เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 90 คราดาราร่วงหล่นสู่ความมืดสลัว

ชื่อตอน : ตอนที่ 90 คราดาราร่วงหล่นสู่ความมืดสลัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 21

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2562 22:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 90 คราดาราร่วงหล่นสู่ความมืดสลัว
แบบอักษร

ตอนที่ 90 คราดาราร่วงหล่นสู่ความมืดสลัว 

         ‘กี่ปีแล้วนะ’

         ‘นานเพียงใดนะ’

         ‘เมื่อไหร่ความฝันจะเป็นจริงสักที’

         .

         .

         .

         .

         ถ้าหากว่าคนเราแบ่งเป็นสองประเภท “คนฉลาด” และ “คนโง่” นางคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทที่สอง สาวน้อยผู้โง่เขลา และหลงละเมอ จมปลัก ยึดติดกับความฝันอันเลื่อนลอย และริบหรี่ดุจแสงหิ้งห้อยเล็กๆ นางล้มเหลวตลอดชีวิตนี้ จากเด็กน้อยแสนซื่อได้เผชิญความขมขื่นครั้งแรกในชีวิต นางจดจำความรู้สึกอึดอัด และฝาดขมครั้งนั้นได้ไม่มีวันลืม นางพยายามแล้วหรือ? ไม่ นางพลาด และผิดหวังทั้งที่นางไม่ได้พยายามเลยแม้แต่น้อย นางเสียใจหรือไม่ ใช่ นางเสียใจมากจนไม่รู้จะบอกคุณแม่อย่างไร จะต้องบอกอย่างไรว่าตัวนางนั้นคือความผิดพลาด และของไม่สมประกอบ ไม่สวยงามอย่างคนอื่น ไม่ฉลาดอย่างเช่นเพื่อนๆ และญาติพี่น้อง ตัวนางมีข้อดีหรือไม่ นางมั่นใจว่าข้อดีของนางนั้นไม่ทำให้นางเป็นจุดสนใจหรอก

         นางก็แค่สาวน้อยตัวเล็กๆที่มีความฝัน

         เพียง..แค่นั้นจริงๆ 

         ทะเย่อทะยานลุกขึ้นใหม่ เก็บกดความเจ็บช้ำไว้ในอก กัดฟันเงยหน้าสู้ชะตากรรมอันแสนทารุณ และโลกภายนอกอันแสนเย็นชายิ่งกว่าหุบเหวน้ำแข็ง นางไม่มีวิชาใดเก่งเป็นพิเศษ ตัวนางแอบขี้คร้านสันหลังยาว งานหรือการบ้านไม่เคยแตะต้องจนกว่าจะถึงวันก่อนส่ง นางบอกว่าตัวเองพยายามเต็มที่แล้ว บอกเช่นนั้นจนตัวเองรู้สึกว่า

         ‘พยายามเต็มที่แล้วเหรอ…ถ้ามันได้แค่นี้…’

         ความพยายามน้อยครั้งจะทำให้สาวน้อยประสบความสำเร็จ นั้นอาจเพราะนางยังพยายามไม่มากพอ หรือแท้จริงแล้ว..นางไม่กล้ายอมรับกันแน่ว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์..

         เพื่อนๆของนางเรียนมาด้วยกัน แต่ละคนล้วนเก่งกาจ และมีความสามารถพิเศษ พวกนางเป็นกลุ่มคนฉลาด และขยัน สาวน้อยชื่นชมเพื่อนๆ กระนั้นเมื่อหันกลับมามองตัวเอง นางรู้สึกด้อยค่า และไม่เหมือนเพื่อนพ้องเสียเลย คนอย่างนางคงต้องอาศัยความพยายามเพียงอย่างเดียวกระมัง ทว่าบางอย่างต่อให้นางพยายามมากเพียงใดก็ไม่อาจคว้ามันอย่างที่เฝ้าฝัน

         แสงสว่างที่คอยนำทางในโลกอันมืดมิด นางเฝ้ามองมัน และพยายามไล่จับ หมายมั่นจะเอามันมาอยู่ในกำมือสักวันหนึ่ง

         กระนั้นสักวันที่ว่าคือวันใด..

         นางล้มลง.. นางฝืนลุกยืน.. นางล้มอีกครั้ง.. ล้ม และลุกเช่นนี้เรื่อยมา… เพียงเพื่อคว้า “ดวงไฟแห่งความฝัน

         นางคือคนโง่ใช่หรือไม่..

         แม้นรู้ตัวว่าตัวเองเป็นเพียงหญิงโง่ กระนั้นนางยังหลับตา และเอื้อมมือคว้าดวงไฟแห่งความฝัน มันช่างอยู่ไกลเกินเอื้อม กระนั้นใจนางรู้ดีว่าแสงนี้สามารถเอื้อมคว้าได้นะ อย่างน้อยมันก็ไม่เหมือนความรักของนางที่ต่อให้ทุ่มเททุกอย่าง..ก็ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกแล้ว

         เพราะไม่อยากมีความรัก ใจสาวน้อยจึงหันหน้าเข้าหาความฝัน..

         บอกตัวเองว่าเกิดมาสักครั้งอยากลองท้าทาย และไล่ตามความฝัน

         ลองเสียน้ำตา ลองพยายามให้สุดชีวิต เอาให้ตายไปเลย

         นางทุ่มเททุกวินาทีเพื่อไล่ตามความฝัน..

         ทว่าท้ายที่สุด..

         ‘ตกจนได้สินะ’

         สาวน้อยสอบตก นางสอบไม่ผ่าน ความพยายามของนางไม่ทำให้นางก้าวเท้าสู่เส้นชัย นางพลาด.. และล้มลง

         อีกแล้ว 

         ได้เพียงแค่มองเพื่อนๆคนอื่นก้าวสู่เส้นชัย.. นางร้องไห้ให้อดีต ร้องไห้ให้ตัวเองที่ไม่เคยพยายาม และลืมตามองโลกแห่งความจริง นางควรยอมรับได้แล้วว่าตัวเองโง่เขลาเหลือเกิน ไม่ใช่แค่นั้น นางควรยอมรับเสียทีว่าตัวนาง และความฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ มันก็แค่เรื่องเพ้อฝันขอคนบ้า..

         ก็แค่..

         นางอ้าปากสั่นเทิ้ม แต่ไม่กล้ากล่าว สาวน้อยปล่อยน้ำตารินไหลอาบแก้ม ปล่อยมันหยดลงบนพื้นห้องอันเยียบเย็นกว่าราตรีอันเดี่ยวดาย

         นางทรมานเหลือเกิน

         ชีวิตนี้ไยทรมานเหมือนตายเช่นนี้นะ

         ทั้งที่มีคนรอบข้างมากมาย แต่ทำไมนางเหน็บหนาวเหลือเกิน  

         “..”

         เมรัยลุกไม่ไหวแล้ว นางไม่พร้อมแบกรับหรือท้าทายสิ่งใดอีกแล้ว นางเบื่อหน่ายตัวเอง และสิ่งรอบข้าง นางไม่มีหน้ากลับบ้านหาคุณแม่ คิดภาวนาอยากจะหนี.. หนีไปให้ไกล หนีจากความจริง หนีไปจากโลกแบบนี้ นางหันหลังให้ความจริงที่ปรากฏเป็นตัวเลขศูนย์บนกระดาษข้อสอบ ไม่ยอมทุ่มเท และยืนหยัดเพื่อความฝันอีกแล้ว “…ฉันคงโง่มากจริงๆที่พยายามเพื่อสิ่งไร้ค่าแบบนี้..”

         นางทิ้งกายลงอย่างอ่อนล้าเยี่ยงหญิงชราเมื่อเอ่ยประโยคที่กรีดใจนางเลือดไหลนอง เมรัยเก็บของ และทำในสิ่งที่นางฝันร้าย หลับแล้วฝันมาตลอดชีวิต ความฝันที่นางหลับตาลงแล้วพบว่าตัวเองกำลังวิ่งหนี… ใช่ แต่ไหนแต่ไรมานางก็แค่คนขี้ขลาด.. คนที่หวาดกลัว และหันหลังวิ่งหนีมิใช่หรือ..

         “ขอโทษ..”

         คำขอโทษเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาปานลมหนาววันสุดท้ายของฤดูกาล ครั้นลมหนาวพัดหอบวาจานั้นไปยังดินแดนมนตรา พาดผ่านกาลเวลานับล้านปี..

         ณ กาลปัจจุบัน บริเวณหมู่บ้านใกล้ๆชายแดน 

         “..”

         นางละเมอร้องไห้อีกแล้ว..

         ดวงดาวน้อยใช้ผ้าเช็ดหน้าหอมๆกลิ่นดอกทิบลิปซับน้ำตาหมอผีน้อย นับตั้งแต่เริ่มเดินทางจากเมืองลักกี้ นารีคิดว่าอาการละเมอนอนฝันร้ายของเมรัยทุเลาเบาลง กระนั้นยังไม่หายสนิท ยอมรับว่าหมอผีน้อยร้องไห้บ่อยนัก แม้นอีกฝ่ายไม่รู้ตัวเองก็ตาม นารีมองคนข้างไหล่ด้วยสีหน้าแววตาเยี่ยงคนใจหาย “วาจานั้น..ข้าควรเป็นคนพูดมากกว่านะ..”ดวงดาวน้อยหลุบตาซ้อนความอ้างว้างประปราย สุรเสียงละมุนแฝงด้วยความรู้สึกผิดเกินจะนับ นางมองเมรัยด้วยสายตาห่วงใยกรุ่นไอรัก

         เพราะนางรักอีกฝ่าย นางจึงเจ็บปวดเพียงนี้

         คนที่ทรมานน่ะ ไม่ใช่แค่เมรัยหรอกนะ

         นารีเม้นปากอดกลั้นน้ำตาพลางตัดสินใจปลุกเมรัย แม้นรู้ทำเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อหมอผีน้อย กระนั้นดวงดาวน้อยทนมองคนรักทรมานไม่ไหวแล้ว ยิ่งนารีเห็นเมรัยเศร้าเพียงใด ดวงดาวน้อยเหมือนจะขาดใจตายไปตามๆกัน

         “เมรัย..”

         เวลาพลบค่ำ พวกเมรัยพักในหมู่บ้าน เรไรเวลานี้ออกไปฝึกร่างกาย เมรัยเหนื่อยนั่งรถม้าเมื่อยดากตลอดวัน พอถึงห้องแล้วนางของีบหลับสักพัก นารีไม่มีอันใดทำเป็นพิเศษจึงคอยเฝ้าดูเมรัย นอนกะพริบตามองหมอผีน้อยหลับปุ๋ย มองไปก็ยิ้มร่าเริง ครั้นเมื่อเมรัยเริ่มฝันร้าย รอยยิ้มนารีก็แตกสลาย

         “นารี..”

         เมรัยรู้สึกเหมือนโดนกระชากจากฝันร้าย สตินางขาดสะบั้น และปวดหัวสุดๆ หมอผีน้อยลืมตามองดวงดาวน้อย ครั้นเห็นอีกฝ่ายแล้วนึกดีใจ นึกว่าโดนคุณแม่ปลุกซะอีก เฮ้อ

         น้ำเสียงไม่ยี่หระ แถมฟังระคายหูนารีพลั่งดังกังวาน

         “ขออีกห้าสิบปี”

         “..”

         บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกโดยพลัน นารีหน้าดำปานก้นหม้อ คิ้วเรียวยาวสั่นกระตุก “เมรัย..” นางพยายามลดโทนเสียงให้อ่อนนุ่มเพื่อปลุกลูกหมูขี้เซา ทว่าเมรัยไม่สน ไม่สนไม่พอยังทำตัวน่าหักคออีกด้วย 

         นางพลิกตัวแล้วตดใส่นารี

         ดวงดาวน้อยกำหมัด

         “ตื่น!!!!”

         “จ๊ากกกกกก”

         คนกำลังเคลิ้มพลันสะดุ้งร้องเฮือกเมื่อโดนคนโมโหลากกระชากขาลงจากเตียงอย่างดุร้ายปานผีอาฆาต เมรัยอ้าปากกรีดร้องเสียงหลง หน้าแตกตื่นผวา ตกใจสะพรึงวิธีปลุกฉบับคนชอบเหยียบหัวคนอื่นของนารี ดวงดาวน้อยไม่เคยนึกเบามือกับหมอผีน้อยเลยหากเมรัยดื้อด้านไม่ยอมฟังอีกฝ่าย แม้ปกตินารีสุภาพอ่อนหวาน วาจาไพเราะ แต่หากนางโกรธเท่านั้นแหละ

         นรกอยู่ทางซ้าย นารีก็พร้อมโยนเมรัยไปทางซ้าย

         แต่ดูๆแล้วนางเมตราเมรัยมากนะ คิดในแง่ดีคือนางไม่เอาแส้มาเฆี่ยนหมอผีน้อย

         “หล่อนมันปีศาจชัดๆ”

         “ขอบคุณที่ชม”

         นารียิ้มหวานยังดีที่ในมือไม่มีมีด อาวุธมีคม

         “เปล่าชมซะหน่อย” เมรัยหดคอพยายามเบือนหน้าหนี โอเค นางตื่นแล้ว พอใจแล้วใช่ไหมฝ่าบาท

         นารียิ้มกรุ่มกริ่มพลางจัดเสื้อผ้าให้เมรัย ตอนนี้พวกนางอยู่ในห้องนอนเลยไม่สวมอาภรณ์เต็มยศ เมรัยสวมแค่เสื้อในบางวาบหวิว นารีก็ไม่ต่างกัน “ปลุกทำไมเนี่ย เวลามือเย็นแล้วรึ” เมรัยอ้าปากหาวพลางมือลูบหน้าท้องบวมๆที่โผล่ย้อยออกมาสวัสดีโลก นารีพรูลมหายใจพลางเท้าเอว จะให้บอกว่าไม่อยากให้เมรัยฝันร้ายเลยถือวิสาสะปลุกหรือ? ไม่เอาหรอก

         “ข้าปลุกแล้วจะทำไม”

         “..เอ่อ”

         เมรัยจุกพูดลืมภาษามนุษย์ไปชั่วครู่ สรุปคือนารีแค่อยากปลุกเนี่ยนะ?

         “งั้นนอนต่อ”

         “ลองดูสิ”

         นารีเอ่ยเสียงรายเรียบ แต่แววตาประกาศว่าถ้าเมรัยกล้านอนต่อก็เตรียมใจนอนสบายๆไม่ตื่นอีกเลย

         หมอผีน้อยสีหน้าเลิ่กลั่ก จะนอนก็ไม่อนุญาต ฮึ เผด็จการซะจริง “ช่วยหาของหน่อย” นารีครุ่นคิด และเปิดประตูโยดา แล้วเทๆสัมภาระจำนวนมากกองบนพื้นห้อง เมรัยมองแล้วขมวดคิ้ว “ไม่รอเรไรมาช่วยอ่ะ ขอข้านอนสักห้าร้อยปี” “ขอให้เจ้าช่วยเจ้าก็ต้องช่วย ไม่อนุญาตให้ไม่ช่วย” “เค” เมรัยกลอกตากลิ้ง ทำไมวันนี้นารีดุจัง หรือว่า!! “ช่วงนี้ข้าไม่ได้ล่อลวงสาวน้อยในหมู่บ้านนะ”

         นารียิ้ม…

         “รู้แล้ว”

         เยี่ยม เมรัยลอบถอนหายใจ ไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มนารีทวีความมืดมากกว่าเดิมแปดเท่า

         แปลว่าไอ้ข่าวลือมีคนบ้าไปหลอกเด็กในหมู่บ้านจนกลัวไม่กล้าก้าวเท้าเข้าห้องน้ำเนี่ย ไม่ใช่เรื่องจริงสินะ อ่อ เป็นเช่นนี้นี่เอง

         ไม่นานหลังจากโดนบังคับใช้แรงงานอย่างไร้ค่าตอบแทน ปักษาน้อยกลับห้อง บนคอห้อยผ้าขนหนู “เรไรมาแล้ว กินข้าวๆ”

         เรไรหน้าเหวอ นางเพิ่งออกกำลังกายเสร็จนะ กินข้าวไม่ได้---

         “ข้าหิวแล้วหนีเร็ว”

         เมรัยใช้เรไรเป็นโล่กันเพลิงโทสะนารี จับปักษาน้อยยกแล้วรีบเผ่นออกจากห้อง

         นารีนั่งเก็บของ ยิ้มอย่างกุลสตรี..

         ปากบ่นพึมพำ “รื้อแล้วไม่เก็บ..หึหึๆ”

         หึหึๆ

         เสียงหัวเราะนี่จะกลายเป็นฝันร้ายเมรัย..ไปอีกนาน

         --        

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น