ยูงทอง

นิยายทุกเรื่องแจ้งไว้ในหน้าหลัก อัพแค่ 70% นะคะ หากชื่นชอบฝากติดตามต่อในฉบับ E-Book ค่าา #กราบแนบอก

บทที่ 10 : ฝันร้ายที่เลือนหาย (NC+)

ชื่อตอน : บทที่ 10 : ฝันร้ายที่เลือนหาย (NC+)

คำค้น : พิธาน์ , ป๋าธาม , หนึ่งตะวัน , ศิตานนท์ , กาสิโน , Royal Kingdom

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 341

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2563 22:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 : ฝันร้ายที่เลือนหาย (NC+)
แบบอักษร

“ฉันต้องการเธอ...หนึ่งตะวัน” 

           เสียงของชายหนุ่มสั่นพลิ้ว หญิงสาวแทบหยุดหายใจในตอนที่เขารวบสองแขนเธอไพล่เหนือกระหม่อมบาง 

           “อยะ อย่าค่ะ” 

           หล่อนตาเบิกกว้าง สองมือดิ้นหลุดจากการเกาะกุมรีบยกดันแผงอกของคนตรงหน้าที่ทำท่าว่าจะโน้มมาปล้นจูบกัน พิธาน์ชะงัก เงยมอง แววตาออกคำสั่ง 

           “อย่าดึงเกม หนึ่งตะวัน” 

           “…!” 

           “เธอก็รู้ว่ามันไม่ได้ผล” 

           “คุณป๋า…” 

           “ไว้ใจฉัน แค่นั้น” 

           เค้นเสียงปลอบรวดร้าวไปทั้งลำกาย ชายหนุ่มเหมือนกำลังถูกทดสอบความอดทนจากเจ้าของแววตาสั่นริกเจือจางด้วยน้ำอุ่นร้อน หวาดกลัวกับครั้งแรกของเธอจนเขาต้องข่มกลั้นความรู้สึก 

           เขาทรมาน แต่เธอไม่เคยรู้เลย 

           “คุณป๋าคะ หนึ่งแค่...” 

           น้ำเสียงแผ่วพร่าเลือนหายไปในลำคอแห้งผาก ช่วงล่างของอีกฝ่ายที่ดุนดันคับพองราวกับทานทนไม่ไหวยิ่งทำหนึ่งตะวันวูบดิ่ง 

           เธอแค่ต้องการบอกเขาว่าเธอยังไม่พร้อม 

           ไม่สิ… 

           อันที่จริงเธอไม่มีวันพร้อมด้วยสถานะระหว่างเธอกับเขาที่มันค้ำคอเราอยู่ 

           “หนึ่งแค่อยากขอเวลา...” สุดท้ายจึงได้แต่ก้มงุดบอกเสียงแผ่วปลาย 

           “ให้สามนาที” 

           “คุณป๋า” 

           คนได้ยินถึงกับโอดครวญ การต่อรองของเธอใช้ไม่ได้ผล พิธาน์รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมตกเป็นของเขาเพราะเธอกังวลกับหลายๆ สิ่ง 

           จะว่าเขาเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่โชคชะตากำหนดให้เธอเป็นของเขามาตั้งแต่แรก เขาจะไม่มีวันยกเธอให้ใครโดยเด็ดขาด 

           “ฉันให้เวลาเธอมามากแล้ว ให้มาตลอดห้าปีที่เราต้องแยกจากกัน” 

           “คุณป๋า...หมายความว่ายังไงคะ...” 

           หนึ่งตะวันตกตะลึง ที่ผ่านมาเขาคิดไม่ซื่อกับเธอมาโดยตลอดเลยงั้นหรือ แล้วทำไมเขาถึงเพิ่งแสดงออกให้เธอรู้ ทำไมเขาถึงได้... 

           “อ๊ะ!?!” 

           ความสับสนถูกสับสวิตซ์เมื่อคนอยู่เหนือร่างก้มลงมาไซ้คอเธอ พรมจูบให้เธอคล้อยตามอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป 

           “อื้ออ ไม่ค่ะ” 

           ริมฝีปากอุ่นร้อนให้ความรู้สึกเสียวซ่านในทุกองศาที่คลอเคลียแนบชิด ฟันซีกคมเผลอขบเม้มก่อนจูบซับ...ไล้เลียปลอบขวัญ 

           “หอม...จนอยากทำให้ช้ำ” 

           ร่างกายที่สวนทางกับสมองพลันมีปฏิกิริยาต่อพูดคำยั่วเย้าอย่างน่าใจหาย หนึ่งตะวันหัวหมุน ลมหายใจเริ่มแตกแถว แทบไม่เหลือแรงต้านเมื่ออีกฝ่ายก้มลงมาประทับจูบหนักหน่วง 

           “อื้อมม...!” 

           เสียงหวานขัดเขิน ครั่นเนื้อครั่นตัวแสนทรมาน สบโอกาสให้คนที่กระตุกยิ้มขยับแทรกชิวหาเข้ารุกล้ำ ไล่ต้อน และเกี่ยวคล้อง นำพาคนใต้ร่างวูบไหว ดันไหล่หนาให้ผละออกด้วยสติไม่สมประดี หากกำลังเพียงแค่หยิบมือนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรเขาได้ พิธาน์ยังโถมจุมพิตลึกล้ำมากขึ้นกว่าเดิม 

           “อื้ออ คุณป๋า!” 

           ด้วยความกลัวเหลือใจส่งผลให้หญิงสาวเปลี่ยนมาทุบบ่าแกร่ง คนตัวโตนิ่งสนิทไม่สะทกสะเทือน เพียงคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ความอ่อนแอก็ไหลทะลัก 

           “ฮึก...” 

           เธอมัน...ไม่เอาไหน 

         ไม่เอาไหนจริงๆ 

           “หนึ่งตะวัน” 

           ริมฝีปากแดงช้ำจากจุมพิตที่กินเวลาต่อเนื่องเป็นอิสระจากคนที่หยุดชะงักแล้วเสมอง พิธาน์หลับตา ดึงตัวออกห่างพลางกระแทกลมหายใจอย่างคนหมดอารมณ์ในทันที

           ทำไมเธอจะต้องร้องไห้ทุกครั้งที่เขากำลังจะทำเรื่องที่เราจะมีความสุขไปด้วยกัน

           จากพ่อ...จะเปลี่ยนมาเป็นผัวไม่ได้รึไง คำมันก็ออกเสียงคล้ายๆ กันนั่นแหละ!” พาลคิดอย่างหงุดหงิด

           คนร้องไห้สะอึกสะอื้นหยัดกายขึ้นมองตามแผ่นหลังกว้างที่ยืนหันหลังให้ คล้ายกับมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ในลำคอ ยื่นมือออกไปหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

           “คุณป๋า...”

           หากอีกฝ่ายชักแขนกลับ ก้มลงหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ทำคนมองใจแป้ว ไม่รู้อะไรผลักดันให้เธอรีบลุกตามเขาแล้วดึงเอาชุดของชายหนุ่มมาไพล่ไว้ด้านหลัง

           “หนึ่งตะวัน”

           คนถูกแย่งชุดไปต่อหน้าเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงเครียด เธอจะเอายังไงกับเขากันแน่

           “หนึ่งขอโทษ...”

           “…”

           แล้วไง ขอโทษแล้วทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้ไหมล่ะ 

           “คุณป๋าโกรธหนึ่งเหรอคะ” 

           “…” 

           ใช่ โกรธ...โกรธมากด้วย 

           หญิงสาวเริ่มใจคอไม่ดี เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูดจาเอาแต่จ้องเธอเขม็ง 

           “หนึ่ง...ขอช่วยคุณป๋าแทนได้ไหม” 

           ที่สุดแล้วริมฝีปากเล็กจึงขยับบอกเสียงแผ่ว ทิ้งสายตามองลงด้านข้าง ใบหน้าอ่อนเยาว์ขึ้นสีแดงเรื่อ คนฟังถึงกับนิ่งไปพลัน 

           ให้ตาย เธอไปหัดเอาคำพูดแบบนี้มาจากไหน 

           แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า...เพียงได้ยินคำว่า ‘ช่วย’ จากน้ำเสียงหวานๆ ความแข็งขึงใต้ร่มผ้าก็ดีดตัวผงกราวกับยินดีให้เธอโอ้โลมอย่างไรอย่างนั้น 

           หนึ่งตะวันไม่รอให้ชายหนุ่มได้อนุญาตก็ขยับตัวไปใกล้ คุกเข่าลงเบื้องหน้า เอื้อมมือออกไปสัมผัสกับน้องชายเขาผ่านความอบอ้าวของกางเกงชั้นใน กระชากพิธาน์ให้หลุดจากภวังค์ เผลอสะดุ้งราวกับต้องของร้อน 

           “หนึ่ง...ฮึก...” 

           หอบตัวสั่นโยนในยามที่มือน้อยถอดสิ่งที่เหลือติดกายเขาลงมากองอยู่บริเวณข้อเท้าแกร่ง ท่อนลำอวบหนาที่ได้รับการปลดปล่อยดีดผงาดอวดโฉมสู้สายตาคนที่ตะลึงเพริศไปกับขนาดของมันในระยะเผาขน 

           หนึ่งตะวันใจหวั่นหวิว ลอบกลืนน้ำลายไปกับความกร้าวกระสันที่ขยับไหวราวกับมีชีวิต สิ่งนั้นห่อหุ้มด้วยเส้นเลือดปูนโปน สั่นเทิ้มตั้งแต่โคนจรดปลายหยักรูปหัวใจที่มีน้ำซึมไหลออกมา 

           “มัน...ใหญ่จังค่ะ” 

           เสียงนั้นฟังดูหวาดหวั่น ช้อนมองเจ้าของร่างที่สบตาเธอด้วยประกายไฟโชติช่วง กรามแกร่งบดหากันแน่น 

           “หนึ่งจะช่วยทำให้คุณป๋ารู้สึกสบายตัวขึ้นนะคะ…” 

           หนึ่งตะวันบอกอีกครั้ง สีหน้าประหม่าปนเขิน 

           “หนึ่ง...” 

           คนฟังถึงกับสะท้าน ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ถูกปลอบด้วยขนม 

           พิธาน์ไม่คิดว่าตัวเองจะมีนิสัยเด็กจ๋าได้ขนาดนี้ สามสิบเก้าแล้ว ไม่ใช่สิบเก้า ทำไมต้องลิงโลดเหมือนเด็กวัยรุ่นด้วย 

           “รู้เหรอว่าจะต้องทำยังไง” 

           ข่มอารมณ์แกล้งถาม ทรมานกับการเฝ้าดูว่าเธอจะจัดการเช่นไร หากอีกฝ่ายไม่ตอบแต่เอื้อมมือมากอบกุมน้องชายเขาไว้ก่อนคิดจะไถ่โทษโดยการขยับมือ...สาวรูดไปตามครรลองอย่างไม่ประสีประสา 

           “ฮึก หนึ่ง...” พิธาน์ถึงกับหลุดคราง คิ้วขมวดเกร็ง 

           “ดีไหมคะ” 

           ไม่...! 

           “รู้สึกดีขึ้นมาบ้างไหม” 

           เขาทรมาน...ทรมานจนแทบแตกคามือเธอ 

           คนรบราอยู่กับความคิดของตัวเองช้อนคางเรียวขึ้นสบสายตาคม บังคับเสียงที่พลิ้วจัด 

           “ใช้ปากปลอบมันหน่อย…” 

           “คุณป๋า” 

           พวงแก้มของคนถูกวอนขอซับสีเลือด ใจเต้นรัวไปกับสีหน้าและท่าทางแสนเซ็กซี่ของฝ่ายตรงข้าม 

           คนที่เปี่ยมล้นด้วยราคะสั่นไหวไปกับริมฝีปากเรียวเล็กที่กดจูบลงมาหยั่งเชิงก่อนเจ้าตัวจะครอบครองอาวุธลับด้วยริมฝีปากตัวเองในวินาทีนั้น 

           “อ่า...!” 

           น้ำที่หลั่งจากลำลึงค์ร้อนมีรสชาติออกปะแล่ม ทำคนสงสัยใคร่รู้แตะเลียไปยังส่วนยอด แล้วรวบดูดอย่างต้องการเก็บเกี่ยวทุกหยาดหยดไม่ให้ไหลเยิ้มออกมา 

           “ซี๊ดดด หนึ่ง…” 

           เธอทำให้เขาถึงกับยืนไม่ตรงเลยทีเดียว! 

           คนรู้สึกปั่นป่วนเอื้อมไปประคองดวงหน้างาม รวบผมที่นุ่มสยายไปด้านข้างเพื่อจะได้มองเห็นหญิงสาวเล่นรักกับน้องชายเขาอย่างถนัดตา 

           “แน่นๆ ลึกๆ เด็กดี...” 

           แหงนคอตั้งบ่า กำกับ สูดปากสะท้านให้กับความเสียดเสียวที่แล่นพลิ้ว 

           “ฮึก...ใช่...แบบนั้น” 

           อุ้งปากน้อยๆ ดูดกลืนไปพร้อมกับฝ่ามือที่สาวรูดขะมักเขม้น ไม่รีรอที่จะทำตามบัญชาของอีกฝ่าย อกแกร่งเต้นกระหน่ำที่ลืมตามองคนกำลังกลืนกินตัวตนเขาแทบดับสูญ 

           ไหนจะดวงตาพาซื่อชวนปรารถนาเงยมองสบสาน...มันช่างยั่วยวนและออดอ้อนดีแท้ 

           หนึ่งตะวันกำลังจะทำให้เขาทนไม่ไหว 

           “หนึ่ง...ฉัน...อา...” 

           ร่างกายที่เต็มตื้นด้วยพายุกำหนัดจวนจะเสร็จสม มือหนาจับตรึงท้ายทอยเล็กผลักดันไปพร้อมกับสะโพกหนั่นที่เคลื่อนรับ ลมหายใจหอบถี่ 

           หนึ่งตะวันใจเต้นตุบ สัมผัสที่เธอทึกทักเอาเองว่าถ้าทำแบบนี้แล้วเขาอาจจะชอบ ไม่คิดว่าจะเกินความคาดหมาย ความฮึกเหิมผุดวาบขึ้นกลางใจผลักดันให้เด็กน้อยเร่งทำคะแนน 

           “อื้มม...อื้มม...อื้มม...” 

           ท่อนลำเครียดขมึงผลุบเข้าผลุบออกในโพรงปากสวย ลึกแน่นก่อนถ่ายถอนเกือบสุดแล้วรวบดูดย้ำ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

           พิธาน์หลับตาขมวดคิ้ว ลำคอจรดมัดกล้ามฉ่ำวาวไปด้วยเหงื่อกาฬ ร่างกายเกร็งสั่นจนแลเห็นเส้นเอ็นสีเขียวที่แทงพ้นผิว 

           “อึก...เสียวชะมัด” 

           สบถคำราม ปลายประสาทหมุนคว้าง เศษเสี้ยววินาทีที่ความสุขแล่นมาเยือนปากอ่าวเขาก็ถอนลำลึงค์ออกจากริมฝีปากของคนตัวเล็กด้วยกลัวเธอจะสำลัก มือแกร่งกำรอบความยาวใหญ่ที่เหยียดขยายจวนเสร็จสม ชักรูดรัวแรง ฉับพลัน! มวลกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ปลดปล่อยน้ำขุ่นขาวใส่ใบหน้าอ่อนหวานที่มองการกระทำของเขาเกินกว่าจะต้าน 

           “ฮึกกกกกกก!!!” 

           คราบน้ำกามไหลย้อยลงไปยังหน้าอกอิ่ม ดวงตาสีนิลหรี่พร่า ระบายลมหายใจหอบเหนื่อย 

           หนึ่งตะวันเผลอมองภาพของชายหนุ่มด้วยความหวั่นไหว เขาร้อนแรง ชวนมอง จนเธอไม่อาจละสายตา 

           คนเสร็จสมต่อหน้าหญิงสาวเอื้อมมือมาเช็ดใบหน้างามพริ้งที่เขาเป็นคนทำเลอะก่อนดึงคนใจสั่นหวิวมาป้อนจูบอีกครั้ง 

           “คุณป๋า...” 

           หนึ่งตะวันครางแผ่วเมื่อเจ้าของจุมพิตคืนอิสรภาพแล้วเปลี่ยนมากอดเธอไว้ด้วยความอ่อนโยน เอียงหน้าจูบซับหน้าผากมน หล่อนกอดตอบเขาพลางเอนซบกับอกกว้าง 

           “เมื่อกี้...ทำไมถึงดึงออกล่ะคะ” 

           เสียงที่ดังถามคล้ายกับไม่เข้าใจ คนฟังกดยิ้ม ขี้เกียจอธิบายให้มากความ 

           “ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน” 

           หนึ่งตะวันผละจ้องอีกฝ่ายทันทีที่ได้รับคำตอบนั้น พิธาน์หลุดหัวเราะ ลดสายตามองต่ำพลางยิ้มกริ่ม 

           “แต่คราวหน้า...ขอเป็นข้างในนะ” 

           หญิงสาวหน้าแดง เม้มริมฝีปากอย่างพูดอะไรไม่ออก 

           “ไปอาบน้ำกัน” 

           “คะ!?!” 

           จู่ๆ พิธาน์ก็ตวัดร่างเธอขึ้นแนบอก ก้าวสวบสาบไปที่บันไดหมายจะพาเธอขึ้นห้อง 

           “เดี๋ยวคืนนี้จะยอมเป็นหมอนข้างให้นอนกอดจนถึงเช้าเลย” 

           “อะไรนะคะ!” 

           น้ำเสียงของคนฟังฉายแววตื่นตูมมากกว่าเดิม มองคนตีเนียนที่ไม่ถามความเห็นเธอเลยสักแอะ 

           “ดีใจอะไรขนาดนั้น” 

           คนบ้า เธอตกใจต่างหาก! 

           “หนึ่งกลัวว่าจะไม่ได้นอนน่ะสิคะ” อดค่อนขอดคนตัวสูงไม่ได้ หากอีกฝ่ายโต้กลับด้วยแววตาใสซื่อ 

           “ทำไม เธอจะปล้ำฉันเหรอ” 

           “คุณป๋า!” 

           แล้วเขาก็ต้องหลุดหัวเราะที่เห็นคนในวงแขนทำตาเขียวใส่ 

           “นิ่งๆ สิ ดิ้นมากเดี๋ยวก็ตกบันไดหรอก” 

           แสร้งดุด้วยน้ำเสียงขบขัน ริมฝีปากของหญิงสาวเม้มลงเล็กน้อย ไม่พอใจเขาแต่ก็ไม่กล้ากระดุกกระดิก พิธาน์ลอบยิ้ม มองอย่างเอ็นดู แล้วโทนเสียงของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปในตอนเอ่ยขึ้นมาอีกรอบ 

           “ขอบคุณนะ” 

           ดึงสายตาของคนตัวเล็กให้มองสบกัน 

           “เรื่องอะไรคะ” 

           “เรื่องที่รับฟังฉัน อยู่ข้างฉัน แล้วก็...” สีหน้าของคนพูดแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ทั้งที่เขาเพิ่งจะจริงจังได้ไม่ถึงสองนาที รอยยิ้มกะล่อนปรากฏที่มุมปากหนา “…เรื่องที่ทำให้ฉันสบายตัว” 

           “คนบ้า!” 

           คนตีความหมายออก แทบก้มงุดเบียดจมไปกับแผงอกกว้าง พอดีกับที่ชายหนุ่มอุ้มเธอมาถึงห้อง หนึ่งตะวันถึงได้รีบผละจากคนที่ปล่อยเธอลงพร้อมกับเดินเข้าห้องน้ำด้วยความอายสุดชีวิต 

           “ขออาบด้วยคนสิ” 

           ชายหนุ่มกลั้นยิ้ม เคาะประตูเรียก ได้ยินอีกฝ่ายตะโกนกลับ 

           “ไม่ค่ะ หนึ่งจะอาบคนเดียว” 

           เม้มริมฝีปาก หน้าแดง นัยน์ตากลมโตจ้องมองเงาสะท้อนจากกระจก ใจสั่นหวั่นไหว 

           ยิ่งเมื่อมองต่ำลงมาบริเวณซอกคอถึงปลายถัน เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสีกุหลาบยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้นึกถึงริมฝีปากอุ่นร้อนราวกับไอปรารถนาจากเขายังคงโลมเลียทั่วทุกตารางนิ้วบนตัวเธอให้คลอนสั่น 

           “อาบยังไงไม่ถือผ้าเช็ดตัวเข้าไปด้วย” 

           น้ำเสียงของคนที่อยู่อีกฟากปลุกหญิงสาวหลุดจากความกระสับกระส่าย หนึ่งตะวันแทบอยากกัดลิ้นตัวเอง ไม่ทันได้ว่าอะไรพิธาน์ก็โพล่งแทรก 

           “หรือวางแผนให้ฉันเอาเข้าไปให้ทีหลัง?” 

           “...!” 

           “อืม เตรียมการมาดีนี่นา” 

           “คุณป๋า!!!” 

           เสียงที่เขวออกไปดังลั่นแต่ยังไม่เท่ากับเสียงหัวเราะชอบใจของคนที่อยู่ด้านนอก คนเขินตัวแทบสุกเม้มริมฝีปากแน่น ได้แต่ฮึดฮัดกับภาพสะท้อนของตัวเองที่ผ่าวร้อนไปทั้งร่าง 

           คนตัวสูงมองบานประตูยิ้มๆ เขาเลิกแกล้งหนึ่งตะวันก่อนเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนูที่พับเป็นระเบียบบนชั้นเหนือศีรษะ ตาคมเหลือบเห็นลิ้นชักเก็บชุดชั้นในที่ปิดไม่สนิท มีชุดชั้นในเข้าเซ็ตน่ารักแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ขี้อ้อน ช่วงล่างปวดปร่าขึ้นมาอีกหน 

           พิธาน์สูดลมหายใจลึก นึกตำหนิตัวเองที่เกิดอารมณ์เพียงแค่เห็นชุดชั้นในหญิงสาว แล้วเดินกลับมาเคาะประตูห้องน้ำ 

           “ฉันแขวนผ้าเช็ดตัวไว้ให้ตรงลูกบิดประตูนะ” 

           “เชื่อได้ไหมคะ” 

           น้ำเสียงประชดดังลอยมาทำคนมีเจตนาดีหลุดยิ้มกับความขี้ระแวงของหล่อน 

           “สัญญา ไม่แกล้งแล้ว” 

           “…” 

           “แต่ถ้าอยากให้ช่วยถูหลังก็บอก” 

           ปากบอกไม่แกล้ง แต่น้ำเสียงขี้เล่นเจ้าเล่ห์ยังคงกวนประสาทอยู่ไม่เลิก เป็นอีกครั้งที่หนึ่งตะวันต้องสะกดใจที่เต้นถี่รัว 

           “ทะลึ่ง!” 

           บานประตูเปิดผ่างออกพร้อมกับคว้าผ้าขนหนูเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนปิดประตูใส่หน้าคนที่อยู่ด้านนอก พิธาน์กะพริบตาปริบๆ จากนั้นก็หลุดหัวเราะ 

           “ใครกันแน่ที่ทะลึ่ง เล่นเปิดประตูล่อนจ้อนออกมาแบบนั้น...” 

           เสียงทุ้มบ่นว่าลำพัง เขาส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวนอนบนเตียงของหญิงสาว 

           กลิ่นหอมจางของหนึ่งตะวันเป็นกลิ่นแบบเดียวกันที่ติดอยู่บนหมอน กลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ เป็นตัวของตัวเอง และ 

           ...เกิดอารมณ์ 

           คนไพล่คิดกัดกราม เก็บความรู้สึกที่ปะทุไว้อย่างเนืองแน่น คืนนี้เขาควรจะให้เธอพัก ตัวเขาเองก็ควรจะนอนได้แล้ว 

           คนข่มจิตใจดึงหมอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเย้ายวนมากอดซุก บังคับตัวเองให้หลับตา เสียดร่างโหยหาความอบอุ่นของผืนผ้านวม 

           พิธาน์ไม่คิดเลยว่าตัวเขาต้องมาอดทนกับอะไรแบบนี้ 

           หนึ่งตะวันเรียนจบแล้ว เขายังต้องรอให้สภาพจิตใจของเธอพร้อมทั้งๆ ที่การช่วงชิงสิ่งนั้นมามันง่ายนิดเดียวสำหรับคนอย่างเขา 

           “ต่อให้เธอไม่ยอมรับฉันในสถานะอื่นฉันก็ไม่มีวันปล่อยเธอไปไหน…หนึ่งตะวัน” 

           เจ้าของลมหายใจแตกพร่าพึมพำหลับตาแน่น เสมือนเป็นการย้ำกับตัวเอง 

           หญิงสาวออกมาจากห้องน้ำในเวลาต่อมา ด้อมๆ มองๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเงียบไปได้สักพัก เดิมเธอคิดว่าพิธาน์คงจะกลับห้องของตัวเองไปแล้ว แต่เธอก็ต้องสะดุดไปกับภาพที่หลับปุ๋ยของคนที่อยู่บนเตียง 

           “หลับจริงหรือแกล้งหลับเนี่ย” 

           คนนึกระแวงทรุดตัวลงข้างๆ คนที่บอกว่าจะมาเป็นหมอนข้างให้กับเธอพลางส่ายหน้ายิ้มๆ 

           “แม่...” เรียวคิ้วของพิธาน์กดเข้าหากันในตอนนั้น สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว “อย่า...อย่าทิ้งผมไป” 

           มือแกร่งปัดป่ายไขว่คว้าทำคนมองตระหนก รีบกุมมือเขาไว้กับเธอ 

           “คุณป๋า...” 

           เขาคงจะฝันร้ายอีกแล้ว 

           มือของชายหนุ่มตอบสนองต่อสัมผัสดังกล่าว...เขายึดมือหล่อนไว้ไม่ให้ไปไหน ความทรมานบนใบหน้าหล่อเหลาผ่อนคลายลงจนเกือบกลับมาเป็นปกติ 

           หนึ่งตะวันยื่นมืออีกข้างออกไปซับเม็ดเหงื่อตามกรอบหน้าของคนที่สงบลงแล้ว ทอดมองชายหนุ่มด้วยความเห็นใจ 

           เด็กชายที่ต้องเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวเพราะพ่อกับแม่ไม่ต้องการ ต้องต่อสู้อยู่กับความรู้สึกทั้งรักทั้งชังของตัวเอง 

           ถึงพิธาน์จะแสร้งทำเป็นเข้มแข็งหรือนึกเกลียดบุพการีมากแค่ไหน ทว่าลึกๆ แล้วเขายังต้องการความรักความอบอุ่นในแบบที่ครอบครัวอื่นๆ เป็นกัน 

           เธอสัญญาว่าจะเป็นครอบครัวที่เหลืออยู่ให้กับเขา จะปลอบโยนเขาในยามเหนื่อยล้า แม้สถานะเราจะอยู่บนความสัมพันธ์อันแสนคลุมเครือก็ตามที 

           “ฝันดีนะคะ คุณป๋า” 

 

ชีวิตป๋าช่างน่าฉงฉาน 

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ด้วยนะคะ 

ค่อยมีกำลังใจอัพหน่อยจ้า 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น