เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 93 คราดาราก้าวเท้าสู่สนามรบของสุภาพสตรี

ชื่อตอน : ตอนที่ 93 คราดาราก้าวเท้าสู่สนามรบของสุภาพสตรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 27

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2563 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 93 คราดาราก้าวเท้าสู่สนามรบของสุภาพสตรี
แบบอักษร

ตอนที่ 93 คราดาราก้าวเท้าสู่สนามรบของสุภาพสตรี 

         ปฐพีเดือดระอุด้วยเปลวไฟสีเพลิง ท้องนภากู่ร้องส่งเสียงสาดสายฟ้าผ่ากลางมหาสมุทร

         ใครจะรู้ทุกอณูดิน และใต้ผืนทรายเหล่านี้มีผู้คนมากมายหลั่งเลือดเพื่อสร้างสันติภาพ และมอบแสงสว่างให้เหล่าสตรีมีอำนาจเหนือบุรุษ ไม่เคยมีใครลืมเลือนอดีตหากว่าอดีตนั้นจารึกเรื่องราว ตำนานที่ทรงเกียรติควรค่าแก่การสืบทอดรุ่นสู่รุ่น จากสาวน้อยเติบโตเป็นวีรสตรี และให้กำเนิดบุตรธิดา คราบุตรธิดารับสืบทอดประวัติศาสตร์อันเกรียงไกร และอำนาจอันยิ่งใหญ่ต่อจากมารดา กำเนิดเป็นเส้นทางสีทองโรยด้วยกลีบดอกทิวลิปนับล้าน

         โปรยสู่เส้นทางแห่งการปกครอง และความเก่งกล้าเหนือแคว้นต่างๆ

         แคว้นฮาโมนี อาณาจักรแห่งสตรี

         แม้นอาณาเขตแคว้นฮาโมนีไม่อาจใหญ่เทียบเท่าแคว้นข้างเคียงอย่างแคว้นแมรี่ แคว้นฮาโมนีก็ไม่มีเคยพ่ายแพ้หรือถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแคว้นอื่น สาเหตุหลักๆคือแคว้นฮาโมนีมีกองทัพทหารระดับสูง ยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และยังมีเหล่าวีรสตรีมากมายที่มีความสามารถอุ้มชู และค้ำจุนแผ่นดินไม่ให้ล้มสลายท่ามกลางสงครามน้อยใหญ่

         มีหลายสิ่งทำให้แคว้นฮาโนนีแข็งแกร่งไม่แพ้เพื่อนบ้าน หนึ่งในนั้นคือระบบการศึกษาที่ก้าวนำแคว้นอื่นๆ มีโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัยมากมายที่ล้วนแล้วครองอันดับสูงๆในหัวตารางอันดับสถานศึกษาที่ดีเยี่ยมที่สุดในภาคพื้นทวีป

         แหล่งการเรียนรู้เข้าถึงง่าย ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษก็สามารถมีสิทธิ์เข้าถึงหนังสือที่บรรจุองค์ความรู้ วิชา ปัญญาจากทั่วโลก

         ทว่าจะบอกดีทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะมีเรื่องหนึ่งที่แคว้นฮาโนมีมีไม่ต่างจากแคว้นอื่นๆคือระบบการปกครองชั้นวรรณะ ชนชั้นสูง และสามัญชนแตกต่างกัน และเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยคือเมืองทุกเมือง บ้านทุกบ้าน แม้นแต่ในหมู่สรรพสัตว์ ต้นไม้ ข้าวของก็ด้วย

         สตรีมีอำนาจมากกว่าบุรุษอย่างเห็นได้ชัด

         การปกครองสูงสุด ตำแหน่งการงานเป็นของสตรีเท่านั้น บุรุษไม่สามารถเป็นใหญ่ได้ นี้คือกฎศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นพร้อมชื่อแคว้น “ฮาโมนี”

         ใครฝ่าฝืนกฎข้อนี้มีจุดจบเพียงสองตัวเลือกคือ “ตาย” หรือ “เนรเทศ”

         ตั้งแต่ชั้นชนปกครองจรดชนชั้นล่าง สตรีมีอำนาจสูงสุดทั้งในบ้าน และนอกบ้าน บุรุษมีหน้าที่เดียวคืออยู่เฉยๆ พวกเขามีอิสระจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการควบคุม บุรุษอยากเรียนวิชาดาบก็ได้ อยากเรียนตกปลาก็ได้ พวกเขาจะเฝ้าบ้านตกปลาทั้งวันก็ได้ ถ้าบ้านมีบึงน้ำ จะนัดเพื่อนฝูงจัดงานเลี้ยงเล่นว่าวทั้งวันก็ได้หากมารดาอนุญาต กระนั้นพวกเขาจะไม่มีวันเข้ารับราชการหรือกลายเป็นพลังให้แคว้นฮาโนนีอย่างเด็ดขาด

         พวกเขาจะนั่งหมอบภายใต้การควบคุมของสตรีในบ้าน และรอวันแต่งงานตามที่มารดากำหนดให้

         แคว้นฮาโมนีมีหลักการหนึ่งเหมือนแค้วนอื่นนะคือสตรีสามารถแต่งบุรุษได้หลายคน แต่บุรุษสามารถมีสตรีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

         ลูกสาวมีค่ามากกว่าลูกชาย

         และเรื่องต่างๆโดยส่วนมากบุรุษไม่มีสิทธิ์มีเสียงแสดงความคิดเห็น

         มองภาพง่ายๆว่าสตรีเหนือกว่าบุรุษรอบด้านไม่ว่าความสามารถ สิทธิ์หรือด้านอนาคตรุ่งโรจน์ มีอิสระในการตัดสินชีวิตตัวเอง

         ณ แคว้นฮาโมนีสตรีจะจีบชายใดก็ได้อย่างเปิดเผยหรือลับๆก็แล้วแต่ บุรุษมีสิทธิ์ร้องขอให้สตรีรับผิดชอบด้วยหากพวกนางแอบลวนลามหรือจิ้มๆพวกเขา

         และแคว้นฮาโมนีมีหอชายบำเรอเยอะมาก

ย้อนกลับมาเรื่องระบบการศึกษาของแคว้นฮาโมนี สตรีทุกคนต้องเข้ารับการศึกษาจากภาครัฐ บุรุษไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ แต่ถ้าอยากเรียนก็ไปหาอาจารย์เอาเอง

         แต่ละเมืองใต้อาณัติแคว้นฮาโมนีต้องมีสถานศึกไม่ต่ำกว่าหนึ่งแห่ง จักรพรรดิหญิงแคว้นฮาโมนีต้องการมอบโอกาสให้สตรีทุกนาง มอบความรู้ มอบทักษะ และมอบอำนาจให้สตรีก็ใดที่ปรารถนาก้าวเท้าตำแหน่งสูงๆ

         เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาที่สุดคงหนีไม่พ้นเมืองไมเดน[นครเจ้าหญิง]

         หรืออีกชื่อคือ “นครสี่วัฒนะ”

         เปิดสมุดเตรียมดินสอ และพลิกหน้าประวัติศาสตร์เมืองไมเดน เริ่มเล่าตั้งแต่ยุคปฐมแคว้น แคว้นฮาโมนียามแรกเป็นเพียงเมืองใหญ่เท่านั้น กระนั้นหลังเริ่มเปิดฉากสงครามชิงดินแดน แคว้นฮาโมนีก็ขยับกลืนกินเมืองต่างๆรอบด้านจนสามารถก่อตั้งเป็นแคว้นสำเร็จ หนึ่งในเมืองที่โดนกลืนคือเมืองไมเดน สมัยก่อนมีแคว้นฮาโมนี เมืองไมเดนเป็นเมืองบ้านนอกบ้านนาตั้งอยู่ในดินแดนเทือกเขาแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้เขียวขจี ไม่มีผืนนาข้าวเหนียว ไม่มีอะไรเลยนอกจากดินแข็งๆ และทรายแดง

         ชนเผ่าพื้นเมืองของที่นี้คือผู้ปกครองดินแดนผืนนี้ตั้งแต่ยังไม่มีแคว้นฮาโมนี

         ชนชาวไฟโซซิน[สาวกแห่งน้ำตกสวรรค์] และดินแดนแห่งเหว[โอเอราส]

         ชาวไฟโซซินคือชนพื้นบ้านที่นับถือ บูชาปักษาแห่งหยาดน้ำตา พวกเขามีชุมชนเล็กๆตั้งบนเกาะเหนือทะเลสาบโดโรรัน[ทะเลน้ำตาแห่งบ่อน้ำตก] พวกเขาทำหน้าที่รับใช้ปักษาแห่งหยาดน้ำตา ในปีนั้นท่านมอบความเมตตาการุณย์ให้ชาวไพโซซิน และอนุญาตให้พวกเขาเป็นผู้ติดตามท่าน กาลต่อมาไม่นานมีกลุ่มผู้อพยพจากต่างดินแดน ต่างทวีปมาเยือนบ้านชาวไฟโซซิน นั้นคือการมาถึงของชาวโฮไรซอน และชาวอาเดน

         ทาสชาวโฮไรซอนถูกล่า และจับตัวมาใช้เป็นโล่มนุษย์ในสงครามชิงดินแดน พวกเขาต้องจากบ้านเกิดมาอย่างไม่มีวันหวนกลับ

         ชาวอาเดนมิต่างกัน พวกเขาพ่ายแพ้สงคราม และสูญเสียนครเมือง ต้องร่อนเร่ตากพายุทรายร่วมขบวนกับชาวโฮไรซอนกระทั่งพวกเขาแบกความหวังริบหรี่มายังดินแดนชาวไฟโซซิน

         การพบกันระหว่างสามเผ่าทำให้เกิดประวัติศาสตร์เมืองไมเดน ปักษาแห่งหยาดน้ำตายอมรับชาวโฮไรซอน และชาวอาเดน ท่านบอกให้ชาวไฟโซซินมอบพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กลุ่มผู้อพยพก่อตั้งหมู่บ้านตั้งชื่อว่า “ไมเดน[น้ำใจแห่งผู้พลัดพรากจากมาตุภูมิ]” และจากนั้นกาลผ่านไปหลายร้อยปี หมู่บ้านไมเดนขยายใหญ่ขึ้น ประชาชนขาวเมืองเพิ่มมากทวี ชาวโฮไรซอน และชาวอาเดนจับมือกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

         ลูกหลานพวกเขาแต่งงานกัน และบางครอบครัวก็แต่งงานกันในหมู่พวกเขาเอง

         บางเรื่องชาวโฮไรซอน และชาวอาเดนสามารถตกลงกัน และร่วมมือกันได้ แต่ก็มีบางเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน และมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้าน ระหว่างพวกเขาทะเลาะกันก็ต้องงัดเอาข้อดีของตัวเองมาพูดประกาศ แล้วเอาข้อเสียของอีกฝ่ายมาตะโกนประจาน อย่างไรก็ดีชาวไฟโซซินเป็นชนเผ่าจิตใจดีมาก ใจเย็น พวกเขารับหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างสองชนชาติ คอยจัดประชุม และรับฟังความจากทั้งสองฝ่าย โดยไม่อนุญาตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธทำร้ายอีกฝ่าย หากจะสู้ก็ต้องสู้ด้วยวาจา และเหตุผล

         ซึ่งชาวอาเดน และชาวโฮไรซอนยอมรับข้อนี้เพราะพวกเขาถือว่าตนเองมีสติปัญญาสูง ไม่ลงไปหยิบดาบเก่งๆ

         หลายเรื่องๆขัดแย้งกัน และในที่สุดก็ตกลงกันได้

         เมืองไมเดนในยุคแรกๆนับว่ามีการพัฒนา และเติบโตอย่างสวยงามราบรื่น ไม่มีเรื่องร้ายๆใดมากระทบ และเตะสกัดขาชาวเมืองไมเดน กระทั่งวันหนึ่งมีกองทัพทหารของแคว้นฮาโมนีเดินทัพมาตั้งค่าย

         พวกทหารมาพร้อมทูตเจรจาขอเชื่อมสัมพันธ์พันธมิตรกับเมืองไมเดน

         ปีนั้นผู้นำสูงสุดสองคนที่ประกอบด้วยชาวอาเดน และชาวโฮไรซอนต่างรู้กันว่านี้ไม่ใช่สารเจรจา แต่เป็นคำขู่จากเมืองที่ใหญ่กว่า

         กล่าวว่าจะยอมส่งเมืองไมเดนให้ดีๆหรือต้องใช้กำลังกองทัพแย่งชิง

         “โอหัง!!!พวกมันไม่รู้หรือแผ่นดินนี้เป็นของใคร”

         ชาวอาเดนเป็นพวกเลือดร้อน พวกเขาเสนอให้เปิดฉากรบปกป้องเมือง ฝั่งชาวโฮไรซอนเห็นพ้องกับข้อเสนอ กระนั้น “โอกาสชนะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน..” ช่วงหลายปีมานี้แคว้นฮาโมนีเริ่มบุกถล่ม และกินเมืองต่างๆไปไม่น้อยแล้ว ชาวเมืองไมเดนรู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะศัตรูมีกองกำลังมหาศาล หากพวกเขารบย่อมต้องเกิดความสูญเสียที่ไม่อาจเลี่ยง

         “อีกอย่างท่านปักษาไม่มีทางเห็นด้วย”

         ปักษาแห่งหยาดน้ำตาไม่ใช่ปักษาแม่ทัพ นางไม่มีอำนาจมากพอปกป้องหรือสู้ใคร เรื่องนั้นชาวเมืองไมเดนตระหนักแก่ใจ ท่านเป็นคนอ่อนโยนดั่งสายน้ำ และรักสงบ การที่พวกเขาทำให้แผ่นดินของท่านเปื้อนเลือดมันสมควรหรือ? “ยอมจำนนเถอะ”

         การตัดสินใจของผู้นำในวันนั้นคือจุดตัดระหว่างการล้มสลายของนครไมเดน และจุดเริ่มของประวัติศาสตร์หน้าใหม่

         “…ขอโทษ”

         ในวิหารปักษาแห่งหยาดน้ำตา แว่วเสียงสายน้อยล่องลอย..กล่าวโทษที่ตัวนางมิอาจปกป้องแผ่นดินของสาวก

         หน้ากระดาษพลิก ครั้นประวัติศาสตร์ยุคแรกสิ้นสุดลง และเริ่มเล่าขานยุคสมัยใหม่ เมืองไมเดนกลายเป็นเมืองชายแดนติดแคว้นแมรี่ อาศัยพื้นที่ทุรกันดาร และมีแนวหุบเหวลึกเป็นฐานกำบัง และสนามรบ กองทัพแคว้นฮาโมนีตั้งค่าย ห้อมล้อมเมืองไมเดน พวกทหารปักหลักนอกเมืองนานหลายสิบปีเพื่อปกป้องไม่ให้ศัตรูบุกข้ามเขตแดน และหลังจากสงครามชิงดินแดนยุติ จักรพรรดิหญิงสั่งถอนกองทัพทหารออกจากพื้นที่

         ทว่ายังหลงเหลือทหารบางส่วนไว้ที่เมืองไมเดน

         ทหารที่ไม่มีบ้านให้กลับ ทหารที่พิการ เชลยศึกที่ถูกทอดทิ้ง และทหารส่วนหนึ่งที่ถูกมอบหมายหน้าที่ลับๆให้เป็นดวงตา และเคียวพาดคอเมืองไมเดน

         ด้วยประการนี้ มันคือการมาถึงของชาวกันแลน ชาวอีสาน และชนชาติอื่นๆอีกประปราย

         ชาวกันแลนคือชนชาติพื้นเมืองของแคว้นฮาโมนี พวกเขาคือทหารที่ถูกส่งมารักษาการณ์ที่เมืองไมเดน และยังมีคณะนักปกครองที่นำโดยสตรีด้วย การปกครองของเมืองไมเดนยุคเก่าเป็นอันปิดฉาก แทนที่ด้วยการปกครองโดยตรงจากแคว้นฮาโมนี ที่เจ้าเมืองคือคนที่แคว้นฮาโมนีส่งมาปกครองโดยตรง ไม่มีการเลือกจากชาวเมืองไมเดน

         เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้ชาวเมืองไมเดนอย่างมาก แรกๆพวกเขาไม่เห็นชอบ และเริ่มต่อต้านการปกครองของแคว้นฮาโมนี แต่ด้วยแคว้นฮาโนนีถือว่าเมืองไมเดนเป็นเมืองใต้อาณัติ พวกเขามีหรือจะยอมปล่อยชาวเมืองอาลาวาด แคว้นฮาโมนีใช้กำลังทหารที่ถูกส่งมาหรือก็คือชาวกันแลนควบคุมชาวเมืองไมเดน กระทั่งเรื่องเหมือนจะปานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง แต่ก็ไม่ เพราะชาวไฟโซซินยังคงตั้งมั่นในหลักการ และถือตนเป็นกลาง ช่วยสงบศึก

         พวกเขากล่าวให้ทุกคนสงบสติ และตั้งโต๊ะประชุมเสวนากันดีๆ ถ้าหากแคว้นฮาโมนียังอยากใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์

         ชาวไฟโซซินรวมถึงชาวเมืองไมเดนที่ประกอบด้วยชาวโฮไรซอน และชาวอาเดนให้สัญญาพร้อมเปิดฉากสงครามเพื่อปกป้องบ้านเมืองของพวกเขา

         คำพูดของชาวไฟโซซินทำให้ชาวเมืองไมเดนหลั่งน้ำตา เพราะนั้นถือเป็นคำอนุญาตของปักษาแห่งหยาดน้ำตาให้พวกเขาสามารถหลั่งเลือดชโลมแผ่นดินของท่าน.. แผ่นดินที่สวยงามราวสวรรค์เช่นนี้ หากเพื่ออิสระ และชีวิตของสาวกแล้ว ท่านยอมสละแผ่นดินอันขาวบริสุทธิ์  

         ปล่อยให้สายโลหิตผู้กล้าหลั่งรินลงทะเลสาบโดโรรัน  

และเพราะคำคำนั้นทำให้คณะปกครองของแคว้นฮาโมนีต้องยอมถอย และเปลี่ยนมาเจรจาอย่างสันติวิธี และด้วยความพยายามอย่างสุดสมองของชาวไมเดน พวกเขาได้รับสิทธิ์การปกครองเมืองกลับมาเช่นเดิม ทว่าการจะกลายเป็นเจ้าเมืองนั้นต้องผ่านการทดสอบ ทำข้อสอบ และได้รับการขั้นเลือกจากแคว้นฮาโมนีซึ่งแคว้นฮาโมนีขอให้คำสาบานเป็นหลักฐานว่าจะเลือกเจ้าเมืองด้วยคุณธรรม ความยุติธรรม

         ชาวเมืองไมเดนยอมรับ และเชื่อในวาจาจักรพรรดิหญิง หลังจากวาจานั้น หรือปีนั้น หรือนับแต่นั้น

         ชาวเมืองไมเดนก็ไม่ปล่อยให้ตำแหน่งเจ้าเมืองตกเป็นของชาวกันแลนอีกเลย

         ทุกๆสี่ปีชาวอาเดน และชาวโฮไรจะส่งลูกหลานไปสอบข้าราชาการ และย้ำนักย้ำหนาว่าลูกต้องเอาชนะให้ได้ กลับมาพร้อมตำแหน่งเจ้าเมืองไมเดน!!

         ช่วงสิบปีแรกๆชาวเมืองไมเดนไม่ยอมรับชาวกันแลน เลยแอบๆขับไล่พวกกันแลนไปสร้างบ้านนอกเมืองแถวแนวเทือกเขาเขียวขจี และหนาวเหน็บ ไม่ต้องมาสร้างในเมือง ยังดีที่ปีหลังๆความแค้นค่อยๆทุเลาลง ในเมืองไมเดนจึงเริ่มมีบ้านเรือนรูปแบบชาวกันแลนให้เห็น อีกทั้งส่วนกลางของเมือง และมหาวิทยาลัยยังมีรูปแบบบ้านเรือนชาวกันแลนอีกด้วย แม้นจะไม่ค่อยเห็นวัฒนธรรมชาวกันแลนในเมืองไมเดนมากเท่าวัฒนธรรมชาติอื่น กระนั้นก็ถือว่าชาวกันแลนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไมเดนนับจากนั้นในรุ่นลูกหลาน

         อีกชาติหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือชาวอีสาน

         พวกเขาเป็นชนชาติหมอ เป็นกลุ่มนักเดินทางพเนจรที่ประกอบด้วยนักเขียนแผนที่ และนักล่าสัตว์เลื้อยคลาน ช่วงก่อนเริ่มสงครามชิงดินแดน พวกเขาเข้ามาในทวีปเพราะอยากสำรวจทวีปใหม่ และศึกษาวัฒนธรรมของคนที่นี้ ทว่าหลังจากเริ่มสงครามชิงดินแดน เมืองต่างๆ แคว้นต่างๆตั้งป้อม และปฏิเสธคนต่างดินแดน ชาวโฮไรซอนถูกล่าเป็นทาส แต่ชาวอีสานมีจำนวนน้อย และรู้จักเอาตัวรอด พวกเขาไม่เข้าร่วมแคว้นใด และเมืองใด และเพราะเหตุนั้นพวกเขาจึงโดดเดี่ยวท่ามกลางสงคราม

         พวกเขาเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม และเนื่องจากพวกเขาส่วนมากเป็นหมอ และผู้จัดการสัตว์ประหลาด ทหารของแคว้น และเมืองต่างๆจึงไม่ค่อยประสงค์ร้ายต่อพวกเขาเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ถึงกับอนุญาตให้พวกเขาเข้าเมือง

         ชาวอีสานต้องเดินทางพเนจรหาหลักแหล่งที่ใช้หลบหนีจากสงคราม ในตอนนั้นพวกเขามีวาสนาพบจอมอาคม

         จอมอาคมที่กำลังนอนเกาพุงได้พบคณะเดินทางคนบ้านเดียวกัน ท่านเลยเสนอให้กลุ่มคณะเดินทางไปยังแคว้นฮาโมนี เพราะในสายตาจอมอาคมแล้วแคว้นฮาโนมีมีกองทัพทหารแข็งแกร่งพอสงควร ไม่มีทางแพ้แคว้นอื่นง่ายๆ ท่านแนะนำให้ชาวอีสานหันเข้าพวกกับแคว้นฮาโมนีซะหากอยากอยู่รอดจนพ้นสงครามชิงดินแดน

         ชาวอีสานยินดังนั้นจึงตัดสินใจเลือกข้าง พวกเขาเข้าร่วมกับแคว้นฮาโมนี และหลังจากสิ้นสุดสงครามชิงดินแดน จักรพรรดิหญิงอนุญาตให้พวกเขากลายเป็นประชาชนของแคว้นฮาโมนี

         พื้นเพนิสัยสันดานชาวอีสานเป็นคนจิตใจดี ยิ้มง่าย ชอบนับญาติ พวกเขาถูกชาวเมืองไมเดนต้อนรับอย่างดีเยี่ยม เพราะชาวอีสานถือเป็นผู้มีพระคุณอย่างมากในเรื่องการนำวิธีรักษาแบบสมัยใหม่มารักษาชาวเมือง และมอบวิชาความรู้ให้ชาวเมืองไมเดน วิธีการรักษาโรคของชาวอีสานนับว่าร้ายกาจ และเพราะพวกเขาเป็นคนที่ดึงคนตายจากยมทูต มีใครบ้างจะไม่รักพวกเขา

         พวกเขายังเป็นกลุ่มทหารที่มีหน้าที่ช่วยขับไล่ และกำจัดสัตว์ประหลาด ศัตรูของมนุษย์ชาติด้วย

         ชาวอีสานมีจำนวนน้อยนิด กระนั้นชาวเมืองไมเดนแบ่งพื้นที่เมืองให้พวกชาวอีสานอาศัย ไม่โดนขับไล่ไปสร้างบ้านนอกเมืองเหมือนชาวกันแลน

         และนี้คือที่มาของหนึ่งในสี่วัฒนธรรมของเมืองไมเดน

         ชาวพื้นเมืองคือชาวไฟโซซินมีจำนวนน้อยที่สุด พวกเขาอาศัยบนเกาะทะเลสาบเคียงข้างปักษาแห่งหยาดน้ำตา

         ชาวเมืองรุ่นแรกคือชาวโฮไรซอน และชาวอาเดน พวกเขาทุกวันนี้ก็ยังกัดกันแย่งชิงตำแหน่งใหญ่ๆในข้าราชการ

         ชาวเมืองรุ่นที่สองคือชาวอีสาน และชาวกันแลนที่เข้ามามีส่วนร่วมหลังสิ้นสุดสงครามชิงดินแดน

         และยังมีชนชาติอื่นๆอีกด้วยที่เข้ามาเมืองไมเดนทีหลัง

         เรื่องราวทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อ นครสี่วัฒนะ ประกอบด้วยวัฒนธรรมของชาติใหญ่ๆทั้งสี่ชาติที่ล้วนแล้วมีเอกลักษณ์ และความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งภาษา เครื่องแต่งกาย อาหาร และบ้านเรือน

         เวลานอนเช่นกัน

         พลิกหน้ากระดาษประวัติศาสตร์สู่ยุคปัจจุบัน

         ปัจจุบันเมืองไมเดนถือเป็นเมืองใหญ่อันดับแปดของแคว้นฮาโมนี มีเจ้าเมืองคือชาวอาเดน และรองเจ้าเมืองชาวกันแลน และเหล่าคณะนักปกครองที่ประกอบด้วยชาวอีสาน ชาวโฮไรซอน และชนเผ่าอมนุษย์สัตว์สัตว์คลาน การปกครองสูงสุดตกอยู่ในมือเจ้าเมือง และเหนือกว่านั้นคือสาวกของปักษาแห่งหยาดน้ำตา ชาวโฟไซซินนั้นเอง

         ตอนนี้ปักษาแห่งหยาดน้ำตายังมีชีวิตอยู่ที่ตำหนักปักษากลางทะเลสาบ และมีชาวโฟโซซินเป็นสาวกคอยรับใช้

         ขนาดอาณาเขตเมืองไมเดนมีพื้นกว้างใหญ่ไพรศาลเกือบเท่าเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ แต่เล็กกว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินหินดินแดง มีแหล่งอารยธรรมโบราณกระจักกระจายทั่วแผ่นดิน และยังมีเทือกเขากรงขังนก[เบินอีอัน]เป็นอุ้งมือที่ถือชูเมืองไมเดนอีกด้วย คนเขาว่างั้น เพราะเทือเขาแหลมเหล่านี้จะมีให้เห็นกระจายกันออกไปทางใต้เมืองไมเดน เป็นภาพปานกรงเล็บของนางมารที่โผล่พ้นแผ่นดินทราย และมีเมืองไมเดนอยู่ตรงกลางฝ่ามือ แถวบริเวณเทือกเขากรงขังนกมีทะเลสาบน้ำใสสะอาด และแหล่งบึงน้ำใสกระจ่างประปราย ชาวโฟไฟซินเล่าขานว่าทะเลสาบ และบึงน้ำที่เห็นคือน้ำตาของปักษาแห่งหยาดน้ำตาที่ท่านร้องไห้บ่อยๆ เพาะโศกเศร้าเสีย

แต่สาเหตุจริงๆคือนางชอบเดินสะดุดพรมเช็ดเท้า และหัวทิ่มพื้น..

         นางเป็นคนซุ่มซ่ามมาก เรื่องนี้เมรัยจะไม่บอกใคร

         แหล่งน้ำใสนั้นมีเมืองริมน้ำตั้งด้วย มันแอบๆกินพื้นที่ส่วนใต้ของเมืองไมเดนหนึ่งในสาม ทำให้เมืองทางใต้มีทางน้ำไหล และมีเรือแจ๋ว และตลาดน้ำขายส้มตำ บ้านนาเดียอยู่ในเขตนี้เช่นกัน เมรัยดีใจเพราะนางจะได้เล่นน้ำบ่อยๆ

         เมืองไมเดนไม่มีการแบ่งเขตชัดเจน แต่มีการแบ่งแย่งวัฒนธรรมที่เห็นชัดโดยไม่ต้องอาศัยความรู้ใดๆก็มองออกว่าบ้านหลังนี้เป็นของคนชาติไหน ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้มีบ้านเรือนลักษณะก่อจากปูน และอาคารสีอิฐขาวมุงหลังคาสีแดง น้ำเงิน เหลืองสดใสคือบ้านของชาวอาเดน และฝั่งตะวันออกเฉียงใต้คือบ้านเรืองของชาวโฮไรซอน ลักษณะบ้านทรงไม้โบราณ มีสวนหิน และมีกลิ่นอายสง่างามคล้ายหลุดจากนิยายกำลังภายใน

         แถบใจกลางเมืองคือเขตการปกครอง เป็นที่ตั้งของสำนักงานราชการต่างๆ มีอาคารลักษณะทันสมัยคล้ายแบบบ้านที่เห็นได้ทั่วตามแคว้นต่างๆ

         ช่วงหน้าเมืองไมเดนคือบริเวณติดถนนหลวงคือแหล่งร่วมวัฒนธรรมทั้งสี่ชาติ มีบ้านเรือนหลากหลายรูปแบบที่สร้างปะปนกัน แลไม่มีระเบียบ แต่ก็สวยงามในตัวมันเอง

         อาจเพราะเมืองไมเดนมีดอกไม้ทั่วทุกจุดของเมืองก็ว่า

         ช่วงทิศเหนือของเมืองไมเดนคือแหล่งอาศัยของคุณหนู เจ้าหญิงจากดินแดนต่างๆทั่วทวีปที่มาสร้างบ้าน และร่ำเรียนหนังสือ

         เมืองไมเดนมีมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อระดับโลกคือมหาวิทยาลัยไมเดน

         ตัวมหาวิทยาลัยตั้งอยู่นอกเมืองไมเดน แต่เพราะกลัวนักศึกษาเดินทางลำบาก เมืองไมเดนจึงขยายพื้นที่ และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ไปเชื่อมต่อตัวมหาวิทยาลัยไมเดนแล้วร่วมเข้าเป็นหนึ่งในเขตเมือง พื้นที่สองฝั่งริมสะพานตกเป็นของชาติอีสาน เพราะชาวอีสานมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นคณะอาจารย์รุ่นแรกด้วย วิชาน่าเรียนที่สุดคือวิชาปิ้งไก่

         ประชากรชาวเมืองไมเดนมีราวๆสามหมื่นคน สามส่วนเป็นนักเรียน หนึ่งส่วนเป็นชาวเมืองธรรมดา

         เมืองไมเดนกลายเป็นศูนย์ร่วมเด็กสาว และสตรีที่ใฝ่หาอนาคต และความฝัน ที่นี้มีคณะอาจารย์มากฝีมือ สามารถถ่ายทอดวิชาองค์ความรู้ใหม่ๆให้แก่เหล่าเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มที่ และเพราะนักศึกษาหลายคนที่จบจากมหาวิทยาลัยไมเดนต่างได้รับตำแหน่งการงานสูง อาทิ เจ้าเมือง คุณหมอสาว นักผจญแนวหน้า และแม่ทัพระดับจอมพล นักวิจัยอาหาร ช่างซ่อมเรือ จอมอาคม หมอนวด ราชันไก่ป่า เป็นธรรมดาที่พวกขุนนาง และราชาแคว้นๆอื่นจะส่งลูกสาวมาร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยไมเดนเพื่อรับประกันอนาคตที่สดใส

         เมืองไมเดนนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสวยงามแล้ว ที่นี้ยังสาวๆน่ารักๆน่าถีบมากมายที่ล้วนแล้วมาจากชาติต่างๆทั่วโลก

         เป็นแหล่งร่วมตัวสตรีของจริงยิ่งกว่าเมืองหลวงแคว้นฮาโมนีซะอีก

         ภายใต้ความสวยงามของพี่สาวน้องสาวที่เดินสัญจรบนถนนแล้ว เมรัยยังรู้ด้วยว่าภายใต้ความสวยงามนั้น

         มันคือสนามรบดีๆนี่เอง

         “โคตรน่ากลัว”

          หมอผีน้อยรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มกุลสตรีนั้นแฝงด้วยยาพิษที่พร้อมเล่นงานศัตรู พวกผู้หญิงที่นี้มีอำนาจชนชาติ ตระกูล เกียรติยศ และพวกนางล้วนมาจากต่างเมืองต่างแคว้น ย่อมเป็นศัตรูกันโดยธรรมดา

         เรื่องเล่าสนุกปากมีเยอะแยะ อย่างสงครามแย่งชิงบุรุษ ศึกประลองบทกวี ไหนจะศึกชิงสาวงามที่ต้องบอกว่า “มาเมืองไมเดนต้องเอากลับบ้านสักสองสามคนละนะ!!”

         และยังมีสุดยอดความริษยา

ข้าต้องสวยงามกว่าเจ้า!!

         ข้าจะเฉิดฉายกว่าพวกเจ้า!!

         ตำแหน่งหญิงงามต้องเป็นของข้า!!

         เมรัยอยากลงไปประชันความสามารถเพื่อช่วงชิงอันดับหนึ่งเหมือนกัน จะดีมากถ้ามันมีแข่งกินมันบดน่ะ ฮาๆ

         “ยินดีต้อนรับสู่นครไมเดน สมรภูมิรบประหนึ่งละครหลังข่าว..”

         -- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น