไม่สามารถเปลี่ยนกลับได้ เพราะอาการป่วยจากการทำงานหนัก และโรคประจำตัวที่กัดกินร่างกายมานาน

             มือเล็กๆ ที่ยังปกคลุมด้วยขนรีบถอดหมวกใบเก่งของตัวเองออก พร้อมกับจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้ดูเรียบร้อยขึ้น แม้ว่าจะทำไปแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าแล้วก็ตาม แต่ก็อดอีกไม่ได้เพราะที่นี่นั้นดูหรูหราเกินกว่าเบต้าไร้ค่าอย่างเขาจะมาก่อความสกปรก

             “ผม ผมชื่อกวินทร์ครับ เป็นเบต้าสายพันธุ์กระต่าย ผมได้ยินว่าที่นี่มีบริการทำให้ ‘หลับสบาย’ ไม่ทราบว่าที่นี่มีบริการแบบนั้นจริงไหมครับ”

             ทั้งๆ ที่กวินทร์นั้นยังดูหนุ่มอยู่ แต่น้ำเสียงที่พูดกลับอ่อนล้าราวกับคนอายุมาก นัยน์ตาสีทับทิบที่ดูมีชีวิตชีวาเมื่อกี้ดูหม่นหมองขึ้นมาทันตาเห็น เมื่อนึกได้ว่าตนมาทำอะไรที่นี่กันแน่

             “มีสิ”

             คำตอบของอีกฝ่ายทำให้กวินทร์มีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

             กวินทร์มองชายหน้าสวยตรงหน้าตัวเองอย่างมีความหวัง ถึงแม้คนพูดจะมีร่างกายที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างยามที่เผลอไปสบกับนัยน์ตาสีทองที่มองมาอย่างเฉยชา และเผลอสะดุ้งเมื่อสังเกตเห็นเสื้อเนื้อดีสีดำที่ถูกปักเป็นลวดลายเสื้อโคร่งคำราม

             ซึ่งมันก็ดูสมจริงจนเขาเผยถอยหลังหนีโดยไม่รู้ตัว

             “คะ คุณเป็นอัลฟ่าเหรอ”

             กวินทร์ปากคอสั่นสติแตก เพราะไม่คาดคิดว่าจะเจออัลฟ่าในที่แบบนี้ สถานที่ที่เหล่าอัลฟ่าให้นิยามว่าเป็นที่ๆ พวกเดนมนุษย์อยู่กัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นที่ซุกหัวนอนของเหล่าเบต้าที่มีค่าแรงต่ำ ไม่มีการศึกษา ดื่มสุราเกรดต่ำรสชาติบาดคอจนแทบกินไม่ได้ไปวันๆ เพื่อลืมความเจ็บปวดที่เป็นอยู่

             “เปล่า”

             “งั้นผมขอโทษด้วยที่เสียมารยาท ผมมีประวัติที่ไม่ดีนิดหน่อยกับพวกอัลฟ่าน่ะ” เมื่อได้ยินแบบนั้นคนเป็นเบเต้ารู้สึกสบายใจขึ้นนิดๆ เพราะถ้าอีกฝ่ายเป็นอัลฟ่าจริง เขาคงจะวางตัวไม่ถูก

             หลังจากหายตกใจ กวินทร์ก็ล้วงหยิบของที่มีค่าที่สุดที่ตัวเองมีในกระเป๋า และยื่นมันให้กับคนที่น่าจะเป็นเบต้าเหมือนกันด้วยท่าทีนอบน้อม

             “ผมพอจะทราบธรรมเนียมมาบ้าง นี่เป็นของที่ดีที่สุดที่ผมมีครับ”

             “สร้อย?”

             “ครับ สร้อย” กวินทร์มองสร้อยสีเงินในมืออีกฝ่ายด้วยความอาลัย “มันเป็นสร้อยประจำตระกูลผม ทำจากเงินแท้ ถ้าเอาไปขายก็น่าจะได้ราคาดีอยู่ครับ”

             คนรับไปถือขมวดคิ้วเมื่อมองใกล้ๆ และเผลอบ่นพึมพำออกมาไม่จริงจังนัก “..เงินปลอม”

             “อะไรนะครับ”

             “คุณไปนั่งรอผมที่โต๊ะก่อน”

             กวินทร์เกาหัวแกรกๆ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าตอนแรกอีกฝ่ายไม่ได้พูดแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ยอมเดินไปนั่งที่โต๊ะที่ใกล้ที่สุด นั่งรอได้สักพักร่างของคนที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านก็เดินออกมาจากหลังร้าน พร้อมกับถาดอาหารชุดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยอาหารที่เขาไม่รู้จัก

             อึก..

             กวินทร์กลืนน้ำลายเอือก เมื่อมองอาหารตรงหน้า รับรู้ได้ทันทีว่าเป็นอาหารที่ต่อให้เขาใช้ความพยายามทั้งชีวิตก็ไม่สามารถกินมันได้

             “กินสิ”

             ทั้งๆ ที่ดูเย็นชาตั้งแต่แรกพบ แต่กวินทร์กลับสัมผัสได้ถึงความใจดีเล็กๆ ของอีกฝ่าย

             “ผมไม่มีปัญญาจ่ายหรอก คุณ”

             กวินทร์หัวเราะเสียงขืนด้วยสีหน้าเจ็บปวด เพราะไอ้สร้อยเงินที่เขาเพิ่งให้อีกฝ่ายก็คงขายได้ไม่ถึงครึ่งของราคาอาหารพวกนี้ด้วยซ้ำ

             “คุณจ่ายแล้ว กินเถอะ”

             “…ขอบคุณครับ”

             สุดท้ายกวินทร์ก็พ่ายแพ้ให้กลิ่นหอมและความน่ากินของมัน หยิบช้อนซ้อมขึ้นมาตักกิน ก่อนที่จะพบว่ามันอร่อยมาก และน่าจะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่เขาเคยกิน

             “คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม”

             ระหว่างที่กวินทร์เพลิดเพลินกับการกินอาหารก็ถูกถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

             “แน่ใจครับ”

             “ทำไม?”

             นัยน์ตาสีทับทิบหม่นแสงลงอย่างเจ็บปวด

             “ผมก็แค่ทนทำมันต่อไปไม่ไหวแล้ว”

             กวินทร์เงยหน้ามองคนถามทั้งน้ำตา

             “ผมยอมแพ้แล้ว คุณ กับการทนใช้ชีวิตเพื่อทำงานบ้าๆ นี่น่ะ ผมทำงานหนักมาทั้งชีวิต เพราะผมเชื่อว่ามันจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่หลังจากผมทำมาเกือบสิบปี มันก็ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยน ผมก็ยังจนเหมือนเดิม อยู่บ้านหลังเดิม เงินค่ารักษาตัวเองผมยังไม่มีปัญญาจ่ายเลย”

             เหล่าอัลฟ่ามักจะสอนเหล่าเบต้าเสมอว่า ‘จงทำงานให้หนัก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ซึ่งกวินทร์ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อที่หลงเชื่อคำสอนนี้อย่างสุดหัวใจและทำมันอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีว่าตัวเองนั้นเสียปอดไปครึ่งหนึ่ง เพราะสารเคมีของโรงงานที่ตัวเองทำอยู่ถึงได้ตาสว่าง

             “มันไม่ประโยชน์อะไรแล้วคุณ ที่ผมจะอยู่ต่อบนโลกบ้าๆ นี่น่ะ ผมจะเป็นบ้าแล้วคุณ ไม่มีใครช่วยผมได้แล้วนอกจากคุณ ฮึก ไม่มีใครแล้วจริงๆ ”

             กวินทร์ปล่อยโฮออกมาในที่สุด

             เขาเจ็บปวดมาก เพราะเขาเคยมีความฝัน ฝันว่าจะมีบ้านหลังใหญ่ สวนสวยๆ กับครอบครัวน่ารักของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ความจริงมันโหดร้าย เขาเป็นแค่เบต้าสมองทึบ แค่หาเงินเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ก็หืดขึ้นคอแล้ว

             เขาใช้เวลาหลายปีในการพยายาม ในการพิสูจน์ตัวเอง แต่มันก็ไม่เคยช่วยอะไร ทุกอย่างมีแต่แย่ลงไปเรื่อยๆ อาการป่วยทำให้เขาทำงานได้แย่ลง และในที่สุดเขาก็โดนไล่ออกจากงาน ไม่มีเงิน ต้องเป็นขอทานในย่านเดนมนุษย์นี้

             การได้ยินข่าวลือจากคนที่เดินผ่านทางไปมา ทำให้เขารู้สึกกลับมามีความหวังอีกครั้ง

             หวังว่าจะมันจะช่วยปลดปล่อยเขาออกจากความทรมานนี้ได้

             “ฮึก ช่วยให้ผมหลับสบายเถอะ คุณ”

             กวินทร์กินอะไรไม่ลงอีกต่อไป แม้ว่าร่างกายจะเรียกร้องมากขนาดไหนก็ตาม

             “อืม”

             “ฮึก ผม ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ผมขอบคุณคุณจริงๆ นะ”

             กวินทร์พูดโดยไม่รู้สักนิดว่าผู้มีพระคุณของตัวเองนั้นกำลังกรุ่นโกรธได้ที่ นัยน์ตาสีทองที่ดูเฉยชานั้นสุมไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธเคือง

             มือเล็กซึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋านั้นกำแน่นจนเลือดแทบซึมออกมา

             เขากำลังโกรธ..

             โกรธจนแทบบ้า!

             

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น