Chaleeisis
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 : อาถรรพ์วันที่ 13

ชื่อตอน : บทที่ 1 : อาถรรพ์วันที่ 13

คำค้น : สามเฌอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2563 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 : อาถรรพ์วันที่ 13
แบบอักษร

ทุกคนต้องมีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบใช่ไหมล่ะ 

ผมน่ะไม่ชอบเลข 13 เอามากๆ ไม่ว่าจะวันนี้ เบอร์ของสิ่งของต่างๆ หรืออะไรก็ช่างเถอะ 

ลัคกี้นัมเบอร์ที่โคตรเลวร้ายสำหรับผมเลย 

“เราเลิกกันเถอะค่ะพี่เฌอ” เสียงเรียบเอ่ยออกมาจากผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของผม เราคบกันมาเกือบเดือนซึ่งมันไม่ได้นานนักแต่ผมกลับรู้สึกแย่มากที่ต้องได้ยินอะไรแบบนี้ 

วันที่ 13 ครับ และแฟนผมคนที่เท่าไหร่ไม่รู้ก็ได้เลือกที่จะเดินจากผมไป 

“ทำไมล่ะน้องแอม ที่ผ่านมาพี่ไม่โอเคเหรอ น้องแอมอยากให้พี่ปรับตรงไหน พี่พร้อมจะ....” 

“มันไม่ใช่เพราะพี่ไม่ดีหรอกค่ะ กลับกัน พี่ดีเกินไปต่างหาก” 

“แล้วน้องแอมไม่ชอบคนดีเหรอ” 

“พี่เฌอไม่เข้าใจหรอกค่ะ เอาเป็นว่าเรายุติความสัมพันธ์นี้เถอะนะคะ แอมขอตัวค่ะ” สิ้นเสียงพูด ร่างบางก็เดินออกไปจากห้อง เหลือเพียงผมที่นั่งทำหน้าเศร้าอยู่กับกะเพราเนื้อเผ็ดน้อยไม่ใส่แครอตเท่านั้น 

เฮ้อ....ทำไมต้องลำบากสั่งไม่ให้เขาใส่แครอตทั้งๆ ที่ผัดกะเพราไม่ควรมีแครอตวะ 

จะซีเรียสเรื่องกะเพรามากกว่าแฟนบอกเลิกไม่ได้ป้ะวะเฌอ 

ผมชื่อ ‘เฌอ’ ชรัน นามสกุลยาวมากเพราะงั้นขอข้ามนะครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงอกหักสดๆ ร้อนๆ และค่อนข้างสับสนกับเหตุผลที่น้องแอมบอกมาว่าผมดีเกินไป ทำไมพูดเหมือนน้องผึ้งกับน้องสกายเลยวะ ไม่เข้าใจอะ เป็นแฟนที่ดีแล้วทำไมไม่ชอบล่ะ คืออยากมีแฟนที่ไม่ดีหรือยังไง ทำไมคนเราต้องอยากมีแฟนที่ไม่ดีด้วย อา....เหตุผลของพวกเธอทำให้ผมเป็นงงมากเลยจริงๆ ทุกครั้งที่ถูกบอกเลิกด้วยเหตุผลว่าดีเกินไป มันก็คิดในใจนะว่าผมต้องทำตัวไม่ดีใช่ไหม พวกเธอถึงจะไม่จากไปไหน 

แต่คิดไปคิดมา....ผมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความเป็นตัวเองเพื่อรั้งใครสักคนไว้ 

ความเป็นตัวเองที่มันไม่ได้ทำให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้น 

ผมไม่ต้องทำแบบนั้นเลยจริงๆ 

เรื่องที่ตลกร้ายคือแฟนผมแต่ละคนมักจะบอกเลิกผมในวันที่ 13 หรือไม่ก็วันที่คบกันมาเป็นวันที่ 13 เชื่อไหมว่าเวลามีแฟนแต่ละคนผมต้องนับวันตลอดเลยนะว่ามันครบ 13 วันรึยัง ถ้ากับแฟนคนไหนผ่านไปได้ก็ต้องมารอลุ้นวันที่ 13 ที่จะมาถึง ไม่รู้ว่าไปทำเวรทำกรรมอะไรกับวันที่ 13 หรืออะไรที่ข้องเกี่ยวกับตัวเลขนี้นัก มันเป็นแบบนี้มานานแล้วด้วยนะตั้งแต่ที่ผมยังเด็กๆ เลย ความจริงเหมือนมีความผูกพันอะไรกับมันล่ะมั้ง 

ผมเกิดวันที่ 13 เดือน 3 เวลา 13.13 น. 

เข้าเรียนทีไรรายชื่อก็อยู่เลข 13 ตลอด 

รหัสนักศึกษาตอนอยู่มหา’ลัยก็ลงท้ายด้วยเลข 13 

“น้องกะเพรา พี่เฌอขอเอาน้องกะเพราไปแช่ตู้เย็นไว้ก่อนนะ แล้วตอนเย็นพี่เฌอจะกลับมาเวฟกิน ไม่ต้องเศร้าไปเพราะคนที่ควรเศร้าที่สุดในตอนนี้ก็คือพี่เฌอเอง” ควรไปหาหมอด้วยแหละเอาจริงๆ 

อกหักแล้วพูดกับผัดกะเพราเป็นเรื่องเป็นราว 

โอเค วันนี้เป็นเฟลเดย์ จากคนที่มีแฟนอยู่ดีดีก็กลายเป็นคนโสด โสดแบบงงๆ โสดเพราะดีเกินไป ใช่ซี้ ถ้าชอบคนนิสัยไม่น่ารักก็ไปหาเอาที่อื่นเลยน้องแอม ไม่ต้องมาสนใจคนน่ารักแบบพี่หรอก เอาจริงๆ ผมเจอเรื่องแบบนี้บ่อยมากเลยล่ะ เพราะเป็นคนเปลี่ยนแฟนบ่อย แต่ผมไม่เคยบอกเลิกแฟนเลยสักครั้ง มีแต่พวกเธอที่บอกเลิกผมด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่ฟังขึ้นบ้าง ฟังไม่ขึ้นบ้าง ทุกครั้งที่เลิกกับแฟนผมก็เสียใจนะ คือคิดตลอดตั้งแต่คบกันเลยว่าถ้าคนๆ นี้จะอยู่กับเราตลอดไปก็คงจะดี 

แต่คำว่าตลอดไปดันไม่มีจริง 

ผมหยิบกระเป๋าคาดอกกับชีทก่อนจะเดินออกมาจากห้องของตัวเอง ห่อเหี่ยว เหี่ยวมากเลยไอ้เวร คือเชื่อป้ะว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนผมยังคุยกับน้องแอมเรื่องที่จะไปเที่ยวด้วยกันหลังสอบมิดเทอมอยู่เลยอะ แล้วคือทุกอย่างมันกลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ จิ๊....ช่างแม่ง เดี๋ยวผมจะไปเที่ยวคนเดียวคอยดู เพื่อนฝูงก็ไม่ต้องเอาไป ไปเองสนุกเอง ถ้าใจเราสนุก ไปคนเดียวก็สนุก ถ้าเมาก็นอนข้างถนนกับหมานั่นแหละ 

หมาต้องปลื้มอะได้เพื่อนนอนด้วยเบ้าหน้าดีขนาดนี้ 

ผมเสียบหูฟังก่อนจะเปิดเพลงเศร้าบิ๊วท์อารมณ์ตัวเองที่เพิ่งถูกทิ้ง มือก็โบกรถสองแถวเพื่อจะไปมหา’ลัย คือรถตัวเองน่ะมีครับ แต่ปัญหาคือไม่รู้ว่ากุญแจรถอยู่ส่วนไหนของห้อง คือผมน่าจะวางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงนะแต่ไม่รู้มันหายไปไหน ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมหากุญแจรถไม่เจอ 

ชินแล้วแหละ 

ชินเหมือนกับการอกหักอะ 

ผมโหนรถสองแถวที่คนแน่นจัดๆ การขึ้นรถสองแถวมันเป็นความลำบากอย่างนึงของคนตัวสูงเลยนะ แต่ดูทรงก็คงไม่ได้มีแค่ผมที่ต้องยืนแล้วก้มหัวแบบนี้ เพราะคนข้างๆ ก็ก้มหัวเยอะอยู่เหมือนกัน เหมือนจะสูงกว่าผมด้วยแฮะ จะว่าไป....คนที่ตัวสูงกว่าผมนั้นคือก็เหล่าสหายรักทั้งสี่คนเลยนี่หว่า ทำไมพอคิดแบบนี้แล้วตัวเองดูเป็นคนตัวน้อยตัวนิดไปเลยวะ เอาจริงๆ ผมกับทะเลนี่ตัวพอๆ กันเลยนะ 

ผมอาจจะตัวบางกว่านิดหน่อย 

“โอ๊ยยยย” 

เพล้งงงง 

เชี่ย....น้องโทรศัพท์ของพี่เฌอ 

“กระเป๋าเกี่ยวอะไรวะ ยิ่งรีบๆ อยู่” เสียงโวยวายดังออกมาจากผู้ชายคนนึงที่ท้ายรถ “หูฟังใครวะ” 

ผมเดินตามลงมา “หูฟังผมเอง” 

“ทำไมไม่ดูวะ เห็นป้ะว่ามันเกี่ยวกระเป๋าคนอื่นอะ” 

“ผมหนีบสายหูฟังไว้กับช็อปตัวเองแล้วและผมก็มั่นใจว่ามันไม่ได้ไปรบกวนใคร แต่ตะขอกระเป๋าคุณนั่นแหละที่มาเกี่ยวหูฟังของผม อีกอย่างคุณขึ้นรถมาทีหลังนะ ผมก็ยืนของผมอยู่ดีดี” ผมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่จอแตกเป็นเสี่ยงให้อีกฝ่ายดู “ผมมากกว่าไหมที่เป็นฝ่ายควรหัวเสียเนี่ยะ” 

“ช่วยไม่ได้ มึงไม่ระวังเอง” 

ผมกระชากคอเสื้อคนตรงหน้าเข้ามาใกล้ “....ว่ายังไงนะครับ ไหนพูดอีกทีซิ” 

“.....” 

“ไม่ปากดีแบบเมื่อกี๊อะครับ” ผมผลักคนตรงหน้าออก “คุณโชคดีนะที่วันนี้คู่กรณีคุณคือผม ถ้าคุณไปเจอคนที่เขาระงับอารมณ์ตัวเองไม่ได้เนี่ยะ เรื่องมันไม่ได้จบแบบนี้หรอกนะครับ และอีกอย่าง....” 

“.....” 

“ถ้ามีน้ำใจต่อคนรอบข้างบ้าง....ก็จะดีนะครับ” ผมบอกก่อนจะเดินกลับขึ้นมาบนรถสองแถวอย่างเดิม ไม่สนสายตาใครด้วยเพราะหงุดหงิด จะมองกันยังไง จะคิดยังไงก็ตามใจเลย 

จิ๊....น้องโทรศัพท์เพิ่งซ่อมจอเมื่ออาทิตย์ก่อนเองไอ้เวรเอ๊ย 

ผมว่าตัวเองควรใช้โทรศัพท์ที่ไม่ต้องมีลูกเล่นใดใดนอกจากโทรเท่านั้น เชื่อป้ะว่าปีนี้ผมเปลี่ยนโทรศัพท์มาเป็นเครื่องที่สี่แล้ว ส่วนมากจอแตกแล้วเครื่องรวน มีเมาแล้วทำหายไปเครื่องนึง เสียหายหลายหมื่นแล้วเนี่ย แม่งหงุดหงิดว่ะ ต้องส่งน้องโทรศัพท์ซ่อมจอ ระหว่างรอโทรศัพท์ซ่อมก็จะต้องไปเอาเครื่องเก่ามาใช้แทน 

วันนี้แม่งอะไรวะเนี่ย 

เอาน่ะ ถึงจะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นแต่ก็ยังดีที่ลุงขับรถสองแถวยังรอให้ผมทะเลาะกับไอ้เวรนั่นเสร็จ ไม่แน่นะ ที่มันแย่สุดก็อาจจะแค่ตอนนี้ก็ได้ ถ้ามองโลกในแง่บวก เดี๋ยวมันก็คงบวกเองแหละ จะว่าไปวันนี้ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก 

แฟนบอกเลิก 

หากุญแจรถไม่เจอ 

โทรศัพท์จอแตก 

งืม....ก็ยังได้อีกนะ 

ผมกดออดรถสองแถวก่อนจะเดินลงไปจ่ายเงินลุง ตอนนี้เกือบ 10 โมงแล้วซึ่งผมมีเรียนตอนเที่ยงครึ่งครับ ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะก็เลยกะว่าจะไปหาโจ๊กกินสักหน่อย พอคิดได้แบบนั้นผมก็ลากสังขารตัวเองดิ่งไปร้านโจ๊กหน้ามหา’ลัยทันที 

“เอาโจ๊กหมูใส่ไข่ 1 ถ้วยครับ” 

“นั่งรอแป๊บนึงนะพ่อหนุ่ม” 

“ครับ” ผมเดินไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนจะหยิบน้องโทรศัพท์ขึ้นมากดดูโน่นนี่นั่น น้องมึงก็บอบบางจังเลย สงสัยจะร่วงในองศาพิสดาร จอถึงได้แตกเป็นเสี่ยงถึงขนาดนี้ 

“นี่โจ๊กหมูใส่ไข่นะลูก” ป้าส่งถ้วยโจ๊กให้ก่อนจะหันไปคุยกับลูกค้า “พ่อหนุ่มมานั่งนี่ก็ได้ ตรงนี้ยังว่างอยู่ที่นึง” 

ผมตักผงพริกใส่โจ๊กพร้อมกับเหยาะน้ำปลาเพิ่มนิดหน่อยและก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะมานั่งกินโจ๊กร่วมโต๊ะเดียวกันเพราะมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับการแบ่งที่กันนั่ง จะว่าไป....ถ้าน้องแอมไม่บอกเลิกผม ป่านนี้สิ่งที่ผมกินคงเป็นน้องกะเพราเนื้อแล้วแหละ เออทำไมไม่ไปกินกะเพราเนื้อที่โรงอาหารคณะวะ เอ้ยไม่ได้ดิ ถ้าไปน้องกะเพราที่ร้านอาหารคณะ น้องกะเพราที่หอผมคงเสียใจแย่ 

น้องคงคิดว่าตัวเองผิดอะไรทำไมผมไม่กินน้อง 

ไม่เอาๆ ผมจะไม่ทำให้น้องกะเพราที่หอรู้สึกเสียใจเด็ดขาด 

หลังจากที่นั่งโจ๊กอยู่พักใหญ่ น้องโทรศัพท์ของผมก็เกิดอาการสั่นด๊อกแด๊ก มีคนโทรมาครับ หน้าจอชื่อว่าเจ้าแช่มเพื่อนรักสงสัยคิดถึงแหละ พอคิดได้ว่าเพื่อนรักจะทนความคิดถึงไม่ไหวผมจึงกดรับสาย 

“ว่า.....” 

(โดดเรียนเหรอ) 

“โดดเรียนไรวะ วันนี้เรียนเที่ยงครึ่ง” 

(ไอ้เฌอ) 

“ห้ะ” 

(วันนี้วันอังคาร วันอังคารเรียน 9 โมงครึ่ง วันที่เรียนเที่ยงครึ่งมันวันพุธกับวันพฤหัสโน่น นี่มึงจำวันผิดขนาดนี้เลยอ๋อ ไปหาหมอบ้างนะ ควรเช็กสมองอะ) 

มาเป็นชุดเลยนะไอ้เวร 

“เออๆ ก็แค่จำวันผิดป้ะวะ เดี๋ยวกูรีบไปละกัน” ผมกดวางสายก่อนจะลุกไปจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้าน แม่งเอ๊ย วันนี้วันอังคารเหรอวะ แล้วทำไมสมองถึงจำว่าเมื่อวานเป็นวันพุธเนี่ยะ 

แม่ง....งงว่ะ 

ช่างแม่งเถอะ วันที่ 13 ทีไรมันก็มักเป็นแบบนี้แหละ แทนที่จะเอาเวลามานอยด์แดกกับชีวิตตัวเอง ผมควรรีบไปเรียนก่อนดีกว่า คืออยากวิ่งนะ แต่โจ๊กอัดอยู่ในท้องคงได้ทะลุออกทางปากแหละ ผมอาศัยวิธีการเดินเร็วไปที่ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ห้องที่เรียนอยู่ชั้น 3 ครับ ริมสุดติดทางเดินที่ไฟพังแล้วก็ไม่มีใครซ่อมสักที ตอนกลางคืนโคตรน่ากลัวเลยอะ ลองนึกภาพช่วงที่ต้องทำงานอยู่คณะยันดึกดื่นดิ 

ชีวิตโคตรน่าสงสารเลย 

ผมเดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ให้อาจารย์วิชัย “ผมมาสายครับ” 

“รู้ตัวหนิ จำวันผิดอีกรึไง” 

“ใช่ครับ นึกว่าวันพฤหัสฯ ” 

“ไปนั่ง....แต่ผมเช็กสายไปแล้วนะ” 

“ครับ” หลังจากที่รับคำอาจารย์เรียบร้อยผมก็เดินมานั่งระหว่างเพื่อนแช่มและเพื่อนขัน “ไม่ต้องหาเรื่องดุกูเพิ่มนะ มึงไม่รู้หรอกว่าวันนี้กูเจออะไรมาบ้าง” 

“วันนี้วันที่ 13 ” 

“อกหักมาอะดิ” 

“พวกมึงรู้ได้ไงเนี่ยะ” 

“เป็นธรรมเนียมปกติป้ะวะ ใครไม่รู้เรื่องนี้บ้าง” ไอ้ขันบอกก่อนจะยกมือแตะไหล่ผมเบาๆ “พี่ขันเสียใจกับน้องเฌอด้วยนะคะ อยากปลอบใจเหมือนกันแต่ติดตรงที่พี่มีเมียแล้ว” 

“สะเหล่อ” กูจะฟ้องไอ้หมีให้ด้วย 

“เออแล้วชีทอะเฌอ มึงลืมเอามาเหรอ” 

ชีท.... 

“เชี่ยยยย ลืมไว้ร้านโจ๊ก” ผมทำท่าจะลุกออกจากเก้าอี้แต่ชริตเป็ดรั้งแขนไว้ซะก่อน “กูจะไปเอาชีท” 

“ป่านนี้คงอยู่มั้ง ช่างมัน ดูจากสมุดกูก็ได้ กูสรุปให้หมดแล้ว” 

“เออๆ ” 

วันนี้คงเป็นวันเฮงซวยของผมจริงๆ อะ ชีทที่ลืมไว้ร้านโจ๊กนั่นสำคัญมากเลยนะ คือผมเนี่ยะ ไม่มีสมุดเลคเชอร์เหมือนคนอื่น อาศัยการจดลงชีทอย่างเดียว เขียนแล้วมีตัวการ์ตูนประกอบอย่างน่ารัก ใช้มาทั้งเทอมแต่สุดท้ายแล้วก็ไปลืมไว้ร้านโจ๊ก อยากได้ก้านมะยมว่ะ คือชรันควรโดนตีจนขาลาย โทษฐานขี้ลืมแบบปลาทอง 

โวะ หงุดหงิดโคตรๆ 

“อยากแดกเบียร์ออื้อออ.อ.....” มือเรียวของไอ้ขันยกขึ้นปิดปากผมซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ทุกคนหันมามอง อาจารย์วิชัยก็เป็นหนึ่งในนั้น 

อย่าบอกนะว่าเผลอออกเสียงไปอะ 

“กลับหอไปนอนไหมชรัน เธอดูเหมือนไม่ค่อยมีสตินะ” 

ผมแกะมือไอ้ขันออก “ขอโทษครับอาจารย์ ผมคงนอนน้อยไปหน่อย” 

“เหมือนคนไม่ได้นอนเลยมากกว่า จดต่อ” 

“ครับ” ผมยกมือขึ้นลูบตัวเองเพื่อตั้งสติ 

“มึงไหวป้ะเนี่ย เกิดไรขึ้นบ้างไหนบอกมาซิ” 

“ก็เมื่อเช้าน้องแอมบอกเลิกกู กูก็เสียใจมากๆ แล้วก็ขึ้นสองแถวมาเรียนเพราะหากุญแจรถไม่เจอ แล้วก็มีกระเป๋าของไอ้เวรที่ไหนไม่รู้มาเกี่ยวสายหูฟังกูจนน้องโทรศัพท์กูร่วงแล้วหน้าจอแตกยับ จากนั้นกูก็ไปกินโจ๊ก ลืมชีทไว้ร้านโจ๊ก จำวันผิดจนมาเรียนสาย” 

“น่าสงสารเนอะ แฟนคนที่เท่าไหร่แล้ววะ” 

“สองแสนแล้วมั้ง” 

“พูดเป็นเว่อร์” ไอ้ขันหยิบลูกอมในกระเป๋าส่งมาให้ผม “เอาน่ะ มันคงไม่แย่ไปทุกอย่างหรอก” 

แย่ดิ 

แย่ตั้งแต่เป็นวันที่ 13 แล้ว 

ผมแกะลูมอมก่อนจะส่งเข้าปาก ในหัวก็คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนตื่น นี่แค่ครึ่งวันเองนะ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าตัวเองคิดมากไปเรื่องวันที่ 13 หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเลข 13 จนแบบพอโตมาเรื่อยๆ ก็คิดว่าแม่งต้องใช่แน่ คนเราอาจจะมีหนึ่งวันที่ถูกกำหนดไว้ให้เป็นวันเฮงซวยของชีวิตก็ได้ ชีวิตผมในวันอื่นๆ มันไม่ขนาดนี้อะ โชคร้ายสุดก็แค่เดินชนประตู แล้วเนี่ยะ ความรู้สึกที่อยากกินเหล้าเมาหัวทิ่มแต่หัววันก็เข้ามา 

ผมถือคติว่าเมาให้สุดแล้วหยุดที่พุ่มไม้ครับ 

“คืนนี้ไปกินเหล้ากันไหม” 

“ขอผ่านว่ะ กูบำบัดอยู่ กินเหล้าไม่ได้” เพื่อนแช่มบอกพร้อมทำหน้าเศร้า “ไว้จะรีบหายเพื่อไปกินเหล้าเป็นเพื่อนนะ” 

“เออรีบหายแล้วกันไอ้เวร แล้วมึงอะขัน” 

“ไปไม่ได้ว่ะ วันนี้วันเกิดแม่ กูต้องกลับไปกินข้าวบ้าน” 

ผมหันไปมองเพื่อนรักอีกสองคนด้านหลัง “พวกมึงอะ” 

“กูไม่สบายเนี่ยะ มึงเห็นคูลฟีเวอร์ไหม ให้ผมกินเหล้า ให้ผมตายไปเลยดีกว่า” 

“กูมีธุระกับพ่อ วันนี้คงมีแค่มึงคนเดียวแหละเฌอ” 

งื้อออ...อ....อย่าพูดแบบนั้นนะจันทร์ฉาย 

อย่าพูดว่ามีแค่กู 

ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีเพื่อนว่างเลยสักคนอะ ตอนแรกที่ว่ารู้สึกเศร้าแม่งก็ยิ่งเศร้าไปใหญ่ ปกติแล้วผมไม่ได้มีปัญหากับการไปกินเหล้าคนเดียวป้ะวะ แต่วันนี้มันอกหักไง ผมก็อยากได้เพื่อนสักคนที่รับฟังผม ความจริงคือถ้าไอ้หมีไม่ต้องไปกับไอ้ขัน ผมก็ชวนมันไปด้วยแล้ว เห้อะ เบื่อจริงพวกมีพันธะ แต่ไม่เป็นไร ผมไปคนเดียวก็ได้ แค่กินเหล้าเอง ถ้าเหงามากๆ ก็คุยกับตัวเอง 

เก่งอยู่แล้วเรื่องนั่นน่ะ 

 

*** 

 

“กอดแน่นแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องปล่อย ฝันดีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องตื่น....” 

ผมโคตรชอบประโยคนี้เลย 

เพลงเศร้า เหล้าและคนอกหัก องค์ประกอบนี้มันดูลงตัวดีจริงๆ วันนี้หนักหน่อยเพราะมานั่งอยู่คนเดียวและเชื่อได้เลยว่าถ้าลุกออกจากเก้าอี้ตอนนี้ ผมอาจจะหัวทิ่มอยู่แถวหน้าเคาน์เตอร์นี้เนี่ยแหละ ผมนั่งดื่มย้อมใจมาสักพักแล้ว เบียร์หมดไปสองโปรและตอนนี้เหล้ากำลังจะหมดตามไป คือกินหนักแบบตั้งใจสติหลุด กินให้เลอะเลือนไปชั่วขณะ กินทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้ดีต่อสุขภาพเลยแต่ก็เลือกที่จะกิน 

เจ็บปวดหัวใจว่ะ 

ทำไมผมต้องโดนทิ้งอยู่ตลอดด้วย 

“อาการมันเป็นยังไงไหนบอกเฮียซิ” 

“อกหัก แฟนบอกเลิกอีกแล้วเฮีย” ผมมองแก้วเหล้าที่เฮียเจ๋งชงส่งมาให้พลางเบะปาก “น้องแอมบอกว่าเฌอดีเกินไป ทำไมอะเฮีย เป็นคนดีแล้วไม่ดีเหรอ” 

“เป็นคนดีน่ะดีแล้ว เฌอแค่ไม่ใช่สำหรับเขามากกว่า” 

“งั้นเฌอก็ไม่เคยใช่สำหรับใครเลย” ผมยกน้ำสีอำพันขึ้นกระดกลงคอจนหมด อื้อออ...บาดคอชะมัด ออนเดอะร็อคนี่รุนแรงจริงๆ 

“คิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ” 

“ใช่สิ รอบนี้นะ เฌอจะโสดไปสักสามปี” 

“เฌอทำไม่ได้หรอกเพราะกับคนก่อนเฌอก็พูดแบบนี้ ตอนนั้นอกหักก็มาร้านเฮีย อาทิตย์นึงให้หลังก็มีแฟนใหม่ พอผ่านไปสองอาทิตย์ก็อกหักอีก เนี่ยะ เดี๋ยวเดือนหน้าเฌอก็มีแฟนใหม่แล้ว” 

“เฮียรู้ได้ไง” 

“เพราะใส่ใจถึงได้รู้ไง” มือเรียวขยี้หัวผมเบาๆ “ความจริง ถ้าเฌอไม่ใจดีกับทุกคนที่เข้ามา เฌอก็อาจจะไม่เสียใจแบบนี้ก็ได้” 

“ก็คงงั้น” ผมกระดกเหล้าลงคอไปอีกแก้ว “เดี๋ยวมานะเฮีย ไปสูบบุหรี่แป๊บ” 

“เดินไหวเหรอ” 

“ไหวดิเฮีย แค่นี้จิ๊บๆ ” ผมบอกพลางลุกออกจากโต๊ะ ส่ายหัวสองสามทีเพื่อตั้งสติก่อนจะลากสังขารตัวเองเดินออกไปทางหลังร้าน โอ๊ยยยย ทำไมมันควบคุมร่างกายลำบากแบบนี้ล่ะ 

ป้อแป้มากจะบ้าตาย 

ผมล้วงกระเป๋าหลังกางเกงเพื่อจะหยิบตลับบุหรี่ออกมา เอ๊ะ ทำไมเบาโหวงแบบนี้ อย่าบอกนะว่าหมดอะ พอเปิดตลับดูก็เป็นแบบที่คิดจริงๆ ครับ บุหรี่หมด คือเซเว่นฯ เนี่ยะอยู่ห่างไปประมาณร้อยเมตรได้ ไม่ไกลนะแต่อาจจะเมากลิ้งอยู่ข้างทางก่อน เออเอาน่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลิ้งสักหน่อย แค่ตั้งสติเอาไว้ดีดีเราก็จะเดินไปถึงได้โดนสวัสดิภาพ 

“อื้อออ....” ผมเดินไปเซเว่นฯ ด้วยความทุลักทุเล ทำไมทางเดินมันคดเคี้ยวแบบนี้วะ แล้วไอ้อาการพะอืดพะอมนี้มันคืออะไรเนี่ยะ 

เหมือนจะอ้วกอะ 

ปั้กกกก 

“โอ๊ยยยย” ผมชันตัวเองขึ้นมาหลังจากที่สะดุดฟุตปาธล้มลงอยู่เยื้องๆ เซเว่นฯ ฮ่าๆ ๆ ๆ สะเหล่อชิบหาย ทำไมสภาพมันดูน่าสมเพชแบบนี้วะ 

เป็นแบบนี้มันไม่ดีเลยป้ะเฌอ 

ผมมองแผลถลอกเป็นทางยาวที่ฝ่ามือ เจ็บแต่ยังไม่เท่ากับเจ็บใจ สติผมยังรับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นถึงมันอาจจะประมวลผลช้าไปหน่อย แต่ร่างกายเนี่ยะ ไม่ได้ดั่งใจเลย เออส่วนนึงก็เพราะกินเหล้าเข้าไปเยอะมากนั่นแหละ ตอนนี้ผมควรเข้าเซเว่นฯ ไปซื้อยาแทนที่จะซื้อบุหรี่ ไม่ดิ ก็ซื้อทั้งสองอย่างนั่นแหละ พอคิดได้แบบนั้นผมก็ชันตัวเพื่อลุกขึ้นยืนอีกรอบแต่เสียหลักไปด้านหลังแทน 

“เห้ยยยย” 

ไม่เจ็บ 

“เป็นอะไรไหมครับ” เสียงของคนที่รั้งแขนผมไว้เอ่ยถาม “ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม” 

“อื้อออ..อ...” ผมดันเขาออกก่อนจะพุ่งไปอ้วกกับพุ่มไม้ แค่กกก...ก....ทรมานว่ะ ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายนะเฌอ ครั้งหน้าไม่เอาแล้ว โคตรหมดสภาพเลยว่ะ 

สัมผัสได้ถึงแรงลูบเบาๆ ที่หลังพร้อมกับมือที่ส่งขวดน้ำมาให้ “น้ำครับ” 

“....ขอบคุณ” ผมใช้น้ำนั่นล้างหน้าล้างตาพร้อมกับล้างปากไปด้วย เวียนหัวว่ะ สงสารตัวเองก็สงสารนะ แต่สงสารคนที่มาช่วยมากกว่า เหมือนผมเป็นเวรกรรมของเขาเลย 

ขอโทษนะพ่อหนุ่ม 

ผมหวังจะลุกขึ้นยืนแต่ขาก็อ่อนแรงจนทรุดลงไปอีกรอบ ร่างสูงของผู้ชายคนนั้นพยุงผมเอาไว้ ภาพที่ผมเห็นมันเลือนลางมากเลย และดูเหมือนสติใกล้จะหลุดอยู่รอมร่อ ผมรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรที่ทำให้ผมกลายเป็นแบบนี้ ทุกครั้งผมไม่เคยอยากให้ใครต้องมาลำบากเพราะตัวเองเลย ผมผิดเองที่เมาแล้วดูแลตัวเองไม่ได้ ผม..... 

ผมน่ะ.... 

“พี่ครับ.....” 

นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่จะไม่รับรู้อะไรอีกเลย.... 

 

*** 

 

“อื้อออ.อ....เย็น” 

นุ่มด้วย 

ผมเหมือนตกอยู่ในห้วงของความฝัน อาการกึ่งหลับกึ่งตื่นนี่ทำให้รู้สึกปวดหัวแต่ลืมตาไม่ขึ้น ใช่ ผมเมาและกำลังพร่ำเพ้อในใจไปเรื่อยเปื่อย ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและคงไม่ใช่พุ่มไม้หรอก มันไม่มีทางที่พุ่มไม้จะนุ่มและอุ่นถึงขนาดนี้ 

“ผมทำแผลให้แล้วนะครับ พี่ต้องล้างแผลทุกวันนะ” 

เสียงใคร 

“อื้มมม..ม...” ผมลืมตามองเจ้าของเสียงพูดอย่างยากลำบาก “.....ใคร” 

“ผมช่วยพี่เอาไว้น่ะครับ” 

งั้นเหรอ....ช่วยผมเหรอ 

“ขอบคุณนะ” ผมพยายามดึงสติอันน้อยนิดที่มีอยู่เพ่งมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงแบบชัดๆ แต่เพ่งยังไงมันก็ไม่ชัดไปกว่าที่เป็นอยู่ ภาพที่เห็นเป็นเงาลางๆ เท่านั้น 

ช่างมันเถอะ....อย่าฝืนตัวเองไปมากกว่านี้เลยเฌอ 

“วันนี้คงเป็นวันที่แย่สำหรับพี่เลยสินะครับ” 

“หึ....คุณรู้ได้ยังไง แต่มันก็จริงนะ” ผมตอบเขาไปด้วยเสียงอ้อแอ้ “ผมน่ะมีแฟน เธอน่ารักมาก แต่เธอบอกเลิกผมเมื่อเช้า เธอบอกว่าผมดีเกินไป ทำไมอะ....ทำไมต้องเอาเหตุผลนี้มาอ้างด้วย แค่บอกมาว่าไม่ได้รักกันแล้วมันจะยากอะไรวะ จะพูดให้สวยหรูทำไม ผมแม่ง....โคตรเสียใจเลย อะไรที่คิดไว้ว่าจะทำด้วยกัน ก็ไม่ได้ทำแล้ว” 

“.....” 

“ผมน่ะ....ทำอาหารอร่อยมาก แต่ละคนที่เข้ามาในชีวิต บอกว่าอยากกินอาหารที่ผมทำ แต่สุดท้ายแล้ว....ก็ไม่มีใครอยู่กินมันสักคน” 

การมีความรักในแต่ละครั้งผมก็หวังให้มันเป็นครั้งสุดท้ายทั้งนั้น ผมไม่คิดถึงวันที่ต้องเลิกหรือจากกัน ผมไม่เคยทำใจรอเรื่องแบบนี้เลย ไม่ว่าใครที่เข้ามาในชีวิตของผม คนที่เข้ามาเป็นแฟนของผม ผมนึกถึงแต่อนาคตข้างหน้าที่เราจะสร้างมันด้วยกันเสมอ แล้วพอทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามแบบที่ผมคิด มันก็เสียใจอะ ผมเนี่ยะ คนอย่างผม....จะไม่สมหวังในความรักกับเขาสักครั้งเลยเหรอ 

ต้องเสียใจอีกแค่ไหนถึงจะพอวะ 

“คุณ....” 

“ว่าไงครับ” 

“วันนี้มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับผมเยอะเลย ผมไม่ชอบวันนี้จริงๆ วันที่ 13 น่ะ ไม่ใช่สิ....อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเลข 13 ” 

“.....” 

“ผมไม่ชอบมันเลย” 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

TBC. 

สวัสดีค่ะชาลมาส่งนิยายเรื่องใหม่ เรื่องสุดท้ายของเลิฟไรท์โปรเจ็กต์ซึ่งชาลรอคอยที่จะได้เขียนมานานมาก ค่อนข้างคาดหวังมากด้วยเพราะว่าเรื่องก่อนหน้าดราม่ามาก ปวดหัวใจ เราจะมาฮีลลิ่งกันด้วยเรื่องนี้นะคะ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อรอติดตามนะค้าบ 

สามารถติดต่อชาลได้ที่ทวิตเตอร์ Chaleeisis หรือเพจ Fiction Yaoi Th น้า 

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านค่า 

ความคิดเห็น