Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 20

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.5k

ความคิดเห็น : 73

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 20
แบบอักษร

20. 

“คิดว่าวันนี้จะได้สอยสักเรือนไหม”

“หวั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน”

บทสนทนาอันครื้นเครงข้างกายไม่อาจดึงความสนใจจากเฟิงหลง ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วงานอย่างไร้อารมณ์ ใจร่ำร้องอยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ เพื่อจะได้พาใครบางคนกลับห้อง

“จะว่าไปแล้วช่วงนี้คุณอาร์เธอร์ก็ออกงานบ่อยนะ”

“นั่นน่ะสิ แปลกใจอยู่เหมือนกัน”

คนถูกทักทำเพียงยิ้มรับแต่ไร้การตอบกลับ ขณะที่มือก็โคลงแก้วเครื่องดื่มในมือไปมาช้าๆ ก่อนจะยกขึ้นจิบเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุย

เมื่อก่อนนี้ อาร์เธอร์ จาง หรือจางเฟิงหลงจะออกงานเพียงงานสำคัญ ทว่าตอนนี้กลับขยันออกแทบทุกงานหากมีเวลา

โดยงานในวันนี้คือแฟชั่นโชว์นาฬิกาจากแบรนด์ระดับโลกที่มีลี่ชิงเป็นหนึ่งในนายแบบ

“อ้าว มิสเตอร์หวัง”

ประโยคนั้นทำให้เฟิงหลงขมวดคิ้ว สายตาถูกดึงให้หันไปทางคนที่เดินมากับลูกชายอีกคน สบตากันด้วยความรู้สึกราบเรียบ ก่อนคนอายุน้อยกว่าจะค้อมศีรษะลงให้ตามมารยาท

“สวัสดีครับคุณอาร์เธอร์”

เฟิงหลงมองเลยหวังอี้หย่งไปอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้ารับ

“พิเศษจริงๆ ที่ได้เจอทั้งมิสเตอร์หวัง และอาร์เธอร์ จาง แบบนี้”

ต่างฝ่ายต่างทำเพียงยิ้มรับ รักษาท่าทีห่างเหินไว้โดยไม่ให้ใครผิดสังเกต โชคดีที่มีทีมงานมาเชิญไปถ่ายรูปจึงไม่มีใครทันรู้สึก

หลังจากถ่ายรูปและพบปะกับเจ้าของงานและนักธุรกิจคนอื่นๆ เสร็จ ทั้งหมดก็ถูกเชิญไปนั่งตรงหน้าเวที ไม่นานนักพิธีกรก็เดินขึ้นมากล่าวเปิดงาน

เฟิงหลงไม่ได้สนใจพิธีการนั้น ไม่สนใจเซเลบริตี้ ดารา หรือใครก็ตามที่อยู่รอบกาย ความสนใจทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการรอคอยให้แฟชั่นโชว์เริ่มขึ้น กระทั่งสมหวังในที่สุด

นาฬิกาที่แต่ละเรือนราคาสูงถึงหกหลักถูกนำเสนอด้วยเหล่านางแบบและนายแบบ ก่อนจะจบลงด้วยโชว์พิเศษซึ่งเป็นส่วนสำหรับการประมูล

ลี่ชิงที่เดินออกมานำเสนอนาฬิกาจากโชว์แรกพยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ทว่าก็มีวินาทีที่เผลอให้ความสนใจกับเจ้าของสายตาคมที่นั่งอยู่ข้างเวที

วินาทีที่สายตาประสานกันเหมือนขามันหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่ตั้งใจส่งมาให้เกือบทำให้เดินผิดจังหวะเพราะไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักด้วยการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

เมื่อแฟชั่นโชว์ทั้งสองเซตผ่านไป จากนั้นก็เป็นการประมูลนาฬิการุ่นพิเศษทั้งสามเรือน

เฟิงหลงไม่คิดจะสนใจเท่าไหร่นักเพราะไม่ใช่แบบที่ชอบ แต่เมื่อเรือนที่สองเป็นลี่ชิงนำออกมาพรีเซนต์จึงยกป้ายขึ้นทั้งที่ไม่ได้สนใจนาฬิกาเรือนนั้นเลยด้วยซ้ำ

“หมายเลขเก้าค่ะ”

“หนึ่งล้านห้าแสนบาท”

เงินจำนวนนั้นเรียกให้เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อย

“หนึ่งล้านห้าแสนบาทนะคะ มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ...หมายเลขสิบเอ็ดค่ะ”

“สองล้านครับ”

ดวงตาคมตวัดสายตาไปมองคนที่ประมูลแข่งกับตัวเองแล้วก็พบว่าไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ ฝ่ายนั้นยิ้มกลับมาให้เล็กน้อย ไม่มีแววจะยั่วยุอะไร

“สองล้านห้าแสนบาท” เฟิงหลงขานราคา ก่อนการประมูลที่ไม่จบสิ้นจะดำเนินต่อไป

ลี่ชิงยืนอยู่บนเวที ขยับข้อมือไปมาบ้างเป็นบางเวลาเพื่อนำเสนอนาฬิกา โดยที่ความสนใจกลับจับจ้องอยู่ที่คนสองคน

หนึ่งคือคนที่ตั้งหน้าตั้งตาประมูล สองคือหนึ่งในผู้ให้กำเนิดที่มากับลูกชายอีกคน

วินาทีที่สายตาประสานกับพ่อลี่ชิงไม่ได้หลีกหนี สบตาอยู่อย่างนั้นกระทั่งเป็นอีกฝ่ายที่เบือนหน้าหนีไป

เขาคาดเดาไม่ได้ว่าคนเป็นพ่อกำลังคิดอะไร และก็ไม่ได้อยากจะคาดเดา จึงเลือกแค่ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด

“ห้าล้านบาทนะคะ”

“ห้าล้านสองแสนบาท”

“ห้าล้านสองแสนบาทแล้วค่ะ”

“หกล้าน”

“หกล้านบาทค่ะ”

“...สิบล้าน”

ราคาที่ก้าวกระโดดไปหลายหลักทำให้คนที่หมายมั่นอยากได้นาฬิกาเรือนนั้นส่ายหัวเป็นการบอกว่ายอมแพ้ พิธีกรถามย้ำพร้อมนับเวลาถอยหลัง ก่อนจะประกาศว่านาฬิกาเรือนนั้นเป็นของอาร์เธอร์ จาง

ลี่ชิงลอบส่งสายตาให้คนชอบเอาชนะ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินเข้าไปหลังเวที ให้ทีมรักษาความปลอดภัยเอานาฬิกาไปเก็บเพื่อส่งมอบให้คนที่ประมูลได้

“นั่นลูกชายมิสเตอร์หวังใช่ไหมครับ ดูดีเหมือนพ่อกับแม่ไม่มีผิด”

หวังอี้หย่งละสายตาจากคนที่เดินหายลับไปจากเวที จากนั้นจึงเลื่อนไปมองคนพูด

“...ครับ” อี้หย่งตอบรับเพียงสั้นๆ

“เห็นว่าเป็นนายแบบที่กำลังมาแรงเลย ไม่ธรรมดาจริงๆ”

คนฟังไม่ได้ต่อบทสนทนานั้น ทำเพียงพยักหน้ารับ อีกฝ่ายจึงหันไปคุยเรื่องอื่นกับคนอื่น ขณะที่หวังอี้หย่งยังคงคิดถึงเรื่องของลูกอีกคน

เส้นทางที่ลี่ชิงเลือกมันปรากฏให้เห็นชัดว่าไปได้สวย ผลงานและฝีมือเป็นที่พูดถึงจนลอยมาเข้าหูอยู่บ้าง และครั้งนี้ก็ได้เห็นกับตาของตัวเอง

สำหรับคนเป็นพ่อ แน่นอนว่ามันย่อมเป็นความยินดี แม้จะเป็นความยินดีอยู่ลึกๆ ก็ตาม

“เอาละค่ะ ต่อไปเป็นนาฬิกาสำหรับการประมูลเรือนสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของงานนี้ ทั้งงดงามและล้ำค่า มาพร้อมกับการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ...”

พิธีกรบรรยายอย่างยาวเหยียดก่อนนาฬิกาเรือนสุดท้ายซึ่งเป็นไฮไลต์ของงานจะถูกนำขึ้นประมูลโดยดาราชื่อดัง แต่เฟิงหลงกลับไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้คนอื่นๆ แย่งชิงกันไป สร้างความแปลกใจและครุ่นคิดให้กับนักข่าวบางคนที่เริ่มได้กลิ่นแปลกๆ ตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น

“ของเธอ”

ลี่ชิงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อขึ้นรถมากล่องนาฬิการาคาแพงก็ถูกยื่นมาให้ทันใด

“ประมูลเพื่อเอามาให้ผมงั้นหรือ”

เฟิงหลงพยักหน้ารับ ขณะที่ลี่ชิงก็รับมันมาวางบนตัก ไม่ได้คิดจะเปิดดูแต่อย่างใดเพราะเห็นชัดเจนแล้วตอนที่สวมใส่

“คิดว่ามันเหมาะกับผม?”

“ก็เหมาะ”

“คุณประมูลแค่เพราะว่าเป็นผม ใช่ไหม”

“อืม” เฟิงหลงรับคำโดยไม่ได้คิดบ่ายเบี่ยง

ดวงตาเรียวรีของลี่ชิงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าคร้ามคม ก่อนลมหายใจจะถูกพ่นออกมาเบาๆ อย่างอ่อนใจ แล้วท่าทางนั้นก็ถูกเอาคืนด้วยท่อนแขนแกร่งที่วาดมาโอบรอบเอวแล้วรั้งให้ขยับเข้าไปใกล้

“ฉันให้แล้วก็ต้องได้รับ”

ลี่ชิงหรี่ตามองคนรักอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างรู้ทัน

“หาเรื่องหื่นอีกแล้วใช่ไหม”

“ไม่ได้หื่น...ฉันทำเพื่อลูก” เฟิงหลงยักไหล่น้อยๆ

เหตุผลที่มีน้ำหนักแต่ไม่มากพอให้เชื่อทำให้ลี่ชิงโคลงหัวไปมา เมื่อพูดถึงลูกแล้วความวูบโหวงในอกก็ลดน้อยลงจนทำใจฟังได้ เนื่องจากความกังวลถูกปล่อยวางลงกว่าครึ่ง หลงเหลือเพียงความเหนื่อยเพราะใครบางคนมักหยิบยกเหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างในการหื่น

“ข้ออ้างทั้งนั้น”

“...” คนถูกว่าไม่ตอบอะไรเป็นการยอมรับกลายๆ โดยไม่สะทกสะท้าน

“ปล่อยก่อนครับ”

เฟิงหลงยอมผละออกจากร่างหอมกรุ่นตามคำบอก

ฟอด

“ขอบคุณสำหรับนาฬิกา”

ลี่ชิงยิ้มบางๆ ให้กับคนข้างกาย เมื่ออีกฝ่ายโน้มหน้าลงมาใกล้แล้วตั้งใจมองที่ริมฝีปากให้รู้ว่าต้องการอะไรก็ให้ในสิ่งนั้น

จูบสำหรับการขอบคุณเกิดขึ้นไม่นานนักเพราะยังมีบอดี้การ์ดสองคนนั่งอยู่ด้านหน้า เมื่อลี่ชิงเป็นฝ่ายผละออกห่างดวงตาคมก็แสดงออกถึงความขัดใจเล็กน้อย ก่อนจะทาบทับริมฝีปากลงมาเป็นการทิ้งท้ายแล้วขยับไปนั่งดีๆ

--

หลายครั้งสิ่งที่ปลุกให้ลี่ชิงตื่นจากการหลับใหลในยามเช้าคือสัมผัสอันวาบหวาม คนที่รู้สึกตัวตื่นเรียบเรียงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในหัวขณะดวงตายังปิด

ความเปลือยเปล่าของท่อนล่างคือสิ่งแรกที่รับรู้ ตามมาด้วยสัมผัสตรงบริเวณลำคอและฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามหน้าท้อง

“อือ” ลี่ชิงค่อยๆ ลืมตา การขยับตัวพร้อมเสียงครางพาให้อีกคนชะงัก ดวงตาเรียวที่มองเห็นภาพพร่ามัวประสานสายตากับคนด้านบน

“ตื่นแล้วเหรอ”

“อือ...ไม่ใช่เพราะว่าคุณปลุกหรือไง” มือบางยกขึ้นขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนภาพตรงหน้าจะชัดเจนขึ้น

ริมฝีปากได้รูปกดจูบลงบนปากบาง ขบเม้มไปมาแผ่วเบา โดยที่มือก็เคลื่อนไหวต่อจากเมื่อครู่

“อื้อ ผมไปแปรงฟันก่อน”

จูบซึ่งกำลังจะลึกซึ้งขึ้นถูกขัดจังหวะด้วยการที่ลี่ชิงเบี่ยงหน้าหนี กลิ่นมินต์อ่อนๆ จากลมหายใจของคุณเฟิงหลงทำให้ไม่อาจปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปทั้งอย่างนั้น แม้จะมีบางครั้งที่ละเลยเพราะอารมณ์ถูกปลุกเร้าจนเกินจะกู่กลับ แต่ก็แสนน้อยครั้งเนื่องจากอยากให้คนรักได้รับสัมผัสที่ดีที่สุด

ลี่ชิงรีบก้าวลงจากเตียงแล้วก้าวเร็วๆ ไปทางห้องน้ำ ใช้เวลาล้างหน้าแปรงฟันไม่นานนักก็กลับออกมา เห็นคนตัวโตนอนเอนหลังพิงกับเตียงรออยู่ก่อนจึงขยับขึ้นไปนั่งคร่อม ทิ้งน้ำหนักลงไปให้อีกฝ่ายรองรับทั้งหมด

จุ๊บ

บดเบียดริมฝีปากที่ส่งกลิ่นหอมไม่ต่างกันเข้าหา เริ่มต้นจูบที่เต็มไปด้วยความรัก ขณะที่เหลือบหางตาไปมองนาฬิกาแล้วพบว่าอาจจะต้องทำเวลาเพื่อกินข้าวเช้าและยาให้ทัน

ลี่ชิงตามใจคนรักอย่างง่ายดายเพราะช่วงนี้ทำงานแทบทุกวันจนแทบไม่มีเวลาได้ลึกซึ้งเท่าที่ควร

เรียวลิ้นทั้งสองเกี่ยวพัน และเล็มความหอมหวานอย่างเร่าร้อน

ฝ่ามือหนาประคองเอวบางเอาไว้ทั้งสองข้าง บีบเคล้นสลับกับลูบไล้ ก่อนเฟิงหลงจะประคองร่างเพรียวให้เป็นฝ่ายนอนลงใต้ร่าง จัดการกับเสื้อผ้าบางชิ้นที่ยังขวางกั้นกันเอาไว้ออกไปทั้งหมด

“เย็นนี้ผมมีงาน” ลี่ชิงเอ่ยเตือน แล้วสายตาคมก็เหมือนจะบอกว่ารับรู้ให้คลายความกังวลเล็กๆ นั้นลง

ช่วงหลังมานี้คุณเฟิงหลงควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น นานมากแล้วที่ทิ้งเพียงร่องรอยเล็กๆ ไว้บนร่างกายโดยไม่ต้องให้ลำบากกับการทำงานมากนัก

มือบางวางลงบนลำคอแกร่ง ลูบไล้บริเวณหลังคอไปมาช้าๆ ยามแหงนหน้าขึ้นรับจูบ

ลมหายใจที่คลอเคลียจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเริ่มร้อนขึ้น เสียงหอบหายใจที่ดังเล็ดลอดบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ถูกจุดติด

ลี่ชิงเลื่อนมือลงมายังอกหนั่นแน่น ใช้ปลายเล็บสั้นครูดไปมาเบาๆ เพื่อระบายความร้อนในร่างกาย กลางลำตัวที่แนบชิดกันทำให้รับรู้ถึงความต้องการของคนด้านบนที่พานให้รู้สึกตาม

น้ำลายสีใสที่ยืดเป็นเส้นเล็กๆ เมื่อผละจูบออกเลอะอยู่ตรงมุมปากบางถูกเฟิงหลงจูบซับจนสะอาด จากนั้นจึงค่อยๆ ไล้ริมฝีปากลงมายังลำคอบาง

ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นและเบี่ยงไปด้านขวา เปิดทางให้อีกฝ่ายอย่างเต็มที่

เฟิงหลงได้แต่ประทับริมฝีปากลงไป ไล้ปลายลิ้นละเลียดชิมผิวเนื้อเนียน สูดดมความหอมด้วยจมูก และใช้ฟันงับแผ่วเบาไปทั่วอย่างมันเขี้ยว

จากลำคอลงมายังแผ่นอก เข้าครอบครองเม็ดสีสดด้วยปากแล้วก็ดูดดุนคล้ายคนหิวโหย

“อ๊ะ” ลี่ชิงสอดมือเข้ากับกลุ่มผมหนาบริเวณท้ายทอย ออกแรงขยุ้มพลางเปล่งเสียงคราง

ข้างหนึ่งถูกครอบครองด้วยปาก อีกข้างถูกครอบครองด้วยมือ สร้างความเสียวซ่านให้กลายเป็นพายุลูกเล็กที่หมุนวนอยู่ในช่องท้อง

พายุที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จุ๊บ จุ๊บ

“ฮื่อ” ความเสียวซ่านตรงยอดอกทำให้ร่างกายลี่ชิงบิดเร่าน้อยๆ ขณะที่ขาก็ขยับถูไถไปมา

เวลาที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนตวัดเลียรัวๆ แผ่นอกบางก็จะแอ่นขึ้นราวกับเชิญชวนให้อีกคนสัมผัสกันให้มากขึ้น

เฟิงหลงไม่ปล่อยให้ด้านใดด้านหนึ่งน้อยใจ ขยับเข้าครอบครองด้านซ้ายขวาอย่างเท่าเทียม กระทั่งพอใจจึงเลื่อนปากลงมายังหน้าท้อง พรมจูบไปทุกพื้นที่ จากนั้นจึงเลื่อนลงมายังกลางกายของลี่ชิง

สิ่งที่แสดงถึงความอึดอัดไม่ต่างกันถูกทักทายด้วยมือ เพียงแค่ฝ่ามือหนาสัมผัสด้วยการแตะ เจ้าของส่วนนั้นก็หลุดเสียงร้อง และยิ่งมากขึ้นเมื่อเฟิงหลงกอบกุมมันเอาไว้ทั้งหมดแล้วขยับรูดรั้ง

“อะ อา”

ลี่ชิงกำมือเข้าหากัน สะโพกไม่อยู่นิ่งเพราะความเสียดเสียว ได้แต่ร้องครวญครางราวกับเว้าวอนขอให้คนรักปลดปล่อยความอึดอัดที่มี

จังหวะของการรูดรั้งเริ่มต้นจากเชื่องช้าแล้วค่อยๆ เร็วขึ้น แผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงเพราะแรงหอบหายใจคือสิ่งที่บ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ใช้มือหยอกเย้าอยู่ไม่นานเฟิงหลงก็โน้มใบหน้าลงไปครอบครองตัวตนของลี่ชิงด้วยริมฝีปาก

“อ๊า อึก อืม”

คนถูกสัมผัสดวงตาพร่ามัว หูอื้อคล้ายอยู่บนที่สูง ขณะที่ปากก็เผยอปล่อยเสียงตามอารมณ์จนหมดสิ้น

ความนุ่มหยุ่นที่โอบแน่นอยู่โดยรอบเคลื่อนไหวเชื่องช้าจนแทบหยุดหายใจ แล้วนาทีต่อมาก็รวดเร็วจนหายใจเกือบไม่ทัน

ลี่ชิงหายใจผิดจังหวะ เหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้าทั้งที่ไม่ได้ออกแรง สะโพกขยับตามจังหวะการรูดรั้งของปากได้รูปโดยอัตโนมัติ

ด้วยเฟิงหลงตั้งใจเพียงจะปลุกเร้าจึงถอนริมฝีปากออกในเวลาไม่นานนัก

ความจริงก็อยากจะหยอกเย้ากับลี่ชิงให้นานกว่านี้ แต่เวลาอาหารเช้าที่ใกล้เข้ามาเต็มทนคือสิ่งที่เร่งรัดทุกสิ่งอย่าง

ร่างสูงใหญ่ขยับขึ้นนั่ง แต่แล้วก็ต้องหงายหลังนอนลงเพราะถูกผลัก หัวเลยปลายเตียงมาเกือบครึ่ง ยังตั้งตัวไม่ทันได้ปากก็หลุดเสียงครางต่ำอย่างไม่อาจควบคุม

เป็นลี่ชิงที่พลิกขึ้นมาเป็นฝ่ายรุก

“ลี่ชิง” เฟิงหลงเอ่ยเรียกชื่อคนรักเสียงสั่นพร่า “ใกล้ได้เวลามื้อเช้า...อืม...แล้ว”

คนฟังไม่ตอบเป็นคำพูดทว่าตอบด้วยการกระทำ ปากเล็กที่อ้าจนสุดเพื่อครอบครองส่วนใหญ่โตขยับอย่างรวดเร็วจนกลุ่มผมปลิวไหว เรียกเสียงครางต่ำให้ดังขึ้นเป็นระยะ

ลี่ชิงอาจไม่ได้เชี่ยวชาญนักแต่อาศัยความใส่ใจ เก็บเกี่ยวจากบทรักครั้งก่อนๆ สะสมเรื่อยมา แล้วสัมผัสร่างหนาในแบบที่เจ้าตัวชอบ

เม้มปากแน่น ใช้ปลายลิ้นตวัดส่วนปลายมนเมื่อเลื่อนปากออกจนสุด มือที่ประคองอยู่ใต้ส่วนนั้นก็คลึงไปมา จากนั้นก็ได้ยินเสียงที่คล้ายกับสัตว์ป่าคำรามดังออกมา

กระทั่งถึงจุดที่พึงพอใจลี่ชิงก็ผละออกแล้ววาดขาไปคร่อมคนตัวโต จับส่วนที่ผงกชูชันให้ตรงกับช่องทาง ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงไป

“ฮึก”

ความใหญ่โตที่สร้างความลำบากให้เล็กน้อยตอนเริ่มแรกค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยมีสารหล่อลื่นตามธรรมชาติช่วยให้ทุกอย่างลื่นไหลไปจนสุด

“อืม” เฟิงหลงส่งเสียงครางเมื่อถูกผนังอุ่นร้อนที่โอบล้อมตัวตนเอาไว้ทั้งหมดตอดรัดทักทาย มือใหญ่ลูบไล้สะโพกบางเพื่อช่วยให้คนด้านบนผ่อนคลาย ขณะที่สายตาก็สื่อสารกันไปด้วย

เมื่อลี่ชิงพร้อมจึงเริ่มเคลื่อนไหว บั้นท้ายเนียนหมุนวนไปมาอย่างเชื่องช้า นาทีต่อมาจึงขยับขึ้นลงด้วยระยะสั้นๆ

ทว่าเพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าคร้ามคมแหงนขึ้น กรามบดเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือด

ส่วนที่ร่างกายเชื่อมกันพาความเสียวซ่านให้โหมกระหน่ำ ช่องท้องวูบโหวง แต่ก็เต็มไปด้วยความอึดอัดชวนสับสน

“อา...อื้อ” ลี่ชิงพยุงกายไว้ด้วยการวางมือลงบนหน้าท้องที่เกร็งจนขึ้นลอนกล้ามเนื้อ ขณะรั้งสะโพกขึ้นลงเป็นจังหวะ โดยมีสะโพกสอบขยับสวนประสานกัน

การร่วมมือของคนทั้งสองทำให้บทรักดำเนินไปอย่างลึกซึ้ง ความเร่าร้อนไต่ระดับขึ้นจนเตียงสั่นคลอนและเกิดเสียงดังกึกๆ

ต่างฝ่ายต่างตัวมันเลื่อมจากเหงื่อที่ไหลซึม คล้ายกับกำลังออกกำลังกายอย่างหนัก คนผิวขาวแก้มแดงเรื่อ เสียงหอบหายใจดังก้อง

ลี่ชิงหลับตาลงเมื่อส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายถูกดันสวนขึ้นมาลึก กระแทกจุดกระสันอย่างรู้ตำแหน่งเป็นอย่างดี

“อ๊ะ” มือบางคว้าบ่ากว้างของคนที่ลุกขึ้นมาเอาไว้ ก่อนจะถูกจับให้เปลี่ยนท่าทางเป็นนอนคว่ำลง สะโพกถูกรั้งขึ้นแล้วแก่นกายร้อนที่ผละออกเมื่อครู่ก็เติมเต็มเข้ามาอีกครั้ง

เฟิงหลงจับแขนเรียวเอาไว้ทั้งสองข้าง รั้งให้คนตรงหน้าแอ่นตัวขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็โถมสะโพกใส่โดยไม่ยั้งแรง

ปึก ปึก

เสียงหน้าขากระทบกับบั้นท้ายเนียนดังพอๆ กับเสียงครวญครางจากทั้งสองฝ่าย

“อ๊า อะ อึก อืม”

“อืม”

ร่างเพรียวสั่นคลอนเพราะแรงกระแทกกระทั้น หากไม่ถูกคนด้านหลังรั้งแขนเอาไว้คงได้แต่นอนราบลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง

ช่องทางแคบตอดรัดถี่รัวบ่งบอกความต้องการที่ใกล้จะสิ้นสุด คนที่รับรู้ได้จึงปล่อยมือออกแล้วเปลี่ยนสอดแขนไปรัดรอบเอวบาง ดึงร่างกายส่วนบนของลี่ชิงขึ้นให้แผ่นหลังแนบชิดอยู่กับแผ่นอก หวดสะโพกใส่รัวเร็ว

ชั่ววินาทีที่กำลังจะปลดปล่อยเฟิงหลงก็กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น คาดหวังว่าวันหนึ่งความหวังในส่วนลึกจะสำเร็จแม้เวลานี้จะไม่มีผลต่อสิ่งนั้นก็ตาม

มาอยู่ในนี้เถอะนะลูก

กิจกรรมในยามเช้าผ่านพ้นไปลี่ชิงก็ใช้เวลาพักผ่อนที่ยังพอมีไปกับการนอนดูโทรทัศน์ ขณะที่เฟิงหลงก็คุยและนั่งทำงานอยู่ไม่ห่าง ใช้ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันอย่างเรียบเรื่อย กระทั่งหลังกินมื้อเที่ยงแล้วอาหารย่อยจนหมดจึงชวนกันไปออกกำลังกาย

ติ๊ด ติ๊ด

“คุณเฟิง อย่ากวนผมสิ” ลี่ชิงเอ่ยพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้างลู่วิ่งอย่างอ่อนใจ พลางปรับระดับความเร็วของเครื่องขึ้นจากการถูกปรับลงเมื่อครู่

ร่างสูงกว่ายืนมองอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน สักพักก็ก่อกวนด้วยการปรับระดับความชันลง

กึก

ลู่วิ่งถูกกดหยุดด้วยฝีมือของลี่ชิง แล้วเสียงเรียกชื่อที่กดต่ำให้ราบเรียบก็ดังขึ้น คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างมีคำถาม

“คุณอาร์เธอร์?”

“ไปเวทเทรนนิ่งด้วยกันดีกว่า” เฟิงหลงบอกถึงเหตุผลของการกระทำนั้น

“บอกแล้วไงว่าผมอยากคาร์ดิโอก่อน”

“ฉันไม่มีเพื่อน”

คิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากันเพราะคำพูดที่ฟังดูแปลกเมื่อออกมาจากปากของคนอย่างจางเฟิงหลง

“ปกติคุณก็ออกกำลังแบบไม่มีเพื่อน” ด้วยเวลาที่ไม่ค่อยตรงกัน การออกกำลังกายด้วยกันจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจนเป็นกิจวัตร มันเป็นเพียงครั้งคราวเท่านั้น

“แต่วันนี้อยากมี”

ลี่ชิงรู้สึกราวกับถูกหาเรื่อง ใบหน้าคร้ามคมเรียบเฉยมีแววกลั่นแกล้งอยู่ลึกๆ สองแขนจึงยกขึ้นกอดอก งัดไม้ตายขึ้นมาใช้เพื่อกำราบ

“ถ้ากวนผมอีก พรุ่งนี้ผมจะกลับไปนอนบ้าน”

แล้วคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากัน สายตาที่มองมามีความไม่พอใจ

ลี่ชิงเบี่ยงตัวไปหาคนรักแล้วยกมือขึ้นลูบแก้มสากไปมา

“มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า” คนถูกถามเอ่ยตอบทั้งที่คิ้วยังไม่คลายออกจากกัน

“บอกผมเถอะ” ความผิดปกติที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ไม่อาจรอดพ้นสายตาของลี่ชิง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ ขณะรอฟังโดยไม่กดดันอีกคน

สุดท้ายเฟิงหลงก็ถอนใจ ดึงมือที่วางอยู่บนแก้มลงมาจับ มองใบหน้าคนที่เป็นลมหายใจของตัวเองอยู่อย่างนั้น

“เฉินเพิ่งบอกว่า...สัปดาห์หน้าฉันต้องไปทำงานที่ฮ่องกง” ความไม่อยากไปฉายชัดอยู่ในดวงตาคม “แล้วฉันก็รู้ว่าเธอไปด้วยไม่ได้”

ตารางงานที่ถูกวางเอาไว้ล่วงหน้าคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามใจไม่ได้ และต่อให้เปลี่ยนแปลงได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม

เฟิงหลงถูกสอนมาตลอดว่าให้แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว แล้วก็ทำได้ดีมาตลอด กระทั่งถึงเวลานี้

“ไม่เห็นเป็นอะไร ก็แค่ต่างคนต่างทำงานแล้วก็คอลคุยกันเมื่อมีเวลา” ลี่ชิงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลายแม้จะรู้สึกได้ถึงความวูบโหวงในอก ความไม่มั่นคงถูกทำลายไปเพราะความมั่นใจในตัวเองและคนรัก

“เวลาไม่ได้อยู่ด้วยกัน อะไรก็แทนไม่ได้” เสียงทุ้มดังแผ่ว ไม่หนักแน่นอย่างเคย กลายเป็นเฟิงหลงที่จัดการกับความรู้สึกได้ไม่ดีนักทั้งที่อายุมากกว่าหลายปี

“ถึงแทนไม่ได้ก็ช่วยให้เราใกล้กันได้มากขึ้น” ลี่ชิงพูดพร้อมรอยยิ้มบาง กระชับมือที่จับกันไว้ให้แน่นขึ้น “อย่ากังวลเลย ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลทั้งนั้น”

“ฉันคิดถึงเธอ”

รอยยิ้มน้อยๆ กลายเป็นกว้างขึ้นจนเฟิงหลงเลิกคิ้ว

“ผมก็คิดถึงคุณ แต่มันเป็นงาน”

“มันเคยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทั่งเธอเข้ามา” 

ลี่ชิงคือคนที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ส่งผลต่อทุกเรื่องราวแบบที่แทบไม่อาจแยกแยะได้

“คุณก็เหมือนกัน”

เฟิงหลงถอนใจอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่ด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิม จากนั้นจึงโน้มหน้าลงไปกดจูบลี่ชิงแผ่วเบา ไร้ซึ่งคำพูดใดแต่สื่อสารผ่านทางสายตา แล้วก็ค่อยๆ ผละออกห่างเพื่อให้ต่างคนต่างออกกำลังกายอย่างจริงจัง

--

“สวัสดีครับไหน่ไน”

“สวัสดีๆ” จางผิงรับคำพลางกระชับกอดหลานสะใภ้แน่นด้วยความคิดถึง พอผละออกห่างสายตาก็ทอดมองใบหน้าอันสดใสของลี่ชิงอย่างมีความสุข พลันหวนนึกถึงช่วงแรกของการเจอกันที่แตกต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง

สุดท้ายความอดทนก็เป็นผลสำเร็จ

“เพิ่งกลับมาจากทำงานหรือ” ทรงผมและกลิ่นเครื่องสำอางคือสิ่งที่บ่งบอก แล้วก็เป็นดังที่คิดเมื่อคนถูกถามพยักหน้ารับ

“วันนี้ไหน่ไนเป็นยังไงบ้างครับ”

“สบายดีเหมือนทุกวันนั่นแหละ”

“ดีจังเลยครับ”

คนแก่ยิ้มให้ทั้งสองแม่ลูกที่มักแวะเวียนมาดูแลตนอยู่เสมอ ยิ่งเวลานี้ที่เฟิงหลงไม่อยู่หลายวันลี่ชิงก็ถึงขนาดพาแม่มานอนเป็นเพื่อน

“ไหน่ไนบอกแล้วว่าอยู่ได้ ไม่ต้องลำบากพากันมาหรอก”

“ไม่ลำบากหรอกค่ะ กลัวแต่ว่าเป็นการรบกวนไหน่ไนมากกว่า” ลลิตาเอ่ยพูดพร้อมทั้งระบายยิ้มเกรงใจ

“เธอก็รู้ว่าฉันไม่มีทางคิดแบบนั้น” น้ำเสียงและสีหน้าของจางผิงมีความไม่พอใจในความคิดนั้นเจืออยู่เล็กน้อยให้คนทั้งสองยิ้มรับ

“ไปๆ กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ ไปกินข้าวกันดีกว่า ไหน่ไนให้คนทำอาหารไว้เยอะเลย”

เมื่อจางผิงขยับตัวลุกขึ้น ลี่ชิงก็รีบปราดเข้าไปประคอง พาคนแก่ที่ยังกระฉับกระเฉงเดินเข้าไปในบ้าน ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันจนกระทั่งถึงโต๊ะอาหาร

“ไปพักผ่อนเถอะ เพ็ญก็คอยดูแลอยู่ตลอด ไม่ต้องเป็นห่วง” คนที่นอนเอนหลังอยู่บนเตียงเอ่ยพูดกับลี่ชิงที่พามาส่งถึงห้องนอน ทำหน้าที่แทนพยาบาลจนเพ็ญพรรณแทบไม่ได้ทำอะไร

“ขอบใจที่มาดูแลไหน่ไนนะ” มือเหี่ยวย่นวางลงบนหัวคนรักของหลานแล้วลูบไล้ไปมาด้วยความเอ็นดู

“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณไหน่ไน”

แววตาของลี่ชิงคือสิ่งที่บ่งบอกว่าขอบคุณเรื่องใดบ้าง

คนถูกขอบคุณยิ้มรับพลางส่ายหัวไปมาช้าๆ

“มันเป็นสิ่งที่ไหน่ไนต้องทำอยู่แล้ว” ชั่ววินาทีหนึ่งดวงตาของจางผิงเจือความรู้สึกผิด แต่แล้ววินาทีต่อมาก็ถูกกลบจนมิด เป็นประกายแห่งความสุขที่เข้ามาแทนที่ “ดีใจที่วันนี้เห็นลี่ชิงกับอาเฟิงมีความสุข”

“ถึงจะมีอะไรที่ต้องผ่านไปด้วยกันอีกมากแต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด” ลี่ชิงรู้ดีว่าเส้นทางของชีวิตคู่มีอะไรหลายสิ่งที่ต้องฝ่าฟัน ทว่าในใจกลับไม่มีความหวั่นกลัวใดๆ

“ไหน่ไนเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทั้งสองจะผ่านไปไม่ได้ เรื่องลูก...สักวันหนึ่งเขาก็จะมาเอง”

ดวงตาของลี่ชิงมีแววตื่นตระหนกระคนคาดหวัง น้ำเสียงที่ถามออกไปมีความร้อนรน

“ยังมีหวังใช่ไหมครับ”

คนถูกถามทำเพียงยิ้มรับอย่างไม่อาจพูด เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใจของคนรอคอยมีความหวังขึ้นมาเหมือนต้นไม้ที่ถูกรดน้ำให้กลับมามีชีวิต

ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อคิดได้ว่ารบกวนเวลาไหน่ไนมากแล้วจึงเตรียมตัวกลับห้องนอนตัวเอง

“ไหน่ไนพักผ่อนนะครับ”

จางผิงพยักหน้ารับช้าๆ

“ฝันดีลี่ชิง”

--

“เพิ่งรู้ว่าลี่ชิงดังมากก็ตอนนี้ละ”

เกรซมุ่ยปากยามมองโทรศัพท์บนโต๊ะที่สั่นครืดคราดไม่หยุดมาราวๆ หนึ่งชั่วโมง โดยมีสาเหตุมาจากกระทู้ข่าวที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์อันน่าสงสัยระหว่างหวังลี่ชิงและจางเฟิงหลง พร้อมหลักฐานภาพแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายที่ดูจะเป็นคู่กัน

“นักข่าวก็แบบนี้ อะไรที่เป็นประเด็นแม้เล็กน้อยก็จับหมด” แกเรนลอบถอนใจ ก่อนจะชะงักเพราะเสียงเคาะประตูที่ถูกเปิดเข้ามาทันใด

เป็นลี่ชิงที่มาถึงพร้อมแม่ สีหน้ามีความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด

“นั่งก่อนลี่ชิง”

ร่างเพรียวหลับตาลงเพื่อตั้งสติ โดยมีมือบอบบางของผู้ให้กำเนิดเอื้อมมาแตะแขนเพื่อให้กำลังใจแล้วพาไปนั่งลงบนเก้าอี้

ลี่ชิงเพิ่งเห็นข่าวและทำได้เพียงส่งกระทู้นั้นไปให้อีกคนที่คงยุ่งอยู่กับการทำงานจนยังไม่ได้เปิดอ่าน

“ลี่ชิงไม่ใช่ดารา...ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องตอบโต้อะไร ใช้ชีวิตแบบปกติ”

“มันจะไม่ส่งผลกระทบกับงานใช่ไหม” สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดถูกถามออกไป

“ไม่หรอก คุณอยู่ตรงนี้เพราะความสามารถ” แกเรนส่ายหน้า สีหน้าและแววตายังคงสบายๆ ไม่ได้ดูเดือดร้อนเลยแม้แต่น้อย “ในส่วนของเฟิงหลงก็คงไม่มีปัญหาอะไร อีกเดี๋ยวก็คงทำให้ข่าวนี้มันหายไปได้”

“คนปล่อยข่าวก็ช่างมากระตุกหนวดเสือจริงๆ” เกรซพึมพำพลางเบ้ปากน้อยๆ

“ได้คุยกับเฟิงหรือยัง” แกเรนหันไปถามลี่ชิงเพราะตัวเองยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเฟิงหลง

“เขาคงยุ่ง ยังไม่ได้อ่านข้อความเลยด้วยซ้ำ”

“ไม่ต้องคิดมากหรอก เชื่อเถอะว่าคนอย่างเฟิงหลงจัดการได้”

ใบหน้าเรียวพยักรับ เมื่อแกเรนยืนยันว่าไม่มีผลกับงานความไม่สบายใจก็บรรเทาลงไปกว่าครึ่ง แม้จะไม่ชินกับการถูกพูดถึงนัก แต่ก็ไม่ได้สนใจถึงขนาดนั้น

กังวลแค่กับอีกคนที่ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้

ข้อความตอบกลับจากอีกคนมีเพียงประโยคเดียว

‘ฉันกำลังกลับ’

ลี่ชิงเดาอารมณ์คนรักไม่ถูก ได้แต่นั่งรออยู่ในเพนต์เฮาส์ กระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูจึงผุดลุกขึ้น ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่แสนคิดถึงเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นก็ถูกลืมเลือน มีเพียงการโถมกายเข้าไปกอด สูดกลิ่นกายที่แสนคิดถึงเข้าปอดซ้ำๆ ขณะในหัวมีเพียงคำว่าคิดถึง

“คิดถึง” เสียงทุ้มดังขึ้นขณะริมฝีปากได้รูปกดจูบไปทั่วดวงหน้าของลี่ชิง

“เหมือนกัน” ดวงตาเรียวหลับลงรับความรู้สึกอุ่นๆ จากสัมผัสอันอ่อนโยน ก่อนจะเผยอปากเมื่ออีกฝ่ายก้มลงมาจูบ

จูบแห่งความคิดถึงดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน กว่าจะผละออกจากกันก็เป็นตอนที่เริ่มหายใจไม่ทัน

“เรื่องข่าว...” ลี่ชิงเกริ่นเมื่อลมหายใจกลับมาเป็นปกติ

“มีอะไรที่น่ากังวลสำหรับเธองั้นหรือ” สีหน้าของคนถามมีเพียงความแปลกใจ ไร้ซึ่งความกังวลใดราวกับไม่มีอะไรที่ต้องสนใจ

คนถูกถามส่ายหน้าไปมาช้าๆ จากนั้นจึงพูดออกไป

“ผมเป็นห่วงภาพลักษณ์คุณ”

อีกฝ่ายเป็นนักธุรกิจ ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่สำคัญ ลี่ชิงจึงเป็นกังวลในประเด็นนี้

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงทั้งนั้น” ฝ่ามือใหญ่วางแนบกับแก้มเนียนแล้วขยับปลายนิ้วลูบไล้อย่างแผ่วเบา “ไม่ต้องคิดอะไร คิดถึงแค่ฉันก็พอ”

มุมปากได้รูปยกขึ้น ไม่ทันที่ลี่ชิงจะได้ยิ้มตามจูบรอบใหม่ก็เริ่มต้น ทั้งยังนำไปสู่ความใกล้ชิดลึกซึ้ง ส่งผ่านความคิดถึงและทดแทนเวลาต้องห่างอย่างยาวนาน

เช้าวันต่อมาเฟิงหลงรู้สึกตัวตื่นก่อน ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของคนรักพลันรอยยิ้มก็ปรากฏ ความรักเต็มตื้นอยู่ในอกจนอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปสูดดมความหอมจากแก้มเนียน จากนั้นจึงขยับตัวขึ้นนั่งพิงกับพนักเตียง คว้าโทรศัพท์ของลี่ชิงมาจัดการอะไรเกี่ยวกับข่าวเล็กน้อย

รูปมือที่วางทับกันซึ่งปรากฏให้เห็นแหวนทั้งสองวงชัดเจนถูกอัปลงบนอินสตาแกรมของลี่ชิงพร้อมกับแคปชัน

LiXingXing Not married,just engaged. 

เฟิงหลงระบายยิ้มแล้วเหลือบมองคนที่ยังคงหลับอยู่อีกครั้ง

เขาไม่จำเป็นต้องปกปิดหรือหลีกเลี่ยงกับสิ่งที่เป็นความจริงนี้

มันไม่ผิดอะไรที่จะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าลี่ชิงคือคนรักของจางเฟิงหลง

เพชรเม็ดนี้คือหัวใจของมังกร 

จบ. 

 

จริงๆ เนื้อเรื่องจบแล้วววว แต่เดี๋ยวจะมีบทส่งท้ายให้เป็นการจบที่สมูทขึ้นกว่านี้นะคะ 

โซแอลไม่อยากให้ตอนจบมันดูปูทางมากนัก 

อยากให้มันเป็นตอนจบที่ธรรมดาๆ 

กังวลมากว่ามันจะดูจบปุบปับไปไหม 

แต่สำหรับโซแอลมันครบเกือบทุกเรื่องแล้วนะคะ 

อ่า พอตอนสุดท้ายมาถึงแล้วมีอะไรอยากพูดเยอะแยะเลย>< 

เรื่องหลักๆ คือเรื่องท้องเนอะ หลายคนเชียร์ให้ท้อง 

แต่ชิงชิงท้องยากจริงๆ ค่ะ แล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะมีน้องเลย 

การมีลูกเลยเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตคู่ของคุณเฟิงและชิงชิง 

เป็นบททดสอบในหลายๆ อย่างด้วย 

ซึ่งจะอยู่ในตอนพิเศษ...อยากให้ทุกคนได้อ่านจริงๆน้า>< 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาถึงตอนนี้ 

แล้วพบกันตอนหน้าในบทส่งท้ายนะคะ 

รัก. 

ปล.หนังสือจะมีนัดรับในงาน BL วันที่ 26 นี้ แล้วจะทยอยจัดส่งหลังจากวันงานค่ะ 

คนที่สั่งไว้ใกล้จะได้รับกันแล้วน้า~ 

(หลังจากส่งหนังสือรอบพรีเสร็จจะมีขายทางไปรและวางตามร้านหนังสือนะคะ อีบุ๊กจะมาประมาณปลายเดือนกุมภาค่ะ) 

ความคิดเห็น