10 O'CLOCK

just one word i want to say 'THANK YOU' ❤︎

ชื่อตอน : B R E A T H E : 2 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 186

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2563 00:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
B R E A T H E : 2 8
แบบอักษร

28

B R E A T H E

 

 

#

เวลา

 

“นาราเกิดอะไรขึ้น แม่ได้ยินเสียงเอะอะดังไปถึงในบ้าน”

 

เสียงแม่ที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ฉันได้สติ รีบขยับตัวออกห่างจากสายหมอกเพราะตอนนี้เราอยู่ในท่าทางที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ที่มานั่งกอดกันร้องไห้อยู่หน้าบ้าน

 

แต่ขณะที่ผละตัวออกร่างของอีกฝ่ายกลับเซล้มเข้าหาตามแรงโน้มถ่วง ฉันร้องเสียงหลงก่อนจะผวารีบเข้าไปรับตัวของหมอกเอาไว้

 

“หมอก! หมอกเป็นอะไร ได้ยินนาราไหม หมอก!”

“เกิดอะไรขึ้นลูก!” แม่ที่เดินเข้ามาเห็นรีบเข้ามาช่วยพยุงร่างของหมอกเอาไว้

“แม่คะหมอกเป็นอะไรไม่รู้ อยู่ดีๆก็หมดสติไป” ฉันร้องบอกแม่เสียงสั่น รนรานทำอะไรไม่ถูก เมื่อกี้ไม่ได้สังเกตอะไรเลยรู้แค่ว่าอีกฝ่ายตัวร้อนเท่านั้น ไม่คิดว่าจะป่วยหนักถึงขนาดนี้

 

“พ่อหนุ่ม ตายจริง..ตัวร้อนมากเลย แม่ว่ารีบพาไปโรงพยาบาลเถอะ เดี๋ยวแม่ไปเอากุญแจรถก่อน”

 

ตอนนี้ฉันได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะกระชับกอดร่างของหมอกไว้แน่นพร้อมยกมือขึ้นซับเหงื่อที่ผุดซึมขึ้นจากพิษไข้

 

แม่ถอยรถออกมาจอดหน้าบ้าน เสร็จแล้วจึงกลับมาช่วยพยุงหมอกให้เข้าไปนั่งที่เบาะหลังซึ่งฉันก็ขึ้นตามไปก่อนจะดึงร่างอีกคนให้นอนลงมาหนุนตักด้วยท่าทางที่สบายมากขึ้น

 

ระหว่างทางแม่บอกให้ฉันติดต่อไปยังคนรู้จักของหมอก ในตอนนั้นฉันนึกถึงแต่พี่กายจึงรีบต่อสายหาอีกฝ่ายทันที รอไม่นานพี่กายก็รับสายฉันจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งอาการและชื่อของโรงพยาบาลเพื่อให้พี่กายเป็นธุระแจ้งครอบครัวของคนที่หมดสติไป

 

ปลายสายดูตกใจมากพยายามถามไถ่เรื่องราวอย่างละเอียดแต่ฉันรีบตัดบทสนทนาเพราะรถกำลังเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลพอรถจอดที่หน้าห้องฉุกเฉินแม่ก็เปิดประตูลงไปเรียกบุรุษพยาบาล ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข็นเตียงมาและพาร่างหมดสติเข้าไปข้างใน

 

ส่วนฉันก็ไปแจ้งชื่อคนไข้พร้อมบอกเล่าอาการให้พยาบาลหน้าห้องที่คีย์ข้อมูล ก่อนจะไปนั่งรอที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินกับแม่

 

“เกิดอะไรขึ้นนารา ไหนเล่าให้แม่ฟังซิ” แม่ถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าคนป่วยถึงมือของหมออย่างปลอดภัย

“นาราก็ไม่รู้ค่ะ เราคุยกันอยู่ดีๆ หมอกก็หมดสติไป”

“พวกลูกทะเลาะกันเหรอ”

“ไม่ค่ะ..เราแค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”

“บอกแม่ได้ไหม”

“...” ฉันนิ่งเงียบไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบหรือเล่าให้แม่ฟัง แต่ฉันไม่รู้จะอธิบายมันออกไปยังไง เพราะสิ่งที่หมอกพูดวันนี้

 

ฉันไม่ค่อยเข้าใจ..ไม่อยากเข้าใจ

 

“ไว้ลูกพร้อมเมื่อไหร่ค่อยบอกแม่ จำไว้ว่าแม่จะคอยรับฟังและอยู่เคียงข้างลูกเสมอ” เสียงอ่อนโยนตอบกลับมาทำให้อุ่นใจ ฉันขยับเข้าไปโอบกอดแม่เอาไว้ก่อนจะพิงศีรษะกับไหล่บางคล้ายต้องการที่พึ่งพิงในช่วงที่ความคิดลอยคว้าง

 

เราสองแม่ลูกนั่งกันอยู่ไม่นานก็เห็นพ่อกับแม่ของสายหมอกเดินสลับวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน ก่อนจะตามมาด้วยพี่กาย

 

“นารา!” 

 

พี่กายเป็นคนแรกที่เห็นฉันจึงตะโกนเรียกพาให้ทุกคนหันมามอง จากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินเข้ามาหาฉันกับแม่ที่นั่งอยู่

 

“คุณลุงคุณป้าสวัสดีค่ะ”

“หมอกเป็นยังไงบ้าง เข้าไปนานหรือยัง ลูกของแม่เป็นยังไงบ้าง” 

 

“เข้าไปห้องฉุกเฉินได้สักพักหนึ่งแล้วค่ะ” 

 

“โถ่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเราคะคุณ” คุณน้าร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น แต่ท่ามกลางเสียงร้องไห้และบรรยากาศตึงเครียดของการเฝ้ารอ

 

“คุณอดุลย์ คุณพิมล.. สวัสดีค่ะ” เสียงของแม่เรียกให้ทุกคนหันไปสนใจโดยเฉพาะเจ้าของชื่อ

 

“คุณอมร..ทำไม..หนูนารา” น้ำเสียงตกใจพร้อมแววตาสงสัยของคุณน้าที่มองฉันกับแม่สลับไปมาทำให้ฉันรู้สึกกังวล

 

“นาราเป็นลูกของฉันเองค่ะ” แม่ตอบออกไปด้วยท่าทีนิ่งสงบ แต่คุณน้าดูจะตกใจยิ่งกว่าเก่า ก่อนท่านอธิการจะเข้าไปโอบภรรยาแล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้ว่างด้านข้าง

 

“คุณ..คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

“ผมรู้” เมื่อได้ยินดังนั้นคุณน้าก็หลับตาก่อนจะสบหน้าลงกับไหล่ของผู้เป็นสามีอย่างหมดแรง

 

แม่ลุกเดินเข้าไปยืนตรงหน้าของคุณน้าก่อนจะกล่าวคำที่ฉันไม่เข้าใจในจุดประสงค์และที่มาที่ไป

 

“ฉันขอโทษนะคะ”

 

คุณน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแม่ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ บนใบหน้าสวยที่ผ่านกาลเวลามีคราบน้ำตาซ่อนอยู่

 

“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร..คุณไม่ผิดอะไรเลย” เสียงหลุดสะอื้นทำให้คนฟังหน่วงในใจ แม่ของฉันเดินเข้าไปนั่งข้างคุณน้าก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้อย่างต้องการให้กำลังใจ

 

“ฉันแค่แปลกใจ ทั้งสายหมอกทั้ง.. ทำไมกันนะ” 

 

ฉันมองทุกอย่างด้วยความสงสัย ทำไมแม่ถึงรู้จักพ่อกับแม่ของสายหมอก แต่ยังไม่ทันไขข้อข้องใจเสียงเรียกของพยาบาลที่เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินก็ดึงความสนใจของพวกเราทั้งหมด

 

“ญาติคุณสายหมอกค่ะ อยู่ไหมคะ” 

“ครับ ทางนี้ครับ”

“คุณไข้ฟื้นแล้วนะคะ เดี๋ยวเอาใบนี้ไปรับยาแล้วกลับบ้านได้ค่ะ”

“เดี๋ยวค่ะ ลูกของฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ไข้ขึ้นสูงค่ะประกอบกับร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอ คุณหมอฉีดยาลดไข้ให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ”

 

เมื่อได้ยินคุณพยาบาลสรุปอาการ ทุกคนก็ดูท่าจะเบาใจลง คุณลุงนำใบสั่งยาจากพยาบาลเพื่อนำไปรับยาที่ห้องยา ส่วนคุณน้ากับพี่กายเข้าไปพาตัวคนไข้ออกมาจากห้องฉุกเฉิน

 

ฉันกับแม่ได้แต่นั่งรออยู่ด้านนอก แม้เป็นเวลาไม่กี่นาทีแต่สำหรับฉันมันยาวนานมาก ไม่ใช่เพราะเวลาที่หมุนเร็วเกินไปแต่เป็นเพราะหัวใจที่มันเต้นช้าลง

 

ทุกวินาทีที่รอให้ประตูฉุกเฉินเปิดออก มันช่างทรมาน

ฉันนั่งหลับตานิ่ง ภายในใจร้องภาวนาขอให้คนที่ออกมา

 

คือเขาคนเดิม

 

ได้โปรด..

 

ขอให้ฉันได้สบตากับสายตารัตติกาลคู่นั้นอีกสักครั้ง

ขอแค่ได้มีโอกาสเอ่ยเรียกชื่อกันอีกสักหน

 

เพราะความรู้สึกบางอย่างคล้ายร้องเตือน

ว่าเวลาแห่งความสุขทั้งหมดกำลังจะจางหายไป

 

พร้อมสายหมอกที่ค่อยๆเลือนรางไปในยามเช้า

และเป็นเวลาที่ฉันจะต้องตื่นจากความฝันอันแสนงดงาม

 

ได้โปรด..

 

 

“นารา”

 

 

แม้จะยังหลับตา แต่น้ำเสียงที่ได้ยินก็ทำให้ฉันแน่ใจ

ว่าเมื่อลืมตาขึ้น คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเป็น ‘เขา’ 

 

ดั่งฟ้าตอบรับคำภาวนาที่วอนขอ

เมื่อได้สบเข้ากับแววตาอ่อนโยนที่เฝ้ารอ

 

ไม่ต้องมีคำใดเอื้อยเอ่ย เราทั้งคู่ต่างเดินเข้าไปสวมกอดกัน

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร ฉันถึงได้กอดเขาแน่นขนาดนี้

 

อีกฝ่ายคงจะคิดเช่นเดียวกันเพราะอ้อมกอดของเขาอโอบรัดตัวฉันแน่นขึ้นจนจมหายไปกับอกอุ่น 

 

ตึกตัก ตึกตัก

 

อัตราการเต้นหัวใจที่คงที่ทำให้ฉันรู้สึกยินดี

นั่นหมายถึงสัญญาณการมีชีวิตที่เด่นชัดที่สุด

 

เขายังอยู่กับฉันตรงนี้

 

“กลับกันเถอะ”

 

คุณลุงเดินกลับมาพร้อมถุงที่บรรจุยาหลายแผง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พี่กายก็ขอตัวกลับไปดูพี่ปิ่น ทุกฝ่ายเอ่ยคำขอบคุณและกล่าวลาก่อนจะแยกจากกัน

 

ชั่ววินาทีที่ต่างฝ่ายจะขึ้นรถกลับ ทั้งฉันและเขาต่างสบสายตาส่งรอยยิ้มให้แก่กันเป็นครั้งสุดท้าย สื่อเป็นความนัยระหว่างกัน

 

ว่าพบเจอกันใหม่

ในวันพรุ่งนี้

.

.

.

ยามเช้า กิจวัตรทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ หลังจากตักบาตรเสร็จแม่ก็ออกไปซื้อของสดที่ตลาดเพื่อมาตุนไว้สำหรับทำกับข้าว ตอนแรกฉันจะขอออกไปด้วยแต่แม่สั่งให้อยู่รอที่บ้าน

 

เพราะช่วงนี้ฉันมักพบเจอกับวิญญาณร้ายอยู่หลายครั้งและได้รับอันตรายอยู่หลายหนจากวิญญาณที่มีจิตอาฆาต แม้ว่าฉันจะไม่หยุดหายใจหรือมีเงื่อนไขนำพาก็ตาม

 

ทุกครั้งที่พบจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ได้แค่ยินเสียง จนถูกตามติดหลอกหลอน พยายามสัมผัส และสุดท้ายคือพยายามสิ่งสู่เพื่อเป็นตัวตายตัวแทน

 

แม้จะเข้าวัด ทำบุญตักบาตร สวดมนต์และนั่งสมาธิทุกอย่างกลับไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ทุกวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆแม้แต่แม่เองยังสัมผัสได้ถึงสิ่งไม่มีชีวิตที่วนเวียนอยู่รอบตัวฉันแม้ท่านจะมองไม่เห็น

 

ภายในเขตบริเวณบ้านเป็นที่ปลอดภัยที่สุดเพราะมีศาลพระภูมิเจ้าที่ พระท่านเคยบอกว่าท่านพยายามปกปักรักษาคนในบ้านให้รอดพ้นจากภัยอันตรายรวมถึงสิ่งที่พยายามย่ำกลายเข้ามา

 

แต่หากสิ่งนั้นมีพลังที่มากกว่าก็ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ สุดท้ายแต่โชคชะตาที่จะนำพาไปสู่จนหมายที่แตกต่างกัน

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดหวั่น ซึ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดีเพราะจิตใจไม่มั่นคง

เป็นสิ่งที่จะเปิดทางและชักนำให้สิ่งชั่วร้ายเข้าสู่ตัวโดยง่าย

 

เมื่อคิดได้ฉันจึงเดินออกไปนอกบ้านเพื่อลดน้ำต้นไม้ พรวนดิน เอาขยะในบ้านไปทิ้ง ทำโน่นนี้ไปสักพักก็ได้ยินเสียงรถของแม่มาจอดหน้าบ้าน ไม่นานคุณอมรก็เดินถือของเข้ามา

 

“นาราเดี๋ยวไปช่วยแม่ยกข้าวสารในรถด้วยลูก”

“ค่า”

 

ฉันรีบวางจานที่กำลังล้างอยู่ ทำความสะอาดล้างมือให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตามหลังแม่ออกไป ขณะที่กำลังก้มใส่รองเท้าที่หน้าบ้าน จังหวะที่เงยหน้าขึ้นปรากฎเงาดำวูบไหวผ่านสายตา

 

แม่ที่เดินนำออกไปหันกลับมามองเมื่อเห็นฉันยังหยุดยืนอยู่ที่เดิม

 

“เป็นอะไรไปลูก”

 

แต่ชั่ววินาทีที่หันกลับไปจะเอ่ยตอบ พลันทั้งร่างกลับชะงัก หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างหนักเมื่อพบอีกร่างหนึ่งที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังแม่ระยะห่างเพียงแค่รั้วไม้กั้น

 

“นาราลูกเป็นอะไร” แม่รีบเข้ามาหาพร้อมเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล ฉันส่ายหน้าเป็นคำตอบพยายามตั้งสมาธิ 

 

ก่อนจะเอ่ยถามแม่กลับเผื่อสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าจะเป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเอง

 

“แม่คะ.. ที่หน้าบ้าน” ฉันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ระหว่างพูดก็เดินเข้าไปดึงมือแม่เพื่อให้ขยับห่างจากสิ่งที่อยู่นอกรั้ว

“มีอะไรลูก หน้าบ้านทำไม”

“มีคนยืนอยู่หน้าบ้านเรา แม่เห็นไหม” พูดจบแม่ก็หันออกไปมองบริเวณขอบรั้วก่อนจะหันมาส่ายหน้าปฏิเสธ

“นารา..แม่ไม่เห็นใครเลยนะลูก..แม่ว่ารีบเข้า-” 

แม่รีบดึงมือฉันให้เดินเข้าบ้านแต่ยังไม่ทันจะก้าวไปไหน จู่ๆสายลมหอบใหญ่ก็พัดมาอย่างรุนแรง 

 

วูบบบ!!

“ว้ายย!!” 

 

ทั้งใบไม้เศษฝุ่นต่างฟุ้งกระจายจนบดบังทัศยนีภาพทั้งหมด ความรุนแรงไม่มีทีท่าหยุดลงกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใหญ่รอบข้างสั่นไหว หน้าต่างประตูเปิดปิดกระทบกันเสียงปึงปัง 

 

แอ๊ด..

 

ท่ามกลางเหตุการณ์ไม่คาดคิด ระหว่างนั้นเองที่ประตูรั้วไม้หน้าบ้านค่อยๆแง้มเปิดออกอย่างช้าๆ เสียงเสียดสีของข้อต่ออะลูมิเนียมดังขึ้นเด่นชัด ทั้งฉันและแม่ต่างหันไปมองพร้อมกันและเป็นแม่ที่ได้สติรีบฉุดมือฉันวิ่งเข้าบ้าน

 

“นารา วิ่ง!”

 

ภาพที่เห็นเมื่อสักครู่คือเงาร่างไร้ชีวิตก้าวเดินผ่านเข้ามาในเขตบ้าน ร่างกายซีดขาว ใบหน้าที่มองไม่เห็นเพราะถูกปกคลุมไปด้วยเส้นผมเปรอะเลือด แต่ที่เห็นเด่นชัดคือแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะและไอวิญญาณสีดำที่แผ่ออกมา

 

ฉันรีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตพร้อมกับแม่ที่จับมือกันเอาไว้แน่น เบื้องหน้าคือประตูไม้ที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน อีกแค่ไม่กี่ก้าวที่กำลังจะผ่านพ้น กลับมีมืออันเย็นเฉียบจับเข้าที่ขาของฉันก่อนจะกระชากร่างให้ไถลลากไปกับพื้น

 

“กรี๊ดดดดด!!”

“ลูก!!” แม่ร้องตะโกนสุดเสียงก่อนจะพยายามคว้ามือของฉันและดึงรั้งให้เข้าไปหา

“แม่!! ช่วยด้วย!” ฉันยึดมือของแม่เอาไว้แน่นคล้ายเป็นที่พึ่งสุดท้าย น้ำตาไหลนองหน้าขวัญผวากับสิ่งลี้ลับที่กำลังพบเจอ

“จับมือแม่ไว้ นาราอย่าปล่อยมือแม่!” 

 

สายลมพัดกระหน่ำกลบเสียงร้องของทุกสรรพสิ่งคล้ายต้องการกวาดล้างทุกอย่างให้หายไปในชั่วพริบตา รวมถึงตัวฉันที่เริ่มจะสู้แรงร่างทะมึนไม่ไหว

 

เงยหน้าขึ้นมองแม่ที่ใช้มือหนึ่งฉุดรั้งมือฉันเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างจับขอบประตูแน่นจนฝ่ามือมีรอยเลือดซึมจากการเสียดสีกับเนื้อไม้

 

ในชั่ววินาทีที่ตัดสินใจจะยอมแพ้เพราะไม่อยากให้แม่ได้รับอันตราย สองมือที่กำมือของผู้ให้กำเนิดเอาไว้เริ่มผ่อนแรง

 

แม่คะ..นาราขอโทษ

 

หากสิ่งที่จะเกิดต่อไปคือชะตากรรมที่ต้องได้รับ

ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับอะไรฉันก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับมัน

 

แต่ยังไม่ทันจะทำในสิ่งที่คิด กลับมีเสียงทรงอำนาจตวาดก้องดังไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ทุกอย่างจะหายวับ สายลมหยุดชะงัก ใบไม้หยุดเคลื่อนไหว ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด คล้ายกับไม่เคยมีสิ่งใดก่อนขึ้น

 

“หายไปซะ!”

 

 

//

เวลา...ของนาฬิกาทราย

#ลมหายใจ

 

[Talk]

HAPPY NEW YEAR 2020! \^0^/

สิ่งไม่ดีทิ้งไว้ปีเก่า เริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้มนะคะทุกคน

ขอให้ทุกวันเป็นวันที่ดีมีแต่เสียงหัวเราะค่า

และขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ

ขอบคุณจริงๆ *กอดดดดดด*

 

 

ความคิดเห็น