Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 23 100%

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 23 100%

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.9k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2563 00:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 23 100%
แบบอักษร

 

 

พี่ชายเพื่อน 23 

 

 

 

หลังจากที่โมเดลนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลหลายวัน ก็ถึงวันที่ได้ออกจากโรงพยาบาลสักที และก็เป็นวันเดียวกับเขมินท์ที่มีนัดตรวจครรภ์ด้วยเหมือนกัน เลยทำให้ตอนนี้ในห้องตรวจมีทั้งคนพ่อและคนลูกนั่งรอฟังผลไปพร้อมๆกันกับเขมินท์ด้วยใบหน้าตื่นเต้นของทั้งคู่ ที่ไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไรหนักหนา 

 

ทางด้านคุณหมอเองก็ตรวจร่างกายของเขมินท์อย่างระเอียดเหมือนทุกๆครั้ง และก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติแต่ติดที่ว่าการตั้งครรภ์ของเขมินท์ครั้งนี้ท้องไม่ใหญ่เท่าตอนโมเดล แต่เด็กในท้องก็แข็งแรงดีไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวล แถมอาการแพ้ท้องก็ไม่ค่อยแพ้แล้วด้วย มีเป็นบางวันเท่านั้นที่อาการแพ้ท้องจะมีอาการขึ้นมา 

 

“คุณพ่ออุ้มโมเดลได้มั้ยครับ โมเดลไม่อยากเดิน” เมื่อตรวจเสร็จและรับยาบำรุงเสร็จเรียบร้อยและกำลังเดินไปที่ลานจอดรถ โมเดลที่กอดขาอ้อนเตชิตพร้อมน้ำเสียงหวานๆให้เตชิตอุ้ม ซึ่งเตชิตก็ยอมอุ้มโมเดลขึ้นมา เพราะตนเองก็ยังมีความกังวลว่าลูกอาจจะยังเจ็บแผลอยู่ เขมินท์ที่เห็นท่าทางของสองพ่อลูกก็ได้แต่ถอนหายใจเล็กน้อย แผลของโมเดลก็ดีขึ้นมาเยอะแล้ว แต่เด็กเจ้าเล่ห์คนนี้ก็ยังหาโอกาสขี้เกียจตลอด  

 

เจ้าโมเดลเด็กอ้วนเอ้ยยยย 

 

เตชิตที่อุ้มโมเดลไปที่รถ ก็รู้สึกว่าน้ำหนักของลูกชายเพียงแค่นอนที่โรงพยาบาลไม่กี่วันแต่เตชิตกลับรู้สึกว่าลูกชายของตนเองตัวเบาขึ้นเยอะเลย  

 

น้ำหนักลดลงเยอะแบบนี้ สงสัยต้องพาไปกินอะไรอร่อยๆจะได้กลับมานุ่มนิ่มเหมือนเดิมน่าฟัดเหมือนเดิม 

 

“โมเดลครับกลับบ้านแล้ว ห้ามเล่นซนนะครับรู้ไหม” เมื่อขึ้นมาบนรถเขมินท์ก็หันไปบอกลูกชายที่เริ่มดื้อขึ้นทุกวันไว้ก่อน เพราะก่อนหน้าจะเข้าโรงพยาบาลก็ไปยืนจ้องงู แค่คิดตอนนี้ยังจะเป็นลมเลย ไม่รู้ว่าโมเดลดื้อได้ใครกัน 

 

“โมเดลไม่ดื้อสักหน่อยครับ โมเดลเจ็บแผลอยู่นะครับไม่ดื้อหรอก” 

 

“ให้จริงเถอะครับ ถ้าดื้อรอบนี้คุณแม่จะตีนะครับ” เขมินท์ไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจลูกชายสักเท่าไร เพราะยิ่งโตขึ้นยิ่งมีความดื้อรื้นและซนมากขึ้นทุกวัน ถึงจะไม่ดื้อจนน่าตีแต่ถ้าปล่อยไว้ไม่ปรามเสียบ้างวันหน้าคงดื้อจนเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ  

 

เฮ้อ… เขมินท์ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าตัวเล็กในท้องอีกคนจะไม่ดื้อไม่ซนเหมือนพี่ชาย หรือถ้าจะดื้อก็ขอให้ดื้อน้อยกวาพี่ชายก็ได้… 

 

 

 

 

 

หลังจากขับรถกลับมาถึงบ้าน เขมินท์ก็สังเกตเห็นว่าคนงานในบ้านเดินกันให้วุ่นไปหมด เตชิตเองที่อุ้มโมเดลที่หลับคอพับลงจากรถก่อนจะพาเดินเข้าบ้านพร้อมเขมินท์ก็มีความสงสัยเช่นเดียวกัน เพราะทั้งบ้านดูวุ่นวายไปหมดจริงๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น 

 

และความสงสัยก็จบลง เมื่อเขมินท์และเตชิตเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เขมินท์ถึงรู้ได้ว่าทำไมทุกคนในบ้านวุ่นวายเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานนั่งอยู่กับคุณหญิงแม่ตรงหน้าในตอนนี้ 

 

“ตา!” 

 

“เขม!” ศศิตาลุกขึ้นเดินมากอดเขมินท์ด้วยความคิดถึงทันทีเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันนาน และที่เธอกลับมาในครั้งนี้ก็เพราะคุณแม่ก็โทรไปบอกว่าพี่ชายของเธอกับเขมกำลังจะแต่งงานกัน เธอเลยรีบบินกลับมาช่วยคุณแม่จัดงานแต่งพี่ชายกับเพื่อนสนิทจนทิ้งงานกองไว้บนโต๊ะเลยทีเดียว 

 

“ตามาเมื่อไร ทำไมเราไม่รู้ว่าตากลับมา” 

 

“มาเซอร์ไพร์สไง เราคิดถึงเขมมากๆเลยนะ ตอนเขมบอกไม่ให้ถามเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่ยอมติดต่อตาอีก ตาก็ไม่รู้จะทำยังไง แถมเขมยังเปลี่ยนเบอร์ด้วย พอมาคิดดูแล้วน้อยใจนะเนี่ย ถึงไม่อยากยุ่งกับพี่ชายเราก็ไม่น่าปิดการติดต่อกับเราทิ้งเลย” 

 

“เราขอโทษนะ ตอนนั้นเราคิดอะไรเด็กไปหน่อยแล้วพอรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับใครเลย ขอโทษจริงๆนะตา หายโกรธเขมนะ” 

 

“ไม่เป็นไร เราไม่โกรธเขมสักนิดและเราเข้าใจที่เขมทำแบบนั้น  ต้องโทษพี่ชายตัวดีของเราดีกว่า ทำกับเขมแบบนั้นได้ไง เหอะ! แย่จริงๆเลย คนอะไร” ศศิตาผละออกจากเขมินท์ก่อนจะหันมามองค้อนพี่ชายตนเอง  

 

นี่ถ้าเธอเป็นเขมนะไม่มีทางที่พี่ชายตัวดีของเธอจะได้มาแต่งงานด้วยหรอก หาพ่อของลูกใหม่ไปเลยดีกว่า 

 

“เสียงดังจังเลยยัยตา เดี๋ยวหลานก็ตื่น พูดมากจริงๆ” เตชิตตีหน้าดุน้องสาวก่อนจะเดินพาโมเดลเดินหนีขึ้นไปนอนบนนอนเพื่อพาโมเดลไปนอนดีๆ และก็คงต้องปล่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันไป คงไม่พ้นที่น้องสาวตัวดีของเตชิตจะว่ากล่าวตนเองเป็นแน่ 

 

ศศิตาเองที่เห็นพี่ชายทำตัวเป็นคุณพ่อที่ดีแบบนี้ก็แอบขนลุกไม่ได้ เมื่อก่อนนะบอกให้ไปตามง้อเมียง้อลูกก็ได้แต่เก็กหน้าเข้มบอกไม่ไปหรอก ยังไงเขมก็กลับมาอยู่ดีเพราะคงเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว  

 

แล้วสรุปเป็นยังไงล่ะ เขมก็เลี้ยงลูกคนเดียวมาตั้งกี่ปี เจ้าพี่ชายงี่เง่าถึงจะยอมเอาตัวเองไปทวงลูกทวงเมียคืน มันน่านัก! 

 

“จริงๆเลยนะสองพี่น้องยังไม่เลิกทะเลาะกันเป็นเด็กๆไปได้ จนหลานเข้าโรงเรียนแล้วยังทะเลาะกันไม่เลิกอีก” คุณหญิงรวีวรรณเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับลูกๆที่ชอบเถียงกันเป็นเด็กๆ  

 

สองคนนี้ชอบเถียงกันตั้งแต่เกิดเรื่องตอนนั้น เธอก็ไม่รู้จะห้ามปรามยังไงเพราะยัยตาก็ไม่ยอมพี่ชาย พี่ชายก็ไม่ยอมน้องสาว อยู่บ้านล่ะทำตัวเด็กๆใส่กันตลอด ดีที่ยัยตาไปเรียนต่อและทำงานที่ต่างประเทศหลังจากเรียนจบ ไม่งั้นเธอผู้เป็นแม่คงต้องทำตัวเป็นกรรมการห้ามลูกๆตีกันเป็นแน่ 

 

“เมื่อก่อนตากับพี่เตก็สนิทกันดีไม่ใช่เหรอ ทำไมเดี๋ยวนี้ว่าพี่เตแรงจัง” เรื่องนี้เขมินท์ไม่รู้จริงๆนะ เพราะเมื่อก่อนเห็นทั้งคู่สนิทกันมาก แถมตาก็ไม่เคยเอ่ยว่าพี่ชายแรงๆแบบนี้ด้วย 

 

“ก็ตั้งแต่เกิดเรื่องแหละ เราไม่ทนหรอกนะตอนเรารู้เรื่องที่พี่ชายเราทำอะไรเขมลงไปบ้าง แล้วพอทะเลาะกันบ่อยๆ เราก็ไม่อยากจะทนเห็นหน้าพี่ชาย เราเลยรีบไปเรียนต่อ แถมเขมยังไม่ยอมให้เราไปหาอีก ถ้าเราไม่ไปเรียนต่อเราคงดื้อไปหาเขมเพื่อให้เอาหลานมาอยู่ด้วยกัน แต่ก็กลัวว่าเขมจะพาหลานในท้องหนีหายไป เราเลยตัดสินใจไปเรียนต่อเพื่อจะได้ไม่ยุ่งเรื่องของเขมไปมากกว่านี้ แต่เราก็เพิ่งรู้ว่าพี่ชายให้คนตามดูเขมตลอดเลยนะตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ทำเก่งไงไม่กล้าง้อ บอกให้ไปขอโทษก็ไม่ยอมไป ทิฐิเยอะดีนัก ตอนนี้เป็นไงล่ะ หึ! ถ้าเราเป็นเขมนะจะต่อยให้เบ้าตาเขียวเลย แตะอีกหลายๆทีให้สาแก่ใจ” 

 

“ตาก็ จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน นั่นพี่ชายนะแถมตายังเป็นผู้หญิงด้วย” 

 

“ก็พี่ชายนิสัยไม่ดีนี่นา” 

 

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว เราได้เก็บมาโกรธหรอก ตอนนี้แค่พี่เตพยายามปรับปรุงตัวเป็นพ่อที่ดี เราก็ดีใจมากแล้ว” เขมินท์รู้สึกอย่างที่พูดออกไปจริงๆ ตนเองไม่ได้ต้องการเทพบุตรมาเป็นคู่ชีวิต แต่เขมินท์ต้องการเพียงแค่คนธรรมดาที่มีนิสัยเหมือนคนทั่วไป ดีบ้างร้ายกาจบ้างไม่เป็นไร เพราะมนุษย์ก็มีหลายด้านอยู่แล้ว และเขมินท์ก็คิดว่าเราควรให้โอกาสคนถึงแม้เค้าจะทำนิสัยไม่ดีใส่เราก็ตาม การให้อภัยยังไงก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการโกรธแค้นอยู่แล้ว เหมือนที่เขมินท์ให้โอกาสเตชิตหรือหากมองในอีกแง่มุมอาจจะเป็นเพราะเขมินท์รักเตชิตมานานถึงยอมให้อภัยก็เป็นได้ เรื่องราวของแต่ละคนเขมินท์คิดว่าทางออกของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก เขมินท์อาจจะให้ภัยเตชิตได้ง่ายเกินไป แต่ถ้าเป็นคนอื่นเป็นเขมินท์อาจจะไม่ให้อภัยเตชิตก็ได้ คนเราย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันเสมออยู่แล้ว…. 

 

“ฮื่อออ เพราะเขมเป็นคนดีแบบนี้ไง ถึงไม่เหมาะกับพี่ชายเรา ไม่ใช่สิ พี่ชายเราต่างหากไม่เหมาะกับเขม เขมดีเกินไปจริงๆนะ ถ้าเราเป็นผู้ชายนะ เราไม่ปล่อยให้พี่ชายแย่งเขมไปหรอก" ศศิตากอดขมินท์อีกครั้งเมื่อได้ฟังคำตอบที่บ่งบอกการคิดของเขมินท์มองโลกในแง่ดีมากแค่ไหน เพราะในโลกนี้จะมีคนคิดแบบนี้สักกี่คนกัน พี่ชายของเธอหนะถือว่าโชคดีสุดๆแล้วที่มีเมียที่ทั้งแสนดีและน่ารักแบบนี้ 

 

ช่างน่าอิจฉานัก ตาเฒ่าหัวงูจอมชั่วร้าย!  

 

 

..................................................40%.................................................... 

 

 

โมเดลที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในช่วงเย็นก็พบว่ามีใครไม่รู้นั่งจ้องหน้าตนเองอยู่ข้างเตียง แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ด้วยความกล้าน้อยนิดที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้โมเดลจ้องตากลับไป

ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่แบบนั้นจนในที่สุดอีกฝ่ายก็ทนไม่ไหวจับโมเดลเข้าไปหอมไปฟัด จนโมเดลตกใจจึงร้องเรียกเขมินท์ดังลั่นไปทั่วทั้งบ้าน เตชิตที่อยู่ในห้องนอนของตนเองและเขมินท์ที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินเสียงโมเดลร้องเขมินท์ก็สะดุ้งตื่นและเตชิตก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนทั้งคู่จะรีบเดินไปที่ห้องนอนของโมเดล และเมื่อพอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าลูกชายของตนเองกำลังถูกกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่บนเตียง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยลิปสติกสีแดง แถมหน้าของโมเดลในตอนนี้ก็ทั้งบูดบึ้งและน้ำตาคลอทำให้ยิ่งมองดูก็ยิ่งน่าสงสารเข้าไปอีก

“ฮึก.. คุณแม่ช่วยโมเดลด้วยครับ”

“ยัยตา ปล่อยหลานเดี๋ยวนี้”เตชิตเดินเข้าไปดึงลูกชายออกมาก่อนจะหยิบผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้อย่างไม่ชอบใจที่ลูกชายถูกจับฟัดแบบนี้ แล้วดูสิหน้าของโมเดลตอนนี้สิเปรอะเปื้อนด้วยลิปสติกเต็มไปหมด

“ก็อยากฟัดหลานอ่ะ โมเดลครับมาหาอานะครับ”

“ไม่เอาครับ โมเดลไม่ชอบให้กอด”โมเดลบอกพร้อมกอดคอคุณพ่อของตนเองแน่นขึ้นไปอีก นอกจากคุณพ่อคุณแม่และคุณย่าแล้ว โมเดลก็ไม่ชอบให้ใครมากอดตนเองทั้งนั้น

“ฮื่ออ คุณหลานครับ นี่อาเองนะครับเป็นเพื่อนของคุณแม่เขมและเป็นน้องสาวคุณพ่อเตไงครับคนเก่ง” ศศิตาจะร้องไห้เมื่อถูกหลานน้อยที่น่ารักเมินแบบนี้ ร่างกายอวบๆของหลานก็ช่างดูตุ้ยนุ้ยน่ารักน่าฟัด หน้าตาก็น่ารักยิ่งทำให้ความอยากฟัดเพิ่มขึ้นไปใหญ่ แต่ดูสายตาของหลานชายที่มองเธอสิ เธอไม่ใช่นางยักษ์นางมารสักหน่อย

“สมน้ำหน้า อยากมากวนหลานไม่ดูเวลาเอง” เตชิตพูดซ้ำเติมอีกครั้งก่อนจะอุ้มโมเดลเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำเพื่อที่จะได้ลงไปกินข้าวเย็นที่วันนี้คุณแม่ลงครัวทำอาหารด้วยตัวเอง โมเดลที่พอรู้ว่าจะได้กินข้าวเย็นฝีมือคุณย่าก็ร้องเสียงดังออกมาด้วยความดีใจและจากที่งอแงอยู่เมื่อครู่ก็กลายเป็นยิ้มอารมณ์ดีไปเสียอย่างนั้น พร้อมกับทำท่าทางลูบพุงน้อยๆของตัวเองก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ

“พุงน้อยของโมเดลร้องประท้วงด้วยความหิวแล้วครับ”

“โธ่… โมเดลครับ”

เตชิตล่ะเอ็นดูลูกชายสุดหัวใจ อยากจะเอาของที่กินได้ทุกอยากบนโลกมาวางไว้ตรงหน้าให้ได้เลือกกินเพื่อเติมเต็มพุงน้อยๆน่าเอ็นดูนั่นให้ป่องตามเดิม ถ้าหากจะบอกว่าเตชิตโอเว่อร์ไปก็อยากจะให้เห็นท่าทางของลูกชาย มันน่ารักเสียจนคนเป็นพ่อจะเอาทั้งดาวทั้งเดือนมาให้ถ้าหากว่าลูกต้องการ

อาหารเย็นวันนี้ดูเยอะมากกว่าทุกวัน โมเดลเองก็ตักกินจนเต็มแก้มและตอนนี้ก็เริ่มหายเกร็งกับคนแปลกหน้าแล้วเพราะพอคุณแม่ค่อยๆอธิบายให้ฟังอีกครั้งว่าคนแปลกหน้าเป็นใครโมเดลก็เข้าใจและยอมให้หอมแก้มไปก่อนหนึ่งครั้งเป็นการมัดจำแลกกับการถูกพาไปกินขนมอร่อยๆวันพรุ่งนี้ ศศิตาเองพอหลานยอมให้เข้าใกล้ก็คอยตักอาหารเอาใจหลานชายไม่หยุด เขมินท์ที่เห็นเพื่อนสนิททำแบบนั้นก็เลยปล่อยให้ทำไป ส่วนตนเองนั่งกินข้าวเงียบๆแทนเพราะรู้สึกยังมีอาการเพลียๆอยากจะไปนอนต่อมากกว่า และวันนี้เองคงต้องปล่อยให้เตชิตพาโมเดลเข้านอนพร้อมเล่านิทานให้ฟังแทนตนเอง

“ทำไมกินน้อยจัง ไม่อร่อยเหรอคะหนูเขม” คุณหญิงรวีวรรณที่เห็นลูกสะใภ้กินข้าวได้น้อยกว่าทุกวันก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงทันที

“อร่อยครับ แค่รู้สึกเพลียๆนิดหน่อย”

“อาการแพ้ท้องรึเปล่าคะ”

“ไม่น่าจะใช่นะครับคุณแม่”

“ถ้าอิ่มแล้วคุณแม่ว่าขึ้นไปนอนพักเลยดีกว่านะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นเขมขอขึ้นไปพักนะครับ พี่เตครับเดี๋ยวเขมขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะครับ พี่เตพาลูกเข้านอนด้วย”

“ครับ เดี๋ยวพี่ตามขึ้นไป” เตชิตมองเขมินท์ที่กินข้าวเสร็จและเดินออกไปอย่างเป็นห่วงเลยหันมาคุยกับลูกชายและบอกลูกชายว่าให้คุณย่าเป็นคนพาเข้านอนในวันนี้แทนแต่ยังไงก็จะแวะไปดูอีกครั้งก่อนนอน เพราะตนเองจะขึ้นไปดูแลคุณแม่ของโมเดลที่ดูอ่อนเพลียกว่าทุกวัน ซึ่งโมเดลได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับก่อนจะหันไปจัดการอาหารตรงหน้าต่อ เตชิตเลยรีบขึ้นห้องไปดูเขมินท์ แต่พอเข้ามาก็ไม่เห็นใครเลยเดินเข้าไปดูในห้องน้ำแทน ซึ่งช่วงหลังๆมานี้ เตชิตสั่งไม่ให้เขมินท์ล็อกประตูเวลาเข้าฟ้องน้ำเพราะกลัวจะล้ม

“พี่เต ทำไมไม่เคาะประตูห้องน้ำก่อนครับ” เขมินท์ที่กำลังเปิดเสื้อดูหน้าท้องของตนเองหน้ากระจกบานใหญ่พอเห็นเตชิตมายืนอยู่ที่ด้านหลังเลยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุๆที่เตชิตเข้ามาไม่ให้สุ่มให้เสียง ทำเอาคนท้องตกใจไปหมด น่าตีนักเชียว!

“พี่ไม่เห็นเราอยู่ในห้องเลยเข้ามาดู กำลังทำอะไรอยู่”

“ดูท้องครับ เขมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนแค่ลงพุงไม่ได้ท้องยังไงก็ไม่รู้ เพราะเจ้าตัวน้อยในท้องตัวไม่ใหญ่เท่าตอนท้องโมเดลเลย”

“ก็โมเดลเป็นเด็กกินจุนี่ครับ ท้องใหญ่ก็ไม่แปลก ท้องนี่เขมไม่ค่อยกินจุเท่าไรนี่นา ไม่แปลกหรอกครับที่เจ้าตัวน้อยในท้องจะตัวเล็กกว่าโมเดล” เตชิตเดินเข้ามาประชิดตัวเขมินท์ก่อนจะกอดจากทางด้านหลังแล้วลูบหน้าท้องของเขมินท์เบาๆเพื่อเป็นการทักทายลูกในท้องไปด้วย และการถึงเนื้อถึงตัวไม่ทันตั้งตัวของเตชิตแบบนี้ทำเอาเขมินท์เริ่มทำตัวไม่ถูก แต่ก็มีเรื่องฉุกใจอยากจะถามขึ้นมาเสียก่อนเมื่อนึกถึงคำพูดของเพื่อนสนิทขึ้นมาเลยตัดสินใจเอ่ยถามกับเตชิตโดยตรงตอนนี้ที่อยู่กันเพียงแค่สองคนเลยดีกว่าปล่อยให้ค้างคาใจต่อไป

“พี่เตครับ เขมมีเรื่องจะถาม”

“ถามอะไรครับ”

“เรื่องที่ตาบอกว่าพี่เตรู้ว่าเขมท้องตั้งแต่แรกแล้วทำไมตอนแรกที่เจอเขมที่บริษัทพี่เตถึงทำตัวนิสัยไม่ดีกับเขมครับ ไหนจะเรื่องตรวจดีเอ็นเอของโมเดลอีก ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าโมเดลเป็นลูกของตัวเอง”

“เอ่อ.. เรื่องนั้นมัน ไม่บอกได้มั้ยครับ มันค่อนข้างจะงี่เง่าหนะ”

“บอกเถอะครับ เขมอยากรู้จริงๆ”

“ครับ บอกก็บอก เขมก็รู้ใช่มั้ยว่าพี่นิสัยไม่ดี ใจร้อนก็เท่านั้น งี่เง่าก็เป็นที่สุด ตอนนั้นที่พี่ตัดสินใจทำเรื่องนั้นกับเขม พี่คิดดีแล้วจึงตัดสินใจทำแต่พอตื่นเช้ามากลับเห็นเขมร้องไห้เสียใจก็เลยทำให้พี่โกรธเพราะคิดว่าเขมเสียใจที่มีอะไรกับพี่ พี่ก็เลยทำนิสัยเสียๆใส่เขมแทนที่จะพูดดีๆด้วย แล้วพอเขมกลับไปพี่ก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่ายังไงเขมก็จะกลับมาหาพี่ แต่เขมก็ไม่ยอมกลับมาแถมยังเปลี่ยนเบอร์หนีอีก ให้ยัยตาติดต่อเขมก็ติดต่อไม่ได้ พี่ก็เลยยอมปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปสักพักเผื่อเขมจะยอมติดต่อกลับมาเอง แต่ก็เขมก็ใจแข็งไม่ยอมติดต่อกลับมา และพอผ่านไปสองเดือนพี่ก็เลยตัดสินใจให้คนไปสืบเรื่องของเขมก่อนจะไปแอบตามดู ตามจนรู้ว่าเขมท้องเพราะอาการและผลตรวจของเขมที่พี่ให้คนไปหามา พอรู้ว่าเขมท้องพี่ก็ไม่กล้าเข้าไปหาเพราะกลัวว่าเขมจะไม่ยอมรับว่าพี่เป็นพ่อของลูก เลยได้แต่คอยแอบดูเขมเรื่อยๆ จนลูกเริ่มโตพี่ก็ยิ่งกลัวที่จะกลับเข้าไปในชีวิตของเขม แล้วก็กลัวลูกถามว่าพี่เป็นใคร พี่นี่งี่เง่าเนอะ แต่ตอนนั้นเพราะพี่ทั้งรู้สึกผิดและทิฐิความไม่อยากยอมแพ้ให้เขมก่อนของพี่เลยให้เขมลำบากอยู่คนเดียว ขอโทษนะครับ พี่มันเลวเอง”

“แล้วไม่ทำไมถึงยอมเข้าหาเขมล่ะครับ ถ้าพี่เตมาขอโทษเขมดีๆเรื่องที่เอาเงินฟาดหัวเขมวันนั้น เขมก็ยกโทษให้อยู่แล้ว เพราะเขมรู้ว่าพี่หนะนิสัยเสียแก้ไม่หายง่ายๆหรอก”

“โธ่…เขมอย่าว่าพี่เลยพี่รู้สึกผิดไม่ทัน แต่ที่พี่ตัดสินใจเข้าหาเขมก็เพราะว่ามีคนเข้ามาจีบเขมน่ะสิ ถ้าพี่ไม่แสดงตัวสักทีไอ้หมอนั่นคงจะได้เข้ามาเป็นพ่อของลูกแทนพี่พอดี พี่ไม่ยอมหรอก”

“พี่เต… พี่นี่นะ” เขมินท์หมดคำจะพูดจริงๆกับผู้ชายคนนี้ คนบ้าอะไรยอมดูเขมินท์ตั้งท้องคนเดียวไม่ยอมเข้ามาช่วยดูแล ไม่รู้รึไงว่ามันลำบากมากแค่ไหนคนท้องที่ต้องดูแลตัวเองคนเดียวเนี่ย พอคิดถึงตอนนั้นแล้วอยากจะฟาดเตชิตให้ช้ำไปทั้งตัว และเขมินท์อยากจะโกรธให้มากกว่านี้ด้วย แต่แค่ตนเองไม่เคยโกรธใครมากๆสักทีมาก่อนเลยไม่รู้ว่าความโกรธแบบสุดๆต้องโกรธจนเป็นแบบไหน แต่ถ้าให้โกรธมากๆขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะเป็นคุณสามีนิสัยเสียคนนี้เป็นคนแรกที่ถูกเขมินท์โกรธหนักมากๆก็เป็นได้

“โกรธได้ ตีพี่ได้ ด่าพี่ได้ แต่อย่าพาลูกหนีนะ”

“มันน่าพาหนีอีกห้าปีดีมั้ยครับ จริงๆเลยนะ เขมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาต่อว่าพี่แล้ว เขมเหนื่อย!”

“ไม่ครับ ไม่เอา มันทรมารนะครับเวลาพี่อยากเข้าใกล้ลูกแต่เข้าไปไม่ได้”

“งั้นเขมขอถามอีกอย่างนะครับ ถ้ามั่นใจว่าโมเดลเป็นลูกของพี่ทำไมต้องตรวจดีเอ็นเอด้วย”

“พี่ก็ตรวจไปงั้นแหละครับ แค่จะหาเรื่องคุยกับเขม”

“หาเรื่องคุยหรือหาเรื่องเขมกันแน่ บ้าบอจริงๆเลย รู้แบบนี้ไม่พาลูกมาอยู่ด้วยหรอก”

“ขอโทษนะครับที่พี่ใช้วิธีนี้ แต่ก็นั่นแหละถ้าพี่ไม่ร้ายให้ถึงที่สุดเดี๋ยวมีคนมาแย่งเมียพี่ไป” เตชิตอธิบายไปพร้อมลูบท้องของเขมินท์ไปด้วย เรื่องราวที่พูดออกไปนั่นไม่ได้โกหกสักนิดเพราะจริงๆเตชิตก็เป็นเพียงแค่คนใจกากปากเก่งไปอย่างนั้น กว่าจะทำใจกล้าเอาตัวเองกลับเข้าไปในชีวิตของเขมินท์ได้ก็คิดตั้งนานว่าจะทำยังไงดี เพราะตนเองก็ทำผิดไว้เยอะมากเกินกว่าจะให้อภัยแต่เขมินท์ก็อภัยเตชิตและยอมมาอยู่ด้วยแบบนี้ มันดีมากจริงๆ

“เฮ้อ… ปล่อยเขมได้แล้วครับเขมจะไปอาบน้ำ พี่เตอย่าลืมออกไปดูโมเดลด้วยนะครับ”

“ครับๆ อาบดีๆนะครับ ระวังลื่นล้ม” เมื่อโดนไล่แล้วก็ต้องยอมออกไปก่อนคุณแม่ลูกสองจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้และก็ไม่ลืมเดินไปดูลูกชายที่ไม่รู้ว่าขึ้นมานอนรึยัง ถ้าส่งลูกเข้านอนแล้วก็ไม่รู้ว่าหลังจากอาบน้ำเสร็จเขมินท์จะอารมณ์คงที่หรือยัง แต่ก็อย่างที่คาดเดาไว้ เมื่อไปดูลูกชายที่ให้คุณแม่พาเข้านอนแล้ว พอกลับเข้ามาในห้องและเข้าไปอาบน้ำพร้อมเตรียมตัวนอน ไม่ทันที่จะได้ล้มตัวลงนอนก็ถูกโยนพาห่มและหมอนหนึ่งไปพร้อมกลับการชี้นิ้วของว่าที่คุณแม่ลูกสองไปยังโซฟาก่อนจะมีประโยคปิดท้ายก่อนนอนจากเขมินท์

“นอนที่นั่นจนกว่าลูกคนนี้จะคลอดนะครับ เขมลงโทษพี่สำหรับเรื่องที่ผ่านมาเบาก็พอ อีกอย่างคนท้องไม่ชอบนอนเบียดครับอึดอัด หวังว่าคุณพ่อเตจะทำตัวดีๆ ไม่ดื้อไม่ซนอีก ไม่อย่างนั้นเขมจะหอบลูกหนีจริงๆด้วย”

“ครับๆ นอนตรงนี้ก็นอนตรงนี้”

“ดีมากครับ พูดง่ายๆจะได้โตไวๆ”

เขมินท์ก็พูดซะเหมือนว่าเตชิตเป็นเด็ก แต่ก็นั่นแหละไม่สามารถเถียงกลับได้ เพราะบ้านนี้ตนเองไม่ได้เป็นใหญ่สุดในบ้านอีกต่อไปแล้ว………..

................................................100%..........................................

ใจกากอย่าปากเก่งนะคุณพ่อ #ตบบ่า 55555555555555555

ความคิดเห็น