เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

92.2 บาดเจ็บปางตาย

ชื่อตอน : 92.2 บาดเจ็บปางตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 26

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2563 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
92.2 บาดเจ็บปางตาย
แบบอักษร

พยายามเข้านะ

         บนดินแดนแห่งความมืดอันไร้ขอบเขตมีดวงไฟหนึ่งส่องสว่างเรืองรองดุจแสงไฟในตะเกียงของจิตวิญญาณตัวหนึ่งผู้เดินฝ่าห้วงแห่งความกลัวเพื่อนำทาง และหยิบยื่นความหวังให้ผู้หลงทาง มันทำเช่นนั้นเพราะอะไรนะ คำถามนั้นจนปานนี้เมรัยยังไม่รู้คำตอบ กระนั้นมันอาจไม่มีคำตอบจริงๆกระมัง คำตอบของคำถามนั้นอาจตอบสั้นๆว่าเพราะมันอยากทำหรือเพราะมันว่างกระมัง จิตวิญญาณแห่งผู้ถือตะเกียงอาจมอบคำตอบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับคนถามก็ได้ แล้วเมรัย คำตอบที่มันจะตอบเมรัยจะเป็นคำตอบแบบไหนนะ

         หมอผีน้อยสงสัย

         นางไม่รู้จะกล้ายอมรับความจริง และลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างไร..

         กริ่งๆ

         ..

         .

         เสียงกระดิ่งสีทองดังกังวานปลุกเมรัยให้ตื่นจากความฝันอันมืดมิด แสงแดดสีเพลิงทอระยิบสาดแทงม่านตาสาวน้อยผู้นั่งสัปหงกบนขั้นบันไดหน้าประตูบ้าน หมอผีน้อยขมวดคิ้วเรียวยาว ครั้นเบือนองคาหนีแสงแดดอุ่นระอุ นางกำลังทำอะไร สมองมึนๆครุ่นคิดพักหนึ่งพลันนึกได้ว่าตัวเองกำลังนั่งรอพวกเรไร! เมื่อคืนเมรัย นารี วันหลบหนีมาถึงกำแพงเมืองไมเดน เมื่อเข้าเขตปกครองเมืองแล้ว กลุ่มทหารรับจ้างไม่สามารถบุกรุก ยกพลข้ามเขตแดน เพราะหากทำเช่นนั้นจะถือเป็นการประกาศสงคราม

         พวกเมรัยรอดตายอย่างหวุดหวิด หมอผีน้อยไม่เสียเวลา นางรีบบอกให้ดวงดาวน้อยกลับไปช่วยปักษาน้อยทันที นารีสองจิตสองใจ แต่เพราะเห็นเมรัยดึงดันให้ไป ดวงดาวน้อยกัดฟันยอมปล่อยหมอผีน้อยไว้กับเจ้าหญิงน้อย วันที่โดนนารีอุ้มตลอดทางถูกส่งมอบให้เมรัยอุ้มต่อ เจ้าหญิงน้อยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระนั้นวันนี้นางโดนคนอุ้มบ่อยนัก นางชักเริ่มอืดแล้วสิ

         เมรัยยืนมองส่งนารีด้วยสายตาอาลัยระคนอารมณ์หม่นหมอง

         “กลับ..ให้ได้นะ”

         น้ำเสียงพึมพำแฝงความหวาดหวั่นเอ่ยด้วยสุรเสียงแผ่วเบาคล้ายนางไม่เจตนากล่าวเช่นนั้น เมรัยหลุบตาลงเพื่อมิให้ใครมองใจจริงว่านางกลัวเพียงใด นางควรเชื่อมั่นในตัวนารี และเรไร ทว่าลึกๆในใจ นางไม่เชื่อใครเลยนอกจากตัวนางเอง

         สายลมพัดเรือนผมหมอผีน้อย เจ้าหญิงน้อยดิ้นๆสื่อให้เมรัยปล่อยนางลงพื้น หมอผีน้อยยิ้มอ่อนล้าพลางปล่อยน้องลง วันเมื่อไม่โดนอุ้มแล้ว นางก็เป็นอิสระ!! ไชโย

         เจ้าหญิงน้อยปานมีสัมผัสพิเศษ นารับรู้ว่าพี่สาวกำลังทุกข์ทรมาน เจ้าหญิงน้อยไม่รอช้ารีบกอดเมรัยทันที

         “..”

          โดนสาวน้อยกอดอย่างไม่ทันรู้ตัว เมรัยใจอ่อนยวบ “ขอบใจนะ”

         เมรัยเหมือนพวกงี่เง่าไม่มีผิด นางเคยสูญเสียคนสำคัญมาแล้ว เพราะฉะนั้นนางไม่อยากเชื่อใจใครอีก กระนั้นไม่ใช่เลย เพราะนางเชื่อใจพวกเรไรต่างหาก และรู้ว่าเรื่องมันต้องเลวร้ายมากแน่ๆ นางจึงหวาดกลัว และเจ็บปวดมากมายเช่นนี้ วิธีเดียวที่จะกลบฝังความเจ็บนี้คงมีเพียงมองดูเจ้าหญิงน้อย มองวันที่ยังสงสัยมันเกิดอะไรขึ้น

         “เรากลับบ้านกันเถอะ”

         หากเมรัยตัวคนเดียวคงปักหลักรอพวกเรไรที่นี้ไม่ไปไหน กระนั้นนางมีวัน เจ้าหญิงน้อยยังเด็ก นางคงทนอากาศหนาวยามราตรีไม่ไหว เอาจริงเมรัยก็ทนไม่ไหวหรอก หมอผีน้อยถอนหายใจพลางจูงมือเจ้าหญิงน้อยเข้าเมืองไมเดนเพื่อมุ่งไปยังบ้านคนคนหนึ่ง คนคนนั้นคือหนึ่งกลุ่มท่านแม่ในโลกของเมรัย

         บ้านของนาเดีย

         ตัดภาพมาตอนนี้ เวลาหนึ่งราตรีผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วปานลมพายุ เพียงแค่นั่งหลับตา ครั้นลืมตาอีกครั้งก็พบว่าเช้าตรู่แล้ว ดวงอาทิตย์สีส้มลอยพ้นเส้นขอบฟ้า ทอแสงเรืองรองงดงาม ฝูงวิหคกางปีกโบยบินเหนือนภา บนถนนเริ่มปรากฏชาวเมืองเดินสัญจร ดอกไม้นานาชนิดเริ่มเบ่งบานผลิดอก บริเวณที่พักนาเดียเป็นเขตพักอาศัยข้าราชการ ความเงียบสงบในยามเช้าคือสิ่งสำคัญอันดับของเขตนี้ และอีกไม่นานพวกคุณครูคงตื่น และรีบอาบน้ำเตรียมตัวไปสอนหนังสือ

         เมื่อคืนเมรัยพาวันมาที่บ้านนาเดีย การพบเจอในรอบปีสร้างความแปลกประหลาดใจ และความหวังน้อยๆในตัวเมรัย

         แม้นเพิ่งประสบเรื่องเสี่ยงชีวิต กระนั้นเมื่อเห็นหน้าท่านแม่อันเป็นที่รัก เมรัยคลายใจลงส่วนหนึ่ง กระนั้นเก้าส่วนยังพะวง และวิตก

         นางไม่กล้านอน นางนอนไม่หลับ เมรัยใจเต้นตึกตัก และไม่อาจข่มตาลง

         เลือกนั่งรอนารี นับนิ้ว คำนวณ และประเมินเวลา กระนั้นมันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน

         หนึ่งราตรียาวนานราวสิบปี

         “เมื่อไหร่พวกเจ้าจะกลับมา..”

         เมรัยนั่งกอดเข่าบนขั้นบันไดแผ่นขาว สีหน้าอิดโรย ขอบตาดำ ผิวแก้มซีดขาว นางเจ็บปวดทั้งกาย และใจ ยามนี้แม้หิวไส้จะขาด แต่นางกลับรู้สึกเหมือนกินข้าวไม่ลง นางกลัว กลัวเกิน นางไม่กล้าขยับตัวไปไหนเพราะเหตุผลเดียวคือกลัวนารีจะหานางไม่เจอ บางทีพวกนางอาจแคล้วคลาดกันระหว่างที่เมรัยลุกไปเข้าห้องน้ำหรือบางทีพวกนางอาจ..แย่งอยู่คนละภพภูมิ

         “เมรัย”

         น้ำเสียงไพเราะอบอวลด้วยความอบอุ่นดังข้างหลังหมอผีน้อย เมรัยเงยหน้า และหันมองสาวงามเรือนร่างอวบอิ่ม “..” นางคอแห้ง ไม่มีแรงแม้แต่จะเรียบเรียงประโยค และเรียกท่านแม่

         นาเดียเห็นดังนั้นแล้วปวดใจยิ่ง นางก้มลง และส่งแก้วน้ำให้ลูกสาว

         เมรัยมองแก้วน้ำเปล่า มองเช่นนั้นราวไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร

         แววตาที่ราวกับลืมเลือน และไม่รู้จักสิ่งใด

         นาเดียไม่อยากเชื่อจะได้เห็นแววตาเช่นนี้อีก

         “น้ำจ๊ะ ดื่มได้นะ”

         ปราชญ์สาวยิ้มอธิบายเสียงนุ่มนวล เมรัยนิ่ง อ่อ น้ำ..

         สาวน้อยรับแก้วน้ำมาประครองแล้วดื่มอึกๆ

         นาเดียหลับตาพลางย่อเข่านั่งลงข้างๆลูกสาว เมื่อคืนลูกมาพร้อมกับสาวน้อยคนหนึ่ง แค่มองแววตาร้อนรน และหวาดกลัวนั้นใจนาเดียให้เหมือนโดนเข็มแหลมทิ่มแทง แม้นไม่รู้ลูกสาวเจอใครทำร้าย กระนั้นเรื่องยังไม่จบ เมรัยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาเดียฟัง ปราชญ์สาวครุ่นคิดพลางนางจักการช่วยจัดคนไปสอดส่อง และช่วยเหลือภรรยาลูกสาวสุดที่รัก เมรัยยามนั้นหัวไม่แล่น ไม่ได้ใส่ใจวาจานาเดียมากนัก หมอผีน้อยเพียงแค่รอ รอพวกเรไรกลับมา

         ลูกสาวพยายามยิ้มให้คุณแม่ กระนั้นยามนี้ใช่เวลาทำให้แม่วางใจหรือ

         นาเดียส่ายหน้าพลางย้ำเตือนเมรัย “เลิกเสแสร้งเมรัย..จะร้องไห้ก็ร้องเถอะ อย่าบิดเบือนตัวเองเช่นนี้”

         น้ำเสียงทรงอำนาจกระแทงใจหมอผีน้อย.. ใช่ นางคงเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ

         เมรัยร้องไห้ น้ำตาอาบแก้มพลางซุกตัวคุณแม่

         นาเดียเพียงยกมือลูบหลังลูกสาวเบาๆอย่างเช่นยามนี้ที่นางยกมือลูบศีรษะเมรัยปลอบประโลมให้สาวน้อยไม่แตกสลายอีกครั้ง

         หนึ่งหมอผีน้อยผู้จมดิ่งในห้วงแห่งความกลัว หนึ่งปราชญ์สาวผู้เงียบขรึม และเมตรากรุณา สองแม่สองลูกนั่งรอพวกนารี และหลังตะวันลอยเด่นบนฟ้าไม่นาน พวกนารีตามหาบ้านนาเดียเจอ “ม เมรัย..” นารีแบกร่างเรไรที่สภาพไม่ต่างจากซากศพในสนามรบ เมรัยพรวดพราดลุกขึ้น สีหน้าแตกตื่น “ร เรไร ทำไม” น้ำเสียงสั่นระริกปานสัมผัสความสิ้นหวังสีดำทมิฬ

         นารีมองหน้าเมรัย และเบือนหนีอย่างมิกล้าสบตา

         ตอนนางไปเจอเรไร สภาพปักษาน้อยก็เป็นเช่นนี้แล้ว

         ทว่า..นางยังไม่ตายนะ

         ตุบ

         เมรัยเสียหลัก ทรุดเข่า หัวใจพังทลาย

         “เมรัย!!”

         “!!”

         หมอผีน้อยหน้ามืด รู้สึกตัวอีกทีก็โดนนาเดียอุ้มกลับเข้าบ้านเสียแล้ว

         ณ เมืองไมเดน บ้านนาเดีย เวลาช่วงสาย 

         ท่านหมอสาวตรวจร่างกายเรไร และรีบทำการรักษา บาดแผลปักษาน้อยสาหัสอยู่ในขีดอันตราย หากปล่อยเวลาช้ากว่านี้ นางอาจไม่รอด

         หน้าห้องพักเรือนหลัง นารียืนพิงผนัง สีหน้ากลัดกลุ้ม เมรัยนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ สีหน้าไร้อารมณ์ราวตุ๊กตาไร้ชีวิต “ขอโทษ..” คำขอโทษของนารีไม่เข้าหูเมรัย หมอผีน้อยนั่งนิ่งราวไม่อาจรับรู้เสียงใด นางเหม่อมองสระบัว ดวงตาไร้ประกายแสง ดวงดาวน้อยเห็นแล้วใจหาย ตอนนี้พูดอะไรไป เมรัยไม่มีทางสนใจ หมอผีน้อยเป็นเช่นนี้แล้ว นารีหมดหวัง

         ได้แต่รอให้เรไร..

         “ช่างเถอะ..”

         กว่าเมรัยจะตอบ เวลาก็ผ่านไปนานแล้ว ความรู้สึกนางช้ายิ่งกว่าเต่า ยามนี้เวลาของนางเดินช้ามากๆราวว่ามันจะหยุดแน่นิ่ง และตายในอีกไม่นาน นารีเศร้าเสียใจไม่ต่างจากหมอผีน้อย กระนั้นดวงดาวน้อยต้องยืนหยัดเพื่อครอบครัว ในเวลานี้เมรัยลุกไม่ไหว เรไรก็ลุกไม่ไหว ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของนารีที่ต้องยืนลุกเป็นเสาหลักให้เมรัย และเรไรสบายใจ

         เมรัยจะล้ม เรไรจะล้มก็ได้

         แต่นารีจะไม่ยอมล้มเด็ดขาด 

         สำหรับฮ่องเต้ ถ้านางล้มก็แปลว่าจักรวาลถึงจุดจบแล้ว เพราะฉะนั้นนางจะไม่มีวันล้ม!!!

         ดวงดาวน้อยเพียงแต่เก็บกดความเจ็บปวดไว้ภายใต้สายตาเย็นชา และราบเรียบ นางระบายลมหายใจฟู่ เมรัยแอบชำเลืองมองนารี พลาง..หมดคำจะพูด

         และทันใดนั้นประตูห้องพลั่งเปิดอ้าพร้อมท่านหมอสาวที่ย่างกรายออกมา “ท่านหมอเรไรเป็นอย่างไรบ้าง!!”

         นารีหันขวับถามอาการเรไร ท่านหมอสาวเผยสีหน้าหนักใจ แลเหนื่อยล้า “คุณหนูบาดเจ็บหนักยิ่ง ร่างกายห้าส่วนได้รับบาดเจ็บหนักต้องใช้เวลาพักฟื้นนานหลายปี”

         หัวใจนารีดิ่งวูบ

         “ขอบคุณท่านหมอ”

         ดวงดาวน้อยสูดหายใจพลางกล่าวขอบคุณท่านหมอที่ทำการรักษาเต็มความสามารถ ท่านหมอส่ายหน้าจนปัญญา และจากไป

         ลับหลังท่านหมอเดินออกจากสวนไปแล้ว ดวงดาวน้อยปล่อยฝ่ามือลงอย่างไร้เรี่ยวแรง

         “พอเถอะ”

         เมรัยเดินมาสวมกอดนารีจากข้างหลัง “ใจเย็นๆ”

         หมอผีน้อยกระซิบกล่อมดวงดาวน้อย คนนอกอาจมองไม่เห็นความโกรธนารี แต่คนใกล้ชิดอย่างเมรัยเห็นเต็มๆ ตอนนี้นารีเงียบมาก ยิ่งนางเงียบนานเท่าใด ความโกรธของนางยิ่งรุนแรงเท่านั้น

         ..

         “ในคลังสมาคมสาวอ้วนมียาวิเศษ..หากไม่มียาก็ยังมีท่านหมอเทวดา”

         นาเดียเดินเข้ามาในสวนด้านหลังบ้านพลางมอบคำชี้แนะให้พวกเมรัย หมอผีน้อยยินแล้วใจหลั่งน้ำตา

         ยังเป็นท่านแม่นาเดียที่ห่วงใยนาง…

         นารีโดนเมรัยลูบหลังมือก็ค่อยๆเบาอารมณ์โกรธลง ดวงดาวน้อยฟังนาเดียกล่าวแล้วเริ่มมีหวังรักษาอาการเรไร

         “.ขอบคุณเจ้าค่ะ”

         ดวงดาวน้อยหันมาย่อกายขอบคุณผู้อาวุโส นาเดียโบกมือไม่มากพิธี “ท่านหมอบอกแม่ อาการเรไรหนัก แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว ช่วงนี้พวกเราต้องช่วยดูแลนางเข้าใจใช่ไหม” ปราชญ์สาวโยกสะโพกมาใกล้ๆพวกสาวน้อย และย่อกาย วางฝ่ามือเรียวยาวบนศีรษะเด็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน “แม่บอกป้าข้าวโพดเตรียมมื้อเช้าให้แล้ว พวกหนูมากินเถอะ” นาเดียเตรียมส่วนเรไรไว้ด้วย หลังจากพวกเมรัยทานแล้วก็ยกมาให้ปักษาน้อย

         หมอผีน้อยมองตาดวงดาวน้อย นารีมองสบตาเมรัย “ประเดี๋ยวพวกหนูยกมากินที่ห้องเรไรเจ้าค่ะ”

         แม้นไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เมรัย และนารีอยากกินข้าวกับเรไร

         กลัวว่าหากปักษาน้อยตื่นมาแล้วไม่เจอใคร นางจะกลัว

         นาเดียยิ้มละมุนพลางบอกห้องครัวอยู่ที่ไหน สีหน้าเมรัยอ่อนล้า แลไม่หลับไม่นอนทั้งคืน นารีก็เช่นกัน แต่ฝ่ายนี้ร่ายกายแข็งแรงกว่าหลายเท่า

         ต่อให้อดนอนเป็นเดือน นารีก็ไม่หวั่น

         คราวเมรัย และนารีเข้าบ้าน พวกนางแอบไปดูเจ้าหญิงน้อยครู่หนึ่ง ที่จริงคนที่พวกเมรัยต้องดูแลใส่ใจควรเป็นเจ้าหญิงน้อย กระนั้นจักให้ทิ้งเรไร พวกนางก็ตัดใจไม่ลง นาเดียสังเกตเห็นความว้าวุ้นในแววตาสองสาวน้อย ปราชญ์สาวยิ้มพลางกล่าวเรียบๆ “ประเดี๋ยวแม่ดูน้องให้” พวกบาเบลร่าเคยเขียนจดหมายเล่าเกี่ยวกับการเดินทางของพวกเมรัยให้นาเดียฟังแล้ว แม้นยังมีข้อสงสัย กระนั้นเรื่องวันปล่อยให้นาเดียดูแลเถิด

         เมรัยซาบซึ้ง นางจนคำพูดจะกล่าวไปชั่วขณะ นาเดียส่ายหน้า และใช้มือดันๆหลังพวกลูกสาวไปทานข้าว

         “เรไรรอท้องร้องแล้ว”

         ไม่วายพูดหยอกเย้า เมรัยแก้มแดง นารีขบขัน

         เจ้าหญิงน้อยนอนดิ้น กลิ้งเอาหัวตกเตียงฟาดใส่พื้น ตุบ

         “!!!”

         สาวสามใจหายวาบ น่าตกใจคือวันไม่ตื่น แถมดิ้น กลิ้งมุดเข้าใต้เตียงอีกต่างหาก “…”นาเดียใบ้รับประทาน นางไล่พวกเมรัยไปกินข้าว กันไม่ให้เห็นสภาพปราชญ์สาวมุดใต้เตียงเอาเจ้าหญิงน้อย

         --

         “ลำบากนางนัก..เจ้าก็ด้วยนารี”

         ยกสำรับข้าวมาทานที่ห้องนอนเรไร ยามนี้ปักษาน้อยนอนหลับไม่ตื่น สีหน้าซีดขาวราวภูเขาหิมะ บริเวณตั้งแต่ใต้ลำคอพันผ้าพันแผลหนา ช่างเหมือนเจ้าหญิงนิทรายิ่ง หมอผีน้อยเห็นแล้วกลืนน้ำลาย เจ็บคออยากหลั่งน้ำตา ฝั่งนารี นางยืนเงียบๆไม่พูดอันใดนาน กระทั่งนางเอ่ย “ไม่ลำบากหรอกเมรัย ไม่มีใครลำบากใจทั้งข้า และเรไร” พวกนางล้วนเชื่อมั่น และตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่มีใครบังคับ

         นารีเลือกรักเมรัย และเรไร เพราะนางเชื่อหัวใจตัวเอง

         เรไรเลือกปกป้องนารี และเมรัยก็เพราะปักษาน้อยรักพวกตนเช่นกัน

         การทำเพื่อคนรักไม่มีคำว่าลำบากหรอก เมรัยเลิกพูดคำนี้ซะเถอะ

         “..”

         หมอผีน้อยเจ็บใจ และมักโทษตัวเองเสมอ โทษว่าตัวเองอ่อนแอ เป็นภาระให้นารี และเรไร ตัวเมรัยที่ไม่มีอะไรดี นาง..

         “เมรัย..”

         “อือ” แม้นไม่พูด แต่นารีรู้ว่าเมรัยกำลังโทษตัวเองอย่างหนัก

         จังหวะนั้นเรไรหนังตากระตุก และฟื้น “..”

         “เรไร!!!” เมรัย และนารีร้องพร้อมกัน

         ปักษาน้อยมองภาพพร่ามัวด้วยม่านน้ำใส ร่างกายเจ็บช้ำรู้สึกกระดูกหักพังไปทั่วร่าง นางอยากขยับแขน ขาก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าเคลื่อนส่วนใดล้วนเจ็บไปเสียหมด “นารี..เมรัย” น้ำเสียงนางแหบพร่าด้วย ฟังคล้ายคนไม่มีแรง เมรัยฟังแล้วเศร้าจับใจ นางโน้มร่างอวบ ยื่นมือไปจับมือเรไร นารีลูบหลังเมรัย พวกนางสามสาวเงียบพักหนึ่ง กระทั่งนารีเอาน้ำให้เรไรดื่ม

         ปักษาน้อยดื่มน้ำน้อยๆให้พอมีแรงพูด

         ยามนี้นางมีคำถามมากมาย กระนั้นเห็นสีหน้าเมรัย และนารีแล้ว..

         “ขอโทษ..”

         ปักษาน้อยปล่อยให้ตัวเองอยู่สภาพนี้จนได้ นางรู้สึกผิดเหลือเกิน

         “ทำไมเจ้าต้องขอโทษด้วย..”

         หมอผีน้อยกุมมือเรไร นางหลุบตาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา คนที่ควรขอโทษน่ะควรเป็นเมรัยต่างหากมิใช่หรือ

         เรไรพูดเช่นนี้ เมรัยยิ่งรู้สึกผิดน่ะสิ

         ใจเมรัยปวดร้าวดั่งโดนกิ่งกุหลาบรัดพัน

         ปักษาน้อยเห็นหมอผีน้อยก้มหน้าน้ำตาคลอเบ้า เห็นดังนั้นเรไรยิ่งรู้สึกแย่ และโกรธตัวเอง

         “..”

         บรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มิว่าเมรัยหรือเรไรล้วนโทษตัวเองว่าตนผิด คนหนึ่งทำเป็นเก่ง และต้องพ่ายแพ้ศัตรู แถมบาดเจ็บหนัก อีกทั้งใจยังรู้สึกไร้ค่า และเศร้าซึม คนหนึ่งทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง สู้ก็ไม่ไหว ร่างกายก็ไม่ดี ใจก็อ่อนแอ เป็นได้แค่ภาระของครอบครับ นึกๆแล้วนางไม่ค่าอะไรเลย  

         นารียืนมองสองสาวก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าสู้สายตาอีกฝ่าย

         ดวงดาวน้อยปล่อยเวลาครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ “เฮ้อ…”

         เสียงถอนหายใจนารีมีพลังกดดันเรไร และเมรัย ดวงดาวน้อยไม่ต้องเอ่ยย้ำ พวกเมรัยใจดิ่งวูบลงตาตุ่ม

         ความผิดหวัง ความรู้สึกผิด และความห่วงใย ในเสียงถอนหายใจนั้นคือทั้งหมดที่นารีมอบให้เมรัย และเรไร

         “หมดเวลาขอโทษแล้ว กินข้าวเถอะ”

         “..”

         “..”

         เมรัย และเรไรแอบมองตากันปริบๆ ทั้งคู่พร้อมใจกันเงียบกริบ “ให้ข้าป้อนเจ้านะ” เมรัยรับจานใส่ข้าวมาบริการป้อนเรไร ปักษาน้อยยอมให้หมอผีน้อยป้อนแต่โดยดี ยามนี้หากนางยังทำเป็นเก่งอีก นางโดนนารีฆ่าแน่

         ดวงดาวน้อยนั่งหลังตรงตักข้าวใส่ปากเงียบๆ กิริยาสูงส่ง นางไม่จำเป็นต้องเอ่ยอันใด พวกเมรัยก็ตระหนักดีว่านารีจะกลายเป็นนางมารแล้ว

         นารีรู้ว่าแต่ละคนต่างรู้สึกผิด นางเองก็เช่นกัน เวลานี้ต่อให้พูดขอโทษกี่หมื่นครั้งก็คงไม่ทำให้ฝ่ายไหนรู้สึกดีขึ้นหรอก ดังนั้นต่อไปนี้ห้ามพูด “ขอโทษ” ตัวเองสำนึกผิดในใจก็พอแล้ว หลังจากนี้จะทำอะไรก็คิดให้ดี

         ใช่ว่านารีไม่อยากขอโทษพวกเมรัย แต่นางบอกแล้วนางจะยืนหยัด และเป็นเสาหลักให้ครอบครัวพึ่งพิง ถ้าหากแม้แต่นางยังรู้สึกผิด และทำตัวเหมือนเมรัย และเรไรยามนี้ ก็อย่าหวังเลยว่าครอบครัวนี้จะไปรอด มีหวังจิตตก ตรอมใจตายแน่ๆ

         คงต้องอาศัยเวลาช่วยแล้ว

         เมรัยแอบส่งสายตาให้เรไร ปักษาน้อยส่งสายตาตอบกลับ

         พวกนางต้องเริ่มปรับปรุงตัวแล้ว เพราะแน่นอนว่าคนที่หนักใจ และโทษตัวเองมากสุดคงนารีนี่แหละ

         เมรัยอยากบอกนารีว่า เจ้าก็อย่าแบกรับมันเลย

         เรไรก็อยากกล่อมนารี ใจเย็นๆ

         ปักษาน้อย และหมอผีน้อยมองตากันละห้อย และแอบเก็บความเศร้าลงท้อง หลังจากนี้พวกนางคงต้องหาอะไรมาทำให้นารีวางใจ และรู้สึกดีขึ้นแล้ว

         “..”

         “..”

         “..”

         ในห้องเงียบสงัดแตกต่างจากเวลาก่อนๆที่ระหว่างทานข้าวพวกนางมักหยอกล้อ และแกล้งกัน ตอนนี้เมรัยไม่กล้าแม้แต่จะแย่งข้าวเรไร ทว่าเมรัยก็ยังเป็นเมรัยวันยังค่ำ หมอผีน้อยแอบมองดวงดาวน้อย ไม่ทันระวัง นางเผลอเอาช้อนจิ่มตาปักษาน้อย “!!” เรไรเจ็บตัวก็มากแล้ว ยังจะมาตาบอดเพราะความเซ่อของหมอผีน้อยอีกหรือ นางไม่เอานะ

         เรไรคิ้วกระตุกพลางใช้สายงอนๆค้อนให้เมรัย

         หมอผีน้อยอ้าปากค้าง แอบมองดวงดาวน้อย

         นารีหลับตาก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ

         ไม่สน

         สรุปคือเมรัยคอตก เรไรก็ผิดหวัง ตอนนี้ไม่ว่าพวกนางจะทำตัวเซ่อซ่ายังไง นารีก็..ไม่สน

         เมรัยอุสาแสดงฉากฮาๆให้ดูแท้ๆ หวังให้นารีขำ เรไรก็อุสาให้ความร่วมมือ หวังเห็นนารียิ้มสักหน่อย สรุปคือไม่

         หลังจากนั้นเรไร และเมรัยเริ่มระดมความคิดจะเอาใจนารีอย่างไรดี คนหนึ่งคิดว่าควรปล่อยให้ดวงดาวน้อยรุกใส่หนักๆ อีกคนคิดว่าควรนวดไหล่ นวดขาให้

         แต่ทว่าพวกนางไม่รู้เลยว่าจริงๆ นารีหน้านิ่งแต่แอบขำในใจ

         “เอาที่พวกเจ้าฮาเถอะ”

         -- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น