Chaleeisis
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 : เจ้าของห้อง

ชื่อตอน : บทที่ 2 : เจ้าของห้อง

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2563 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 : เจ้าของห้อง
แบบอักษร

“อื้อออ....เวียนหัวชิบหาย” 

กี่โมงกี่ยามแล้ววะเนี่ย 

ผมลืมตาช้าๆ ก่อนจะบิดไปมาด้วยความเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดข้อมืออะ แล้วก็รู้สึกว่าเนื้อตัวมันโล่งมาก ไหนจะกลิ่นหอมๆ ที่บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่ตัวเองคุ้นเคยอีก เตียงผมไม่เคยนุ่มแล้วมีกลิ่นหอมแบบนี้เลย แสงแดดที่ส่องเข้ามาได้นี่ก็ด้วย ปกติแล้วห้องของชรันนั้นต้องปิดตาย ไม่มีแสงแดดใดสามารถเข้าถึงได้ 

นี่อยู่ไหนวะเนี่ย 

ผมชันตัวขึ้นก่อนจะหันมองรอบๆ ห้อง ซึ่งเป็นห้องของใครไม่รู้ครับ ก้มมองตัวเองก็พบว่ามีเพียงบ๊อกเซอร์แค่ตัวเดียวที่ใส่อยู่ ที่มือข้างซ้ายมีผ้าพันแผล พันยาวไปจนถึงข้อมือ ช่วงขาลามไปจนเข่ามีรอยช้ำและผมก็รู้สึกปวด เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นวะ จำได้แค่ว่าไปกินเหล้าร้านเฮียเจ๋ง เมามาก แล้วก็....แล้วก็อะไรไม่รู้อะ ยังไม่ได้จ่ายค่าเหล้าเฮียเจ๋งแน่ๆ เลย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยเข้าไปจ่ายวันนี้ เรื่องนี้อะเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องใหญ่คือตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนเนี่ยะ 

ห้องใครเขาวะ 

ห้องนี้เป็นระเบียบมาก ดูสะอาด นอกจากเตียงที่เป็นสีขาวล้วนแล้ว ของอย่างอื่นที่อยู่ในห้องนั้นเป็นสีโทนพาสเทลไปทางเขียว ชมพู ม่วง ฟ้า เหมือนห้องผู้หญิงเลยครับ ของใช้หลายอย่างเป็นลายลิตเติ้ลทวินสตาร์ มีเครื่องฟอกอากาศด้วย ผมเห็นที่หน้าตู้มีเสื้อกับกางเกงของตัวเองแขวนอยู่พร้อมกับมีโพสอิทแปะติดเอาไว้ด้วย พอเห็นแบบนั้นผมจึงเดินไปดู ข้อความสั้นๆ ที่ถูกเขียนเอาไว้นั้นบ่งบอกว่าเสื้อผ้าผมซักและรีดเรียบร้อยแล้ว 

กริบมาก 

ผมไม่เคยรีดผ้าได้เรียบแบบนี้เลย 

“นี่ห้องแม่ศรีเรือนป้ะวะ” ผมเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะก่อน มือเอื้อมไปหยิบมาดูก็พบว่าตอนนี้เกือบ 11 โมงแล้ว วันนี้วันพุธ ผมมีเรียนตอนเที่ยงครึ่งเหมือนวันพฤหัสฯ เดี๋ยวรีบแต่งตัวแล้วไปเรียนดีกว่า 

“อ่าวน้องงง อย่าเพิ่งดับ” น้องโทรศัพท์ดับไปต่อหน้าต่อตาผม แบตฯ หมดอะไรตอนนี้ล่ะฮัลโหล แล้วพี่เฌอมีน้องแค่เครื่องเดียวด้วยนะ อย่าทำแบบนี้กับพี่สิ 

ผมวางน้องโทรศัพท์ไว้ที่เดิมอย่างเซ็งๆ ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่ ดีนะว่าเป็นเชิ้ตขาว ต่างจากเสื้อนักศึกษาแต่ก็พอหยวนๆ ได้แหละ เอาน่ะ ปกติก็ไม่ได้จริงจังกับการแต่งตัวขนาดนั้นอยู่แล้วป้ะวะ ไม่ใส่ช็อปสักวันก็ไม่เป็นไรหรอก สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้มากกว่าการแต่งตัวคือกระเป๋าสตางค์เนี่ยะ อยู่ที่ร้านเฮียเจ๋ง คือทุกอย่างอยู่ร้านเฮียเจ๋งและผมมีแค่โทรศัพท์ติดตัวเท่านั้น แล้วน้องก็แบตฯ หมดไปแล้วด้วย 

วันนี้ก็วันที่ 14 ป้ะ 

โชคควรจะดีขึ้นสักจึ๋งนึงแล้วอะ 

ในขณะที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ผมก็หันไปเห็นแบงค์ห้าร้อยวางอยู่พร้อมกับโพสอิทใบนึง ข้อความเขียนเอาไว้บนนั้นว่า ‘ค่ารถ - ฝากล็อกห้องให้ด้วย’ เดี๋ยวก่อนนะ ขอประมวลผลในสิ่งที่เกิดขึ้นแป๊บ คือผมจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าตัวเองมาที่ห้องนี้ได้ยังไงและมีอะไรเกิดขึ้นไหม แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ คือเจ้าของห้องเนี้ยะ ใจดีเกินไปแล้ว ซักเสื้อผ้าให้ รีดให้อย่างเรียบ ทำแผลที่มือให้ซึ่งผมไม่รู้ว่าตัวเองไปโดนอะไรมา นอกจากนี้ยังทิ้งค่ารถไว้ให้อีก เหมือนกับรู้ว่าผมไม่มีเงินติดตัว 

ก็คงรู้แหละ จับผมลอกคราบเหลือแค่บ๊อกเซอร์ขนาดนี้ 

ถ้าคิดในแง่ร้ายคืออาจจะเกิดเรื่องไม่ดีกับผม ชรันอาจจะโดนปู้ยี่ปู้ยำไปแล้ว เงินห้าร้อยบาทคือค่าตัวสำหรับเมื่อคืน โหย คิดในแง่ร้ายแล้วรู้สึกแย่ชิบหาย ถ้าคิดแล้วรู้สึกแย่ขนาดนี้งั้นผมคิดในแง่ดีละกัน เจ้าของห้องก็แค่เป็นคนใจดีแบบที่เราไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเท่านั้นเอง ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแต่เดี๋ยวก็คงต้องตอบแทนเขาแหละ อย่างน้อยเงินห้าร้อยบาทที่เขาให้ไว้เป็นค่ารถ ผมก็ต้องคืน แต่ตอนนี้ต้องไปเรียนก่อน 

ไม่รู้เลยว่าห้องนี้มันอยู่แถวไหน 

หลังจากที่แต่งตัวเสร็จผมก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับล็อกเอาไว้ตามคำขอในโพสอิท ดูทัศนียภาพรอบๆ ก็รับรู้ได้เลยว่านี่คือคอนโดฯ G อยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัยเท่าไหร่ ประมาณ 4 ป้ายรถเมล์เท่านั้น จะว่าไปเจ้าของห้องเมื่อกี๊ก็น่าจะไม่ลำบากเรื่องเงินนะครับ ค่าเช่าคอนโดฯ นี้ก็แพงกว่าห้องผมเท่านึงอะ ใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวและมีเงินหน่อยก็ควรมาอยู่ที่นี่แหละ ถ้าสงสัยว่าผมรู้ได้ไงเรื่องคอนโดฯ G นั่นเป็นเพราะแฟนเก่าเคยอยู่ที่นี่ไง 

น้องแอนท์ปี 2 คณะบัญชี 

ผู้ที่ให้เหตุผลว่าผมดูแลเธอดีเกินไปจนเธอรู้สึกอึดอัด 

ช่างเถอะ เรื่องมันเป็นอดีตไปแล้ว จำเอาไว้ได้แต่ไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจแล้วแหละ ผมเดินลงมารอรถที่ป้ายรถเมล์เพื่อจะไปมหา’ลัย ป่านนี้เพื่อนๆ น่าจะเป็นห่วงอยู่บ้างแหละเพราะติดต่อไม่ได้เลยตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากที่รอรถอยู่พักใหญ่ รถสองแถวเจ้ากรรมก็ผ่านมา ผมโบกน้องรถก่อนจะขึ้นมาด้านบน วันนี้คงไม่มีใครเกี่ยวสายหูฟังจนโทรศัพท์ผมร่วงจอแตกอีกรอบแน่นอนครับเพราะว่าวันนี้ไม่มีหูฟังไง 

ไม่มีหูฟังไม่เท่าไหร่ 

ไม่มีโทรศัพท์ด้วย 

ผมลูบๆ คลำๆ ตามกระเป๋ากางเกงยีนส์ทั้งหน้าและหลัง ไอ้เวรเอ๊ยยยย ลืมโทรศัพท์ไว้ในห้องนั้น โอ๊ยแม่ง เวรกรรมอะไรของผมวะเนี่ย ย้อนกลับไปเอาก็ไม่ได้ด้วยเพราะห้องมันล็อกไปแล้ว จิ๊....ผมควรไปหาหมอจริงๆ แบบที่ไอ้แช่มบอก ไปเช็กสมองนั่นแหละ ทำไมเป็นคนขี้ลืมอะไรอย่างนี้วะ นิสัยนี้แก้ไม่หายสักที เป็นมาตั้งนานและมันก็ทำให้ตัวเองกับคนรอบข้างลำบากไปด้วยอีก 

บัดซบจริงๆ เลยเฌอ 

พอถึงป้ายมหา’ลัยผมก็กดออดก่อนจะเดินลงมาจ่ายเงิน “ขอโทษนะครับลุง ผมมีแต่แบงค์ใหญ่จริงๆ ” 

“ไม่เป็นไรพ่อหนุ่ม แป๊ปนะ” ลุงรับแบงค์ห้าร้อยไปก่อนจะหยิบเงินทอนให้ผม 

“ขอบคุณครับ” ดีนะว่าเจอลุงขับรถใจดีที่ไม่โวยวายใส่เวลาใช้แบงค์ใหญ่จ่ายเงิน คือผมเคยเจอแบบนี้แหละ ตอนนั้นจ่ายแบงค์ร้อย คนขับก็บ่นใส่ว่าทำไมไม่เตรียมแบงค์ย่อยหรือเศษเหรียญ แต่แบบบางทีเราก็ไม่ได้มีติดกระเป๋าเสมอไปป้ะ 

บางทีมันฉุกละฮุกจริงๆ อย่างวันเนี้ยะ 

ผมเดินเข้ามหา’ลัยมาแบบเก๊กขรึมทำหน้านิ่งเป็นปกติเหมือนอย่างทุกวัน สถานที่แรกที่ชีวิตต้องไปคือโรงอาหารคณะครับ เพื่อนๆ น่าจะนั่งกินข้าวและรอทราบข่าวความเป็นไปของผมอยู่ เชื่อป้ะว่ามองเห็นมือของตัวเองที่มีผ้าพันแผลก็หยุดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมไปทำอะไรมาถึงได้เจ็บตัวแบบนี้ มันไม่ได้มีแค่แผลที่มือไง ตั้งแต่ต้นขาไปจนหัวเข่าก็ช้ำ ลักษณะแบบนี้ใกล้เคียงกับการเมาแล้วล้มมากที่สุด 

สะเหล่อมากพวกเมาแล้วล้ม 

เฌอคือหนึ่งในนั้นแหละ 

“โน่น มาโน่นแล้ว” 

“หายไปไหนมาวะ” 

ผมเดินมานั่งลงข้างเพื่อนแช่มที่โต๊ะประจำ “ไม่ได้หายไปไหน คืองี้นะ....เมื่อคืนอะ กูเมามาก มึงไม่รู้หรอกว่ากูเจออะไรมาบ้าง” 

“แล้วไปเจออะไรมาล่ะ” ทะเลเอ่ยถาม 

“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” 

“เอ้า หมายความว่าไงไม่รู้” 

“ก็ไม่รู้ไง บอกแล้วว่าเมามาก จำอะไรไม่ได้สักอย่าง” ผมคว้าน้ำแดงของไอ้ขันมากิน “ดีใจจัง พวกมึงดูเป็นห่วงกู” 

“ห่วงดิ มึงฉลาดน้อยกว่าคนอื่นแบบนี้ ไม่ให้เป็นห่วงได้เหรอ” จันทร์ฉายบอกพร้อมกับโขกหัวผมไปทีนึง 

“เหมือนโดนด่ายังไงก็ไม่รู้ว่ะ” ผมทำหน้ามุ่ยใส่พวกมัน “เดี๋ยวกูไปซื้อข้าวก่อนละกัน” พูดจบผมก็ลุกไปซื้อข้าว เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้หมีเดินมาที่โต๊ะพอดี คงมาหาไอ้ขันแหละ เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงตอนที่น้องแอมชอบเดินมาหาบ่อยๆ เหมือนกันนะ 

พอเลยตัวกู 

เลิกคิดเดี๋ยวนี้น้า 

หลังจากที่ได้ราดหน้ายอดผักผมก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ฟีลชีวิตตอนปี 4 แม่งโคตรต่างจากตอนเฟรชชี่เลย แก๊งค์ว้ากของผมสมัยเป็นเฟรชชี่คือโซฮอตมาก เป็นที่รู้จักกันในคณะอย่างกว้างขวาง เป็นตัวท็อปต่างๆ อย่างไอ้ขันคือเรียนเก่งแบบเก่งชิบหาย หล่อยืนหนึ่งก็ทะเล ตัวใหญ่เป็นยักษ์ก็จันทร์ฉายกับชริตเป็ด ส่วนผมก็เป็นคนที่เคยเข้าใกล้ตำแหน่งเดือนคณะมากที่สุด แต่เก็ทฟีลตอนนั้นว่ารำคาญทุกสิ่งอันบนโลกป้ะ งานกิจกรรมอะไรเข้ามาผมปัดตกหมดเลย 

แค่เรียนก็เหนื่อยแล้วไอ้เวร 

จนชีวิตมาพลิกผันช่วงเป็นคณะกรรมการนักศึกษานั่นแหละ ปี 2 ก็จัดการเรื่องสันทนาการ ปี 3 เป็นคณะว้าก ส่วนปี 4 ก็จะเป็นบ้าอยู่แล้วเนี่ย ดีนะที่ว่าผมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรที่มันหนักหน่วงเหมือนไอ้ขันมัน เคยมีความคิดกับไอ้แช่มด้วยว่าอยากจับไอ้ขันมาชำแหละเพื่อดูว่าข้างในตัวมันมีอะไรประกอบอยู่บ้าง อะไรที่ทำให้มันมีความรับผิดชอบต่อชีวิตได้สูงขนาดนั้น แต่เรื่องไหนที่มันโง่มาก มันก็โง่เลยนะ 

อย่างเรื่องไอ้หมีเนี่ยะ 

“พี่เฌอ” 

“หืม....” 

“เมื่อคืนเฮียเจ๋งโทรมาถามหมีด้วยว่าพี่หายไปไหน” 

“อ๋อ กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองหายไปไหนมา” 

“ได้ไง” 

“อันนี้ไม่รู้จริงๆ จำไม่ได้เลยอะว่าเมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง” 

“เมาหนักเลยอะดิ แต่นี่ยังดีนะที่ไปร้านเฮียเจ๋ง” ไอ้หมีเอียงหัวเข้ามาใกล้ “แย่ขนาดนั้นเลยเหรอพี่” 

“ก็เหมือนทุกทีป้ะวะ” อกหักทีไรผมก็มักจะให้เหล้าปลอบใจเสมอ เนี่ยะ เดี๋ยววันที่ไปเช็กสมองน่าจะต้องตรวจสภาพตับด้วย ตับอาจจะแข็งไปแล้ว 80% 

“รอบนี้ไม่เหมือนนะ เพราะไม่มีคนอื่นไปเก็บซากพี่ คือตอนแรกที่เฮียเจ๋งโทรมาบอกหมีอะ หมีคิดแล้วว่าน่าจะพุ่มไม้สักพุ่มแหละ แต่พอเมื่อเช้าไปตามหาก็ไม่เจอ โทรหาพี่เท่าไหร่ก็โทรไม่ติด” 

“อันนี้จริง” ไอ้ขันชะเง้อหน้ามามอง “โทรศัพท์มึงไปไหนอีกแล้ว” 

“อืม....ไม่รู้ว่ะ กูน่าจะทำหายแหละ” ผมตักผักคะน้าเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อน คือถ้าบอกว่าลืมไว้ที่ห้องใครไม่รู้มันก็จะสงสัยอีก แล้วถ้าบอกว่าลืมไว้ที่ห้องตัวเองมันก็ไม่ใช่อีกเพราะทุกอย่างลืมไว้ร้านเฮียเจ๋งไง ผมไม่มีทางเข้าห้องตัวเองได้อยู่แล้ว 

“พี่เฌอดูโน่นดิ” 

“อะไร....” ผมมองตามนิ้วไอ้หมีที่ชี้ไปทางใครบางคนซึ่งผมไม่รู้จัก “ทำไมวะ” 

“ของดี” 

“เหรอ” ผมสะกิดไอ้ขัน “ไอ้หมีบอกว่าเด็กที่ใส่แมซดำนั่นเป็นของดีอะ” 

“พี่เฌอ!!!” 

“ไอ้หมี!!!” 

บ้านแตกไปซะเถอะมึง หมั่นไส้ 

ผมตักยอดคะน้าเข้าปากพลางมองคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าโรงอาหาร ผู้ชายใส่แมสดำที่ไอ้หมีบอกว่าเป็นของดีนั่นแหละ ดียังไงก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อาจจะรูปร่าง สูงมากเลย สูงกว่าผมที่สูง 181 เซ็นฯ แน่ๆ ตัวประมาณไอ้แช่มแต่รูปร่างดูบางกว่า ไหล่กว้าง ช่วงล่างเพรียว หุ่นดีจัง สวมเชิ้ตนักศึกษาแถมผูกเนกไทอย่างดี โคตรเนี้ยบ เรือนผมสีดำสนิทเหมือนกับแมสที่สวมปิดหน้าอยู่ เห็นแบบนี้แล้วอยากรู้เหมือนกันนะว่าหน้าตาจะเป็นยังไง 

ผิวขาวจัดซะด้วย 

นิ้วเรียวของคนที่ผมกำลังนั่งมองอยู่เลื่อนขึ้นมารั้งแมสที่ปิดปากมาไว้ตรงคาง ใบหน้านั่นเหมือนฟ้าประทานมาเลย เกินไปป้ะเนี่ยะ จมูกโด่งมาก คิ้วโก่งสวย ริมฝีปากบาง ดวงตาคมนั่นโคตรมีเสน่ห์ รูปร่างแบบนี้ หน้าตาประมาณนี้น่าจะเป็นที่ชื่นชอบน่าดู เขาน่าจะไม่ใช่เด็กวิศวะฯ เพราะถ้ามีเด็กหน้าตาประมาณนี้อยู่ในคณะ ผมก็คงรู้จักแล้วแหละ หน้าประมาณนี้ต้องโดนเข้าคัดดาวเดือนแน่นอน แต่นี่ไม่คุ้นเลย 

เหมือนกับว่ากำลังมองหาใครอยู่ด้วยแฮะ 

ผมมองร่างสูงจนกระทั่งเขาหันมามองผมเหมือนกัน พอเป็นแบบนั้นผมจึงเบนสายตาไปทางอื่นแทน ถ้าเขารู้ตัวว่าผมมองอยู่ แล้วถ้าเขาเปรี้ยวตีนสักหน่อย มันอาจจะมีเรื่องกันก็ได้ เจอเยอะไงพวกมองหน้าแล้วชอบมาหาเรื่อง ไม่เข้าใจคนประเภทนี้เลยอะ ไม่ให้มองหน้าแล้วจะให้มองไรวะ คือบางทีก็มองแบบชื่นชมไง โห หล่อจัง อยากมองนานๆ เผื่อจะหล่อแบบนั้นบ้าง ผมอาจจะผิดเองที่หน้าตาเหมือนไปกวนส้นตีนเขา 

หน้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิดแล้วป้ะวะ 

“ขอโทษนะครับ” เสียงเรียบของคนที่เดินเข้ามาทางโต๊ะพวกเราเอ่ยบอก ผมมองตามเสียงนั้นก็พบกับผู้ชายคนเมื่อกี๊ที่ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะของพวกเรา 

“มีอะไรรึเปล่าครับ” ทะเลเอ่ยถามร่างสูงที่หยิบอะไรบางอย่างพร้อมกับส่งมาให้ผม 

“โทรศัพท์พี่น่ะครับ พี่ลืมไว้ที่ห้องผม” 

เชี่ยยยย 

นี่เองเจ้าของห้อง 

“เอ่อ....” ผมรับโทรศัพท์มาจากมือเขาพลางยิ้มแห้งๆ ให้ “....ขอบคุณนะ” 

“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าตัวรับคำ “แผลที่มือซ้ายต้องล้างทุกวันนะครับ ถ้าปวดมากๆ ผมแนะนำให้ไปหาหมอ มันอาจจะอักเสบ” 

“โอเคครับ” 

“ครับ ผม....ขอตัวก่อน” เขาบอกก่อนจะดึงแมสขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้เหมือนเดิมแล้วเดินไปทันที ทิ้งไว้ให้ผมต้องเผชิญกับสายตาทิ่มแทงที่จ้องมองมา 

อะไรของพวกมึงกันเนี่ย 

“อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลย” 

“เออ ไหนบอกว่าทำโทรศัพท์หายไง” 

“พวกมึงต้องใจเย็นก่อนนะเพื่อนๆ ” ผมปรามเหล่าสหายและน้องรักก่อนจะตั้งสติ “คือกูเนี่ยะ จำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้เลย แต่เมื่อเช้าที่ตื่นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ห้องใครไม่รู้ มันก็แค่นั้น กูไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น” 

ไอ้แช่มหรี่ตามองอย่างจับผิด “ใช่รึเปล่า” 

“กูจะโกหกมึงทำไมเล่า เขาเป็นใครกูยังไม่รู้เลย นี่ก็เพิ่งเห็นหน้าพร้อมพวกมึงเนี่ยะ” 

“พี่เฌอ....นั่นน่ะเดือนแพทย์ของรุ่นหมีเอง เป็นคนที่เข้าถึงยากมาก พี่ไปทำอีท่าไหนถึงได้เข้าไปในห้องเขาได้เนี่ย” 

“ทำท่าไหนล่ะ กูเมาไง กูจำได้แค่นี้เลยจริงๆ ไม่มีอะไรอยู่ในหัวไปมากกว่านี้” ผมมองโทรศัพท์ที่เขาเอามาคืนให้ “เป็นเดือนแพทย์นี่เอง ถึงว่า....” หล่อจังวะ เชื่อดิว่าหลายคนคงอิจฉาผมที่ได้ไปนอนที่ห้องของผู้ชายคนนั้น 

ห้องนอนที่มีลิตเติ้ลทวินสตาร์เยอะๆ อะ 

“ผู้หญิงค่อนมหา’ลัยต้องริษยาและสาปแช่งมึง” ชริตเป็ดบอกพร้อมกับทำท่าปาดคอ 

“เว่อร์ชิบหาย เออหมี มึงรู้ไหมว่าเขาชื่ออะไร” เดี๋ยวต้องไปขอบคุณแล้วก็คืนเงินด้วย เมื่อกี๊มัวแต่ช็อกไงเลยไม่ได้คืนเงินห้าร้อยบาทเลย อีกอย่าง....ผมก็อยากรู้นะว่าตัวเองไปนอนอยู่ที่ห้องเขาได้ยังไง 

“ชื่อสิบสาม” 

ห้ะ.... 

“มึงว่าไงนะ” 

“เขาชื่อ ‘สิบสาม’ 

 

*** 

 

สิบสามอ๋อ 

ชื่อสิบสามเนี่ยนะ 

ผมยืนอยู่หน้าตึกคณะแพทย์ฯ ด้วยความสับสนมึนงงและไม่รู้ว่าตัวเองจะเจอแฟนเก่ากี่คนที่คณะนี้ ช่างเถอะ ช่างเรื่องแฟนเก่า การที่ผมมาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพื่อการรำลึกความหลังแต่มายืนรอคนต่างหาก รอคนที่ไม่รู้ว่าจะเจอไหม คือตึกแพทย์ฯ เนี่ยะ เป็นตึกลูกเมียหลวงที่สุดแล้วในมหา’ลัย ใหญ่ที่สุด ทัศนียภาพก็ดี ดีกว่าคณะเกษตรฯ ที่ต้นไม้สวยๆ เยอะอีก แถมไฟบนตึกก็ไม่ติดๆ ดับๆ เหมือนตึกวิศวะฯ ของผมด้วย 

เราร้องเรียนเรื่องนี้ได้ไหมวะ 

พอก่อน....พอเรื่องความไม่แฟร์ของแต่ละตึก คือตอนนี้ผมกำลังรอสิบสามอยู่ครับ ผมต้องคืนเงินเขาและถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ไม่งั้นมันคงคาใจผมมากอะ ตอนนี้เกือบ 5 โมงแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนที่เรียนเสร็จผมก็ไปร้านเฮียเจ๋งมาพร้อมกับจ่ายค่าเหล้าเรียบร้อย พร้อมกับอธิบายไปว่าตัวเองเมาแล้วทะลุไปอีกมิตินึงซึ่งในความเข้าใจของเฮียเขาก็คือผมคงนอนข้างทางอยู่ไหนสักที่นั่นแหละ 

ก็ให้เขาคิดแบบนั้นไป 

นอกจากไปร้านเฮียมา ผมก็กลับหอไปเอาเสื้อช็อปมาด้วยและเจอกุญแจรถแล้วครับ มันอยู่ในลิ้นชักข้างหัวเตียงไม่ได้อยู่บนโต๊ะอย่างที่คิด เนี่ยะ เดี๋ยวผมจะต้องหาที่แขวนกุญแจโดยเฉพาะ ติดไว้แม่งตรงประตูเลย เอาสิ ถ้าลืมอีกนะ ชาติหน้าก็ไม่ต้องเกิดเป็นคนแล้ว ไปเกิดเป็นปลาทองโน่น ว่ายในโหลบุ๊งๆ รอคนป้อนอาหารอะ 

ไม่ก็รอแมวมาเขี่ยๆ 

ปั๊กกกก 

“โอ๊ยยยย” ผมหันไปมองตามเสียงก็พบผู้หญิงคนนึงที่ล้มอยู่ข้างๆ พอเห็นแบบนั้นผมจึงเข้าไปช่วยประคองเธอ 

“เป็นอะไรไหมครับ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดียร์ไม่ระวังเอง” เธอเงยหน้าขึ้นมองผมอยู่อย่างนั้น “....ขอบคุณนะคะ” 

ตึกตัก 

น่ารักจังวะ 

“ไม่เป็นไรครับ” ผมยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะก้มลงเก็บของที่ร่วงอยู่บนพื้นแล้วส่งให้เธอ มือบางรับไปพร้อมกับยิ้มหวานให้ผม เป็นรอยยิ้มที่สดใสอะไรขนาดนี้วะ 

ร่างบางตรงหน้าเรียกได้ว่าโคตรตรงสเป็กเลย ตัวเล็กน่ารัก หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตา น่าทะนุถนอมมากเลยครับ ดูทรงแล้วเธอคงเรียนคณะแพทย์ฯ นี่แหละ ในอนาคต....ถ้าเวลาผมป่วยแล้วมีคุณหมอน่ารักๆ แบบนี้มารักษาให้ อาการผมคงดีวันดีคืน หรือจะไม่หายดีวะ ให้คุณหมอรักษาผมไปเรื่อยๆ แบบนั้นอาจจะดีกว่า 

คิดอะไรอยู่วะเนี่ยชรัน 

“เอ่อ....ชื่อเดียร์นะคะ ปี 2 ” 

ฮันแน่....มีแนะนำตัวซะด้วย 

“พี่ชื่อเฌอครับ ปี 4 ” 

“แล้ว....พี่เฌอมาทำอะไรตึกแพทย์ฯ เหรอคะ” 

“พี่มารอคนน่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะเจอไหม” ผมมองไปรอบๆ ตึก “พี่ไม่รู้ว่าเขากลับไปรึยัง” 

“เดียร์ถามได้ไหมคะว่าใคร เผื่อเดียร์รู้จัก” 

“สิบสามน่ะ” 

คนตรงหน้าพยักหน้ารับรู้ “อ๋อ....รอสิบสาม เดี๋ยวก็คงออกมาล่ะค่ะ เดียร์เรียนเซกเดียวกับเขา รู้สึกว่าอาจารย์จะเรียกพบ เขาถึงออกมาช้ากว่าทุกที” 

“อย่างนี้นี่เอง” ในขณะที่ผมกำลังยืนคุยกับน้องเดียร์ ร่างสูงของคนที่รออยู่ก็เดินออกมาจากตึกแพทย์ฯ พอเห็นแบบนั้นแล้วผมจึงเดินเข้าไปหาเขา 

“คุณ” 

“....พี่” คนถูกเรียกหันมาหาผม ดวงตาคมมองผมกับน้องเดียร์สลับกัน “มีอะไรรึเปล่าครับ” 

“มี ไปกินข้าวกัน” 

“กินข้าว” 

“ใช่ ผมเลี้ยงเอง ตอบแทนที่คุณช่วยผมไง” ผมหันไปหาน้องเดียร์ “ไปกินข้าวด้วยกันไหมครับน้องเดียร์” 

“เดียร์นัดกับที่บ้านไว้แล้วน่ะค่ะ ไว้วันหลังได้ไหมคะ แลกไลน์กันไว้ก็ได้นะ” มือบางส่งโทรศัพท์มาให้ ผมจัดแจงให้ไลน์ตัวเองกับน้องเดียร์ไป หวังว่าการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งนี้มันจะดีนะ 

ก็ได้แต่หวัง 

“เรียบร้อยครับ” 

“ค่ะ เดี๋ยวไว้คุยกันนะคะ เดียร์ขอตัวก่อน” เจ้าตัวเอ่ยบอกพร้อมกับเดินไปทันที อื้อออ...อ....น่ารักจัง นี่แหละคนที่จะมาเยียวยาแผลใจที่น้องแอมทำผมไว้ 

“น่ารักเนอะ” 

“คงงั้นมั้งครับ เธอเป็นดาวคณะคู่กับผม” 

“คุณนี่น่าอิจฉาจริงๆ เลยนะ ได้ใช้เวลาอยู่กับคนน่ารักแบบนั้น แต่ช่างเถอะ เราไปกันดีกว่า ไปรถผมละกัน ผมเอารถมา” 

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ” หลังจากที่เขาเอ่ยรับคำ ผมก็เดินนำเขามายังตึกวิศวะฯ ก่อนจะมุ่งไปที่จอดรถทางด้านหลัง 

เท่าที่ฟังจากไอ้หมีพูดถึงเรื่องสิบสามว่าเป็นคนเข้าถึงยาก ดูท่าแล้วอาจจะจริง คือมันก็ไม่ใช่เรื่องของผมหรอกที่ว่าเขาจะมีเพื่อนหรือว่าไม่มีเพื่อนแต่แบบอยากเสือกไง นี่อยากถามโน่นนี่นั่นมากเลยนะแต่อีกใจก็ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไม มันดูละลาบละล้วงอะ อีกอย่างผมไม่รู้ด้วยว่าจบจากการกินข้าวด้วยกันเนี่ยะ มันก็จะแค่นี้เลยรึเปล่า เพราะมันก็ดูไม่มีอะไรติดค้างกันแล้วไง เขาช่วยผม ผมก็ตอบแทนเขาแล้ว 

“คุณอยากกินอะไรล่ะ” 

“แล้วแต่พี่เลยครับ ผมกินได้ทุกอย่าง” เจ้าตัวรั้งแมสที่ปิดหน้าลง “ผมไม่คิดว่าพี่จะมาหาที่คณะด้วย” 

“ก็ผมต้องเอาเงินค่ารถมาคืนคุณ แล้วผมก็อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วย อยากตอบแทนคุณด้วย” 

“ความจริงไม่ต้องตอบแทนก็ได้ครับเพราะผมเต็มใจที่จะทำแบบนั้น” 

“คุณใจดีแบบนี้กับทุกคนเลยรึเปล่า” 

“....ก็ไม่นะครับ” 

ผมเหลือบมองเขาพลางหยุดยิ้มออกมา “งั้นผมก็โคตรโชคดีเลยล่ะสิ” 

“อาจจะ” 

“คือถ้าผมพูดเยอะไปหน่อยแล้วคุณรำคาญ คุณก็บอกผมนะ บางทีผมก็ชอบเกินลิมิตตัวเองอะ ยิ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อนอีก” 

“ไม่หรอกครับ ทำตัวตามปกติแบบที่พี่เป็นเถอะ” 

“อืม....” ผมหันไปมองเขาในจังหวะที่รถกำลังติดไฟแดง “คุณรู้ตัวป้ะว่า....ตัวเองมีเสน่ห์ขนาดไหน” 

“ไม่รู้สิครับ” คนที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมามองผมเหมือนกัน หื้ออออ....ทำไมหน้าตาดีจังวะ ตอนเด็กๆ พ่อแม่เขาเลี้ยงมายังไงลูกถึงได้เบ้าดีขนาดนี้เนี่ย 

ขนาดผมเป็นผู้ชายผมยังรู้สึกเลยว่าเออ เขาดูดีอะ ทั้งหน้าตาและรูปร่าง เดิมทีมีผู้ชายไม่กี่คนหรอกที่ดูดีในสายตาผม ไอ้เป้เพื่อนไอ้หมีที่เป็นเดือนมหา’ลัย นั่นอะนิยามคำว่าหล่อได้ อีกคนก็ไอ้แยมที่เป็นเดือนคณะผมรุ่นไอ้หมี ไอ้ขุนน้องรหัสไอ้ขัน แค่นี้ล่ะมั้งที่เห็นรอบตัวแล้วรู้สึกว่าเออหน้าตาดี หน้าตาดีในที่นี้คือให้ความรู้สึกว่าน่ามองจัง ผู้หญิงน่าจะชอบอะไรทำนองนี้ แต่ใดใดก็ตามที่เอ่ยชื่อมาเมื่อกี๊ก็คือมีแฟนเป็นผู้ชายหมดเลยครับ 

เพื่อนผมคือทั้งกลุ่มเลย 

ช่างเถอะ....จะรักจะชอบใครก็แล้วแต่สิทธิ์ของใจป้ะวะ 

“ไอ้หมีบอกว่าคุณเป็นคนเข้าถึงยาก” 

“ผมเข้าหาคนอื่นไม่เก่ง เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก” 

“แต่คุณเก่งนะที่ไปเป็นเดือนคณะทั้งๆ ที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร” 

“มันเป็นหน้าที่ไงครับ แต่ถ้าเวลาปกติก็คงไม่” 

“แต่กับผมนี่โอเคใช่ไหม” ผมเอ่ยถามก่อนจะขับรถต่อ “คงโอเคแหละ เพราะถ้าไม่โอเคคุณคงไม่มากินข้าวกับผม จริงไหมล่ะ....” 

“ครับ คงเป็นอย่างที่พี่พูด” 

ผมเลี้ยวรถเข้ามาในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนึง เห็นร้านนี้บ่อยแต่ไม่เคยมากินสักครั้ง เอาจริงๆ ก็มีคุยกับน้องแอมไว้แหละว่าจะพาเขามากินแต่ดันเลิกกันซะก่อน ไม่เป็นไร นี่ไงผมพาสิบสามมากินแทนน้องแอมละ เดี๋ยวกินเผื่อด้วยเลยก็ได้อะ 

“มากี่ท่านคะ” 

“ 2 ครับ” 

“งั้นเชิญด้านนี้ค่ะ” น้องพนักงานพาเราเดินมาที่โต๊ะมุมด้านในของร้าน ร้านนี้ดีนะ บรรยากาศใช้ได้เลย ผมโคตรชอบความซากุระ ธงปลาคาร์ฟและแมวกวักต่างๆ นี่จริงๆ 

ผมนั่งที่โต๊ะก่อนจะจัดการสั่งโน่นนี่นั่น ส่วนร่างสูงตรงหน้าก็พยักหน้ารับไปตามผมเท่านั้น ไม่พูดเลยครับ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดใดที่มากไปกว่าการพยักหน้า ขนาดน้องพนักงานมอง เจ้าตัวยังหลบสายตาหันไปมองถนนนอกร้านแทนเลย ใจเอ็งมันได้จริงๆ เลยว่ะสิบสาม ผมชอบคนแบบนี้นะ แนวดีอะ เหมือนไม่ได้หาได้ทั่วไป คนนิสัยประมาณนี้จะมีแค่จึ๋งเดียวถ้าเทียบกับคนหมู่มาก 

มีเสน่ห์จริงๆ แหละว่ะ 

“เอาเท่านี้ก่อนครับ” ผมยิ้มหวานให้น้องพนักงานก่อนจะนั่งเท้าคางมองคนตรงหน้า “คุณนี่ชอบลิตเติ้ลทวินสตาร์มากเลยนะ” ดูจากกระเป๋าถือลายกิกี้กับลาล่าที่วางอยู่บนโต๊ะก็พอเข้าใจได้ 

คงชอบมากจริงๆ 

“มันน่ารัก ผมชอบ” 

“ห้องคุณก็บ่งบอกอยู่หรอกว่าชอบมาก ตอนแรกที่ผมตื่นมา ผมนึกว่าห้องผู้หญิงด้วยซ้ำ มีคนอื่นคิดเหมือนผมไหมเนี่ย” 

“ไม่มีหรอกครับ” สิบสามเอ่ยก่อนจะรินน้ำใส่แก้วให้ “นอกจากครอบครัวผมแล้ว ไม่เคยมีใครได้เข้าไป” 

“ถามจริง” 

“จริงครับ” 

“โหย....คุณพูดแบบบนี้” ผมก็รู้สึกว่าตัวเองพิเศษอะดิ 

นี่แหละ....ผู้หญิงค่อนมหา’ลัยต้องอิจฉาผมจริงๆ 

“ผมพูดจริงนะครับ” 

“แล้วเรื่องเมื่อคืนอะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง” 

“ผมไปเจอพี่ล้มอยู่หน้าเซเว่นฯ ตอนที่ล้มครั้งแรกผมอยู่ไกลเกินไป คว้าไว้ไม่ทัน แต่ผมเห็นว่าพี่หัวเราะตอนที่ตัวเองล้ม พอลุกขึ้นอีกครั้งก็จะล้มอีก แต่ผมรั้งไว้ทัน พอพี่ตั้งตัวได้พี่ก็ผลักผมออกก่อนจะวิ่งไปอ้วก” 

“ดีนะผมไม่อ้วกใส่คุณ” ผมส่ายหัวให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง “ผมเมามากจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น” 

“พี่สลบน่ะครับ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงก็เลยพาพี่กลับมาที่ห้อง ถือวิสาสะเช็ดตัว ทำแผลให้ ยุ่มย่ามเสื้อผ้าของพี่ด้วย หวังว่าพี่คงไม่โกรธที่ผมทำอะไรตามใจตัวเอง” 

“ผมจะไปโกรธคุณได้ไง ต้องขอบคุณมากๆ ด้วยซ้ำ ถ้าคุณไม่ช่วยผมไว้นะ ผมคงนอนเมาอยู่หน้าเซเว่นฯ นั่นแหละ ผมเนี่ยะต้องขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก” ผมหยิบแบงค์ห้าร้อยส่งให้สิบสาม “นี่ค่ารถที่คุณให้ผมเอาไว้ ขอบคุณมากเลยจริงๆ นะ” 

“....ครับ” เจ้าตัวเก็บเงินใส่กระเป๋า “เมื่อคืนพี่เพ้อตอนเมาด้วยนะครับ” 

“จริงดิ ผมพูดอะไรออกไปบ้างเนี่ย” 

“ก็เรื่องที่ตัวเองอกหักน่ะครับ แล้วก็บอกว่าพี่ไม่ชอบวันที่ 13 เลย เอาจริงๆ ไม่ใช่แค่วันที่ 13 แต่อะไรก็ตามที่เป็นเลข 13 พี่ก็ไม่ชอบ แล้วผมก็....ชื่อ สิบสาม” 

เชี่ยละ 

“เอ่อ....คือมันเลขอาถรรพ์ของผมไง คนเมาอะคุณ เพ้อไปเรื่อยก็ไม่แปลกนะ อีกอย่างผมไม่รู้ว่าคนที่ช่วยผมเอาไว้ชื่อสิบสามหนิ” 

“ถ้าพี่ไม่ชอบสิบสาม พี่จะเรียกผมว่าสิบ หรือสามก็ได้นะครับ” 

“ไม่ล่ะ ผมเรียกคุณว่าสิบสามน่ะดีแล้ว เพราะยังไงมันก็ชื่อคุณ” ผมคีบปลาดิบไปใส่จานให้เขา “คุณเป็นคนที่ช่วยผมเอาไว้นะ ผมจะมารู้สึกแปลกๆ เพียงเพราะคุณชื่อสิบสามก็ไม่ใช่เรื่องอะ” 

สิบสามตรงหน้าอาจจะต่างจากเลข 13 อื่นๆ ที่ผมเจอมาก็ได้ 

ใครจะไปรู้ 

“ผมยังไม่รู้เลยว่าพี่ชื่ออะไร” 

“ผมชื่อ เฌอ อยู่ปี 4 วิศวะฯ นะ” 

“ครับ.....ผมชื่อ สิบสาม ปี 2 คณะแพทย์ฯ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” คนตรงหน้าเอ่ยบอกเสียงเรียบ แนะนำตัวทั้งที ใจคอไม่คิดจะยิ้มหน่อยเหรอวะ แต่ช่างเถอะ มันปากเขาหนิ เขาจะยิ้มหรือไม่ยิ้มมันก็เรื่องของเขา 

ไม่ยิ้มยังให้อิทธิพลต่อคนอื่นมากขนาดนี้ 

ถ้าเขายิ้มนี่มันจะขนาดไหน.... 

ผมล่ะอยากรู้จริงๆ 

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะ....สิบสาม” 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

TBC. 

สวัสดีค่ะชาลมาส่งสามเฌอแล้วนะคะ วันนี้มาเร็วเพราะเขียนเสร็จเร็วนะคะ ก็หลังจากนี้อาจจะทิ้งช่วงบ้างแต่จะไม่เกิน 1 อาทิตย์ค่ะ ก็คือจะให้ระยะเวลาการลงเหมือนตอนเมื่อก่อนที่เคยลงนิยายนะคะ ถ้ากำลังใจเยอะก็อาจจะมาไว้หน่อย 

เปิดตัวครบแล้วนะคะ ทุกตัวละครสำคัญ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อรอติดตามนะค้าบ 

สามารถติดต่อข่าวสาร + สปอยล์ได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th ค่ะ 

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ 

ความคิดเห็น