Chaleeisis

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5 : ฝน

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 : ฝน
แบบอักษร

 

“ก็เอาตามนี้เลยนะครับ กิจกรรมสันทนาการช่วงเช้าจะเป็นหน้าที่ของปี 2 ส่วนวิ่งเกียร์ช่วงบ่ายก็จะเป็นหน้าที่ของพี่ปี 3 ส่วนเรื่องเกียร์รุ่นก็เดี๋ยวพรุ่งนี้ทางร้านจะมาส่งครับ” 

“แล้วเรื่องงบประมาณล่ะ ใครจัดการ” 

“สีเทียนครับ เดี๋ยวส่งใบค่าใช่จ่ายทีเดียววันพรุ่งนี้รวมค่าเกียร์ด้วย” 

“อืม....โอเค” 

“ส่วนเรื่องกำหนดการณ์ต่างๆ มันจะ....” 

ผมนั่งฟังน้องๆ ประชุมกันเรื่องงานรับน้องที่จัดขึ้นใน 3 อาทิตย์ข้างหน้าด้วยความสับสนมึนงง ตอนนี้ในห้องประชุมคณะกรรมการนักศึกษามีลุงแก่ๆ มานั่งฟังเด็กๆ คุยกันอยู่ 5 คน ก็คือพวกผมนั่นแหละ ตอนแรกว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมเพราะยังไงซะ มันก็เป็นหน้าที่ของปี 2 กับปี 3 เป็นหลัก สำหรับพี่ปี 4 อย่างพวกผม กิจกรรมรับน้องก็ไม่ได้ลงไปร่วมอะไรขนาดนั้น ที่มีต้องไปทำแน่ๆ คือวิ่งเกียร์ 

แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว 

วิ่งมาสามปีติดๆ ไม่วิ่งก็ไม่ได้เพราะเป็นประเพณี เอาจริงๆ การวิ่งเกียร์ของวิศวะฯ เนี่ยะ เลื่องชื่อลือชามาก มหา’ลัยผมจะจัดกิจกรรมรับน้องคนละวันแล้วแต่คณะ ซึ่งกิจกรรมรับน้องของวิศวะฯ มันจะชอบมีเด็กต่างคณะมาดู เป็นแบบนี้ทุกปีเลย ผมมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุกก็ว่าสนุกนะ แต่ก็เหนื่อยมากเหมือนกันเพราะระยะทางที่วิ่งมันไกล รอบมหา’ลัยอะ คือต้องซ้อมวิ่งและก็ดูแลร่างกายให้ดีเพื่อเตรียมความพร้อมเลย 

ไม่งั้นตายกลางทางแน่ๆ 

พูดถึงวิ่งเกียร์ นี่ก็คงเป็นปีสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำกิจกรรมนี้ พวกผมปี 4 แล้วไง จะเรียนจบแล้วอะ เทอมหน้าผมก็ไปฝึกงานแล้ว กิจกรรมของเทอม 2 อย่างกีฬาสีก็คงไม่มีส่วนร่วมแบบแน่นอน แต่อาจจะโดดงานโผล่มาแอบดู ช่วงกิจกรรมอะไรพวกนี้อาหารตาจะเยอะมาก และมันก็จะเป็นมหกรรมเจอแฟนเก่าเยอะมากเหมือนกัน ประมาณค่อนมหา’ลัยอะ 

โคตรเว่อร์เลยคำพูดคำจา 

“ก็คร่าวๆ ประมาณนี้ล่ะครับ” 

“โอเค งั้นเดี๋ยวเลิกประชุมเลยละกัน พวกพี่มีประชุมเชียร์น้อง” ไอ้ขุนบอกก่อนจะหยิบเอกสารต่างๆ แล้วเดินนำบรรรดาว้ากเกอร์ออกไป 

“พวกเราก็ไปกันบ้างเถอะ” 

“พี่ๆ สวัสดีครับ” พอรับไหว้น้องๆ เสร็จผมก็เดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกับเหล่าสหาย หมดไปอีกวันแล้วสำหรับชีวิตเรื่อยๆ เปื่อยๆ 

หิวข้าวจัง 

ตอนนี้เกือบบ่ายสามแล้วครับ ผมไม่มีเรียนต่อและไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี วันนี้แฟนผมนัดทำงานกับเพื่อนต่อตอนเย็น อาจจะไม่ได้เจอกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยวิดิโอคอลหาเอา ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้วที่ผมกับน้องเดียร์เป็นแฟนกัน ขอบอกเลยว่าแฮปปี้มากเว่อร์ มีความสุขโคตรๆ น้องเดียร์น่ารัก เอาจริงๆ มันก็เหมือนคู่รักทั่วๆ ไปเลยนะ มีช่วงสองสามวันมานี้แหละที่งานเยอะมากกว่าปกติจึ๋งนึง ผมเลยไม่ได้ไปหาน้องที่คณะ 

คิดถึงจัง....น้องจะคิดถึงผมบ้างไหมนะ 

“มึงจะไปไหนต่อวะ” ผมเอ่ยถามแช่มเพื่อนรัก 

“ไปหาหมอดิ วันนี้หมอนัด เสร็จแล้วก็คงกลับห้องเลย กูยังไม่ได้นอนอะ เพลีย” 

“แล้วพวกมึงอะ” 

“กลับห้องแหละ ไปซักผ้าก่อน เดี๋ยวเมียด่า” 

“กูไปช่วยพี่เจ้าซื้อของ” 

“กูไปหาไอ้หมี แล้วมึงล่ะ ไม่ไปตึกแพทย์ฯ รึไง” 

ผมส่ายหน้ารัวๆ “น้องเดียร์มีนัดทำงานกับเพื่อนๆ ไม่ว่าง” 

“น่าสงสารจริงๆ เลยน้า” ชริตเป็ดยกมือขึ้นแตะไหล่ผมก่อนจะเอียงหัวมาใกล้ “งั้นมึงก็ไปกับคนอื่นแทนสิวะ” 

“ไปกับใครวะ” 

“เห้ย...น่าจะรู้อยู่แก่ใจเปล่าว่าไปกับใครบ่อยๆ ” 

ใครวะที่ไปด้วยบ่อยๆ 

“พวกมึงแม่งพูดอะไรทำกูงงไปหมด” ผมทำหน้าตึงพลางเอามือพวกมันออกจากไหล่ “กูไปหาข้าวกินดีกว่า ส่วนพวกมึงจะไปไหนก็ไป” 

“ไอ้เวร” พอได้ยินแบบนั้นผมเลยแลบลิ้นใส่พวกมันก่อนจะเดินมาจากตรงนั้นทันที น่ารำคาญจริงๆ เลยไอ้พวกบ้า ชอบพูดในเรื่องที่ทำให้ชรันคนนี้เป็นงง 

ผมเดินมาที่ลานจอดรถหลังตึกก็พบกับผู้ชายใส่สูทสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างรถผม มันต้องไม่ใช่แบบนี้ไหม นี่ไม่ใช่วันที่ 13 ซะหน่อย มันยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะต้องเจอเรื่องเฮงซวยบัดซบที่ทำผมปวดประสาทซ้ำซากสิ 

นี่มันไม่ขำเลยนะ 

“สวัสดีครับคุณเฌอ” คุณวัณลพเอ่ยทักผมก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “คุณท่านอยากทานข้าวด้วยน่ะครับ ท่านให้ผมมารับคุณ” 

“แต่ผมไม่....” 

“คุณเฌอครับ ให้ความร่วมมือน่าจะดีกว่ารึเปล่าครับ” 

ผมผ่อนลมหายใจอย่างหงุดหงิด “ที่ไหน” 

“บ้านครับ คุณท่านรอคุณอยู่ที่บ้าน” 

“....ก็ได้ ผมจะไป” 

“เชิญทางนี้ครับ” คุณวัณลพเดินนำผมมาที่อัลพาสสีดำคันเดิมซึ่งเป็นรถที่ผมไม่อยากนั่งมากที่สุดเลย ไม่อยากเห็นมาตลอดตั้งแต่....ช่างแม่งเถอะ 

คิดไปก็หัวเสียเปล่าๆ 

ผมนั่งมองวิวด้านนอกรถพลางข่มความเกรี้ยวกราดเอาไว้ในใจ ในทุกเดือนจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหนึ่งครั้งโดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัว ไม่ชอบใจเลยเวลาถูกบังคับในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการเนี่ยะ ขัดขืนไม่ได้ ไม่เคยได้ เป็นแบบนี้มานานแล้ว บางทีผมก็เบื่อความรู้สึกแบบนี้นะ ที่สำคัญคือไม่เคยช่างแม่งได้สักที กับเรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิต ผมมักจะมีวิธีรับมือแบบคนปลงโลกเสมอแต่กับเรื่องนี้มัน....ยังยากสำหรับผมจริงๆ 

อยากเอาตัวเองไปถ่วงน้ำอะ 

ไปเป็นอาหารน้องฉลามก็ได้ 

หลังจากที่นั่งอึดอัดใจบนรถมาสักพัก อัลพาสเจ้ากรรมก็ขับเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งซึ่งใหญ่มาก ใหญ่เกินไปแล้วผมโคตรไม่ชอบ ไม่ใช่ว่าบ้านมันไม่สวยหรืออะไรนะ แต่ผมไม่ชอบความสัมพันธ์ต่างๆ ของคนในบ้านหลังนี้ บางอย่างมันดูปลอมจนน่าสะอิดสะเอียน ผมไม่รู้ว่าตัวเองต้องทนเห็นอะไรแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ผมพยายามเอาคำพูดที่คุณชุตินันท์สอนเอาไว้ก่อนที่เธอจะจากไปมาใช้แล้วนะแต่มันยากอะ 

เฌอรู้สึกผิดจังเลยครับ....แม่ 

“เชิญครับ” คุณวัณลพเดินนำผมเข้ามาในบ้านก่อนจะนำไปที่ห้องอาหารซึ่งมีคุณท่านผู้เป็นประมุขของบ้านหลังนี้นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มันอาจจะเป็นเรื่องดีที่ในห้องนี้มีแค่เขาคนเดียว 

แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครมาหลังจากนี้ 

“ไม่คิดจะทักทายป๊าหน่อยเหรอ” 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้คนตรงหน้า “อยากกินข้าวกับเฌอเนี่ยะ ถามเมียป๊ารึยังว่าเขาอยากร่วมโต๊ะด้วยรึเปล่า” 

“เฌอ....มานั่งข้างป๊า” 

ผมเดินมานั่งลงข้างป๊าอย่างจำใจ ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกมันแย่แบบนี้วะ รู้สึกไม่ดีเลย แล้วปากผมเนี่ยะเป็นอะไรที่ไวต่อการประชดประชันมาก ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องในครอบครัว ตอนเด็กๆ ผมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก เพิ่งจะมาเป็นเอาช่วงที่เสียแม่ไป ลองคิดดูนะว่าเหมือนทั้งชีวิตของผมมีแค่แม่อะ แล้วมาวันนึงผมไม่มีเธอแล้ว กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แม่งโคตรยากลำบาก และตอนนั้นข้างกายผมก็ไม่มีใครเลย 

ไม่มีใครเลยจริงๆ 

“ตักข้าวเลยช้อย” ป๊าบอกป้าแม่บ้านก่อนจะมองผม “เรียนเป็นยังไงบ้าง” 

“ก็ดีครับ” 

“เทอมหน้าฝึกงานแล้วใช่ไหม ไปฝึกที่ไหนล่ะ” 

“แถวปทุมฯ ครับ” 

“คิดไว้รึยังว่าถ้าเรียบจบแล้วจะทำอะไร” 

“ยังครับ ยังไม่มีแพลนทำอะไรทั้งนั้น” 

“ทำงานกับป๊าไหม คือป๊าจะเพิ่มสาขาของโรงงานน่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ป๊าก็อยากให้เฌอไปดูแลในส่วนนั้นนะ” เจ้าตัวยิ้มบางๆ ให้ผม “ยังไม่ต้องคิดตอนนี้ก็ได้ โรงงานก็กำลังสร้างอยู่ ไว้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ป๊าจะมาถามเฌออีกทีนะ” 

“ทานข้าวไม่ชวนกันเลยนะคะ” เสียงของบุคคลที่ผมไม่ชอบหน้าเป็นอันดับ 1 ของโลกเอ่ยขึ้นมา เอาล่ะ วันนี้คงเป็นวันบัดซบมากๆ ของผมอีกวันนอกจากวันที่ 13 แบบแน่แท้ละ 

อยากมูฟไปจากตรงนี้ชิบหาย 

“พี่เฌออออ” ร่างสูงของน้องชายต่างแม่โผเข้ามากอดผม “คิดถึงจัง ไม่เจอกันตั้งนาน” 

“แกกอดมันไปได้ยังไงภัค....น่าขยะแขยง” 

ไอ้เวรนี่คือบุคคลที่ผมไม่ชอบหน้าเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากแม่มัน 

“พูดแบบนั้นได้ยังไงภัทร” ป๊าทำเสียงดุใส่ 

“คุณอย่ามาดุลูกฉันนะ เจ้าภัทรก็พูดถูกแล้ว” คุณหญิงของบ้านเอ่ยก่อนจะส่งสายตาดุลูกชายคนเล็ก “มานี่เลยนะเจ้าภัค” 

“ไม่ ภัคจะนั่งกับพี่เฌอ คิดถึง” เจ้าตัวแสบนั่งลงข้างผม “เป็นไงบ้างอะ เรียนหนักเลยดิ ปี 4 แล้วหนิ” 

“อื้ม ก็หนักแหละ แล้วเราอะจะต่อคณะอะไร คิดไว้รึยัง” 

“ก็....” 

“อย่ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูกชายฉัน ชีวิตของแกน่ะ ทำให้มันดีซะก่อนเถอะ” 

“คุณพูดเกินไปแล้วนะคุณเกสร ถ้าจะมาหาเรื่องกันก็ออกไปซะ ผมกับลูกจะกินข้าว” 

“ฉันพูดความจริงนี่คะ อีกอย่างถ้ามองแบบนี้แล้ว เหมือนมีคนนอกนั่งอยู่ข้างคุณมากกว่า” 

“เฌอเป็นลูกชายผม เป็นลูกชายคนโตของบ้าน” 

“ภัทรต่างหากที่เป็นลูกชายคนโตของบ้าน และภัทรก็มีน้องชายแค่คนเดียว” คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มเยาะใส่ “ลูกของพ่อที่เกิดจากเมียน้อย ภัทรไม่นับเป็นญาติหรอกนะครับ” 

ซ่าาาาา 

“ไอ้เฌอ!!!!” 

“แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ผมวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะอย่างข่มใจ “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะครับป๊า” สิ้นคำพูดผมก็เดินออกมาจากห้องอาหารทันทีโดยไม่สนเสียงตะโกนด่าไล่หลัง 

จะด่าจะว่าอะไรก็เชิญเถอะไอ้เวร 

ผมโกรธและรู้สึกโมโหมาก ใจน่ะอยากจะปาแม่งทั้งแก้ว เอาให้หน้าตากวนส้นตีนนั่นแหกไปข้างนึง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนพี่กับคนน้องถึงได้แตกต่างขนาดนั้น ไอ้ภัทรไม่เคยเห็นผมเป็นพี่และมันก็เกลียดขี้หน้าผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ส่วนภัคน่ะมองผมเป็นพี่ชายคนนึง ตอนเด็กๆ ก็ติดผมมาก และทุกครั้งที่ภัคมาเล่นกับผม คุณเกสรก็มักจะมาพ่นคำร้ายๆ ใส่รวมถึงลงไม้ลงมือกับผมอยู่บ่อยครั้ง 

คำพูดร้ายๆ ที่ตราหน้าว่าผมเป็นลูกเมียน้อย 

ทั้งๆ ที่แม่ของผมมาก่อนด้วยซ้ำ 

คุณเกสรคือผู้หญิงที่อากงอาม่าเลือกให้ป๊า ส่วนแม่ของผมคือผู้หญิงที่ป๊าเลือกเอง แต่ก็นั่นแหละ เพราะความรักมันไม่ใช่ทุกอย่าง ตอนเด็กๆ ผมไม่เข้าใจ ป๊าบอกว่าป๊ารักแม่ แต่ทำไมป๊าถึงไม่มาอยู่กับเรา พอโตมาถึงได้รู้ว่าอะไรมันเป็นยังไง ตอนแรกผมไม่ได้มีท่าทีต่อต้านครอบครัวตัวเองมากขนาดนี้จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่แม่ผมจากไป ตอนนั้นผมเพิ่งขึ้นม.6 แล้วทุกอย่างมันเคว้งคว้างไปหมด 

ความรู้สึกแย่มากจริงๆ 

แม่ผมเขาหัวใจวายเฉียบพลัน ตอนนั้นมันไม่มีแม้แต่คำเอ่ยลา ไม่มีการสั่งเสีย ผมยังอยู่โรงเรียนและไม่ได้อยู่กับแม่ในวินาทีสุดท้าย รู้อีกทีคือป๊ามารับที่โรงเรียนแล้วก็บอกว่าแม่จากผมไปแล้ว มันตื้อมาก ผมไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ทำใจไม่ได้ ไม่มีทางทำใจได้ในเวลาอันสั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับป๊าก็ยิ่งแย่ลง คุณเกสรคอยตามระรานผมไม่หยุด เหมือนโกรธแค้นกันมาสิบชาติ 

พอแล้วเฌอ....พอแล้ว 

เลิกคิดเรื่องที่ทำให้ตัวเองหงุดหงิดได้แล้ว 

“พี่เฌอ” 

ผมหันไปมองร่างสูงที่เดินตามออกมา “....พี่ขอโทษนะที่ทำให้ป๊ากับแม่เราต้องมีปัญหากัน” 

“ภัคต่างหากที่ต้องขอโทษแทนแม่กับพี่ภัทรอะ ภัคเสียใจนะ” 

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแบบนี้พี่ก็ชินแล้วแหละ วันหลังถ้าป๊าอยากจะกินข้าวกับพี่ ก็บอกให้เขาไปกินนอกบ้าน ถ้าภัคอยากไปด้วย ภัคก็ไป” 

“ได้ครับ” 

“อื้ม....พี่ไปก่อนนะ ตั้งใจเรียนด้วยล่ะเรา” ผมขยี้หัวน้องก่อนจะเดินออกมาจากบ้าน มือก็หยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาใครบางคนเพื่อให้เขามารับ 

“.....เฮียเจ๋งมารับเฌอหน่อยดิ” 

. 

. 

ร้าน BAR-HERE 

ผมนั่งมองแก้วเบียร์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้เกือบ 5 โมงและผมนั่งดื่มแต่หัววันเลย เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่การดื่มแบบจริงๆ จังๆ เหมือนอย่างทุกที ผมแค่จิบมันไปเรื่อยๆ พลางคิดถึงเรื่องราวที่ใจยังยอมรับไม่ได้ ผมอยากทำลายความรู้สึกแย่ๆ ด้วยการไปหาใครสักคนที่ผมคิดว่าอยากแชร์ช่วงเวลาเหล่านี้ด้วย ผมโทรไปหาน้องเดียร์แต่เธอก็บอกว่าไม่ว่าง ซึ่งผมรู้อยู่แล้วแหละเรื่องนั้นแต่แบบ.... 

ช่างแม่งเถอะ 

ไม่มีน้องเดียร์ผมก็ยังมีเฮียเจ๋งนี่ไง 

“เฮียไม่รู้จะปลอบเฌอยังไงดี” 

“ไม่ต้องปลอบหรอกเฮีย ชินแล้ว” ผมหยิบตลับบุหรี่ขึ้นมาเปิดดูก็พบว่ามันเหลือมวนสุดท้าย “เฮียว่าถ้าตอนนี้แม่ยังอยู่ แล้วแม่รู้ว่าเฌอใช้ชีวิตแบบนี้ แม่จะโกรธเฌอไหม” 

“เฌอคิดว่าป้าชุจะโกรธไหมล่ะ” 

“อาจจะ....” 

“แล้วยังจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนล่ะ” 

“นั่นสิ อันนี้ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน” ผมมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองตรงหน้า “บ้านเฮียไม่เห็นจะวุ่นวายแบบบ้านเฌอเลย” 

“เพราะป๊าเฮียไม่ได้โดนอากงอาม่าบังคับให้แต่งงานเหมือนกับป๊าเฌอไง ลูกชายคนโตก็งี้แหละ แต่เท่าที่เฮียรู้เนี่ยะ ยังไงลุงกฤตก็รักป้าชุมากนะ และก็รักเฌอมากด้วย” 

“เฌอรู้” ผมหยิบกระเป๋าคาดอกมาสวม “ขอบคุณเฮียนะที่ไปรับเฌออะ เดี๋ยวเฌอไปก่อน ต้องกลับไปเอารถที่มอด้วย” 

“ให้เฮียไปส่งไหม” 

“ไม่ต้องหรอกเฮีย เฮียเตรียมร้านเหอะ เฌอไปเองได้” 

“โอเค มีไรก็บอกเฮียนะ” 

“ครับ เฌอไปละ” ผมบอกก่อนจะเดินออกมาจากร้าน เงยหน้ามองท้องฟ้าครึ้มๆ เหมือนฝนจะตกยังไงไม่รู้ และถ้าฝนตกจริงๆ มันจะทำให้สิ่งที่ผมเผชิญมาทั้งวันนี้ เพิ่มดาเมจต่อใจเป็นทวีคูณ 

เฌอน่ะไม่ชอบฝนเลย 

ผมขึ้นรถสองแถวกลับไปมหา’ลัย ก่อนจะเดินผ่านไปที่ตึกคณะแพทย์ฯ ผมเห็นน้องเดียร์นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนของเธอที่หน้าตึกด้วย เวลาปกติแล้วผมคงไม่ลังเลใจที่จะเดินเข้าไปหา แต่ในเวลานี้กลับไม่รู้ว่ามันจะเหมาะรึเปล่า ถ้าผมเข้าไปหาเธอจะรำคาญไหม ผมไม่อยากให้น้องรู้สึกแบบนั้น เนี่ยะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องคิดมากขนาดนี้ นั่นแฟนมึงป้ะวะเฌอ แวะเข้าไปหาแล้วบอกว่าคิดถึงมันคงไม่เป็นไรป้ะวะ 

รู้สึกอ่อนแออยู่ไม่ใช่เหรอ 

หาอะไรปลอบใจตัวเองหน่อย 

“น้องเดียร์” 

ร่างบางหันมามองผม “พี่เฌอ....มาได้ไงคะเนี่ย” 

“พี่เหนื่อยๆ อะ ก็เลยอยากเจอน้องเดียร์” 

“เหนื่อยก็ต้องกลับไปพักนะคะ” เธอยกมือขึ้นมากุมแก้มผมเอาไว้ “เดียร์ยังทำงานอยู่ แต่ถ้างานเสร็จแล้วเดี๋ยวจะโทรหานะ” 

“อื้ม.....งั้นน้องเดียร์ทำงานต่อเถอะ พี่ไม่กวนแล้วล่ะ” ผมยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะเดินละออกมา การเดินเข้าไปหาแฟนตัวเองเมื่อกี๊ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีหรือได้พลังใจแต่อย่างใดเลย 

ทำไมมันเป็นแบบนั้นนะ 

ช่างเถอะ....ช่างมัน 

ผมเดินมานั่งที่ม้านั่งระหว่างตึกแพทย์ฯ และตึกวิศวะฯ ก่อนจะหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายในตลับขึ้นมาจุดสูบ กลิ่นเย็นๆ พร้อมกับรสขมๆ ทำให้หัวโล่งขึ้นนิดหน่อย แต่มันก็แค่นั้นจริงๆ ผมไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอยู่ในสภาวะแบบนี้เลย ไม่ชอบความรู้สึกเศร้าที่เกาะกุมใจอยู่ในตอนนี้ ผมรู้ว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเพราะทุกครั้งมันก็เป็นแบบนั้น ช่วงเวลาแบบนี้เกิดขึ้นกับเราได้ไม่นาน แต่ในคำว่าไม่นานน่ะ ทำให้ข้างในนี้สาหัสมากเลย 

แหมะ....แหมะ 

ซ่าาาาา 

อื้ม....ฝน 

เสียงที่ได้ยินและหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมากระทบผิวกายนั่นทำให้รู้สึกหม่นในใจขึ้นไปอีก ผมรู้ว่าฝนตก รู้ว่าตัวเองกำลังเปียก รับรู้ทุกอย่างแต่ไม่อยากขยับไปไหนเลย ต่อให้รู้สึกไม่ชอบแต่ก็ไม่อยากไปไหน ไม่รู้สิ มันเหมือนหมดแรงน่ะ บุหรี่ในมือที่เพิ่งสูบก็เปียกน้ำจนดับไปแล้ว ผมทิ้งมันลงถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ และยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิม นั่งอยู่แบบนั้นโดยไม่รู้ว่าเวลามันจะผ่านไปนานเท่าไหร่ 

ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ 

สายฝนที่ผมไม่ชอบมันมีข้อดีอยู่อย่างนึงในเวลาที่รู้สึกเศร้านะ ผมเคยเสียใจเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว นั่งตากฝนอยู่แบบนี้ ร้องไห้ เสียน้ำตาไปเยอะมากๆ แต่ไม่มีใครได้รับรู้เพราะว่าฝนได้ชำระมันออกไปทั้งหมด....เหมือนอย่างตอนนี้ 

ต่อให้โตมากขึ้นแค่ไหนและคิดว่าตัวเองเข้มแข็งเพียงใด 

สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า....เราก็ต้องมีวันที่ไม่ไหว 

อ่อนแอบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร 

ร้องไห้บ้าง....ก็ไม่เห็นเป็นไร 

ผมเสยผมที่ปรกหน้าตัวเองออกพร้อมกับรับรู้ได้ถึงการมาของใครบางคน ร่างสูงยืนอยู่ด้านข้างม้านั่ง ในมือเขาถือร่มอยู่ ระหว่างเรามีแต่ความเงียบที่ปกคลุมเท่านั้น แค่เสียงฝนที่ผมได้ยิน เขายืนอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนจะวางร่มและนั่งลงข้างๆ ผม ฝนยังคงตกหนักและเราสองคนก็เปียกไม่ต่างกัน ผมไม่เข้าใจการกระทำนั้นเท่าไหร่ เขามีร่ม แต่ทำไมเขาเลือกที่จะทิ้งมัน ใจนึงผมอยากถามแต่อีกใจผมก็ไม่อยากเอ่ยอะไรทั้งนั้น 

รอให้เขา.... 

“ทำไมพี่ถึงมานั่งตากฝนล่ะครับ” 

“.....แล้วทำไมคุณถึงมานั่งตากฝนข้างผมล่ะ” 

“ผมอยากให้พี่รู้ว่าถึงจะมีอะไรเกิดขึ้น พี่ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว อีกอย่าง....การที่ได้มองต้นไม้เปียกฝนใกล้ๆ ” 

“....” 

“มันก็สวยดี” 

ตึกตัก 

สิบสามเขา....ยิ้มด้วยล่ะ 

“.....อะไรของคุณเนี่ยะ” 

“ผมพูดจริงนะครับ” เจ้าตัวเสยผมที่ปรกหน้าตัวเองออก “ผมไม่รู้ว่าพี่ไปเจออะไรมา ผมรู้ว่าตัวเองห้ามความรู้สึกพี่ไม่ได้ แต่อะไรก็ตามที่ทำให้พี่รู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยสักจึ๋งนึง ผมก็อยากทำนะครับ” 

ความรู้สึกแบบนี้แหละ....ที่ผมต้องการ 

“ขอบคุณคุณนะ” 

ขอบคุณจริงๆ สิบสาม 

ผมยิ้มให้เขาก่อนจะรั้งแขนคนตัวสูงให้ลุกมาด้วยกัน “ผมหิวข้าวอะ ไปหาข้าวกินกัน” 

“ตัวเปียกขนาดนี้ ร้านข้าวที่ไหนจะให้เข้าครับ” 

“ซื้อไปทำก็ได้....เดี๋ยวผมทำกับข้าวให้คุณกินเอง ถือว่าตอบแทนที่คุณมานั่งตากฝนเป็นเพื่อนผมละกัน” 

“เอาแบบนั้น.....ก็ได้ครับ” 

. 

. 

คอนโดฯ G : ห้องสิบสาม 

ผมยืนทำผัดพริกหวานอยู่ในครัวส่วนเจ้าของห้องนั้นอาบน้ำอยู่ครับ ช่วงเวลาก่อนหน้านี้มันแย่จริงๆ ไม่บ่อยนักหรอกที่ผมจะมีความรู้สึกจมดิ่งขั้นสุด ทุกๆ ครั้งผมมักจะอาศัยเวลาช่วยบรรเทา แต่กับครั้งนี้พิเศษหน่อยด้วยการกระทำเล็กๆ ที่ใครบางคนทำให้ มันฮีลใจผมเอาไว้มากๆ เลยนะ อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้นจึ๋งนึงแบบที่เขาว่านั่นแหละ 

ผู้ชายคนนั้นมันอะไรกันนะ 

สิบสามช่วยผมเอาไว้หลายครั้งตั้งแต่ที่เราเจอกัน แล้วดูทรงว่าชรันคนนี้จะต้องมีเรื่องให้สิบสามได้ช่วยอีกแน่ๆ สงสารเขาว่ะ เหมือนผมเป็นเวรกรรมในชีวิตเขาจริงๆ แหละ จะว่าไปนังน้อนก็ใจดีอยู่เหมือนกันนะ หรือใจดีแค่กับผมก็ไม่รู้ 

“หอมจังครับ” 

ผมหันไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง “จะเสร็จแล้ว ไปนั่งรอสิ” 

“ครับ” เจ้าตัวรับคำก่อนจะตักข้าวไปนั่งรอที่โต๊ะ ผมจัดแจงตักผักพริกหวานใส่จานแล้วเดินมานั่งตรงข้ามสิบสาม “คุณเคยแต่งตัวแบบนี้ออกจากห้องไหม” 

แต่งตัวด้วยชุดนอนลายลิตเติ้ลทวินสตาร์สีพาสเทลทั้งตัวเนี่ยะ 

“ก็มีบ้างครับ แต่ปกติถ้าผมเข้าห้องแล้ว ผมจะไม่ค่อยออกไปไหน” 

“แล้วเวลาที่คุณไปเจอผมตอนเมางี้อะ” 

“ออกไปซื้อของครับแล้วก็บังเอิญเจอ” มือเรียวตักแครอตในต้มจืดขึ้นมาดู “รูปดาว” 

“น่ารักเหมาะกับเด็ก” ผมตักแครอตไปใส่จานเขา “กินเยอะๆ นะ” 

“พี่ก็ด้วย” 

“ผมน่ะกินเยอะอยู่แล้ว” 

สิบสามตักข้าวเข้าปากก่อนจะมองกับข้าวกับผมสลับกัน “....อร่อยครับ” 

“เหลือเชื่อป้ะล่ะ” ผมยักคิ้วให้เขาก่อนจะตักข้าวกินบ้าง “ผมน่ะทำอาหารอร่อยมากเลยนะ” 

“พี่เคยบอกผมตอนเมา” 

“งั้นคุณก็น่าจะรู้มากกว่าแค่ผมทำอาหารอร่อยน่ะสิ” ผมตัดผัดพริกหวานให้เขา “แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ นะคุณ ไม่ว่าใครก็ตามที่บอกว่าอยากกินอาหารที่ผมทำ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครอยู่กินมันเลย เนี่ยะ คุณน่ะโชคดีมากเลยนะ” 

“ยังไงเหรอครับ” 

“ก็คุณเป็นคนแรกที่ได้กินอาหารฝีมือผม นอกจากแม่แล้วผมไม่เคยทำอาหารให้ใครกินเลย กับเพื่อนก็ไม่เคย” พอผมบอกไปแบบนั้น คนตรงหน้าก็พยักหน้ารับแล้วตั้งใจกินข้าวเงียบๆ 

ผมรู้สึกดีนะที่สิบสามดูชอบกับข้าวที่ผมทำ คำว่าอร่อยที่เขาบอกก็ทำให้ผมรู้ว่าฝีมือของตัวเองยังใช้ได้อยู่ จะว่าไปก็นานเหมือนกันที่ไม่ได้ทำกับข้าวเอง ปกติจะไปกินข้าวที่อื่นไง ช่วงที่มีแฟนก็ไม่มีโอกาสได้ทำกับข้าวให้แฟนคนไหนกินเลยครับ ผมคิดมาตลอดเหมือนกันนะว่าใครจะเป็นคนแรกที่ได้กินอาหารฝีมือผม และวันนี้ก็ได้รู้แล้วว่าคนๆ นั้นคือใคร 

นังน้อนนี่ไง 

หลังจากที่กินข้าวเสร็จ เราสองคนก็ช่วยกันเก็บครัวและล้างจาน เท่าที่สังเกตคือสิบสามมีความพ่อบ้านสูงอยู่เหมือนกันนะ ดูจากการทำงานบ้านต่างๆ ที่ผมเทียบไม่ติดเลย ต่อให้ผมใช้เวลาสิบปีในการฝึกรีดผ้า ผมก็ไม่มีทางรีดผ้าได้เรียบเท่าสิบสามแน่นอน ผมคิดนะว่าเพราะเขาเรียนหมอด้วยรึเปล่า อะไรๆ ก็เลยดูต้องสะอาดแบบเว่อร์มากๆ ไปหมด 

ก็อาจจะเกี่ยว 

“เสร็จซะที” ผมเช็ดมือก่อนจะเดินไปอยู่ตรงหน้าประตูระเบียง “ฝนยังไม่หยุดเลยแฮะ หลายชั่วโมงแล้วนะ” 

“ถ้าแบบนั้น พี่ค้างที่นี่ก็ได้นะครับ เพราะยังไงรถพี่ก็ยังอยู่มหา’ลัย” 

“ผมเกรงใจคุณน่ะ” 

“พี่นอนห้องผมมากี่ครั้งแล้วครับ เกรงใจอะไรล่ะ” ร่างสูงลากแขนผมให้มานั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะจัดแจงไดร์ผมให้ “ถ้าหัวเปียกจะเป็นหวัดได้นะครับ” 

“หัวคุณก็เปียกเถอะ” 

“เดี๋ยวผมก็จัดการกับหัวตัวเองน่ะ” 

ผมมองสิบสามผ่านกระจกตรงหน้า “คุณเคยทำแบบนี้ให้ใครรึเปล่า” 

“ไม่ครับ” 

“งั้นผมก็พิเศษกว่าคนอื่นจึ๋งนึงอะดิ” ผมเงยหน้ามองคนด้านบน เจ้าตัวมองผมนิ่งๆ ก่อนเลื่อนมือมาเกลี่ยผมที่ปิดตาออกให้ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาอีกครั้งและมันให้ความรู้สึกต่างจากครั้งแรกที่ได้เห็น 

ลักยิ้มที่แก้มสองข้างนั่นมัน.... 

“พี่น่ะ....พิเศษกว่าคนอื่นหลายจึ๋งเลยครับ” 

ตึกตัก 

อีกแล้ว....ความรู้สึกนี้อีกแล้ว 

ผมหลุดขำออกมา “....หลายจึ๋งอะไรของคุณนังน้อน เลอะเทอะ” 

“หึ....” เสียงหึนั่นทำให้ผมมองเขาผ่านกระจกพลางนึกถึงถึงรอยยิ้มที่ได้เห็นเมื่อกี๊ 

ผมรู้แล้วว่าทำไมเด็กนั่นถึงไม่ยิ้ม 

เพราะเวลาที่เขายิ้ม....คนที่เห็นจะตายกันหมด 

“หมั่นไส้ว่ะ” 

“สรุปคือค้างห้องผมนะครับ” 

“....อืม ผมรบกวนคุณด้วยละกัน” 

“ครับ” 

. 

. 

. 

. 

. 

TBC. 

สวัสดีค่ะชาลมาส่งสามเฌอแล้ว คือชอบตอนนี้มากๆ มากในมาก มันเป็นซีนที่ชาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี 2018 นะคะ ซีนฝนเนี่ยะคือเขียนเองยังรู้สึกประทับใจมาก ชอบมาก อ่านบทนี้จบก็แชร์กันได้นะคะว่าอ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง 

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fictiom Yaoi Th น้า 

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านค่า 

ความคิดเห็น