ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 75 เด็กหญิงบนดวงจันทร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 75 เด็กหญิงบนดวงจันทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2562 09:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 75 เด็กหญิงบนดวงจันทร์
แบบอักษร

'ค่อนข้างแย่ แล้วแบบนี้คารินจะได้เกิดไหม ?'

 

 

 

เขารู้สึกปวดหัวแหม่งๆ อุส่าแอบคิดว่าอย่างน้อยรินโกะอาจจะมีคนรักที่ยังรอคอยการกลับไปของเธอราวกับรักแสนโรแมนติกในโลกนิยายเพ้อฝัน แต่ใครจะคิดว่าเธอจะเป็นโสดสนิททั้งที่มีความงามขนาดนี้กัน!

 

 

 

"เป็นอะไรไปรึเจ้าคะท่านชาย"

 

 

 

"เฮ้อไม่มีอะไร"

 

 

 

การขยับปีกของผีเสื้อชักทำให้หลายสิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปทุกที ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปตัวละครหลักตามต้นฉบับส่วนใหญ่ในอนาคตจะได้เกิดตามปกติหรือไม่ เขาเริ่มชักเป็นห่วงแล้วสิ

 

 

 

เขาถอนหายใจและมองไปยังรินโกะที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยความเขินอาย ใบหน้ายังแดงระเรื่อ ท่าทางจะคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่แน่ๆ เขาจึงพยายามชักชวนพูดคุยเรื่องอื่นกับเธอแทน

 

 

 

เรื่องที่พูดคุยก็คือเรื่องที่คนอื่นๆไม่อยู่ที่นี่ เมื่อได้รับคำอธิบายจากรินโกะเขาก็เบาใจขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เป็นกังวล ถ้าพลังของไรคาเงะรุ่นที่สามอยู่ในระดับเทพนินจาขั้นแรก แล้วตาแก่โอโนกิละ ?

 

 

 

ไม่ใช่ว่าตาแก่นั่นจะทรงพลังกว่านี้อีกหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นภารกิจทำลายสะพานคันนากิน่าจะยุ่งยากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน เขาควรลงมือหรือไม่ ? หลับตาคิดสักพักเขาก็ใช้คาถาแยกเงาสองตนและส่งร่างแยกติดตามทั้งสองกลุ่มไป

 

 

 

'เราจะคอยปกป้องพวกเขาอยู่ห่างๆ'

 

 

 

เพราะถูกย้ำเตือนโดยรินโกะ เธอได้รับคำสั่งจากมินาโตะมาว่าห้ามให้เขาออกไปที่สนามรบอีก ดังนั้นคาซึยะจึงได้แต่ส่งร่างแยกไปช่วยคุ้มครองทุกคน อย่างน้อยถ้าไม่เจอเหตุการณ์ร้ายแรงเขาจะไม่ลงมือโดยเด็ดขาด

 

 

 

"แต่อยู่แบบนี้ค่อนข้างน่าเบื่อไปนิด นี่รินโกะเธอรู้วิธีสร้างโซ่ผนึกบ้างไหม ?"

 

 

 

"ขออภัยเจ้าค่ะท่านชาย ดิฉันเป็นเพียงตระกูลสาขาไร้ความสามารถจึงไม่มีความพิเศษถึงขนาดสร้างโซ่ผนึกได้"

 

 

 

'แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ'

 

 

 

สายตาเหล่มองรินโกะเขาก็พบกับจักระในระดับคาเงะประมาณขั้นหกถึงเจ็ดในร่างกายของเธอ แบบนี้ยังจะเรียกตัวเองว่าไร้ความสามารถ ? ถ้าไร้ความสามารถจริงทำไมเธอถึงทรงพลังขนาดนี้ ถ้าไม่นับรวมพี่สาวคุชินะที่เป็นสายเลือดตรงผู้สืบทอดหลักๆของตระกูลอุซึมากิและครอบครองเก้าหาง

 

 

 

แม่นี่ถือว่าทรงพลังมากคนหนึ่งเลยทั้งยังมีระดับจักระมากกว่านางาโตะในปัจจุบันเสียอีก อายุทั้งคู่ก็ใกล้เคียงกัน ถ้าแบบนี้ระดับจักระก่อนที่ท่านยายทวดจะเสียควรอยู่ในระดับไหนกัน ? เทพนินจาหรือเทพเจ้ากันแน่ไม่แปลกใจเลยที่ตามต้นฉบับสี่แคว้นจะร่วมมือกันทำลายตระกูลอุซึมากิ

 

 

 

'นี่คือความน่ากลัวที่แท้จริง พลังชีวิตที่แข็งแกร่งจนมีอายุยืนยาว มีระดับจักระที่เทียบเท่าสัตว์หาง และยังมีพลังผนึกที่ทรงพลัง ถ้าปล่อยไว้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแคว้นไหนจะแข็งแกร่งที่สุด'

 

 

 

"โกหกสินะ แต่ช่างเถอะฉันไม่ได้คิดจะละลาบละล้วงความลับของเธอหรอก"

 

 

 

ยักไหล่กล่าวด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ เขาเอื้อมมือหยิบข้าวต้มในถาดที่รินโกะทำมาให้ ลงมือทานมันอย่างช้าๆ โดยไม่สนสายตาตื่นตกใจของยัยนี่เมื่อถูกเขาจับไต๋ได้ เธออยากจะพูดแก้ตัวแต่เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มไร้ท่าทีสนใจเธอก็รู้สึกผ่อนคลาย

 

 

 

"ฝีมือของเธอนี่อร่อยใช้ได้เลย ถ้าใครได้เธอไปเป็นภรรยาคงโชคดีน่าดู"

 

 

 

วางชามเปล่าที่หมดเกลี้ยง ก่อนจะกล่าวชมเชยหญิงสาวโดยที่ไม่รู้เลยว่าคำพูดของเขาจะทำให้แม่นี่เพ้อเจ้อไปไกล แต่ที่จริงคำพูดของเขามันก็เหมือนการขอแต่งงานทางอ้อมในโลกเก่าไม่คิดเลยว่าในโลกนี้ก็จะมีคนคิดเหมือนกัน

 

 

 

ใบหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่ออีกละลอกทำให้นัยน์ตาของคาซึยะมืดแสงลง แบบนี้มันถือว่าเขาปักธงแม่นี่ไปแล้วหรอ? แย่จริงๆเกิดมาเป็นคนหล่อเหล่าไม่พอ ฟ้ายังส่งสุดยอดคารมที่เพียงขยับปากพูดสาวก็รักสาวก็หลง

 

 

 

'ฉันนี่มันเป็นคนที่บาปหนาจริงๆ แต่เดียวก่อนนะถ้าฉันทำให้แม่นี่ตั้งท้องแทนไม่ง่ายกว่าหรอ'

 

 

 

ความคิดชั่วร้ายผุดออกมาทันที ยามที่คิดแบบนั้นจู่ๆเขาก็เสียวสันหลังแปลกๆ เขาเริ่มสัมผัสความรู้สึกแปลกๆราวกับกำลังมีใครแอบเฝ้ามองอยู่ในที่ที่ห่างไกล มันไกลมากจนแม้แต่ตัวเขาก็เกือบจะไม่ทราบว่าเจ้าของสายตานี้อยู่ที่ไหน 

 

 

 

'ใครกันที่มีความสามารถในระดับนี้ แล้วเจ้าความรู้สึกคุ้นเคยนี่มันอะไรกัน'

 

 

 

คาซึยะลุกจากเตียงและเดินออกไปนอกเต็นท์โดยไม่สนท่าทีของรินโกะ เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ส่องประกายสวยงาม ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นเนตรสังสาระฉับพลันและจู่ๆเขาก็มาโผล่ที่พื้นผิวสีเทาที่เต็มไปด้วยรูขรุขระ

 

 

 

ไม่ผิดที่นี่คือดวงจันทร์ มันคือจุดที่เขาสัมผัสได้ถึงตัวตนพิเศษที่เจ้าของสายตาที่ทรงพลังกำลังจ้องมองเขาอยู่ที่นี่ ไม่นานเขาก็พบเจ้าของดวงตานั้น

 

 

 

ด้านหน้าของเขามีเด็กหญิงตัวน้อยผมสีขาวเงินยาวโบกสะบัดไปมาตามสายลม เธออยู่ชุดคลุมขาวหกวิถีกำลังนั่งหันหน้ามองไปที่โลกนินจาสีคราม กลิ่นอายให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับฮินาโมริแผ่ออกมาจากร่างกายเธอทำให้คาซึยะขมวดคิ้วเป็นปม

 

 

 

"ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาหาฉันที่นี่ด้วยตนเองแบบนี้เลย"

 

 

 

เสียงหวานๆที่เขาเคยได้ยินเมื่อไม่นานมานี้เริ่มทำให้คาซึยะแปลกใจไม่คิดเลยว่าเสียงที่ลอยมาตามลมในวันนั้นจะเป็นเสียงของเธอ แต่สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็น

 

 

 

"เธอเป็นใครกันแน่"

 

 

 

"เธอก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรอ... ขอโทษแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เธอจะมายังที่นี่ แต่ฉันก็ดีใจมากเลยนะที่เธอมาหาฉันแบบนี้"

 

 

 

เด็กหญิงลุกขึ้นยืนและหันหน้ามามองเขาด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับฮินาโมริทำให้คาซึยะสั่นไหวไปทั้งตัว ผิวที่ขาวราวชิโรเซ็ตสึดวงตาคล้ายเนตรสีขาวแต่เป็นสีม่วงไล่สีสามระดับ ที่หน้าผากของเธอยังมีเขาคล้ายเนื้องอกน้อยๆหนึ่งคู่

 

 

 

"ที่จริงแล้วเธอคือโอซึซึกิลูกของมารดาแห่งจักระ คางูยะ ร่างหลักของฮินาโมริ ?"

 

 

 

"ปิ้งป่อง~วิเคราะห์ได้เกือบจะถูกต้องสมแล้วละนะที่เป็นสามีของฉัน แต่ถึงจะเกือบตอบถูกฉันก็ไม่มีรางวัลให้คนเจ้าชู้มักมากแบบเธอหรอกนะ แข็งแกร่งขึ้นไวๆละหนทางขวากหนามยังรอคอยเธออีกมากมาย ใกล้จะถึงเวลาแล้วที่ท่านแม่ซึ่งแยกจิตตัวเองแฝงตัวอยู่บนโลกและเหล่าเทพเจ้าที่แท้จริงจะมาเยือน... ไว้เจอกันใหม่นะคาซึคุงที่รักของฉัน"

 

 

 

จิ้ว!

 

 

 

แรงอัดอากาศขนาดใหญ่พุ่งออกจากฝ่ามือของเด็กหญิงผมเงินพุ่งชนร่างของคาซึยะที่ไม่ทันได้ตั้งตัว รู้ตัวอีกทีเขาก็พบว่าตนเองกลับมานอนอยู่ในเต็นท์แล้ว ไม่ได้ฝันเพราะเขายังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ที่หน้าท้องอยู่เลย

 

 

 

"โอ้ย! เป็นตัวแสบเหมือนกันเลยนะยัยนั่น"

 

 

 

คาซึยะยิ้มเยาะความน่าสมเพชของตัวเอง ใครจะคิดกันเล่าว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ เขาเลิกคิดเรื่องไร้สาระและยังจำได้ถึงคำเตือนของเธอแม้จะฟังไม่จบแต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าเธอจะสื่ออะไรและพอจะเข้าใจทุกอย่างแล้วด้วย ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีไม่รู้ใจกันก็บ้าแล้ว

 

 

 

"ความแข็งแกร่งสินะ เรื่องนั้นต่อไม่ให้เธอบอกฉันก็จะทำอยู่แล้วละ เพราะคนที่จะแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็คือฉันคนนี้!"

 

 

 

เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์แต่ก็ไม่พบสัมผัสของเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว แต่ว่าเขารู้ว่าเธอกำลังเฝ้ามองเขาอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอก็เฝ้ามองเขาอยู่ตลอดอยู่แล้วผ่านทางแฟนสาวของเขา

 

 

 

แม้ร่างอีกส่วนหนึ่งซึ่งก็คือฮินะจังจะลงมาเกิดใหม่และใช้ชีวิตแบบมนุษย์โดยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับร่างหลักเลยก็ตาม แต่เขาก็แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือความรู้สึกที่สองสาวที่มีให้กับเขามาคือความรู้สึกเดียวกัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

 

 

"ตอนเธอจะส่งฉันกลับโลก เธอน่าจะมอบวิชาเกี่ยวกับการแยกวิญญาณให้กับฉันนะยัยบื้อ"

 

 

 

เขารู้สึกสนใจวิชาคล้ายการแยกวิญญาณมากของเด็กหญิงมากเป็นพิเศษ ถ้าเขาได้วิชานี้มาไว้ในครอบครอง บางทีการแยกร่างสัตว์หางออกเป็นสองส่วนแบบคุรามะหยินหยาง ที่น่าจะทำได้โดยไมต้องพึ่งพายมทูตจากคาถาผนึกซากอสูร

 

 

 

จะถามเธอผ่านทางฮินะก็ไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้นเกรงว่าแฟนสาวจะระแคะระคายเรื่องตัวตนของตัวเอง แม้ทั้งคู่จะถูกนับว่าเป็นคนเดียวกันแต่ในปัจจุบันพวกเธอถือว่าเป็นคนละคนกัน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้เชื่อใจเธอคนนั้นมากขนาดนั้นด้วย

 

 

 

"ที่เหลือก็แค่อาซามิสินะ ฉันไม่แน่ใจว่าอาซามิเป็นร่างแยกของเด็กคนนั้นด้วยหรือเปล่า แต่ที่บอกว่าท่านแม่แยกจิตแฝงตัวอยู่บนโลกคงจะไม่ใช่อาซามิ..."

 

 

 

แต่ไม่น่าจะใช่ละมั้งเขาเลิกคิดเรื่องนี้เพราะยังมีหลายสิ่งที่เขาต้องทำ และหันมาสนใจรินโกะที่กำลังนอนหลับคาเตียงไปแล้ว ดูท่าเขาจะใช้เวลาไปดวงจันทร์นานพอดูเขาลุกไปอุ้มเธอขึ้นมานอนบนเตียงแทนที่เขา

 

 

 

"คงใกล้ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะไปเอาเจ้านั่น"

 

 

 

 

 

 

เด็กหญิงบนดวงจันทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น