นายพินต้า
facebook-icon Twitter-icon

รู้จักผมให้มากขึ้น ทาง facebook : นายพินต้า และ twitter : นายพินต้า ^ ^

ตอนที่ 94 : Endorphin (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 94 : Endorphin (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 732

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2563 16:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 94 : Endorphin (4)
แบบอักษร

ตอนที่ 94 : Endorphin (4)

 

           ตุลย์หย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะอาหาร

           วันนี้ก็เหมือนทุกวันที่เขาเคยชินจนจะกลายเป็นกิจวัตรแล้ว โต๊ะอาหารที่เคยมีคนนั่งเพียงสองตอนนี้เพิ่มเป็นสาม แม่เขาจะบอกเมนูที่อยากทำมาตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อที่จะให้เขาซื้อของสดกลับมาแช่ไว้ในตู้เย็นด้วย พอเขาไปรับพอชกลับมาจากทำงานพิเศษ เขาก็จะแวะตลาดนัดแถวบ้านเพื่อซื้อของสดเสียหน่อย โชคดีว่าตลาดนัดแถวบ้านเปิดถึงเวลาค่อนข้างดึก เขาเลยไม่จำเป็นต้องแวะซูเปอร์มาร์เก็ต ต้นทุนค่าอาหารเลยประหยัดลงมาได้อีกนิดหน่อย

           หลังจากกินข้าวเสร็จเขาก็จะออกไปทำงาน

           แม่ของเขาจะตื่นมาทำอาหารแต่เช้า เมื่อกินเสร็จ เขาก็จะแยกไปทำงานก่อน ส่วนพอชก็จะเก็บจานอาหารไปล้าง เสร็จแล้วก็จะช่วยแม่เขาทำงานบ้านต่อ ตอนแรกพอชก็ช่วยแค่เล็กน้อย เพราะทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่พอช่วงท้าย ๆ พชรแทบจะเอางานบ้านในบ้านของเขามาทำเองทั้งหมด อ้างว่าขอทำเป็นค่าเช่าบ้าน แม่เขาแย่งงานกันไปมาจนสุดท้ายก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มทำตามใจ แม่ของเขาจึงมีเวลาทำงานวาดมากขึ้น ตกบ่ายพอชก็จะออกไปทำงานพิเศษกับฟ่าน

 

           “ตุลย์”

           ชื่อของเขาถูกเรียกจนเขาสะดุ้งขึ้นเบา ๆ ตุลยกรกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของสถาบันที่ปรึกษาทางการเงิน TrustCo เขาทำงานเป็นวาณิชธนกรที่นี่ บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทวาณิชธนกิจขนาดไม่ใหญ่มากนัก ก่อตั้งโดยคนไทยและมีประวัติมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่บริษัทจะมุ่งเน้นตลาดของบริษัทขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นเก็บค่าธรรมเนียมคงที่น้อย และขอแบ่งค่าคอมมิชชันจากการทำงานเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อหนีจากบริษัทวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ที่มีการแข่งขันรุนแรง

           “ครับพี่เกม”

           เขาตอบรับไปแบบงง ๆ เมื่อกี้เขากำลังเผลอนั่งใจลอยไปไหนต่อไหนไม่รู้ พี่เกมคือหัวหน้าแผนกที่เขาประจำอยู่ เขาทำงานอยู่ด้านการให้คำปรึกษาด้านการควบรวมกิจการ แผนกของเขามีอยู่สักสิบคนเห็นจะได้ ตำแหน่งเงินเดือนค่อนข้างสูง ทุกคนทำงานคล้าย Project Manager คือรับงานใหญ่จากลูกค้าแล้วค่อยกระจายไปหาลูกทีมจากส่วนกลางมาช่วยทำอีกที

           “บ่ายนี้บอร์ดเรียกประชุมด่วนนะ พนักงานที่เป็นตำแหน่งผู้จัดการและเทียบเท่าขึ้นไปต้องเข้าหมด แผนกเรามีพี่แล้วก็ตุลย์ที่ต้องเข้า บ่ายโมงตรงนะ ห้องประชุมใหญ่ชั้นบน”

           เขารับคำด้วยท่าที่อึดอัดใจ เขามีฐานะเป็นรองหัวหน้าแผนกควบรวมกิจการ ตามหน้าที่เขาต้องเข้าประชุมแบบไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ติดว่าบ่ายนี้เขามีนัดสำคัญกับลูกค้า คือ การเสนองานรอบสุดท้ายแล้ว เขาดูงานโครงการนี้ตลอด เกรงว่าถ้าขาดไปจะส่งผลต่อการเสนองาน

           “บ่ายผมติดประชุมสำคัญน่ะสิพี่ โบรกเกอร์ที่ผมดีลงานไว้ตลอดเขาให้ไฟนอลงานวันนี้ ผมดูโปรเจคต์ตลอด งานนี้ใหญ่ด้วย ผมไม่ไปเองกลัวน้องจะไม่ไหวกัน คุณสุวัฒน์แกค่อนข้างเขี้ยว”

           ตุลยกรตอบ ลูกค้าที่เขาจะไปคุยเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นขนาดกลางค่อนไปทางเล็กในประเทศไทยที่กำลังเพิ่งถูกเสนอซื้อกิจการไป คุณสุวัฒน์ผู้ก่อตั้งธุรกิจหวงกิจการมาก แต่ด้วยความที่แกไม่มีลูกจึงจำเป็นต้องขายเพราะบริหารต่อไม่ไหวแล้ว แกเปลี่ยนที่ปรึกษามาหลายที่เพราะบ่นว่าไม่ได้เรื่อง ไม่เก่งพอ จนมาเจอเขา แกเหมือนจะถูกชะตาอะไรบางอย่างจึงดีลงานกันมาได้เกือบจบโครงการแล้ว งานนี้ใหญ่ทีเดียว เพราะคุณสุวัฒน์จะขายกิจการหมดแล้วเกษียณเลย เขาค่อนข้างอยากได้งานนี้มาก ทั้งท้าทายและน่าจะสร้างผลงานให้เขาได้มากในเวลาเดียวกัน

           “คุณสุวัฒน์ที่เขี้ยว ๆ น่ะเหรอ ได้ข่าวว่ามีวันนึงตุลย์ไม่ไป แกยกเลิกประชุมเลยนี่” หัวหน้าเขาพูดด้วยท่าทางคิดหนัก

           “ใช่พี่ ผมเกรงใจแก งานนี้ใหญ่ด้วย ผมอยากให้บริษัทเราได้ ประชุมสำคัญมากไหมพี่ ถ้าผมขาดจะเป็นอะไรไหม” เขาตอบแบบเกรง ๆ

           “งั้นตุลย์ก็ไปทำงานแล้วกัน มีอะไรเดี๋ยวพี่เคลียร์ให้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มั้ง พี่ว่าองค์กรอาจจะปรับลดคน เลยเรียกผู้บริหารเข้าไปให้ช่วยคัดเด็กในแผนกออกมากกว่า เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

           เสียงพี่เกมเบาลงในช่วงท้ายอย่างไม่ให้คนในแผนกรับรู้ถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง เขาพยักหน้ารับคำ ในใจของเขาก็หวั่นไหวบ้าง แต่ก็ไม่มากมายนัก การที่เขาเพิ่งเรียนจบได้ไม่นานแต่ได้ไต่เต้ามาเป็นถึงรองหัวหน้าแผนกแซงหน้าผู้อาวุโสหลายคนก็ช่วยการันตีได้ว่าเขามีคุณค่าต่อองค์กรมากแค่ไหน ถึงแม้จะปรับลดพนักงาน เขาคิดว่ายังไงพี่เกมก็ไม่ยอมให้เขาหลุดแน่

 

 

 

           “ถ้าได้เงื่อนไขตามนี้ ผมตกลงทำสัญญา”

           คุณสุวัฒน์พูดขึ้นระหว่างการประชุมในรอบบ่าย หลังจากที่เขาบรรยายสรุปภาพรวมการทำงานทั้งหมด ชายวัยเกินเกษียณก็พยักหน้ารับแบบไม่ซักถามอะไรอีก ผิดจากทุกทีที่ถามจนเกินเวลาไปเป็นชั่วโมง

           “ถ้าคุณสุวัฒน์ต้องการเงื่อนไขแบบนี้ ทางเราไม่มีปัญหาครับ พวกเรายินดีครับ”

           เขาโค้งตัวอย่างสุภาพ เงื่อนไขสำคัญที่คุณสุวัฒน์ต้องการคือให้เขาเป็นคนวางแผนการเจรจาทั้งหมดด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้พิเศษมาก เพราะปรกติน้องในทีมจะทำให้เขาตรวจมากกว่า แต่ลูกค้าไม่ยอม ต้องการให้เขาทำเองทั้งหมด ยังไงในการตกลงแบบนี้ก็ต้องรับหน้าไปก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยกลับไปคุยกับพี่เกมอีกที คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ปรกติถ้ามีงานยาก ๆ เขาก็โดดลงไปช่วยน้องทำอยู่แล้ว

           “งั้นคุณเตรียมสัญญาได้เลย ระบุเงื่อนไขของผมในสัญญาด้วย ผมจะได้เซ็น”

           คุณสุวัฒน์สรุปดีลงานในที่สุด เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ โปรเจคต์นี้ใหญ่ใช้ได้ทีเดียว เพราะคุณสุวัฒน์ขายทั้งบริษัท ไม่ได้แค่แบ่งหุ้นบางส่วนขาย พูดคุยกันอีกครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็ปิดการประชุม ส่วนเรื่องสัญญาเดี๋ยวต้องทีมกฎหมายเตรียมพร้อมอีกทีก่อนจะนำเข้ามาให้อีกฝ่ายเซ็น งานนี้ค่อนข้างใหญ่ ยาก และจุกจิก บริษัทเขาเรียกค่านายหน้าไปค่อนข้างสูง แต่คุณสุวัฒน์ไม่ต่อราคาแม้แต่แอะเดียว นี่ยิ่งทำให้เขากดดันในการทำงานขึ้นไปกันใหญ่

 

 

 

           ตุลย์กลับมาที่บริษัทอีกครั้ง

           เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบได้เวลาเลิกงานแล้ว น้องบางคนขอแยกกลับก่อนเลย เพราะถ้าเดินทางกลับมาที่บริษัทอีกก็หมดเวลาพอดี แต่เขาจำเป็นต้องกลับมาคุยกับพี่เกมเรื่องสัญญาด้วย และเรื่องประชุมด่วนอีกด้วย เสร็จเรียบร้อยค่อยออกไปหาพอชทีเดียวเลย ไม่น่าจะดึกมากนัก

           “ตุลย์!”

           ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในแผนก พี่เกมก็รีบตรงเข้ามาด้วยสีหน้าอย่างไม่สบายใจนัก ในแผนกเงียบเชียบ ห้าโมงกว่าแล้ว คนอื่นคงกลับบ้านไปกันหมด ส่วนพี่เกมก็คงรอคุยงานกับเขาต่อ

           “มีคำสั่งเรียกตุลย์ให้ไปหาทีมผู้บริหาร เขาบอกว่าความผิดโทษฐานขาดประชุม พี่แย้งให้แล้วนะว่าติดธุระสำคัญ แต่บอร์ดไม่ยอม ยังไงก็ต้องเรียกไปคุยให้ได้ พี่ก็จนปัญหาเหมือนกัน ขอโทษด้วยนะตุลย์ พี่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

            พี่เกมพูดด้วยท่าทีวิตกกังวลอย่างชัดเจน จนเขาต้องเป็นฝ่ายยกมือขึ้นไปลูบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อแสดงว่าเขาไม่เป็นอะไร แค่ขาดประชุมเอง ผู้บริหารจะหาข้ออ้างอะไรมาเล่นงานเขาได้ บางทีอาจจะมีเรื่องสำคัญมากกว่ามั้ง หรือไม่ก็อาจจะเป็นทีมกฎหมายที่ส่งชื่อเขาไปในสัญญาคุณสุวัฒน์ เขาเลยถูกเรียกคุยเป็นพิเศษ

           “ไม่เป็นไรพี่ แค่นี้เอง สบาย ๆ ครับ ว่าแต่วันนี้ประชุมใหญ่เรื่องอะไรกันพี่ ตกลงจะปลดพนักงานหรือเปล่า” เขาถามเป็นข้อมูลก่อนเตรียมตัวไปพบบอร์ด

           “เปล่าตุลย์ TrustCo ถูกซื้อไปแล้ว ซื้อไปทั้งบริษัทเลย ทีมผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมยังนั่งบริหารอยู่แต่จะไม่มีหุ้นแล้ว” อีกฝ่ายตอบแบบเป็นกังวล

           “ใครซื้อไปพี่”

           เสียงเขาถามอย่างร้อนรนมากขึ้น นี่เป็นเรื่องที่ผิดคาดของเขามากทีเดียว แบบนี้อาจจะเกิดการปรับผังองค์กรเสียวุ่นวายได้ คนงานส่วนหนึ่งอาจจะโดนปลดออก

           “บอร์ดไม่บอก เห็นว่าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เลยเปิดเผยไม่ได้จนกว่าข่าวจะผ่านตลาดหลักทรัพย์ก่อน ตุลย์รีบไปคุยกับบอร์ดก่อน ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องปรับองค์กรไหม พี่ว่ามันแปลก ๆ แค่ไม่เข้าประชุมไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต”

           ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะรีบเก็บของเดินไปยังห้องบอร์ดบริหาร ห้องบอร์ดอยู่ถัดจากชั้นที่เขาทำงานขึ้นไปอีกห้าชั้น ปรกติกรรมการบริหารแต่ละคนจะมีห้องทำงานของตัวเอง แต่ถ้าพูดถึงห้องบอร์ดจะหมายถึงห้องประชุมขนาดเล็กที่มีไว้พูดคุยเรื่องสำคัญเท่านั้น พนักงานที่นี่เรียกกันว่าห้องเย็น ถ้าไม่ได้ไปเพราะได้เลื่อนขั้นสำคัญ ก็อาจจะหมายถึงได้ซองขาวไล่ออกจากบริษัทไปเลย

 

 

 

           “สวัสดีครับ”

           เขาเปิดประตูเข้าไปหลังจากเคาะประตูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนแรกเขาจินตนาการไว้ว่าจะได้เห็นกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งในบอร์ดปัจจุบัน แต่ไม่ใช่เลย ผู้ชายที่กำลังค่อย ๆ เลื่อนเก้าอี้หันวนกลับมานั้นยังดูหนุ่มอยู่มาก อาจจะอายุน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ หน้าตาประกอบขึ้นด้วยเค้ารางแห่งความเป็นบุรุษงามชัด โครงหน้ารับด้วยกรามที่ผายออกมาอย่างโดดเด่น ตัดกับรอยตาที่เย็นยะเยือก ราวกับปราศจากชีวิต เขาตีความแววตาที่มองมาแบบนั้น

           “สวัสดี” อีกฝ่ายพูด

           ครับ” เขาตอบอย่างสุภาพด้วยยังเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายคือใคร

           “สวัสดี ผมชื่อเพค” ชายคนนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง “ภัคคินากร พัฒนธนบดีกุล ประธานกรรมการบริหารธนาคารพัฒนธนบดี จำกัด (มหาชน) และตอนนี้ก็เพิ่งได้รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดของสถาบันวาณิชธนกิจ TrustCo ด้วย”

           อีกฝ่ายยิ้มเย็น เมื่อเห็นรอยยิ้มตรงหน้าเขาก็นึกถึงใครไปไม่ได้นอกจากพอช เจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แทบจะถอดมาจากแบบเดียวกัน ต่างตรงที่ว่าเด็กหนุ่มมีความเป็นชีวิตอยู่มาก

 

 

 

           “ผมซื้อบริษัทนี้ไว้หมดแล้ว”

           ว่าที่เจ้านายคนใหม่ของเขาพูดโดยปราศจากท่าทีเป็นมิตรโดยสิ้นเชิง

 

 

 

 

           

           นายพินต้า

           ฝากติดตามทวีตเตอร์ แฟนเพจ และกดติดตามในแอปด้วยเน่อ

           อย่าลืมคอมเมนต์ให้ผมกันหน่อยน้า ฮืออออ อยากอ่านคอมเมนต์มากเลย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น