Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Power of love ตอนที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.9k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2559 17:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Power of love ตอนที่ 9
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 9

 

 

 

 

            นั่งอยู่ในร้านนานเหมือนกัน ผมเองก็ยังไม่ได้คุยกับไอ้กันเลย บางทีภาพที่มันจูบผมวันนั้นก็แวบเข้ามาในหัว แต่ผมก็พยายามไม่ใส่ใจ เพราะนู่นไง ไอ้นานา มันสองคนเข้ากันได้ดี ผมก็ไม่ควรคิดอะไรอย่างอื่น

 

 

            “มาด้วยกันหน่อยแป๊บนึง”

 

 

            พอเดินออกมาจากร้านเสียงเรียบๆ ของไอ้กันก็ดึงขึ้น ผมหันกลับไปมอง เผลอคิดเข้าข้างตัวเองไปวูบหนึ่งว่ามันเรียกผม แต่เปล่าเลย มันรั้งแขนไอ้นานาไว้ ก่อนจะพาเดินแยกห่างออกไป

 

 

            “รอกูแป๊บไอ้วิป” คนสวยหันมาบอก

 

            โอเคเลย ก็…คุยกันดีๆ นะ

            “เดี๋ยวกูรอเป็นเพื่อนมั้ย” เพื่อนอาร์คก็ยังเป็นคนดีอยู่เสมอเลย

 

            “ไม่เป็นไร เราเกรงใจนายนะเนี่ย” เกรงใจแต่คว้าข้อมือหนาหมับเลย แล้วลากมันเดินไปนั่งรอไอ้นานาด้วยกัน เสียงทุ้มหัวเราะขึ้นเบาๆ ผมนั่งปุ๊บมันก็ยื่นหน้าเข้ามาหา ไอ้นี่…เอะอะยื่นหน้าๆ สิงร่างกูเลยก็ได้นะ

 

            “จับมือกูแบบนี้คิดอะไรกับกูเปล่าเนี่ย” มันชูมือข้างที่ผมจับไว้อยู่ยังไม่ปล่อย

 

            “ก็…ยังคิดไม่ออก คิดออกแล้วจะบอกนะ”

 

            “พูดแบบนี้จะบอกให้กูรอเปล่าเนี่ย” ยิ้มอีก ยิ้มเข้าไปพ่อคุณ ยิ้มเรี่ยราดมากขอบอก แต่เอาเถอะ มันยิ้มแล้วดูดี ผมเองก็ชอบมอง ไม่ได้ตอบอะไรมันกลับไป นั่ง รอไอ้สองคนนั้นคุยกันเงียบๆ สักพักไอ้นานาก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด มันเดินเข้ามาหาผม ก่อนจะตวัดสายตาโหดๆ มาใส่

 

 

            เฮือก!

 

            “ไอ้กันรออยู่ทางนู้น ไปดิ” หันไปพูดห้วนๆ กับไอ้อาร์คอีกไง แบบนี้เรียกพาลว่ะ นิสัยไม่ดีเลย บู้วๆ

 

            “อ่า ขอบคุณ กูไปนะหมาเป๋า ยิ้มให้กูก่อนเร็ว” ไม่วายมีสั่งด้วยไง เออยิ้มก็ยิ้ม ผมยิ้มให้มัน แค่นี้ก็ดูเหมือนไอ้อาร์คจะพอใจแล้ว มันเดินไปหาไอ้กันตามที่ไอ้นานาบอก ส่วนคนสวยก็จ้องหน้าผมเหมือนผมไปทำความผิดอะไรไว้

 

            “วิป”

            “ครับ!”

            “ที่มึงเข้าหาไอ้กันเพราะจะจีบมันให้กูใช่มั้ย”

            “ก็…ใช่ครับ”

 

            “ตอนนี้กูรู้จักกับมันแล้ว มึงก็เลิกไปวุ่นวายกับมันได้แล้ว เข้าใจนะ” ไม่ใช่แค่บอกธรรมดา แต่มันคือคำสั่งที่ผมต้องทำตาม ผมนิ่งค้าง ไม่เข้าใจว่าไอ้นานามันเป็นอะไร ตอนอยู่ในร้านยังดีๆ อยู่เลย พอเดินแยกไปคุยกลับมาก็ทำหน้ายักษ์ใส่ผมซะงั้น แถมสั่งอะไรแบบนี้อีก

 

            ไอ้ทำน่ะผมว่าผมทำให้ได้ มันอาจจะไม่พอใจที่ผมจะไปวุ่นวายกับแฟนในอนาคตของมัน แต่ว่า…แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอ ไม่ได้ไปหามันที่บ้านเหมือนอย่างเคย ผมก็ปวดหน่วงในใจขึ้นมาแล้ว

 

            มันเป็นความรู้สึกที่บอกว่าผมไม่อยากจะห่างออกมาเลย

 

            “ก็…ก็ได้ มึงอย่าคิดมากนะ” ผมพยายามปลอบใจมันไปพร้อมๆ กับปลอบใจตัวเองไปด้วย

 

            อย่าคิดมากดิวะวิป มันแค่บอกว่าอย่าไปวุ่นวาย ยังไงผมก็ยังคุยยังเจอมันได้ปกติ บ้านก็อยู่ซอยเดียวกัน ยังไงก็ต้องเจอกันบ้างแหละน่า ถึงแม้ว่าจะพยายามกล่อมตัวเองด้วยคำพูดเหล่านี้ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า เป็นไอ้กันเองหรือเปล่าที่สั่งให้ไอ้นานามาบอกแบบนี้

 

            มึงไม่อยากเจอกูเหรอกันๆ

 

 

 

…………………………………

 

 

 

            เหงาอะ~

 

            พอวันหยุดทีลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เมื่อหลายวันก่อนนู้นยังมีจุดมุ่งหมาย ตื่นมาก็คิดว่าจะทำยังไงให้ไอ้กันชอบเพื่อนคนสวยของผม แต่ในตอนนี้…ไปหาไม่ได้แล้ว

 

            ผมเดินลงมาข้างล่างแบบน้ำยังไม่อาบ ปู่กำลังทำข้าวเช้าอยู่ในครัว ผมเดินเข้าไปหาแล้วซบหน้าลงกับแผ่นหลังของปู่

 

            “ปู่~ เหงาง่ะ”

 

            “เถียงกับกูมั้ยล่ะจะได้ไม่เหงา มาซงมาซบอะไร น้ำก็ไม่อาบ เดี๋ยวกูดีดกระเด็น” ปู่ใจร้าย~ พูดแบบนี้ใส่เดี๋ยวก็งอแงซะหรอก ปู่ดันๆ ผมให้ออกห่าง มือก็ยังยุ่งอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ผมกิน

 

            “แล้วเป็นอะไร ตั้งแต่ถูกพ่อแม่ทิ้งไม่เคยบ่นเหงา วันนี้มึงเป็นอะไร แดกแฟ้บไปเมื่อคืนไง” พูดจาไม่ดีเดี๋ยวตีปากแตกเลย ถูกทิ้งบ้าอะไร แม่แค่ไปมีผัวใหม่ พ่อแค่หนีเข้าป่าแค่นั้นเอง แค่นั้นเองจริงๆ อย่าเหลามาก เดี๋ยวน้ำตาไหล

 

            “คือ…ปู่เคยคิดถึงเพื่อนสักคนมั้ย แบบอยากไปเจออะ อยากไปคุยด้วย อยากเห็นหน้า”

 

            “นั่นเพื่อนหรือคนรักวะ อะไรจะคิดถึงกันขนาดนั้น” ปู่พูดสวนออกมาแบบที่ใจคิด แต่ไอ้ผมที่ยืนอยู่ข้างหลังกำลังนิ่งค้าง คนรัก…เอ่อ ได้ยินแล้วรู้สึกจั๊กจี้หัวใจแปลกๆ ปนๆ ไปกับการเขินเล็กๆ

 

            “ทำไมคิดงั้นอะปู่”

 

            “เอ้า! แต่จริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะคิดถึงเพื่อนแบบนั้น แต่ไม่ใช่กับมึงไงวิป มึงเคยบ่นคิดถึงเพื่อนสักคนมั้ย เคยอยากเจอใครมากๆ แบบนี้มั้ยล่ะ กูถามจริง มึงตกหลุมรักใครเปล่าเนี่ย ห่ารากนี่! ยังเด็กยังเล็กริมีความรัก ระวังจะเสียใจเหมือนพ่อมึง” ปู่ๆ ทำไมต้องเน้นคำว่าพ่อวะ หูยยย~ พ่อเด่ะ!

 

            “ปู่พูดมากว่ะ”

            “เหมือนมึงไงวิป” ผมพูดมากตรงไหน ออกจะเรียบร้อยและน่ารัก ฮี่ๆ

 

            “ใกล้เสร็จยังอะปู่ หิวแล้ว” ไม่อยากจะคุยนะ ฝีมือทำกับข้าวของปู่เนี่ยอร่อยสุดยอดที่สุดแล้ว ไม่รู้เป็นเพราะแดกมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า แต่นั่นแหละ ไม่เคยกินที่ไหนแล้วถูกใจเท่าของปู่

 

            “รีบมากมึงไปหาแดกข้างนอก”

            “ปวดใจจังเบยยยย~

 

            “กลับไปนั่งซึมคิดถึงเพื่อนมึงต่อไป เกะกะกู” ผมเบะปากใส่แผ่นหลังของปู่ ก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งรอด้านหลัง อยากเจอมึงง่ะหมาบ้า ไม่ได้กวนมึงแล้วกูเหงานะเนี่ย มึงไม่อยากเจอกูบ้างเหรอ ผมนั่งซึม เขี่ยนิ้ววนๆ อยู่บนโต๊ะ

 

            “คิดไรมากวะ อยากเจอก็ไปหาดิ ควาย! กูไม่ได้เลี้ยงมึงให้โง่นะเนี่ย ควาย!” ปู่ๆ ควายกระแทกหน้าเลยอะ

 

            ก็จริงแฮะ อยากเจอก็ไปหา เอาน่า ไม่ได้ไปวุ่นวายกับมันหลายวันแล้ว นานๆ ไปทีคงไม่เป็นไรหรอก ผมยิ้มกว้าง เด้งตัวลุกขึ้นยืน

 

            “ปู่ๆ เดี๋ยวผมจะไปกินข้าวกับเพื่อนนะ เตรียมให้ด้วย เอาเผื่อมันด้วยที่นึงนะ ไปอาบน้ำก่อนละ” ผมวิ่งขึ้นข้างบน ได้ยินเสียงปู่ตะโกนด่าตามหลังมาด้วย ถึงจะด่าแต่ก็เตรียมให้ตามที่ผมขอ ปู่แม่งน่ารักว่ะ

 

 

            อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็หิ้วกล่องข้าวสำหรับผมแล้วก็กันๆ เดินไปที่บ้านของมัน ไม่รู้หรอกว่ามันกินข้าวหรือยัง แต่เอาไปเผื่อนี่แหละกูมีน้ำใจ

 

            เดินถึงหน้าบ้านก็เจอคุณลุงชมเจ้าเก่าเจ้าเดิม กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่เลย แหม ขยันจังเลยครับลุง

 

            “ลุงค้าบ~ ลุงๆ หวัดดีครับ ผมมาอีกแล้ว” ผมร้องทักแล้วโบกมือโหยงเหยงให้อย่างเป็นกันเอง ไม่รู้หรอกว่าลุงแม่งกันเองด้วยหรือเปล่า ไม่เป็นไร กูเป็นมิตร

 

            “อ้าว มาอีกแล้วเหรอ”

            “ไม่มามั้งลุง ยืนอยู่ตรงนี้เนี่ย ขยันจังเลยนะครับลุง แต่เช้าเลย”

 

            “เหมือนเอ็งนั่นแหละ” เอ๊ะ นี่ลุงสวนกลับใช่มั้ยหืมมม~ เหมือนจะโดนด่าว่ามึงเองก็ขยันเสนอหน้ามาแต่เช้าเหมือนกันนะ อะไรแบบนั้นเลย ผมยิ้มกว้างโชว์ฟันสวยๆ แบบไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของลุงแก ลุงแกเดินมาเปิดประตูให้ผมเข้าไป

 

            “กันๆ ตื่นยังอะลุง”

            “น่าจะตื่นแล้วมั้ง แล้วนี่หอบอะไรมาด้วยเนี่ย” แหมๆ ตีสนิทกันซะงั้นอะลุง

 

            “ข้าวเช้าของผมกับกันๆ ไงลุง นี่ๆ ข้าวสวยร้อนๆ เลย หมูทอดชิ้นโตๆ ไข่ตุ๋นใส่เห็ดหอม และผักต้ม น่ากินนะลุง” ชูให้ดูพร้อมกับพูดอวดไปด้วย อวดฝีมือปู่น่ะนะไม่ใช่อะไร

 

            “จริงๆ ที่บ้านก็ทำอาหารเช้าให้คุณกันอยู่แล้วนะ”

            “ไม่เป็นไร กินเพิ่มได้”

            “ใครบอกเอ็ง”

 

            “ผมบอกอยู่นี่ไง” ยิ้มแฉ่ง ฮี่ๆ ลุงแกเลยส่ายหน้าให้หนึ่งทีแล้วกลับไปทำงานของแกต่อ ผมเลยเดินเข้ามาในบ้าน ไม่รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของบ้าน งั้นก็พุ่งตัวไปที่ห้องของมันก่อนแล้วกัน ผมกอดกล่องข้าวไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ยื่นออกไปเคาะประตู

 

 

            ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อก

 

            เคาะเป็นอันนาเลยกู

 

            รอเพียงแป๊บเดียวเท่านั้นไอ้กันก็เปิดประตูออกมา พอร่างสูงเห็นผมปุ๊บ สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที จากที่นิ่งๆ ก็กลายเป็นว่าไม่พอใจ ผมยิ้มเก้อ พยายามไม่คิดอะไรแล้วชูสิ่งที่หิ้วมาด้วย

 

            “หวัดดีกันๆ กูเอาข้าวมากินด้วยกันกับมึง อร่อยนะ เชื่อกูสิ”

 

            “ถ้าไม่มีอะไรสำคัญก็กลับไป” ไอ้กันเมินคำพูดผมแล้วจะปิดประตูใส่หน้า ผมเบิกตากว้างแล้วรีบดันประตูไว้ก่อน อะไรอะ เพิ่งเจอหน้ากันไม่ถึงนาทีมึงจะชิ่งหนีแล้วเหรอ อย่าทำแบบนี้ดิ

 

            “เป็นอะไร นี่กูอุตส่าห์มาหาเลยนะเว้ย”

            “กูไม่เคยขอร้องให้มึงมา”

            อึก! จุกเลยเหี้ยเอ้ยเจอคำนี้เข้าไป

 

            ไม่รู้ทำไม แต่หน้าผมแม่งโคตรชาเลย รอยยิ้มที่มีอยู่ข้างๆ จางหายไป ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรที่มันพูดจาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันทำเหมือนว่ารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ทั้งแววตาทั้งน้ำเสียง มันบ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากเจอผม

 

            “กันๆ…”

 

            “วิป” เป็นครั้งแรกที่มันเรียกผมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแบบนี้

            “ครับ…”

 

            “ถ้าไม่จำเป็นมึงไม่ต้องมาหากูอีก กูจะขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย กูรำคาญ มึงวุ่นวายกับชีวิตกูมากไปแล้ว” รำคาญ วุ่นวาย แม่งฟาดเข้ากลางใจผมอย่างจัง เคยฟังมาแล้วแท้ๆ แต่ครั้งนี้มันเจ็บที่สุดเลย เพราะคนพูดมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

 

            “ทำไมวะ กูว่ากูก็ไม่ได้วุ่นวายเท่าไหร่นะ” ผมก้มหน้าพึมพำตอบกลับมันไป กอดกล่องข้าวไว้แนบอก

            “ต้องให้กูพูดตรงๆ มั้ยว่ากูไม่ต้องการเจอมึง”

            ปวดใจ น้ำตาจะไหล

 

            “มึง…มึงอารมณ์ไม่ดีอยู่ใช่มั้ย” ผมพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันอาจจะอารมณ์ไม่ดีถึงได้พูดอะไรออกมาแบบนี้ เพราะอะไรวะ อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเลย หลังจาก…เอ่อ…หลังจากที่มันจูบผมน่ะ คนที่ควรจะทำตัวห่างเหินมันควรเป็นกูมากกว่าเปล่าไม่ใช่มึง แต่กูพยายามไม่คิดอะไรแล้วนะ

 

            “เหมือนมึงจะพูดไม่รู้เรื่อง”

 

 

            หมับ!

 

            ไอ้กันคว้าข้อมือผมแล้วกระชากอย่างแรง ลากให้ผมเดินตามมัน ผมทั้งตกใจและกำลังงงอยู่ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก หมาบ้าของแท้เลยมันเนี่ย มันลากผมออกมาจนถึงหน้าบ้าน ลุงชมแกเพิ่งจะรดน้ำต้นไม้เสร็จพอดี

 

            “ลุงชม”

            “ครับ” ลุงแกหันมาขานรับไอ้กัน

 

            “ต่อไปไม่ต้องให้มันเข้ามาแล้วนะ ถ้ามันมาก็ไล่มันกลับไป ผมไม่ต้องการเจอมัน” ไอ้กันเหวี่ยงผมไปที่หน้าประตูอย่างแรง และแรงมันก็ไม่ใช่เบาๆ ผมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว กล่องข้าวที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาอย่างดีหล่นลงกับพื้น ของข้างในกระจายเต็มพื้นเลย ผมมองข้าวที่ตั้งใจเอามาด้วยแววตาสั่นๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปตวาดเสียงดังลั่น

 

 

            “มึงเป็นเหี้ยอะไรของมึงวะ!”

 

 

          “กูรำคาญมึง กลับไปได้แล้ว”

 

            มันพูดแค่นั้นแล้วหันหลังเดินหนีเข้าบ้านไปเลย ปล่อยให้ผมยืนอึ้งและเสียใจอยู่คนเดียว ลุงชมแกก็ตกใจบวกงงๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมย่อตัวลงไปเก็บกล่องข้าวขึ้นมา ไม่เก็บไม่ได้เดี๋ยวปู่ด่า จากนั้นก็หันไปตะโกนด่าตามแผ่นหลังกว้าง

 

            “ไอ้เหี้ยกัน!! กูโกรธมึงแล้ว!!”

 

 

 

………………………..

 

 

 

 

            หลังจากวันนั้นมาผมก็ไม่ไปหามันอีกเลยตามที่มันต้องการ ยอมรับแบบตรงๆ เลยว่าผมโกรธ ไม่เคยโกรธใครแบบนี้เลยนะ โกรธและก็เสียใจด้วย เราตั้งใจไปหา เราอยากเจอ แต่ดูสิ่งที่ได้รับตอบกลับมาสิ

 

            ผมอาจจะบ้าเองด้วย โกรธเขา ไม่ไปเจอเขา แต่ก็คิดถึงเขา เรื่องนี้จะเล่าให้ไอ้นานาฟังก็ไม่ได้ มันอาจจะด่าผมกลับมา เพราะมันเองก็เตือนแล้วว่าอย่าไปวุ่นวายกับไอ้กันมากนัก

 

            ฮือออ อยากเจอหมาบ้าง่ะ

 

 

            แล้วยิ่งช่วงหลังๆ มานี่ไอ้นานาไปกับไอ้กันบ่อยๆ ด้วย เลิกเรียนถามไปไหนก็บอกมีนัดกับไอ้กัน โทรไปหาเวลาเบื่อๆ ก็ไม่ว่างคุยบอกว่าอยู่กับไอ้กัน มันดูไปกันได้สวยสำหรับคู่นี้ แต่ผมกลับเศร้าแล้วจี๊ดๆ หัวใจ ข้างในส่วนลึกๆ มันกำลังร้องตะโกนว่าไม่ต้องการให้พวกมันคบกัน ไม่อยากเลย

 

            อย่างเช่นตอนนี้

 

            ผมกำลังนั่งกินข้าวเที่ยงกับไอ้นานาอยู่ วันนี้ไม่มีเรียนแล้ว ส่วนไอ้นานาผมไม่รู้ และก็ยังไม่ได้ถาม ในขณะที่กำลังตักข้าวเข้าปากแบบเซ็งๆ ร่างสูงที่ไม่ได้เจอหน้าหลายวันก็เดินเข้ามาหา แต่ไม่ได้มาหาผม

 

            “เสร็จหรือยัง”

 

            “เพิ่งกินเอง จะรีบไปไหน นั่งก่อนดิ” ไอ้นานาเงยหน้าขึ้นไปตอบ ผมเองก็แอบเหล่ๆ มันอยู่เหมือนกัน เห็นแวบหนึ่งมันเผลอแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมา ก่อนจะเปลี่ยนใบหน้าเป็นนิ่งเฉยเหมือนเดิม

 

            “งั้นรอร้านกาแฟข้างๆ นะ เสร็จแล้วก็ไปหาล่ะ” พูดจบก็เดินออกไปเลย ไม่มีเลยสักนิดที่มองมาทางผม ผมมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปด้วยแววตาหงอยๆ ทักกันสักนิดก็ไม่มีเลยเหรอ

 

            วันนี้ออกมากินข้าวหน้ามอ ไอ้นานามันคงเบื่ออาหารข้างใน ผมนั่งเขี่ยข้าวในจาน หมดอารมณ์กินไปดื้อๆ เหล่มองคนสวยข้างๆ อยากจะถามแต่ปากมันกลับไม่ยอมพูดออกไป

 

 

            พรึ่บ

 

            “กูไปนะ เดี๋ยวไอ้กันมันรอนาน”

            “อะ…อ้าว แล้วๆ…” จะไปไหนกัน

 

            “เดี๋ยวกูเลี้ยงแล้วกันนะ ขอโทษที ชวนมึงออกมาแท้ๆ แต่กลับชิ่งก่อน” มันลุกขึ้นยืน เปิดกระเป๋าใบละหลายตังค์ของตัวเองเตรียมหยิบเงินออกมา ผมโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

 

            “ไม่เป็นไร มึงไปเหอะ” ผมบอกแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ ไอ้นานามันมองหน้าผมนิ่งๆ อยู่แป๊บนึงก่อนจะถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับ คนสวยเดินออกจากร้านไป เหลือผมคนเดียว นั่งหงอยเต็มที่เลยตอนนี้

 

            ปวดใจฉิบหายเมื่อรู้ว่าพวกมันจะไปด้วยกัน อิจฉาไอ้นานาว่ะ แม่ง หมาบ้าเข้าหามันเอง มีการไปนั่งรอ ย้อนมองดูตัวเองแล้วเจ็บปวดใจ มันจับผมโยนออกจากบ้านแบบไม่แคร์เลยสักนิด

 

 

            “เฮ้ยหมาเป๋า มานั่งซึมอะไรคนเดียววะ กลายเป็นหมาหงอยเลยมึง”

 

            นั่งเขี่ยข้าวเล่นอยู่ เสียงร้องทักก็มาพร้อมกับมือหนาที่ตบฟุบลงที่ไหล่ ผมเงยหน้าไปมองช้าๆ ไอ้ชานยืนยิ้มกว้างให้ ก่อนจะลากเก้าอี้ออกมานั่งข้างๆ ผมแบบไม่มีขอ

 

            เออดี กันเองๆ

            “มึงมาคนเดียวเหรอ”

            “เออ ไอ้อาร์คติดเรียน ไอ้กันเห็นนั่งอยู่ร้านกาแฟข้างๆ นี่”

 

            “อือ เดี๋ยวมันก็ไปกับไอ้นานาแล้ว” ผมตอบกลับหงอยๆ แล้วถอนหายใจ ไอ้ชานมองผมเหมือนเจอตัวประหลาด มือหนายื่นออกมาบีบปากผมจนปากจู๋ เท่านั้นไม่พอมันยังจับส่ายไปมาอีก

 

            เล่นอะไรมึงเนี่ย

            “มึงนี่หมาเป๋าจริงปะวะ ทำไมมันไม่ร่าเริงเลย หรือวันนี้ไม่ได้ใส่ถ่าน” เดี๋ยวๆ มองตูดกูทำไม

            “พอดีถ่านหมด” กูก็ยังจะเล่นกับมันเนอะ

            “แล้วสรุปเป็นอะไร นั่งซึมๆ แบบนี้”

            “กู…เฮ้อ กูกำลังจะเป็นคนนิสัยไม่ดี”

            “มึงเคยนิสัยดีเหรอ”

 

            “พูดแบบนี้เดี๋ยวงอแงใส่เลย” ผมเบะใส่มัน ไอ้ชานหัวเราะลั่นเลย ยื่นมือมาขยี้หัวผมเล่น คงให้อารมณ์เหมือนมันขยี้หัวหมาที่บ้านล่ะมั้ง ขยี้เสร็จก็ยังไม่ยกมือออกไปนะ วางอยู่แบบนั้นแหละ มีลูบเล่นด้วย

 

            เดี๋ยวให้ยืมไปเล่นที่บ้านเอามั้ย

 

            “อะๆ กูไม่ขัดละ อยากเล่ามั้ย กูเป็นผู้ฟังที่ดีนะ”

            “จริงเหรอ”

 

            “แค่กระจายให้คนเขารู้กันทั่วแค่นั้นเอง” ทำไมมึงเลววะชาน ผมปัดมือมันออกไปแบบเคืองๆ ดูตากูด้วย กูเคืองเป็นนะเว้ย มันหัวเราะอีกครั้ง ดูจะชอบใจเหลือเกินที่แกล้งผมได้ กูหน้ามุ่ยแล้วนะชาน

 

            “เล่ามาๆ”

 

            “มึงก็รู้ใช่มั้ยว่ากูจะจีบไอ้กันๆ ให้ไอ้นานาเพื่อนกู ซึ่งตอนนี้พวกมันก็ไปกันได้ดี คบกันแล้วด้วยมั้ง” พูดถึงตรงนี้ผมก็หยุดแล้วสูดน้ำมูกยกใหญ่ แสบๆ ที่รอบดวงตาเหมือนน้ำตามันจะไหล ยกมือขึ้นมาถูๆ จมูกตัวเอง

 

            “แต่ว่า…กูกลับไม่อยากให้พวกมันคบกันเลย ไม่อยากเลยมึง

            “เอ่อ…”

 

            “กูกำลังกลายเป็นเพื่อนที่นิสัยไม่ดีอะมึง” ผมโอดครวญ อยากลงไปงอแงกับพื้น แต่ก็กลัวไอ้ชานมันจะอาย เพราะงั้นเลยได้แต่เลื่อนจานออกไปห่างตัวแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

 

            “มึงอย่าร้องไห้นะ กูไม่ปลอบนะหมาเป๋า” นี่เหรอคือไม่ปลอบของมึงน่ะ ยื่นมือมาลูบหัวลูบหลังกูแบบนี้อะนะ ผมสูดน้ำมูกอีกครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมา มองตาไอ้ชานแบบหงอยๆ

 

            “แล้วมึงรู้ตัวเองมั้ยว่าเพราะอะไรมึงถึงได้กลายเป็นแบบนี้” ไอ้ชานถามกลับมา ผมนั่งนิ่ง เหงาเวลาไม่เจอ ปวดใจเวลามันไปกับไอ้นานา ไม่อยากให้มันสองคนคบกันทั้งๆ ที่ตอนแรกอย่างให้เป็นแบบนั้นแทบตาย รู้สึกเสียใจตอนที่มันโยนผมออกจากบ้านแล้วบอกไม่อยากเจอหน้า

 

 

            ฮ้อยยยยยยย~

 

            “ก็…พอรู้” ผมพูดเสียงอ่อยๆ ไอ้ชานมันถอนหายใจแล้วมองหน้าผม ผมก็มองแล้วถอนหายใจกลับ

            “มึงพลาดแล้ววิป”

 

            “กูก็ไม่ได้อยากพลาดแบบนี้ แต่…ใจมันไปแล้วอะ” ผมเบะปากใส่ไอ้ชานอีกครั้ง มันเองก็คงไม่รู้จะปลอบหรือจะช่วยยังไงล่ะมั้ง เลยได้แต่ตบๆ ลูบๆ หัวผมอยู่แบบนี้ ผมว่ามันเห็นผมเป็นหมาจริงๆ แล้วแหละ

 

            “แล้วมึงจะทำยังไง เดินเข้าไปบอกแม่งเลยก็ได้ กลัวอะไร”

            กลัวมือตีนไอ้นานาไง

 

            “จะให้ทำอย่างนั้นได้ยังไงวะ กูจีบมันให้ไอ้นานานะ แล้วอยู่ๆ…กูเดินเข้าไปบอกชอบมัน ไอ้นานามันจะรู้สึกยังไง แล้วไอ้กันอีก…มัน…มัน…เฮ้อ~ กูทำไม่ได้ว่ะชาน พวกมันกำลังจะคบกัน กูทำไม่ได้จริงๆ” ผมพูดจบก็ต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตา ดวงตาร้อนผ่าวเหมือนน้ำตาจะไหล

 

            “ถ้างั้นมึงก็ต้องทำใจว่ะหมาเป๋า ห่างๆ ออกมาเดี๋ยวมันก็ดีเอง” มันตบไหล่ผม ผมพยักหน้ารับหงึกหงัก ไม่อยากพูดอะไรแล้วอะ กลัวน้ำตาแตกตรงนี้ อับอายขายขี้หน้าประชาชีหมด

 

            “ให้กูนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนมั้ย เดี๋ยวกูไม่เข้าเรียนก็ได้นะ” โอ้ว~ คนดี~

 

            “ซึ้งอะมึง~ แต่ไม่เป็นไร กูแดกไม่ลงละ กลับไปกินข้าวฝีมือปู่ดีกว่า ขอบใจนะนาย” ผมส่ายหน้าลุกขึ้นยืน ตบไหล่กว้างสองสามทีแล้วเดินไปจ่ายเงิน เดินออกจากร้านมาแบบหงอยๆ และแม่งจะเล่นตลกอะไรกับกูนักหนา ออกมาก็เจอคู่รักคู่ใหม่เดินออกจากร้านกาแฟพอดีเลย

 

            ผมหยุดยืนอยู่กับที่ ใจจริงอยากจะเดินๆ หนีไปซะ จะได้ไม่ต้องเห็น และไม่ต้องรู้สึกผิดกับเพื่อนรักอย่างไอ้นานามันด้วย

 

            ทั้งสองกำลังจะเดินแยกไปอีกทาง แต่ในจังหวะนั้นร่างสูงหันมาเห็นผมซะก่อน มันมองผมเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนหันกลับไปเหมือนกับว่าผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้

 

            มือหนาคว้ามือเรียวของไอ้นานาไปกุมไว้แล้วพาเดินออกไป ไอ้นานาเองก็ดูงงๆ แต่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร

 

            ผมยืนเม้มปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหมาหงอยอย่างที่ไอ้ชานมันเรียกเลย เฮ้อ อยากกลับบ้าน

 

            ปวดใจจังเลยอะปู่

 

 

 


100 %

 

 

___________________________________________

 

โอ้ยยยยยยย ด่าพระเอกเหมือนพระเอกไปทำใครท้อง 55

กันๆ ก็ไม่ผิดนะ มันรำคาญ มันก็ไล่ แค่มันไล่รุนแรงไปแค่นั้นเอง

นุ้งวิปผู้น่าสงสาร ส่งใครไปรักษาแผลใจดีเนี่ย (พี่อาร์คของเราอย่ายุ่งค่ะ)

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น