matchty

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : คืนที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 284

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2563 03:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คืนที่ 1
แบบอักษร

 

 

13/01/2563 

 

คืนเคียงจัทร์ 

By 

MATCHTY 

 

 

คืนที่ 

1 

 

 

 

ภาพที่สะท้อนให้เห็นในกระจกเงาเวลานี้ คือชายหนุ่มวัย 20 ปีคนหนึ่ง เจ้าของร่างกายที่ค่อนข้างซูบผอมดูเก้งก้างไร้เรี่ยวแรง มองผิวเผินแล้วแทบจะไม่ได้ต่างจากผู้หญิง ผิวกายขาวซีดคล้ายว่าไม่เคยถูกแสงแดด ใบหน้ารูปไข่ที่แสนธรรมดาค่อนไปทางจืดชืด อย่างที่ใครหลายคนค่อนขอดนินทาลับหลังอยู่เสมอนั้น เวลานี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ริมฝีปากแดงช้ำมีแผลแตกและเลือดซึมจากการที่โดนกระแทก ดวงตากลมโตซึ่งเป็นจุดเดียวในใบหน้าที่สวยงามและน่ามองที่สุด ไม่เหลือเค้าความน่ามองอีกแล้ว เพราะว่ามันกำลังบวมช้ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา 

ฟันคมกัดลงไปที่ริมฝีปากตัวเองซ้ำอย่างไม่กลัวเจ็บ เพราะว่าอยากให้มันเจ็บ เจ็บ...กว่าหัวใจที่มันเจ็บในตอนนี้ 

…..หัวใจที่ถูกหักหลังอย่างไร้ค่า จนกลายเป็นแผลเหวอะหวะ 

ท่อนขาผอมแห้งเก้งก้างทรุดลงไปกองที่พื้นห้องน้ำอย่างอ่อนแรง เพราะไม่สามารถทนแบกรับความเสียใจที่ปะทุอยู่ในอกได้อีกต่อไป สองมืออันสั่นเทายกขึ้นกุมใบหน้าก่อนจะปล่อยโฮอีกครั้งอย่างสุดกลั้น 

ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเพียงไม่นาน และถ้อยคำรุนแรงที่ถูกปาใส่อย่างไม่ไว้หน้า ทำให้หัวใจนั้นขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี อยากจะลบทั้งภาพและเสียงที่พบเจอให้หายไป แต่ยิ่งพยายามทุกอย่างกลับยิ่งชัดเจนราวกับต้องการจะตอกย้ำให้รู้ ว่าตัวเองนั้นโง่และโดนหักหลังมาเนิ่นนานเท่าไรแล้ว จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักและชายคนรักที่คบหากันมานานนับปี 

‘เกิ้ง’ ไม่รู้ว่าตัวเองนั่งร้องไห้อยู่ในห้องน้ำนานแค่ไหน รู้แค่ว่าร้องจนแทบจะไม่เหลือน้ำตาให้ไหล แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ เพราะการร้องไห้เป็นวิธีการระบายความเสียใจเพียงหนึ่งเดียวของเกิ้งแล้วที่จะทำมันได้ในตอนนี้ และมันคงจะเป็นแบบนั้นอยู่อีกนาน หากไม่มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นมาเสียก่อน 

Tru...Tru… 

มือเล็กผอมแห้งเอื้อมไปคว้ากระเป๋าสะพายซอมซ่อของตัวเองมาเปิดออก แล้วคว้าโทรศัพท์มือถือมือสองสภาพกลางเก่ากลางใหม่ขึ้นมาเพื่อกดรับสาย โดยที่ไม่แม้แต่จะดูหน้าจอว่าใครโทรมา ในขณะที่ใจก็แอบหวังว่าจะเป็นคนรักที่โทรมางอนง้อ หรืออย่างน้อยก็ขอให้เป็นเพื่อนสนิทที่โทรมาขอโทษกับเรื่องราวที่เกิด 

“เกิ้งพูดครับ” 

“(ทำไมเสียงเป็นแบบนั้นละเกิ้ง ไม่สบายเหรอ)” น้ำเสียงแหบแห้งและอู้อี้อย่างผิดปกติของเกิ้ง ทำให้ปลายสายที่กำลังจะเอ่ยปากพูดธุระของตัวเองชะงักไปเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนเป็นเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงแทน 

“เปล่าครับพี่ พอดีนอนเพิ่งตื่นน่ะครับ” เกิ้งว่าพลางกระแอมเบา ๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ ในใจแอบผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่คนโทรเข้ามา ไม่ใช่ทั้งสองคนที่ตนอยากจะได้ยินเสียง 

“(แน่ใจนะ)” ปลายสายถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แม้โทนเสียงจะน่าฟังกว่าครั้งแรก แต่ก็ยังมีกระแสความผิดปกติเจืออยู่ในนั้นให้สัมผัสได้ 

“จริง ๆ ครับพี่ ว่าแต่โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ” เกิ้งยืนยันเสียงหนักแน่น เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นกังวลกับความผิดปกติของตัวเอง 

“(มีงานเข้ามาด่วนน่ะ พี่เลยโทรมาถามว่าเราจะรับงานไหม)” 

คำว่างานที่ปลายสายบอกมาทำให้เกิ้งหูผึ่งทันที แม้จะยังเสียใจแค่ไหนแต่เพราะชีวิตยังต้องกินต้องใช้ จึงทำให้รีบตอบรับออกไปด้วยความดีใจทันที 

“รับคำพี่” 

“(ใจเย็นเกิ้ง ไม่ต้องรีบรับปากขนาดนั้น ถามก่อนไหมว่าลูกค้าเป็นยังไง)” 

“แล้วเป็นยังไงล่ะครับ” เมื่อโดนทักท้วงมาแบบนั้น เกิ้งเองก็เริ่มคิดมากขึ้นมาบ้างแล้ว ปกติเวลารับงานก็ไม่เคยถามเกี่ยวกับลูกค้าเลยสักที เพราะเชื่อใจว่าพี่ ‘เปิ้ล’ เจ้านายของตัวเองนั้นจะไม่ส่งลูกค้าที่แย่ ๆ มาให้ และมันก็เป็นแบบนั้นมาโดยตลอด จนกระทั่งครั้งนี้ที่อีกฝ่ายทักท้วงขึ้นมา จึงทำให้เกิดอาการลังเลจนต้องเอ่ยปากถามกลับไป 

“(ไม่ต้องทำเสียงระแวงขนาดนั้นก็ได้ ไม่ใช่ลูกค้าซาดิสม์อารมณ์ร้ายอะไรหรอก ก็แค่อายุเยอะมากกว่าลูกค้าที่เกิ้งเคยรับมา แล้วก็มีสองคนน่ะ)” 

คำอธิบายที่ได้รับ ทำให้เกิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที ก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดมุ่นเล็กน้อย 

“สองคนเหรอครับ” 

“(ใช่...สองคน แต่งานนี้ได้เงินเยอะกว่ารับลูกค้าทีละคนสองรอบนะ)” เปิ้ลรีบโน้มน้าวเมื่อยังคงได้ยินความลังเลในน้ำเสียงของเกิ้ง 

“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ” 

“(ใช่...เยอะแบบที่อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ เกิ้งไม่ต้องรับลูกค้าอีกก็ได้)” 

เมื่อเจอเปิ้ลโฆษณาชวนเชื่อขนาดนี้ เกิ้งก็ปัดความลังเลในใจทิ้งทันที อาจจะเหนื่อยขึ้นสักหน่อย แต่เงินที่ได้มากกว่าทุกครั้งทั้งที่ทำงานเท่าเดิมก็นับว่าคุ้ม 

“ผมตกลงครับพี่” 

“(เฮ้อ...โล่งอกไปที ถ้าเกิ้งไม่รับพี่ก็ไม่รู้จะหาใครแล้วเหมือนกันนะเนี่ย ลูกค้าวีไอพีซะด้วย)” 

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” 

“(ขนาดนั้นเลย เพราะฉะนั้น ดูแลลูกค้าดี ๆ นะเกิ้ง จับให้อยู่ ถ้าเกิ้งทำให้เขาติดใจจนเป็นลูกค้าประจำของเกิ้งได้ พี่บอกเลยว่าเกิ้งจะมีเงินเหลือเก็บ และเหลือให้แม่กับน้องสาวของเกิ้งรีดไถได้อีกเยอะ)” 

“ครับพี่” 

“(โอเค ตกลงตามนี้ เดี๋ยวพี่โทรคอนเฟิร์มกับลูกค้าเรื่องเวลา รีบอาบน้ำแต่งตัว อีกสักพักพี่แชร์โลฯ ให้ แค่นี้ก่อนนะ)” 

“ครับ” 

ติ๊ด!! 

เกิ้งถอนหายใจเล็กน้อยหลังจากที่กดวางสาย ความจริงแล้วเกิ้งไม่ได้พร้อมสักเท่าไรกับการทำงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะทางด้านจิตใจหรือแม้แต่ร่างกาย แต่เพราะเรื่องเงินนับเป็นเรื่องสำคัญของเกิ้งที่สุดในตอนนี้ และงานก็ไม่ได้มีมาให้ทำบ่อย ๆ จึงทำให้ต้องฝืนตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ก่อนจะผงะจนแทบจะล้มลงไปกองกับพื้นอีกรอบ เมื่อได้เห็นสภาพของตัวเองที่สะท้อนในกระจกเงา 

เปลือกตาบวมตุ่ย ปากก็แห้งแตกเต็มไปด้วยคราบเลือด ผิวซีดขาวราวกับกระดาษไร้สีสัน และโทรมเสียจนใบหน้าที่ไม่ได้ดูดีอยู่แล้ว ยิ่งไม่น่ามองไปกันใหญ่ 

“เฮ้อ!!!” 

ก็ได้แต่หวังว่าตอนไปถึงคอนโดของลูกค้า สภาพของตัวเองมันจะดีขึ้นกว่านี้ หรือไม่ก็ขอให้ไม่โดนลูกค้าไล่ตะเพิดออกมาเพราะตกใจก็พอ 

:. ++++++++ .: 

เกิ้งเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินของคอนโดอย่างรีบร้อน พลางไล่สายตาไปตามเลขห้องต่าง ๆ เพื่อหาห้องที่ตัวเองต้องมาทำงาน ในจังหวะที่จะก้าวผ่านห้องพักห้องหนึ่งไปนั้นเอง จู่ ๆ บานประตูของห้องนั้นก็เปิดกว้าง อัดกระแทกผนังอย่างแรงพร้อมกับเสียงที่ดังสนั่นก้องไปทั่วทางเดิน จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งในสภาพที่สวมแค่บ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว สองมือหอบหิ้วเสื้อผ้าวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก 

“เฮ้ย! หลบดิวะ!” 

เสียงตะคอกจากชายแปลกหน้า ทำเอาเกิ้งสะดุ้งโหยงสุดตัว ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบไปยืนชิดผนังด้วยความเงอะงะ ได้แต่มองตามหลังชายคนนั้นที่วิ่งไปไม่เหลียวหลังตาปริบ ๆ มึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะลับสายตาไป เกิ้งก็อุทานขึ้นเสียงเบา 

“เอ๊ะ! นั่นมัน” 

เกิ้งรู้สึกว่าตัวเองนั้นคุ้น ๆ หน้าผู้ชายคนนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก สุดท้ายจึงได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองแกรก ๆ อย่างจนปัญญาพร้อมกับถอนหายใจ และถึงแม้จะสงสัยอยู่บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น แต่ก็ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปรับรู้เรื่องของคนอื่นให้พลอยเดือดร้อน จึงตัดสินใจสาวเท้าพลางก้มหน้ามองพื้น เพื่อจะได้เดินผ่านห้องนั้นไปโดยที่ตัวเองไม่ต้องมองเห็นอะไรทั้งนั้น 

แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเกิ้งเลยสักนิด จังหวะที่เดินถึงหน้าประตูก็มีร่างของชายคนหนึ่งรูปร่างพอ ๆ กับเกิ้ง ในสภาพที่แต่งกายไม่เรียบร้อย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ถูกเหวี่ยงออกมาจากข้างในห้อง ทำเอาเกิ้งถึงกับต้องผงะหลบด้วยความตกใจแทบไม่ทัน แล้วก็แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดวงตาที่ยังเหลืออาการบวมอยู่นิดหน่อยของเกิ้งก็ต้องเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง เมื่อได้เห็นชายอีกสองคนเดินตามออกมาจากในห้อง 

หนึ่งในนั้นคือชายหน้าตาสวยจัดไม่ต่างจากคนที่เพิ่งโดนเหวี่ยงออกมา ซึ่งเกิ้งจำได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะไม่เคยคุยกันเลยสักครั้งว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน ส่วนชายอีกคนที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลัก รูปร่างสูงใหญ่กำยำ แผ่รังสีน่าหวาดหวั่นออกมารอบตัวนั้น ไม่ใช่แค่คุ้นหน้าหรือจำได้ แต่เกิ้งรู้จักอีกฝ่ายดี เพราะอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทของอดีตคนรักที่เพิ่งเลิกรากันไปหมาด ๆ 

'กาล รัตติกาล นันธเศวต' 

ชายหนุ่มผู้แสนเพียบพร้อมและชวนฝันของใครหลายคน แต่สำหรับเกิ้งแล้วอีกฝ่ายเป็นคนที่อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุด 

ความทรงจำเก่าก่อนที่มีกับ 'กาล' นั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรและแทบจะไม่ข้องเกี่ยวกันด้วยซ้ำ นอกจากคำว่า 'แฟนเพื่อน' กับ 'เพื่อนแฟน' เพราะทุกครั้งที่มีเหตุให้ได้เจอกัน ล้วนเกิดจากการที่ 'เมศ' แฟนหนุ่มของเกิ้งพาไปพบกลุ่มเพื่อนของเจ้าตัวทั้งนั้น 

เกิ้งเคยพูดคุยกับกาลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากการแนะนำให้รู้จักกันของเมศในวันที่ได้เจอกันครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดคุยกันอีกเลย และทุกครั้งที่เจอหน้า เกิ้งก็แทบจะไม่เคยอยู่ในสายตาของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เหมือนว่าอยู่กันคนละโลกมาโดยตลอด ทั้งที่ยืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน หรือยืนห่างกันแค่ไม่กี่เมตรด้วยซ้ำ ซึ่งเกิ้งก็ยินดีที่มันเป็นแบบนั้น เพราะตัวตนของกาลที่เกิ้งได้สัมผัส แม้จะเพียงผิวเผินแต่มันก็ทำให้เกิ้งอึดอัด หายใจไม่ทั่วท้องอยู่ร่ำไปยามที่ได้พบหน้า ราวกับสัตว์กินพืชตัวเล็ก ๆ ที่กริ่งเกรงในอำนาจของผู้ล่า 

เกิ้งวางตัวไม่ค่อยถูกสักเท่าไรเมื่ออยู่ต่อหน้าหรือใกล้กับกาล เพราะไม่รู้ว่าท่าทีเฉยเมยที่อีกฝ่ายแสดงออกอยู่เสมอเมื่อได้เจอกัน และแววตาว่างเปล่าดำสนิทอย่างหยั่งไม่ถึงคู่นั้นคิดอะไรอยู่ การนิ่งเฉยที่คาดเดาไม่ได้ของกาล มันทำให้เกิ้งนึกกลัวกาลขึ้นมาเสียเฉย ๆ จนกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิ้งไม่สะดวกใจทุกครั้งที่จะต้องเผชิญหน้ากับกาล ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงเสมอ แต่กับสถานการณ์ในตอนนี้เหมือนจะทำแบบนั้นไม่ได้ 

ขณะที่เกิ้งกำลังหนักอกหนักใจกับความบังเอิญอันแสนตลกร้าย และคิดวุ่นวายอยู่ในหัวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ว่าจะหลบหน้ากาลอย่างไรดีนั้น ชายหนุ่มหน้าสวยที่รูปร่างพอ ๆ กับเกิ้งก็พุ่งเข้าหากาลอย่างรวดเร็ว สองมือคว้าจับท่อนแขนแกร่งของกาลเอาไว้แน่น ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวเหยเกเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ละล่ำละลักเอ่ยเสียงสั่นจนแทบจะฟังไม่เป็นคำ 

“กาล...ฟังฟังก่อนนะ มันไม่ใช่อย่างที่กาลคิดนะ ชะ...ชลอธิบายได้นะ” 

‘กาล’ เลิกคิ้วสูงพลางปรายตามองอีกฝ่ายที่กำลังพยายามจะแก้ตัวเป็นพัลวันนิ่ง ๆ ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มเยาะแกมสมเพช เมื่อได้เห็นดวงตาคู่สวยที่กลิ้งกลอกไปมา และความตื่นตระหนกที่ฉายชัดบนใบหน้าเนียนซีดเผือด 

บทละครน้ำเน่าเคล้าน้ำตา ที่กาลบอกได้เลยว่าเห็นจนเอียนและสุดแสนจะโคตรเบื่อ 

สีหน้าของกาลยังคงเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอารมณ์รวมถึงเอ่ยปากอะไรออกไป ปล่อยท่อนแขนของตัวเองให้อีกฝ่ายได้ยึดเกาะอยู่แบบนั้นอย่างใจเย็น โดยไม่คิดที่จะปัดป้องใด ๆ มีเพียงสายตาเท่านั้นที่บ่งบอกให้อีกฝ่ายรู้ ว่าตนนั้นกำลังรอฟังถ้อยคำแก้ตัวอยู่ 

ข้าง 'ชล' คนที่ได้รับโอกาสก็ไม่ได้รอช้า ปาดน้ำตาที่บรรจงบีบออกมาเพื่อเรียกความสงสารออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว ความตื่นตระหนกหวาดกลัวที่มีพลันจางหาย และถูกแทนที่ด้วยความสดใส ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความยินดีเอ่อล้นขึ้นเต็มอก หัวใจกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความลิงโลด 

ในขณะที่คนได้รับโอกาสนั้นยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ 'ขิม' ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างกาลมาตลอดนั้น ถึงกับต้องหันขวับมองกาลด้วยความตกตะลึง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจต่อการกระทำในครั้งนี้ของกาล ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรจากที่คาดการณ์ไปเสียหมด 

เรียวคิ้วได้รูปขมวดมุ่น ดวงหน้าที่งดงามไม่แพ้กับชลฉายแววความหงุดหงิดออกมาอย่างเด่นชัด ในหัวเริ่มเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาทันที เมื่อคิดได้ว่าตัวเองนั้นกำลังเดินเกมพลาด ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพลาดตรงไหน ในเมื่อทุกอย่างก็เด่นชัด หลักฐานมัดตัวคนผิดก็พร้อมสรรพ 

ยกเว้นเสียแต่ว่า… 

หนึ่งความคิดที่แล่นวาบขึ้นมาในหัว ทำให้ขิมต้องหันขวับกลับไปมองศัตรูหัวใจที่อยากจะกำจัดทันที และเมื่อได้สบตากัน อีกฝ่ายก็ส่งรอยยิ้มแห่งผู้ชนะมาให้ ทำเอาภายในอกของขิมมันร้อนรุ่มด้วยความร้อนใจไปหมด 

กาลไม่เคยให้โอกาสใครทั้งนั้น ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่กาลโปรดปรานมากแค่ไหน และนี่เป็นครั้งแรกที่กาลหยิบยื่นโอกาสให้คู่นอนของตัวเอง ซึ่งเหตุผลของการกระทำที่มันผิดแปลกไปของกาลในครั้งนี้ มันก็พอจะบอกได้ไปในทางเดียว ว่ากาลอาจจะคิดอะไรกับชลมากกว่าคู่นอน 

ถึงตรงนี้ชายหนุ่มสองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนโปรดด้วยกันทั้งคู่ ต่างก็จมอยู่กับความรู้สึกในหัวใจของตัวเอง หนึ่งคนอยู่ในความโมโหราวกับมีกองไฟสุมในอกที่ทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจนึก ส่วนอีกคนกำลังยินดีราวกับได้รางวัลใหญ่ คิดเข้าข้างตัวเองอย่างภูมิใจว่าเป็นคนสำคัญ 

ในจังหวะที่ขิมจะเอ่ยปากถามกาลเพื่อไขความข้องใจให้ตัวเองนั้น ชลที่ถือตนว่าเป็นต่อในเรื่องนี้ ก็เดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ แล้วคล้องแขนของกาลอย่างถือสิทธิ์ 

“นี่มึง!!” ขิมตะคอกใส่คู่อริด้วยความเดือดดาลและเตรียมจะพุ่งใส่อย่างเอาเรื่อง แต่ก็ต้องหยุดชะงักไม่อาจทำได้อย่างใจนึก เมื่อเจอเข้ากับสายตาคมดุของกาลที่ปรายตามาปราม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับขิมเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ 

ชลที่เห็นว่ากาลเข้าข้างตัวเอง จากที่หลงใหลได้ปลื้มอยู่แล้วก็ยิ่งทะนงตนมากขึ้น ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มเยาะขิมด้วยความสมเพช ก่อนจะหันไปทำตาหวานซึ้งอย่างรักใคร่ใส่กาล แล้วเอื้อนเอ่ยข้อแก้ตัวของออกไป โดยหารู้ไม่ว่าทุกอย่างที่คิดนั้น มันเป็นแค่ความหลงระเริงไปเองฝ่ายเดียว 

เพราะรัตติกาลก็คือรัตติกาล การหักหลังคือสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ที่สุด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และกฎที่ตราเอาไว้ให้เป็นข้อตกลงระหว่างกัน มันก็ต้องเป็นไปตามนั้นโดยไม่มีข้อบิดพลิ้ว 

“จะพูดอะไรก็พูดสิ” กาลกระตุ้นเตือน อยากจะฟังเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะแก้ตัวว่าอย่างไร อยากฟังก่อนที่อีกฝ่ายจะกลายเป็น 'อดีต' คู่นอนเบอร์หนึ่งอย่างสมบูรณ์ 

“ชลขอโทษนะกาล ชลขอโทษ” 

คำขอโทษซ้ำ ๆ พร้อมกับดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำสีใส สร้างความแปลกใจให้กับกาลไม่น้อย ดวงตาสีเข้มส่องประกาย รู้สึกสนุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำเอาอยากรู้เหลือเกิน ว่าบทละครต่อไปของชลจะเป็นอย่างไร ซึ่งชลก็ไม่ได้ทำให้กาลผิดหวัง เมื่อเจ้าตัวเอ่ยประโยคต่อมา 

“ชลรู้ว่าชลผิด แต่ชลไม่ได้ตั้งใจนะกาล ชลแค่เผลอใจเพราะชลเหงา มาร์คเขาเข้ามาในตอนที่ชลกำลังอ่อนแอ ชลก็เลยเผลอไป แต่มันก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งแรกนะกาล ชลสัญญาว่ามันจะไม่มีอีก กาลยกโทษให้ชลนะ” ชลพูดรัวเร็วพลางช้อนตามองกาลอย่างสำนึกผิด ข้างในกำลังเอ่อล้นไปด้วยความเสียใจกับการกระทำสิ้นคิดของตัวเอง 

ข้างกาลเมื่อได้ยินในสิ่งที่ชลพร่ำบอกแล้วก็อยากหัวเราะออกมาให้ดังลั่น เผลอใจ เหงา ไอ้เขาก็อุตส่าห์ตั้งใจฟัง นึกว่าจะมีอะไรแปลกใหม่บ้าง สุดท้ายก็เหมือนเดิม ข้อแก้ตัวโง่ ๆ ของวัวสันหลังหวะ อยากจะรู้จริง ๆ ถ้าอีกฝ่ายมาเจอเขานอนกับคนอื่นตำตาบ้าง จะกล้ายกโทษให้หรือเปล่า 

ฝ่ามือของตัวเองที่ถูกกาลปลดออกจากท่อนแขนของเจ้าตัว สร้างความงุนงงให้กับชลไม่น้อย ดวงตาช้อนมองกาลด้วยความสับสน พยายามจะยื่นมือเข้าไปไขว่คว้ากาลเอาไว้อีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเบี่ยงกายหนี และแววตาเย็นชาที่สาดเข้าใส่ 

“กาล...ทำไม” ชลครางแผ่วในลำคอด้วยความไม่เข้าใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันราวกับคนละคนของกาล ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อได้ยินถ้อยคำเอ่ยไล่อย่างไม่ไยดีจากกาล 

“เก็บของมึงออกไปได้แล้ว” 

“เก็บของ? เก็บทำไม” สีหน้าของชลเต็มไปด้วยความสับสน ก่อนหน้านี้กาลยังมีท่าทีว่าแคร์กันอยู่เลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้... 

ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมดจนชลตั้งตัวรับไม่ทัน ซึ่งผิดกับขิมลิบลับ จากที่ยืนเงียบทำหน้าบอกบุญไม่รับ พร้อมกับหัวใจที่ร้อนรุ่มมาเนิ่นนาน เมื่อได้ยินถ้อยคำของกาล ใบหน้าบูดบึ้งก็เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มยินดีทันที ก่อนจะรีบหันขวับกลับมาหาคนทั้งคู่ พร้อมกับส่งยิ้มเยาะเย้ยไปให้ชลอย่างคนที่กุมชัยชนะไว้ในมือ 

“โง่เหรอ โดนไล่แล้วยังไม่ไป” ขิมเหยียดยิ้มพลางปรายตามองชลอย่างดูถูก แล้วขยับกายเข้าไปแทรกกลางระหว่างกาลกับชลอย่างรวดเร็ว 

“อย่าเสือก! ไม่ใช่เรื่องของมึง!” ชลตวาดใส่ขิมอย่างเกรี้ยวกราด ในตอนนี้ไม่ต้องให้ใครมาขยายความให้ฟัง ชลก็เดาได้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันหมายความว่ายังไง ดวงตาที่เคยฉายแววน่าสงสารปนสำนึกผิด บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวราวกับคนละคน ภายในอกร้อนรุ่มไปด้วยความโมโหเหมือนมีใครเอาไฟมาสุมไว้ ใบหน้าชาไปหมดจากการโดนหักหน้าอย่างรุนแรง ทั้งอายทั้งโกรธปนกันจนแยกแทบไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไหนมากกว่ากัน 

“ร่าน” ขิมตอกกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ พลางไล่สายตามองชลตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นอากัปกิริยาที่ทำเอาเส้นความอดทนของชลนั้นขาดผึง กระโจนเข้าใส่ขิมในทันที 

“ปากดีนักนะมึง!” ชลคำรามลอดไรฟัน พร้อมทั้งออกแรงทุบตีขิมเป็นพัลวัน ในขณะที่ขิมเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยตอบโต้กลับเช่นกัน ความบาดหมางแค้นใจเก่าก่อนถูกขุดขึ้นมาระบายใส่กันทั้งหมด จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาทขนาดย่อม ๆ ไปแล้ว 

ข้างคนกลางอย่างกาลก็ได้แต่ทำสีหน้าเบื่อหน่าย ปรายตามองทั้งคู่ด้วยความเอือมระอา ก่อนจะขยับเดินหนีไปอีกทาง โดยไม่คิดที่จะเอ่ยปากห้าม สวนทางกับเกิ้งที่เป็นคนนอก แต่บังเอิญได้มาอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง จากที่ทำตัวลีบยืนมองอยู่เงียบ ๆ ราวกับไม่มีตัวตนมาโดยตลอด จู่ ๆ ก็พุ่งเข้าไปกลางวงของคนตีกัน 

กาลที่ทำหน้าเรียบเฉยมาโดยตลอดถึงกับหน้าเปลี่ยนสี คาดไม่ถึงว่าคนหงิม ๆ ดูขี้กลัวและระแวดระวังภัยอย่างเกิ้ง จะกล้าทำอะไรบ้าบิ่นอย่างการพาตัวเองกระโจนเข้าไปกลางวงคนทะเลาะกันแบบนั้น ซ้ำยังพยายามจะห้ามปรามอย่างเอาเป็นเอาตายชนิดไม่กลัวเจ็บ 

ไม่รู้จะเรียกว่ากล้าหรือเรียกว่าโง่ดี... 

กาลนึกเยาะอยู่ในใจและยังคงนิ่งเฉยอยู่เช่นเดิม เพราะไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่ง แม้ว่าเรื่องที่เกิดจะมีตัวเองเป็นต้นเหตุก็ตาม เขามาที่นี่เพื่อไล่คนทรยศ ไม่ได้มาเป็นกรรมการห้ามมวยให้ใคร และขืนเอาตัวเข้าไปยุ่งยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ เดี๋ยวพอต่างฝ่ายต่างเหนื่อยก็เลิกกันไปเอง 

ก็คิดเอาไว้แบบนั้น แต่แล้วความเมินเฉยไม่สนใจโลกของกาลก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหารของเกิ้ง โดนเหวี่ยงเซถลามาที่ตัวเอง 

“เหวอ!!” เกิ้งร้องเสียงหลง ก่อนจะหลับตาปี๋รอรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น หากแต่ผ่านไปสักพักทุกอย่างกลับนิ่งสนิท ซ้ำร่างกายยังเบาหวิวและล่องลอยแบบแปลก ๆ 

เกิ้งค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมองเพื่อไขข้อข้องใจ และดวงตาสีดำสนิทที่ห่างกันเพียงแค่คืบ ก็ทำให้เกิ้งตกใจจนเกิดอาการผวา ลนลานดิ้นรนเพื่อออกจากอ้อมแขนที่ช่วยตัวเองเอาไว้เป็นพัลวัน ก่อนจะต้องหยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นเกร็งไปทั้งร่าง เมื่อเจอเข้ากับเสียงดุ ๆ ที่เอ่ยขึ้นมา 

“นิ่ง” กาลปรามขึ้นด้วยเสียงเรียบนิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ พลางมองคนในอ้อมแขนของตัวเองดุ ๆ เมื่อเกิ้งสงบลงตามคำพูดแล้ว กาลจึงปล่อยเกิ้งให้เป็นอิสระในเวลาต่อมา นึกหงุดหงิดปนขบขันอยู่ในใจไม่น้อย ที่เห็นเกิ้งออกอาการกลัวตัวเองเสียขนาดนั้น ใช่ว่าเขาอยากจะไปแตะต้องหรือดึงดันจะไม่ปล่อยเสียหน่อย ก็แค่บังเอิญว่าอีกฝ่ายโดนเหวี่ยงมาทางนี้ เขาก็เลยต้องรับอีกฝ่ายไว้ตามสัญชาตญาณ และที่ไม่ปล่อยในทันทีเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะกระดูกหักทันทีที่หล่นลงพื้น เขาขี้เกียจมีปัญหากับเพื่อนตัวเองทีหลัง ที่มากไปกว่านั้น… 

ความสงสัยปนแปลกใจบางอย่างได้เกิดขึ้นกับกาล ดวงตาคมดุมองไปที่คนรักของเพื่อนไม่วางตา ทำไมอีกฝ่ายถึงมาอยู่ที่นี่ ด้วยฐานะของอีกฝ่ายไม่น่าจะมีธุระอะไรในคอนโดราคาสิบล้านแบบนี้แน่ ยกเว้นเสียแต่ว่า… 

ข้างเกิ้งที่จู่ ๆ ก็โดนจ้องเอา ๆ ชนิดไม่วางตา จากคนที่ตัวเองค่อนข้างกลัวอยู่เป็นทุนก็เกิดอาการประหม่า มือไม้เย็นเฉียบไปหมด ด้วยไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ เพราะแววตาคู่นั้นมันช่างดุและไม่เป็นมิตรเหลือเกิน 

ตาคู่สวยหลุบต่ำมองเท้าของตัวเอง สองมือเลื่อนมากุมกันไว้แล้วบีบแน่น ก่อนจะเอ่ยปากออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน 

“ขะ...ขอโทษ” เดิมทีจะเอ่ยว่าขอบคุณ แต่จากท่าทีที่ได้รับ จึงทำให้เลือกจะเอ่ยว่าขอโทษออกไป ขอโทษทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นผิดอะไรด้วยซ้ำ แต่มันคงจะดีกว่าการเงียบแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายโมโหไปมากกว่านี้ 

กาลเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อได้ยินที่เกิ้งเอ่ย ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายนั้นขอโทษตัวเองด้วยเรื่องอะไร แล้วไอ้อาการหงอ ยืนตัวลีบ หลบหน้าหลบตา ทำตัวเหมือนว่าเขาเป็นเด็กเกเรที่กำลังไถเงินเด็กเรียนผู้แสนอ่อนแอนี่อีก 

เห็นแล้วโคตรชวนให้หงุดหงิด 

“ขอโทษอะไร” ถามเสียงห้วน และผลที่ได้ก็คือร่างผอมแห้งของเกิ้งที่สะดุ้งโหยง เป็นปฏิกิริยาที่กาลชักจะเริ่มคิดแล้วว่า บางทีอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้กลัว แต่กำลังยั่วโมโหตัวเองอยู่ 

เฝ้ารอคำตอบอย่างใจเย็นแต่เกิ้งก็ยังเงียบอยู่ ซ้ำยังขยับถอยหลังไปชิดกำแพงจนเหมือนจะหายเข้าไปในนั้น 

“เฮอะ!” กาลแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับถอยห่างเอง และมันก็ทำให้เกิ้งถึงกับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกทันที 

“มึงมาทำอะไรที่นี่” 

ประโยคยาว ๆ เป็นครั้งที่ได้ยินตั้งแต่รู้จักกันมาจากกาล ทำให้เกิ้งเผลอเงยหน้าขึ้นสบตากาลอย่างลืมตัว กะพริบตาปริบ ๆ ทำหน้าตาประหลาดจนดูตลก และคงจะเป็นแบบนั้นอยู่อีกนาน ถ้าหากว่ากาลไม่ส่งสายตากดดันเสียก่อน 

“อะ!” เกิ้งอุทานเบา ๆ รีบก้มหลบตาเมื่อได้สติคืนมา ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบคำถามของกาลออกไปแบบไม่เต็มเสียงมากนัก 

“เรามาหาลูกค้าน่ะ” 

จบประโยคคำตอบอันแสนซื่อของเกิ้งก็เกิดความเงียบระหว่างทั้งคู่ทันที กาลสบตากลมโตของเกิ้งตรง ๆ อย่างพยายามค้นหา พร้อมกับคำพูดของคนรอบตัวที่ดังขึ้นมาในหัว ก่อนที่ริมฝีปากได้รูปจะยกยิ้มเยาะ 

ข่าวลือที่ได้ยินมาเป็นเรื่องจริง 

คนรักหน้าซื่อของเพื่อนสนิท… 

.. 

.. 

.. 

เป็นเด็กไซด์ไลน์ 

 

 

2 Be Con... 

สวัสดีค่า!!!!! 

มณีเจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมกับการเปิดนิยายเรื่องที่สองในรอบปี ไม่รู้ว่าเรื่องนี้หรืออีกเรื่อง เรื่องไหนจะเขียนจบก่อนกัน หรืออาจจะไม่จบทั้งคู่...ล้อเล่น จบแน่นอนไม่เทกลางคัน แค่อาจจะช้าเร็วไม่ต่างกัน 

นิยายเรื่องนี้บอกตรง ๆ เลยว่า เขียนสนองความอยากตัวเองล้วน ๆ เพราะมณีเวิ้นมาได้สักพักละ ว่าอยากอ่านงานน้ำเน่า ที่แบบ...น้ำเน่าจริง ๆ น่ะค่ะ นายเอกดี๊ดี แล้วก็โง่ ๆ สนิมสร้อยแบบสุด ๆ อยากได้ฟิลลิ่งท้องแล้วหอบลูกหนี ตัวร้ายที่แบบ...ร้ายไปเพื่ออะไรวะ! ครอบที่แบบ ไม่! เธอมันไม่คู่ควรกับลูกฉัน!!!! อะไรแบบนี้ 

คนอ่านอาจจะแย้งว่า ปกตินิยายเธอ นายเอกมันก็ไม่ได้มาดแมนเลยนะยะ! ใช่ค่ะ ไม่เถียง ฮืออออ เพราะมณีชอบนายเอกไทป์แบบนี้ แต่ทุกเรื่องถึงจะไม่มาดแมน แต่รับประกันว่าไม่หนักเท่ายัยหนูเกิ้งแน่นอน 

และที่สำคัญในสำคัญ เรื่องนี้มณีจะอัด NC เอาแบบ เอะอะซั่มกันเลยทีเดียว ก๊ากกกกกกกกก สนองนี้ดอีกนั่นแหละค่ะ แล้วก็ระบายความอึดอัด รวมถึงฝึกปรือ เคาะสนิมเรื่อง NC ตัวเองด้วย อยากครีเอทท่วงท่าและสถานที่การซั่มกัน คึ คึ (ตอนโดมเนยก็ NC น้อยจนเครียด เพียงกาลที่กำลังเขียนอีกเรื่องก็น้อย น้อยกว่าโดมเนยอี๊ก แก้เครียดกันไป) 

และที่จะบอกอีกอย่างคือ นิยายไม่มีสต็อกนะคะ เขียนเสร็จอัพ เขียนเสร็จอัพกันไปเลย เอาแบบสดๆ ใหม่ๆ จากปลายนิ้ว 

สุดท้าย... 

ฝากเมนต์ ฝากให้กำลังใจ ฝากติด #คืนเคียงจันทร์ ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ถ้าใครเล่นแล้วว่างๆ 

และหากอ่านแล้วชอบ สนุก จนอยากจะแนะนำต่อ เชิญตามสบายนะคะ กราบขอบพระคุณกันล่วงหน้า ครุ คริ 

ด้วยรักเหมือนเดิมเสมอ 

MATCHTY-แม่มณี 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น