เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

91.2 กองทัพทหารรับจ้างเคลื่อนพลบุกโจมตี

ชื่อตอน : 91.2 กองทัพทหารรับจ้างเคลื่อนพลบุกโจมตี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 29

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2562 21:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
91.2 กองทัพทหารรับจ้างเคลื่อนพลบุกโจมตี
แบบอักษร

แสงสว่างที่ส่องไสวจู่ๆดับแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีใครรู้มันหายไปไหนหรือเพราะอะไร  

         กระนั้นท่ามกลางโลกแห่งความมืดนางยังคงก้าวเท้า คืบคลานอย่างเชื่อมั่น 

         อะไรคือแรงผลักดันของนางนะ คำตอบนั้น  

         คือ 

         “สาวน้อยไงล่ะ” 

         เมรัยไม่อยากตาย ไม่อยากโดนดาบทิ่มตอนนี้ เพราะงั้นนางขอเสนอแผนให้ “ยอมจำนนซะ” เมรัยแบมือ สีหน้าปานพนักงานขายของ ถ้าพวกเรายอมแพ้ พวกทหารรับจ้างอาจไว้ชีวิต แล้วเมื่อพวกเขาเห็นความสวยของพวกเรา พวกเขาก็เอาเราไปขายแทน แค่นี้ก็รอดแล้ว แผนเยี่ยมมาก “ฝันไปเถอะ” นารีค้อนให้เมรัยวงใหญ่ ดวงดาวน้อยอุ้มเจ้าหญิงน้อยประหนึ่งอุ้มลูกนาก วันกอดคอนารีไม่ปล่อย สีหน้าเจ้าหญิงน้อยปรากฏแววใคร่รู้ สงสัย นิ่งเฉย นางอยากรู้ว่าทำไมพวกพี่สาวตื่นตระหนกกันจังเลย 

         นารีคลี่ยิ้มปลอบประโลมวันให้วางใจ บอกให้แม่หนูหลับตา และสัญญาว่าพวกพี่สาวจะไม่ขายวันแน่ๆ 

         “เตะแผนข้าทิ้งก็ได้ เอ้า แล้วจะให้ทำไง” 

         เมรัยก้าวถอยหลัง หลังอวบประชิดหลังนารี เรไรหยิบตราสัญลักษณ์อาวุธวิเศษ และเปิดระบบการทำงาน “สวมเกราะอาภรณ์นักรบ” สรรพางค์กายเรไรเปล่งแสงสีฟ้าแพรวพราว ครั้นชุดเกราะอัศวินปรากฏบนเรือนร่างอวบอิ่ม “คิดอะไรมากเนี่ย บวกมันเลย!!” ปักษาน้อยอ้าปากร้องคำรามประกาศศึกปานซามูไรยุคกู้ประเทศพลางโจนตัวโถมใส่ศัตรูอย่างอาฆาตแค้น 

         สาเหตุที่นางแค้นพวกทหารรับจ้างเพราะเมื่อกี้พวกมันอยากกำจัดสาวน้อยน่ะสิ!!

         เพล้ง

         ตูม

         หน่วยประจัญบานแบ่งเป็นสามหน่วยย่อย เรียกชื่อหน่วยย่อยด้วยหมายเลข “หน่วยหนึ่ง” หน่วยสอง” “หน่วยสาม” ในหน่วยย่อยมีสมาชิกทหารห้านาย แต่ละนายมีความสามารถด้านอาวุธระยะประชิด และอาวุธระยะกลาง ในหน่วยย่อยมีหัวหน้า แต่ไม่มีรองหัวหน้า การสั่งการทั้งหมดจะถูกสั่งโดยหัวหน้า และสี่คนที่เหลือต้องทำตามอย่างไร้ข้อแม้

         รหัสลับของทหารคือสัญญาณมือ และการส่งสายตา

         ตอนนี้พวกเมรัยกำลังโดนล้อม หน่วยหนึ่งคือคู่ต่อสู้ของพวกนาง

         หัวหน้าหน่วยหนึ่งส่งสายตาให้ลูกอย่างรวดเร็ว สั่งให้คนที่เหลือถอยร่นหนึ่งจังหวะ และสวนคืนใส่เรไรทันทีเมื่อเพื่อนของพวกเขาโดนเล่นงานในพริบตา

         “อึก”

         พลังมาโฮน้ำแข็งก่อร่างเป็นเกล็ดหิมะบนคมดาบเรไร ปักษาน้อยเหวี่ยงดาบสาดน้ำแข็งใส่ศัตรูอย่างเดือดดาล แต่ละการโจมตีมีความหน่วงในการเหวี่ยงเนื่องจากเรือนร่างอวบอ้วนทำให้เคลื่อนไหวลำบาก “ชิ” เรไรกัดฟันอยากลดน้ำหนัก เอาเลย หวังการเหวี่ยงดาบครั้งนี้สามารถเผาพล่านน้ำหนักนางลดนะ ตูม ประกายแสงสีเงินพุ่งปะทะดาบศัตรู บังเกิดเสียงกระทบดังระงม

         แค่พลังของพวกเขา และเรไรก็แตกต่างกันแล้ว

         “อ๊าก”

         หัวหน้าหน่วยหนึ่งโดนเรไรเล่นงาน ฟาดดาบใส่จนกระเด็นละลิ่วไปไกล ลูกน้องที่เหลือหรี่ตาต่ำเตรียมใช้แผนสำรอง ทว่ายังไม่ทันขยับเท้า เมรัยที่ซุ่มเงียบๆก็ใช้แผนลอบกัดทีเผลอ เอาไม้เท้าจิ้นเหลนแปดหัวฟาดอัดหลังหัวทหารนายหนึ่งสลบ ส่วนอีกสองคนถูกนารีลอบเล่นงานถีบตกหอคอย เรไรเห็นเมรัยใช้แรงก็แอบส่งสายตาดุ สวนฝั่งนารี เรไรขอบคุณมาก ส่งยิ้มให้

         ประเดี๋ยวๆทำไมเจ้าดุข้า แล้วชมนารีง่ะ สองมาตรฐาน

         “ก็เจ้าป่วยน่ะสิ”

         ห้ามใช้แรงเยอะเข้าใจไหม เก็บไว้ใช้บนเตียงก็พอ ประโยคหลังเรไรพูดในใจ

         หน่วยหนึ่งโดนจัดการอย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย หน่วยสอง และหน่วยสามเข้าประสานงานแทน เริ่มบุกอีกระลอกเพื่อสังหารเป้าหมาย พวกเขาเตรียมตัวมาดีมาก ดีขนาดเมรัยบ่นพึมพำ “บ้าฉิบ เราต้องหนีแล้ว” หมอผีน้อยไม่สามารถประเมินพลังของกองทัพทหารรับจ้าง นางไม่รู้พวกเขามีกันมากแค่ไหน มี่กี่คน ในเมื่อไม่รู้จักศัตรูดีพอ ฉะนั้นอย่างแรกต้องหนีก่อน

         เป้าหมายของพวกเขาเล็งมาที่วัน มั่นใจถ้าหนี พวกเขาต้องไล่ตามแน่

         ไม่รอช้า เมรัยร้องบอกทั้งกลุ่มเผ่นป่าราบ นารีอุ้มวัน เรไรยกดาบ และก้าวเท้า

         กลุ่มเมรัยมีความเคลื่อนไหวเร็ว กลุ่มทหารรับจ้างตอบสนองเร็วไม่แพ้กัน

         สองฝ่ายวิ่งตะลอนป่าทึบ ฝ่ายเสียเปรียบของพวกเมรัยเนื่องจากมีหมอผีน้อยไม่ประสงค์เอ่ยนาม ชื่อเมรัยเป็นตัวถ่วงกลุ่ม “น เหนื่อยแล้ว” วิ่งยังไม่ถึงร้อยก้าว เมรัยจะล้มลงไปคุยกับรากมะม่วงแล้ว ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้นางที “โธ่เอ้ย” นารีว้าวุ่น จะให้นางอุ้มเมรัยก็ไม่ไหว “อ้าวนึกว่ามือไม่ว่างซะอีก” “ถึงว่างข้าก็ไม่อุ้มเจ้าหรอก” เมรัยหนักจะตาย ดวงดาวน้อยขมวดคิ้ว ปักษาน้อยเห็นท่าไม่ดี ตัดสินรับอาสาอุ้มเมรัย “ข้าไหว”

         เรไรเก็บดาบพลางโยกตัวไปจับเอวเมรัยหมายยก

         ..

         “ข้าไม่ไหวแล้ว”

         “จบกัน”

         โอเค เรไรไม่เสียเวลาแสดงอารมณ์โกรธ นางก้มหน้าคิดวิธีหนี ทว่าชั่วอึดใจพวกทหารรับจ้างไล่ตามทันพอดี พวกเขากระโดดลงจากต้นไม้แล้วตวัดดาบใส่เรไรอ ประกายแสงสีเงินวาดอย่างเฉียบคม ปักษาน้อยแย่งเขี้ยวหยิบดาบอัศวิน และตวัดเหวี่ยงฟาด ประกายละอองแสงสีน้ำเงินสาดกระจาย พร้อมไอน้ำแข็งมากมาย พลังมาโฮแช่แข็งสรรพสิ่งรอบด้าน กิ่งไม้ ใบหญ้า แม้นแต่กระรอกน้อย

         เสียงลมเย็นดังกระหึ่ม พวกทหารรับจ้างไหวตัวหลบทันท่วงที พวกเขารับรู้ถึงความร้ายกาจของพลังมาโฮเรไร หากเข้าใกล้ระยะโจมตีของมัน ไม่มีโอกาสรอดแน่

         การประสานงานระหว่างหน่วยทหารทำให้การบุกโจมตีมีประสิทธิภาพแตกต่างกับการสู้เพียงลำพังอย่างเรไร ปักษาน้อยไม่เคยเจอการประสานงานระดับนี้ นับว่าปักษาน้อยได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย

         พวกเขาหลบ และโจมตีพร้อมกันอย่างมีรูปแบบ หากฝ่ายเรไรไม่มีพลังมาโฮเหนือกว่า นางพลาดท่าแน่

         “รุมกันหรือ”

         ในโลกแห่งความจริงไม่กฎกติกาเขียนไว้ว่าห้ามรุม เรไรยิ้มทมิฬ ยอมรับว่าโลกแห่งความจริงโหดร้ายกว่าที่คิด มันไม่มีความสวยงาม และมารยาททางการประลองเสียเลย “ย้ากก” เรไรเหวี่ยงดาบ เท้ายืนพื้นจมดิน นางรับมือทหารรับจ้างห้าคนอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองรอบด้านเพื่อจับความเคลื่อนไหวศัตรูจากทุกสารทิศ ทั้งยังมีหน่วยซุ่มยิงจากมุมอับ มุมมืดด้วย

         เมรัยถอยร่นหลบเข้าพุ่มไม้ นารีย่อเข่า สายตาปรากฏแววเย็นยะเยือก

         “หนีไม่พ้นแน่คราวนี้”

         ดวงดาวน้อยเอ่ยเสียงเย็นชาเมื่อมองประเมินพลังทหารรับจ้างแล้ว

         เมรัยคิดเห็นเช่นเดียวกัน หมอผีน้อยครุ่นคิด “ไม่ หนีได้แน่”

         หมอผีน้อยตบบ่าดวงดาวน้อยแล้วเอ่ยอย่างเข้มขรึม “เมืองไมเดนเป็นเขตปลอดทหาร ที่นั่นห้ามกองกำลังทหารเข้าปักหลักในพื้นที่ พวกเราต้องหนีเข้าเมืองเท่านั้น” เมรัยกดเสียงต่ำ สีหน้าอึมครึมปานเมฆฝน นารีคิดว่าดี แต่ระยะทางไปเมืองไมเดนนับว่าไกลนัก อย่างน้อยถ้ามีรถม้าก็อาจมีหวัง

         ถ้าเมรัยตัวน้อยก็กว่านี้ดีเหมือนกัน

         “ใกล้ๆเมืองไมเดนมีเมืองเก่า พวกเราใช้เส้นทางใต้ดินกันเถอะ”

         “เจ้ารู้หรือ เส้นทางนั้นไม่มีแผนที่นะ”

         “ไม่ ข้าไม่รู้ แต่รู้ว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

         เมรัยตัดสินใจแล้ว นารีไม่ค้าน “เรไร!!!”

         ปักษายินเสียงตะโกนหมอผีน้อยพลันรู้ว่าพวกเมรัยคิดวิธีหนีเรียบร้อยแล้ว “รอประเดี๋ยว” เรไรหลุบตาตวัดกวาดดาบไปรอบด้าน สร้างเสาน้ำแข็งพุ่งจากพื้นดิน เสาน้ำแข็งพุ่งสกัดกั้นการโจมตีของทหารรับจ้างทุกนาย สบโอกาสเรไรหันหลังวิ่งหนีไปสบทบพวกเมรัย แล้วทั้งกลุ่มเริ่มวิ่งฝ่าดงพงไพรอีกรอบ พงหญ้าหนา กิ่งไม้ขวางสายตา เถาวัลย์ และรากไม้โบราณ

         เสียงฝีเท้าหนักดังสวบสาบ พวกเมรัยวิ่งข้ามลำธารน้ำ เรไรสร้างสะพานน้ำแข็ง และทั้งกลุ่มก็หอบชีวิตข้ามไป

         “เมรัยไหวหรือไม่”

         นารีเห็นหมอผีน้อยหอบหายใจแรง สีหน้าซีดเผือกคล้ายจะเป็นลม หมอผีน้อยโบกมือว่าไม่เป็นไร “รีบไปให้ถึงเมืองเก่าเถอะ”

         เอาเป็นว่าเมรัยขอทุ่มสุดแรง แล้วค่อยไปล้มตอนทุกอย่างเริ่มมีหวังละกัน

         นารีเม้นปาก เข้าใจว่าเมรัยไม่มีพลังมาโฮ นางอ่อนแอยิ่งกว่าคนธรรมดาซะอีก “อดทนไว้” นารีไม่สามารถแบกทุกคนพาหนีได้ สาเหตุสำคัญคือเมรัยตัวหนักเกิน เรไรก็ไม่น้อยหน้า

         “แค่พาวันหนีไปก็พอแล้วแท้ๆ..” เมรัยยิ้มอ่อน มองเจ้าหญิงน้อยที่นอนหลับไม่ยอมลืมตาอย่างที่เรไรสั่ง

         กลัวว่าน้องจะเห็นเลือดสินะ..

         --

         กาลราตรีไร้แสงดาวเนื่องมีกลุ่มเมฆบดบัง กระแสลมเย็นพัดสยายปีกวิหคปกคลุมปฐพีแห่งท้องทราย  

         ณ บริเวณที่ราบสูง ใกล้เหวผามรณะ โรแลนยืนตระหง่านอย่างองอาจดั่งวีรชน ในมือหนามีกล้องส่องทางไกล ชายหนุ่มใช้กล้องส่องดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มเป้าหมายที่พยายามวิ่งหนีตายเข้าเขตเมืองเก่า กลุ่มของพวกเขากำลังไล่ต้อนสุดกำลัง ตอนนี้ให้หน่วยอาชาบุกเข้าถล่ม ประเมินความเร็วพวกเมรัยหนีไม่พ้นแน่ ทว่าไม่อะไรเป็นไปดั่งแผนการตลอด อาทิยามนี้ที่หน่วยอาชาโดนพลังน้ำแข็งของเรไรปิดทาง สังหารม้าตายไปหลายตัว  

         “น่าสนใจ” 

         โรแลนวางกล้อง ผ้าคลุมกองทัพพัดไสวอย่างน่ากริ่งเกรง 

         “อุสาลงจากฟากฟ้าแดนสวรรค์..ข้าคงต้อนรับนางเสียหน่อย” 

         สุรเสียงทรงอำนาจเอื้อนเอ่ย ครั้นแผ่นดินสั่นสะท้อน..เบาๆ 

         -- 

         เขตเมืองเก่า 

         “ทำไงต่อ” 

         พวกเมรัยกัดฟันเอาชีวิตมายังเมืองเก่าแล้ว ระหว่างทางหนีพวกนางโดนกลุ่มทหารรับจ้างดักรอโจมตีไม่น้อย เมรัยเป็นคนเดียวไม่มีแผล แต่อาการนางดูใกล้ตายมากสุดเลยในกลุ่ม ฝั่งนารีมีแผลนิดหน่อยเนื่องโดนสะเก็ดสงคราม ฝั่งเรไรหนักกว่าเพื่อน นางหลบดาบ หอกพ้น แต่โดนหน่วยซุ่มโจมตีสาดลูกศรใส่ไม่ยั้ง ทั่วกายปักษาน้อยบริเวณช่องว่างไม่มีเกราะปิด โดนลูกศรกรีดเลือดไหล เห็นแล้วเจ็บแทน 

         หน้าผากมีรอยแผลถลอก 

         สภาพพวกนางมอมแมมประหนึ่งทาสหลบหนีจากตลาด เมรัยตบอกใหญ่ ปรับลมหายใจ ที่นี้ไม่มีต้นไม้งอกเจริญ ดินแดนหินผา แห้งแล้ง กันดาร และมีฝุ่นทรายตลบ อาคารเมืองเก่าพังทลายเหลือเพียงเศษซาก พวกเมรัยอาศัยหมอกทรายหลบเข้าในอาคารร้าง กระนั้นคิดว่าไม่นานพวกทหารรับจ้างคงตามเจอ “ข้างใต้นี่แหละ” เมรัยมองหาช่องหินหรือช่องว่างที่สามารถพานางลงข้างใต้เมือง  

         นารี และเรไรช่วยกันหา 

         วันแอบลืมตามองรอบด้าน 

         “หลับตาก่อนนะวัน อีกไม่นานก็จบแล้ว” 

         นารีปลอบเจ้าหญิงน้อย วันมองดวงหน้างดงามมีฝุ่นจับ เห็นแล้วอยากทำความสะอาดแก้มนารี กระนั้นนางต้องเชื่อฟังพี่สาว เจ้าหญิงน้อยเป็นเด็กดียอมหลับตา ไม่ลืม ไม่ลืม น้องยกมือปิดตาด้วย 

         ดวงดาวน้อยใจอ่อนยวบ ครั้นเมรันค้นพบประตูทางเข้าเส้นทางใต้ดินเมืองเก่า 

         สมัยก่อนเมืองเก่ามีการวางระบบเส้นทางใต้ดินซับซ้อนเพื่อใช้เป็นสถานทำพิธีกรรม เมรัยเรียกพวกนารีไปดูประตูหินใหญ่ แน่นอนว่ามันมีช่องแคบให้ลอดผ่าน แต่วัดจากขนาดแล้ว “มั่นใจว่าก้นข้าติด” “พุงข้าด้วย” เมรัย และเรไรหันมองนารีตาละห้อย ดวงดาวน้อยอยากจะบ้าตาย ทำไมนางต้องเป็นคนเดียวที่ลอดผ่านช่องนี้ได้ด้วยนะ 

         “เก็บสายตาน้อยใจพวกเจ้าไปเถอะ” 

         เห็นสายตาขอโทษระคนจิตตกของพวกเมรัยแล้ว นารีปวดขมับ ทางมันแคบใช่ไหม ได้ เดี๋ยวข้าเปิดให้ 

         ดวงดาวน้อยกระชับร่างนุ่มนิ่มในอก ครั้นนางใช้มือข้างขวาจับประตูหินแล้วรวบรวมพลังมาโฮดวงดาว บังคับเปิดประตูหินอย่างอาจหาญ ครืน--- 

         เสียงประตูหินถูกเลื่อนเปิดทางโดยไม่ใช้กลไกลับ เมื่อประตูเปิดแล้ว พวกเมรัยรีบเก็บพุงมุดเข้าด้านในทันที “ไฟมา” เมรัยขอไฟจากกผีกิ้งก่าบนหัวเรไร มันเป็นภูตไฟเลยสามารถจุดให้เมรัยได้  

         พรึบ 

         “เอ้าลุย” 

         นารีเดินตามหลังเมรัย เรไร… 

         “หัวข้าจุดไฟได้ด้วย” 

         ถ้าปักษาน้อยรู้ว่ามีผีกิ้งก่าเกาะหัวนางนะ.. นางสติแตกแน่ 

         เวลาไม่ค่อยท่า เมรัยไม่รู้เส้นทางใต้เมืองเก่า นารีก็ไม่รู้ เรไรยิ่งแล้วใหญ่ “ไม่รู้แล้วจะไปเมืองไมเดนอย่างไร” เรไรตั้งคำถามที่หลายคนสงสัย ถ้าหากไม่มีทางไปเมืองไมเดน การลงมาที่นี้ก็แปลอีกความหมายว่าพวกเราจนตรอกน่ะสิ หมดทางหนี นารีสงสัยเช่นกัน เมรัยเลยตอบให้ “หางข้าช่วยพวกเจ้าได้นะ มันบอกได้ทุกอย่าง” เมรัยส่ายก้นให้พวกนารีดู ดวงดาวน้อยหน้าดำทะมึน ยังจะล้อเล่นอีก 

         เรไรทนไม่ไหวหยิบดาบแทงก้นเมรัย 

         “โอ๊ย” 

         “เก็บก้นเจ้าไปเลย” เรไรโวยวาย เมรัยเก็บก้นคืนอย่างกลัวมันมีแผล “เอาน่าๆเชื่อข้าเถอะ” 

         นารีถอนหายใจ เรไรเห็นดวงดาวน้อยผงกหัวให้ ปักษาน้อยส่งเสียงออกจมูก ยอมตามเมรัยไป 

         ตามจนถึงทางตัน 

         “โอเคพวกเราหลงทางแล้ว” 

         นารียิ้มงาม เรไรรีบกล่อมดวงดาวน้อย ใจเย็นๆ 

         “ซะเมื่อไหร่” 

         เมรัยหยอกพวกนารีเรียบร้อยพลางยกอุ้งมือกดไปที่แผ่นหินเรียบง่ายที่ด้านในมันคือปุ่มเปิดประตูลับ หมอผีน้อยยกนิ้วชี้ให้ดู เห็นไหมๆ 

         แต่กลไกทำงานผิดพลาด ประตูลับไม่เป็น 

         “โอเคพวกกลับมาหลงทางจริงๆแล้ว” 

         “เมรัย…” 

         ถ้าไม่ติดวันนอนหลับในอ้อมแขนนะ นารีสาบานจะจับเมรัยฝังที่นี้แหละ เอาให้ยัยนี่ตายไปกับหางโง่ๆนั้น 

         “ทำไงดี” เรไรต้องอดกลั้นความโกรธ และถามนารีอย่างหวาดวิตก  

         ดวงดาวน้อยหลับตา และเปิดตามองเรไร “ขอโทษข้าผิดเองที่เชื่อเมรัย” 

         “ข้าไม่ขอโทษนะ” 

         เมรัยทำหน้าไร้ความผิด เรไร และนารีพร้อมใจค้อนยกเท้าเตะเมรัยคนละที  

         สรุปแล้วพวกนางไม่รู้ทาง นารีคิดว่าติดอยู่ตรงนี้ไม่ดีแน่ “กลับทางเดิมก่อน..” 

         “ประเดี๋ยว” 

         เมรัยหลุบตา และย่อเข่า ตามองพื้นทรายด้วยสีหน้าราบเรียบ แววตาสีส้มทอประกายเข้ม “ข้ารู้แล้ว” หมอผีน้อยไม่รอพวกดวงดาวน้อยบ่นอีก เมรัยเริ่มก้าวเท้าไปอย่างว่องไว “เมรัย!” นารีทั้งโกรธทั้งห่วงหมอผีน้อย เรไรวิตกหนัก ไม่สนว่าจะเจอศัตรูหรือไม่ พวกนางรีบเดินตามหลังเมรัย “จะไปไหน เมรัย” เรไรร้องถาม “ทางออกน่ะสิ” หมอผีน้อยตอบอย่างไม่หันหน้ามองเรไร 

         เมรัยมองข้ามเรื่องสำคัญไปเลย หมอผีน้อยเข้าใจแล้ว ให้ยกมุมปากยิ้ม 

         คราวนี้แหละ ข้าพาพวกเจ้าไปทางออกจริงๆ… 

         ชั่วขณะที่ทั้งกำลังเดินเร็วๆระหว่างทางเดินใหญ่เงียบสงัด สัญชาตญาณระวังภัยของเมรัยส่งเสียงร้องเตือนหมอผีน้อยให้มองผนังหิน พริบตา หัวใจเมรัยดิ่งวูบ “ระวังเรไร!!!” 

         ตูม!!! 

         กำปั้นมหึมาเหวี่ยงฟาดใส่ผนังอีกฟากอย่างรุนแรง สร้างความเสียหาย และพังผนังจุดที่เรไรเดินผ่านพอดิบพอดี “แคกๆๆ” เรไรมีสิทธิ์ตัวแตกแน่ถ้าเมื่อครู่นารีไม่ไหวตัวเข้าปกป้องปักษาน้อยทัน “น นารี” “ข้าไม่เป็นไร” ดวงดาวน้อยตรวจดูเจ้าหญิงน้อยในอ้อมกอด เห็นวันเปลือกตาขยับ แต่ไม่ถึงกับลืมตาก็โล่งอก ครั้นดวงดาวน้อยหันสายตาเยียบเย็นมองไปยังผนัง หมอกควันคละคลุ้ง 

         บังอาจทำร้ายเรไรหรือ… 

         แววตาจ้าวแห่งจักรวาลทอประกายเย็นเยือกปานขุมนรก  

         ผู้ที่โผล่พ้นก้าวออกมาจากหมอกควันนั้นคือหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างเดธแลน 

         “น่าสนใจ…” 

         บรรยากาศใต้ดินเมืองเก่าดิ่งวูบลงอย่างน่าเกรงขาม แผ่นดินโดยรอบล้วนสยบเงียบลงเมื่อเขาปรากฏกายอย่างอสูรกายแห่งการทำลายล้าง

         --  

           

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น