แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #35 เจ็บกว่าจาก (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #35 เจ็บกว่าจาก (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 56.3k

ความคิดเห็น : 131

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มี.ค. 2559 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #35 เจ็บกว่าจาก (RW)
แบบอักษร

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

 

ไอสูรย์ตัวร้าย #35 เจ็บกว่าจาก

 

อ๋องน้อย

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าความสุขในวันนี้จะเป็นเรื่องจริงการรอคอยและวันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันกับการที่จะได้พบกันของพวกเราสองคน

รู้ไหม? แม่รอที่จะพบหนูมาตลอดเลยนะ

นี่คือสิ่งที่ผมสามารถพูดบอกกับลูกในทุกๆ วันกับสัมผัสที่ได้รับการตอบสนองเมื่อลูกในท้องกำลังดิ้นให้ผมรู้ว่าเขาเองก็อยากจะพบผมด้วยเช่นกัน ผมอยากเห็นรอยยิ้มของทุกๆ คนในบ้านและนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำหากลูกลืมตาออกมาดูโลกแล้วพี่ไอสูรย์ได้เห็นเขาจะทำหน้ายังไง?

ผู้ชายใจร้ายที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักของเขาจะมีค่ามากขนาดนี้

เขามักจะบอกกับผมเสมอว่าความรักของผมคือแสงสว่างที่ฉุดรั้งเขาให้เดินขึ้นมาจากอดีตที่เจ็บปวด ผู้ชายใจร้ายอย่างพี่ไอสูรย์กลัวความรักเพราะเขามักบอกกับตัวเองเสมอว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่จริงไม่งั้นเขาคงรับรู้มันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วจนสุดท้ายเราได้พบกัน

แต่มันดูแย่ที่เงินคือสื่อสัมพันธ์สำหรับพวกเราแต่มันกลับไม่แย่เสมอไปเพราะเงินและก็ผมได้พิสูจน์ให้เขารู้แล้วว่ามันซื้อความรักไม่ได้!!!

“คิดอะไรอยู่ครับอากาศเริ่มเย็นแล้วนะเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” พี่ไอสูรย์เดินเข้ามากอดผมจากด้านหลังก่อนจะกดจูบเบาๆ ที่แก้มข้างขวาของผมสายลมพัดผ่านกระทบร่างกายของผมมันเย็นอย่างที่พี่ไอสูรย์บอกจริงๆ ด้วยครับ

“ผมกำลังคิดว่าอีกไม่นานเราก็จะได้พบลูกแล้ว” ผมยกมือขึ้นไปกระชับอ้อมกอดของพี่ไอสูรย์เอาไว้ความรู้สึกมันบอกไม่ถูกเลยทีเดียวครับ

“ขอบคุณนะครับที่ทำให้พี่มีวันนี้”

“แต่ถ้าไม่มีพี่ผมกับลูกก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกันครับ”

“เข้าบ้านเถอะครับ” ผมพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าบ้าน อากาศเริ่มเย็นแล้วแถมระเบียงด้านนอกลมก็แรงมากๆ ด้วยครับ

เดินเข้ามาในห้องก็ไม่เห็นว่าเจไดอยู่ก็ตอนที่ผมจะออกไปนอกระเบียงเจ้าตัวแสบยังนอนเล่นกับเจ้าขนปุยอยู่เลยนี่ครับ

 

“ลูกลงไปข้างล่างแล้วนะพี่ว่าเราก็ลงไปได้แล้วป่านนี้เจไดคงหิวจนตาลาย”

“ครับ ผมยิ้มขำกับคำตอบของพี่ไอสูรย์เกี่ยวกับเจไดซะจริงๆ เลยเด็กอะไรก็ไม่รู้ขี้หวงแถมยังแสบเหมือนพ่อ

ผมกับพี่ไอสูรย์เดินออกจากห้องก่อนจะลงไปด้านล่างแต่ขอบอกว่าลำบากมากๆ ถ้าการท้องจะทำให้ผมปวดเมื่อยไปทั้งตัวขนาดนี้นะ แถมที่แย่ไปกว่านั้นคือการเดินนั่งนอนยืนของผมยังพลอยลำบากไปด้วยเลยครับ

แต่ไม่เป็นไรเพื่อลูกผมอดทนได้สบายมาก

“พี่ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปเราย้ายลงไปนอนชั้นล่างดีกว่าอยู่ชั้นบนพี่กลัวว่าเรากับลูกจะเป็นอันตราย”

“ก็ดีเหมือนกันครับ”

อย่าว่าแต่พี่ไอสูรย์ที่กลัวเลยครับขนาดผมเองยังกลัวเลย เพราะตอนนี้ผมท้องได้แปดเดือนเศษแล้วอีกไม่นานก็ถึงกำหนดนัดผ่าคลอด ผมยิ้มไม่หุบเมื่อได้รับรู้แบบนั้นแต่ก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันเวลาที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดมากๆ

แถมครั้งก่อนที่เราคุยกันเรื่องอัลตร้าซาวด์แต่ผมกับพี่ไอสูรย์ตัดสินใจลุ้นซะมากกว่าว่าลูกจะออกมาเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงคงตื่นเต้นน่าดูเลย

 

“พี่นะงอแง” เวลาผ่านไปอย่างมีความสุขกับสำหรับผม ส่วนพ่อกับแม่ก็ด้วยเหมือนพวกท่านจะเที่ยวเพลินจนลืมกลับบ้านเลยก็ว่าได้ แต่ก็นะถ้านั้นจะทำให้แม่มีความสุขผมก็ดีใจอย่างน้อยท่านทั้งสองคนก็เป็นคู่ปรับที่ดีมาก

“พี่งอแงตรงไหนไม่ทราบครับ” ผมลืมบอกไปครับว่าผมกับพี่ไอสูรย์กำลังเถียงกันอยู่เพราะตั้งแต่เมื่อคืนที่ผมย้ายลงมานอนด้านล่างเจไดก็ตามลงมาด้วยแถมยังนอนห้องเดียวกับพวกเราสองคน แทรกกลางกอดผมทั้งคืนจนพี่ไอสูรย์แทบจะจับโยนออกจากเตียง

“ดูสิลูกก็หลับอยู่ยังมาบ่นอีก” ผมดึกผ้าห่มมาคลุมร่างเล็กของเด็กตัวแสบที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงโดยไม่รู้เลยว่ากำลังถูกสายตาอาฆาตของพี่ไอสูรย์มองอยู่

“ก็พี่อยากนอนกอดเมียบ้างนี่” แต่ไฉนคำตอบของเขากลับทำให้ผมต้องเขินจนแก้มแดงแบบนี้ละครับ

“ไม่รู้ละ? นอนไปเลยครับผมง่วงแล้ว” ผมว่าก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ เจไดแต่กลับเป็นฝ่ายหันหลังให้พี่ไอสูรย์ซะงั้นก็คนมันเขินนี่ครับ

“คิดจะหนีเหรอลุกมาคุยกับพี่ให้รู้เรื่องก่อนสิ” ไม่พูดเปล่าแต่พี่ไอสูรย์กลับรั้งแขนผมให้ลุกขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะอุ้มผมซะตัวลอยข้ามเจไดไปอย่างว่าง่ายจะด้วยอะไรก็ช่างขนาดผมท้องอยู่นะเนี่ยแต่เพราะเขาตัวใหญ่และแข็งแรงกว่าผมมากจึงทำแบบนี้ได้

“พี่ไอสูรย์เดี๋ยวเจไดก็ตื่นหรอกครับ”

“เราก็พูดเบาๆ สิจะตะโกนทำไมอยู่ใกล้กันแค่เนี่ย” พี่ไอสูรย์พูดแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ก้มลงมากดจูบที่พวงแก้มของผม นี่ขนาดไฟหัวเตียงฝั่งผมปิดไปแล้วนะครับยังดูออกเลยว่าคนฉวยโอกาสตรงหน้ามีความสุขแค่ไหน

“ขี้โกงตลอด”

“อย่างน้อยไม่ได้นอนกอดแต่ก่อนจะนอนก็ขอจูบสักหน่อยแล้วกัน”

“อื้อ” ไม่ทันแล้วครับเพราะพี่ไอสูรย์กดจูบลงมาที่ริมฝีปากของผมแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ อย่าให้ต้องพูดว่าผมสูญเสียลมหายใจไปมากแค่ไหนและกว่าเขาจะยอมถอนจูบออกไปผมแทบแย่

ไม่เท่านั้นครับเพราะคนเจ้าเล่ห์บังคับให้ผมนอนลงก่อนที่ใบหน้าหล่อจะก้มลงไปที่หน้าท้องนูนโตของผมกดจูบเบาๆ อย่างทุกครั้งเพื่อทักทายลูก ไม่ใช่แค่ตอนนี้แต่มันทุกครั้งที่เขาสามรถทำได้เลยละครับ

ผมมีความสุขและแทบจะร้องไห้ทุกครั้งที่พี่ไอสูรย์ทำแบบนี้

“อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกันแล้วนะฝันดีนะครับลูก”

จุ๊บ

ผมเขินจนแก้มแดงไปหมดเสมองไปทางอื่นแต่ก็เจอสายตาเจไดจ้องมองมาพอดีสุดท้ายเด็กแสบก็ตื่นจนได้สินะ

“ป๊านั่นของผมนะ” เอาแล้วไงครับคนขี้หวงอีกคนตื่นขึ้นมาทวงซะแล้ว ส่วนพี่ไอสูรย์ก็แค่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจไดแล้วก้มลงไปจูบที่หน้าท้องผมต่อ ลูกดิ้นใหญ่เลยครับคราวนี้

“ป๊าขี้โกง งั้นผมจุ๊บแม่แทนละกัน”

จุ๊บ! ฟอดดดดด!!!

เจไดเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาหาผมจุ๊บที่แก้มเบาๆ ก่อนจะหอมซะฟอดใหญ่สรุปโดนไปอีกสองจนจะช้ำหมดแล้วครับพ่อลูกคู่นี้ไม่มีใครยอมใครจริงๆ เลย

“เด็กแสบนั่นเมียป๊านะ”

“ก็ป๊าอยากจุ๊บของผมก่อนทำไม”

“แต่นี่ลูกป๊า แถมน้องยังไม่คลอด”

“ก็ไม่ได้ คนนี้ผมหวงมาก!!!

สองพ่อลูกทะเลาะกันซะแล้ว ผมมองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมาส่ายหัวให้กับพี่ไอสูรย์และเจได สุดท้ายก็ขี้หึง ขี้หวงทั้งคู่

“ผมง่วงแล้วนะ” เสียงของผมดังขึ้นมาบ้างทั้งคู่เลยหยุดเถียงกันก่อนจะล้มตัวลงนอนสรุปผมได้นอนตรงกลางจนได้สิครับ

เจไดกอดอยู่ด้านล่างบริเวณหน้าท้องส่วนพี่ไอสูรย์ก็สอดแขนเข้ามาใต้ศีรษะผมก่อนจะโอบไว้หลวมๆ ไม่รู้จะสบายหรืออึดอัดดีครับเนี่ยถ้าเด็กน้อยในท้องผมออกมาเมื่อไหร่ผมจะถูกลืมไหมนะ

พี่ไอสูรย์ไม่ได้ปิดไฟฝั่งเขาเพราะตอนดึกๆ เจไดชอบตื่นมาเข้าห้องน้ำคงกลัวว่าจะเดินไปสะดุดอะไรมั้งครับถึงเปิดไว้แบบนี้ ภายนอกอาจดูใจร้ายแต่ขอบอกว่าจริงๆ อสูรของผมอ่อนโยนตลอด

 

เช้า

ฟอดดดดด

“พี่ไปทำงานก่อนะครับ...เดี๋ยวเมียกับลูกๆ จะไม่มีอะไรกิน” พี่ไอสูรย์หอมแก้มผมซะฟอดใหญ่แต่ไอ้คำพูดของเขานี่มันอะไรกัน ถ้าจะจนและไม่มีอะไรกินนั่นมันผมไม่ใช่เหรอส่วนเขานะรวยล้นฟ้าไปแล้ว

“ป๊าหวานแต่เช้านะฮะ” เจไดแอบแซวพวกเราสองคนแต่เช้าเลยครับ เด็กแสบก็เลยโดนกำปั้นพี่ไอสูรย์ไปเต็มรักเลย

“แม่นะ” เพราะผมเอาแต่ยิ้มขำละมั้งครับเจไดถึงทำสายตาไม่พอใจแบบเด็กๆ มาให้

“ถ้างอนแม่ไม่ให้หอมน้องนะครับ”

“ชิส์! ใครจะงอนได้ลงคอ” เสียงใสเชียวครับทั้งๆ ที่เมื่อกี้ดูก็รู้ว่าไม่พอใจและงอนผมท่าทางของเจไดก็อปปี้มาจากพี่ไอสูรย์ชัดๆ

“แม่ฮะวันนี้เราไปเที่ยวกันนะ”

“เที่ยว”

“ครับ เจไดอยากไปซื้อเสื้อผ้าให้น้อง”

“แล้วใครจ่ายตังค์ครับ”

“ป๊าครับผม” เจไดตอบหนักแน่นมากๆ ทำเอาผมอดขำไม่ได้แต่มันก็เรื่องจริงนั่นแหละครับ

“เดี๋ยวแม่โทรบอกป๊าก่อนนะครับ”

“ครับผม” ผมกับเจไดเดินกลับเข้าไปในบ้านก่อนจะเดินเข้าไปห้องนั่งเล่น พี่ไอสูรย์เพิ่งออกไปไม่นานไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะยอมอนุญาตหรือเปล่าแต่มีพี่เหนือกับพี่ใต้อยู่ด้วยคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรรอลุ้นว่าจะได้รับคำตอบแบบไหนจากสามี...

ตู๊ด ตู๊ด

“สวัสดีครับคิดถึงสามีเหรอ” แค่สองตู๊ดเท่านั้นพี่ไอสูรย์ก็กดรับสายแถมยังแอบแซวผมด้วย

“ผมจะโทรมาขออนุญาตออกไปข้างนอกกับเจไดนะครับแต่พี่เหนือกับพี่ใต้ก็ไปด้วยนะ” ผมรีบพูดต่อไปให้จบเพราะกลัวว่าพี่ไอสูรย์จะไม่อนุญาต

“กลัวพี่จะไม่อนุญาตเหรอครับ”

“ครับ” เจไดนั่งจ้องหน้าผมลุ้นตัวโก่งไปหมดไม่รู้ว่าพี่ไอสูรย์จะยอมอนุญาตหรือเปล่า

“ก็ไปสิครับ”

“ยะ...” เจไดกำลังจะตะโกนดีใจแต่ผมกลับยกมือทำปากจุ๊ๆ ดักไว้ซะก่อนเจ้าตัวจึงเงียบทัน

“แต่...”

“ง่ะ!” ผมเผลออุทานออกไปทันทีเมื่อได้ยินพี่ไอสูรย์พูดว่าแต่

“แค่สามชั่วโมงนะครับตอนนี้ใกล้คลอดแล้วพี่ไม่อยากให้เราเดินเยอะ” ผมนึกว่าข้อแม้จะเยอะกว่านี้แต่ที่ไหนได้พี่ไอสูรย์กลับเป็นห่วงจนผมอดยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว

“ขอบคุณครับ”

“เย้ๆ” พอเห็นว่าผมวางสายเสร็จเรียบร้อยแล้วเจไดก็ตะโกนดีใจยกใหญ่เลยครับ

“เราไปเตรียมตัวกันดีกว่าครับ”

 

ห้างสรรพสินค้า

หลังจากที่โทรไปขออนุญาตจากสามีเสร็จเรียบร้อยผมกับเจไดก็ขึ้นไปแต่งตัวและลงมาด้านล่าง พอลงมาเท่านั้นแหละครับพี่เหนือกับพี่ใต้ก็มายืนรอกันเหมือนรู้เลยว่าต้องพาผมกับเจไดไปไหนแน่นอนว่าพี่ไอสูรย์ต้องโทรมาสั่งพวกเขาสองคนแล้วไม่งั้นคงไม่รู้หน้าที่ถึงขนาดนี้หรอกครับ

“แม่ครับซื้อเสื้อผ้าชุดนี้ด้วยสิ” พอมาถึงเจไดก็ลากผมมาชั้นที่มีเสื้อผ้าเด็กก่อนเลยครับ พี่เหนือก็จะเป็นบอดี้การ์ดตามคุมส่วนพี่ใต้ก็พารถไปจอด

“งั้นเลือกให้น้องสิครับ” ผมมองหน้าเจไดยิ้มให้เด็กแสบทันที เจไดดูมีความสุขตลอดเวลาเลยครับ

“ครับผม”

ผมกับเจไดยืนเลือกเสื้อผ้าเด็กอยู่เกือบชั่วโมงเลยครับส่วนพนักงานก็จะเข้ามาดูเป็นพักๆ แถมยังทักว่าผมสวยมากทั้งๆ ที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นผู้ชาย ผมก็ไม่ได้แต่งตัวเหมือนผู้หญิงสักหน่อยแค่ชุดที่มันใส่อยู่ตอนนี้เป็นชุดคลุมของคนท้องแต่เสื้อข้างในผมก็ใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ นะครับ ผมไม่มีหน้าอกทำไมเธอไม่มองส่วนนี้บ้าง

“หิวรึยังครับ ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกินกันก่อนได้เลยครับ” ผมหันไปถามพี่เหนือกับพี่ใต้เพราะทั้งคู่ก็ยืนรออยู่เกือบชั่วโมงแล้ว

“ไม่เป็นอะไรครับ”

“คนเยอะแยะไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ”

“ไม่ได้หรอกครับพวกพี่ไม่อยากลำบากทีหลัง” พี่ใต้ตอบคำถามผมยิ้มๆ ผมรู้หรอกว่าลำบากของเขาคืออะไร

“งั้นก็ตามใจครับ” หลังจากที่ได้บทสรุปผมก็ไปยืนเลือกเสื้อผ้ากับเจไดต่ออีกครึ่งชั่วโมงก่อนที่บอดี้การ์ดสุดหล่อจะพาไปจ่ายตังค์ให้

“อยากได้อะไรเพิ่มไหมครับ” ผมถามคนข้างๆ ที่กวาดสายตามองไปรอบๆ

“ทำไมคนมองพวกเราจังเลยครับ”

“สงสัยเจไดจะหล่อมั้งครับ”

“แต่เขามองแม่”

“เอ๋!!!” ผมอุทานขึ้นมาอย่างแปลกใจก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อสำรวจคนอื่นๆ ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เจไดว่านั่นแหละครับทุกคนที่เดินผ่านไปมามองผมกันใหญ่เลย “ท่าทางแม่จะเป็นของแปลก” ผมหรี่ตาลงไปมองคนข้างๆ เจไดยู่หน้าใส่ผมเฉยเลยครับ

“เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าครับแม่จะได้ไม่เป็นจุดสนใจ”

“อะไรกันป๊าสั่งมาเหรอครับ”

“ผมหวงน้องในนี้ครับ”

“คริ” ผมหลุดขำออกมาทันทีเมื่อคำตอบที่แท้จริงของเจไดคืออะไรทั้งๆ ที่น้องยังอยู่ในตัวผมแท้ๆ

“เรียบร้อยแล้วครับ” เสียงพี่เหนือดังขึ้นมาพร้อมกับถุงเสื้อผ้าสี่ถึงห้าถุง “จะไปไหนต่อดีครับ”

“ไปหาอะไรกินดีกว่าครับเจไดบ่นว่าหิวแล้ว”

“เปล่านะครับจะพาแม่ไปหลบ”

“ครับๆ หลบก็หลบ” ผมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มกับพี่เหนือพี่ใต้ทั้งคู่ก็คงจะรู้จุดประสงค์หลักๆ ของเจไดอยู่แล้วถึงได้ขำกันแบบนี้

 "..."

“ตกลงกินนี่เหรอครับ” ผมหรี่ตามองคนตรงหน้าที่เอาแต่ยืนอออยู่หน้าร้านไอศกรีม

“ครับ น้องอยากกินติม”

“หืม! น้องหรือเจไดครับ”

“ทั้งคู่ฮะ” เจไดจับมือผมแล้วลากเข้าไปในร้านทันทีแต่ผมกลับขืนตัวเองก่อนจะหันไปถามอีกสองคนด้านนอก

“จะเข้าไปด้วยกันไหมครับ”

“พวกพี่ไม่ชอบนะเดี๋ยวจะยืนรอด้านนอกแทนละกันครับ”

ผมเชื่อคำตอบของพี่เหนือทันทีเลยครับเพราะท่าทางของทั้งคู่คงไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกที่จะชอบกินไอศกรีมแน่นอน

ระหว่างรอพนักงานมาเสิร์ฟไอศกรีมที่เจไดสั่งไปผมก็นั่งกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อฆ่าเวลาแต่พอหันกลับมาในมุมเดิมก็เจอสายตาเหมือนกำลังจ้องจับผิดของเจไดมองมาไม่วางตาเลยครับ 

"ไอศกรีมพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ" พนักงานเอ่ยขึ้นเสียงใสเชียวครับพอวางลงตรงหน้าเจไดไม่กี่วินาทีเด็กแสบของผมก็รีบกินทันทีทั้งๆ ที่บอกผมว่าเข้ามาหลบคนอื่น

ครืด ครืด

ผมแปลกใจนิดหน่อยกับเสียงโทรศัพท์ของตัวเองที่ดังขึ้นมาจะว่าพี่ไอสูรย์ก็คงไม่ใช่เพราะเขาบอกเองว่าสามชั่วโมงซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลยครับ ผมเลยต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแทนแต่เบอร์ที่โชว์อยู่ก็ไม่สามารถบอกอะไรผมได้เลยเพราะมันดันเขียนว่าเบอร์ส่วนตัวผมเลยต้องกดรับสายแทน

“สวัสดีครับ”

“น้ำเสียงมีความสุขจังเลยนะครับ” ผมขมวดคิ้วสงสัยไม่เข้าใจว่าใครกันที่โทรเข้ามา แต่ความรู้สึกเหมือนคุ้นเคย

“ใครครับ?”

“ทำเป็นจำไม่ได้ทั้งๆ ที่แย่งของรักของคนอื่นไปอย่างหน้าด้านๆ”

” ผมอึ้งไปสักพักเพราะรู้ทันทีว่าคนที่โทรเข้ามาคือใคร หลังจากที่หายไปนานรินก็เริ่มจะตามราวีผมอีกแล้วแถมตอนนี้ผมก็ใกล้จะคลอดอีกต่างหาก

“สีหน้าตกใจไปนะครับอ๋องน้อย” ยิ่งรินพูดแบบนี้ผมก็ยิ่งแน่ใจว่าเขาต้องอยู่แถวนี้แน่นอน ตรงไหนสักแห่งที่สามารถมองเห็นผมกับเจไดรวมไปถึงพี่เหนือและพี่ใต้

“ไม่ต้องมองหาหรอกครับ ว่าแต่พี่ไอสูรย์นี่รอบคอบจังนะส่งบอดี้การ์ดมาคุมถึงสองคนโดยไม่เป็นห่วงตัวเองเลย”

“คิดจะทำอะไรพี่ไอสูรย์” น้ำเสียงผมเริ่มไม่สู้ดีนัก ผมกับเจไดมองหน้ากันก่อนที่ผมจะหลบสายตาและกวาดสายตาเพื่อมองหารินไปเรื่อยๆ

“อยากรู้เหรอ ถ้าอยากรู้ก็รอดูสิครับ”

“นายมันบ้า!” ผมเริ่มไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก

“บ้ามากด้วย ว่าแต่ตอนนี้พี่ไอสูรย์จะทำอะไรอยู่นะหรือกำลังหลบกระสุนอยู่”

“ริน!” ผมเรียกชื่อหมอนี่พอๆ กับที่สายตาหันไปมองสบกับคนที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้างรินยิ้มให้ผมแต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวมากๆ เลยทีเดียว สีหน้าผมวิตกกังวลมากอยากจะเดินตามไปแต่เพราะคนมากเกินไปรินถึงคาดสายตาผมจนได้ เหมือนพี่เหนือจะมองดูผมอยู่ตลอดเวลาเขาถึงได้เดินเข้ามาส่วนพี่ใต้ก็เดินอ้อมไปอุ้มเจได

“กลับกันเถอะครับ”

“แต่พี่ไอสูรย์” ผมไม่รู้ว่าพี่เหนือกับพี่ใต้ไปรู้อะไรมาบ้างแต่ที่แน่ๆ ผมใจไม่ดีเลยแถมคนก็มองพวกเราเหมือนกำลังสงสัยกันอีกต่างหาก

 

บรืนน นน น

เสียงรถเคลื่อนตัวออกไปจากลานจอดรถ ส่วนผมก็เอาแต่กดหาพี่ไอสูรย์แต่เขากลับไม่รับสายจนผมนึกเป็นห่วงและกลัวคำขู่ของรินมากๆ เลยด้วย

“นายน้อยไม่เป็นอะไรหรอกนะครับ”

“แต่เขาไม่รับสาย แถมรินยัง” ผมพูดออกมาแล้วน้ำตามันก็ไหลมือเล็กของเจไดก็เอื้อมมาเกลี่ยน้ำตาให้ผมอย่างอ่อนโยน

“แม่อย่าร้องสิฮะ” ผมรั้งเจไดเข้ามากอดเอาไว้รู้สึกกลัวยังไงก็ไม่รู้สิครับ

ตลอดทางกลับบ้านผมก็เอาแต่กดโทรหาพี่ไอสูรย์แต่เขาเองก็ไม่ยอมรับสายสักที จนตอนนี้ผมไม่มีกระจิตกระใจจะคิดอะไรแล้วนอกซะจากความเป็นห่วงที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอรถแล่นเข้ามาในตัวบ้านผมก็ภาวนาให้พี่ไอสูรย์กลับมารอผมที่บ้านแล้วแต่คำอธิษฐานของผมคงส่งไปไม่ถึงสินะมันเลยว่างเปล่าแบบนี้

ทำไมพี่ไอสูรย์ถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ผมสักที...

“พี่เหนือพี่ใต้ผมเป็นห่วงพี่ไอสูรย์” ผมว่าหลังจากที่เดินลงจากรถทั้งสองคนมองหน้าผมก่อนจะหันไปมองสบตากัน

“อยู่ที่บ้านอย่าออกไปไหนนะครับ เดี๋ยวพี่กับใต้จะไปดูนายน้อยที่บริษัท”

“ผมฝากด้วยนะครับ”

“ครับ”

 

ปัง!

เอ๊ะ! มะ...เมื่อกี้มันเสียงปืนใช่ไหมแล้วทำไมผมถึงรู้สึกแย่แบบนี้ สมองผมความรู้สึกผมแล้วส่วนต่างๆ ของร่างกายผมทำไมถึงแย่แบบนี้

"พี่เหนือ พี่ใต้ เจได พี่ไอสูรย์...ทุกคนหายไปไหนกันหมด"

อื้อ

นี่มันอะไรกันแล้วทำไมผมถึงรู้สึกมึนหัวได้ขนาดนี้นะเนี่ย?

เจไดใช่เจไดอยู่ที่ไหนทำไมห้องนี้มันมืดจังเลยครับเท่าที่ผมจำได้พี่เหนือกับพี่ใต้มาส่งผมที่บ้านแล้วทำไมตอนนี้ผมถึงมาอยู่ที่นี่…แล้วเสียงปืนก่อนหน้านี้มันคืออะไร?

ทุกคนหายไปไหนกันหมดหรือว่าผมกำลังฝันอยู่?

ไม่จริง!!!

“ฟื้นแล้วสินะ” เสียงนี่มันรินนี่น่าแล้วทำไมเสียงของรินถึงดังอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ละครับ

“ระริน”

“หึถือว่าสมองยังดีอยู่” แสงไฟในห้องถูกเปิดจนสว่างจ้าทำให้ผมแสบตาและต้องหลับตาเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ กระพริบตาถี่ๆ แล้วมองหน้าริน

รอยยิ้มที่แสนน่ากลัวของรินทำให้หัวใจของผมเต้นแรงมือทั้งสองข้างก็กุมหน้าท้องของตัวเอง

          ลูก! ได้โปรดอย่าให้ใครมาพรากพวกเราสองคนไปจากกันก็พอแล้ว

“ที่นี่ที่ไหน? นายกำลังจะทำอะไร” ผมร้องถามพยายามขยับตัวหนีแต่เตียงนี้ก็เล็กเกินไปแถมรินยังจะเดินเข้ามาหาผมเรื่อยๆ

ตึกๆ ตักๆ

ใจไม่ดีเลยทีเดียวนึกกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมแล้วก็ลูก

“นายพาเจไดไปไว้ที่ไหน?” พอนึกขึ้นได้ผมก็ร้องถามอีกครั้งแววตาของรินดูน่ากลัวมากๆ เลยทีเดียว

“เป็นห่วงตัวเองแล้วก็ลูกก่อนเถอะ” รินเดินตรงเข้ามาหาผมจนตอนนี้หมอนี่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มเหยียดต่ำอย่างกับผู้ที่มีชัยเหนือทุกๆ คนแววตาร้ายกาจสะท้อนอยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของผม

 

หมับ!

เจ็บ! ผมรับรู้ได้เพียงแค่นี้แต่กลับต้องกลั้นทุกอย่างเอาไว้แม้แต่ความรู้สึกกลัวที่รินกำลังหยิบยื่นมาให้ผมในตอนนี้

ผมไม่ได้เป็นห่วงตัวเองไปมากกว่าลูกเลย

“นายมันก็แค่คนขี้แพ้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต่อให้พยายามมากแค่ไหนพี่ไอสูรย์ก็ไม่มีวันรักนายหรอกนะ” ผมรู้ว่าคำพูดที่เอ่ยออกไปนั้นคือเชื้อไฟชั้นดีที่สามารถทำให้รินโกรธจนแทบจะฆ่าผมได้เลย

แต่จะทำยังไงได้ละในเมื่อผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ

“อ๋องน้อย! ยังจะมาปากดีอีกนะถึงพี่ไอสูรย์จะไม่รักฉันแต่ถ้าเขาไม่เหลือใครให้รักฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพี่ไอสูรย์จะทำยังไงต่อไปหรือบางทีเขาอาจจะทุรนทุรายกลับมาขอความรักจากฉันก็ได้!

รินบีบแขนผมจนแน่นรู้สึกเจ็บไปถึงกระดูกเลยทีเดียวถ้าเขาหักมันได้คงจะทำไปนานแล้ว แววตาก็ดูน่ากลัวกว่าเมื่อกี้อีกต่างหาก

รินต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยครับ!

“นายนี่มันยิ่งกว่าโรคจิตอีกนะ”

“หึ! ปากดีไปเถอะก่อนอื่นฉันก็คงต้องทำลายสิ่งเล็กๆ ให้พี่ไอสูรย์ดูบ้างแล้วสินะ”

“นายจะทำอะไร?” น้ำเสียงรินที่พูดออกมาแต่ละคำฟังดูน่ากลัวเหลือเกินจนผมนึกกลัวแถมยังเป็นห่วงทุกๆ คนอีกด้วย

“พามันเข้ามา!!!

 รินไม่ตอบคำถามของผมแต่เหมือนจะสั่งให้ใครสักคนพาใครเข้ามาหาผม พอประตูถูกเปิดออกเท่านั้นแหละครับผมก็เห็นว่าร่างของเจไดที่ถูกผู้ชายร่างใหญ่อุ้มอยู่นั้นแน่นิ่งไม่ได้สติ มันเดินตรงมาหาผมก่อนจะโยนเจไดลงบนเตียงผมรีบเข้าไปหาร่างเล็กที่สลบไม่ได้สติทันที

“นายทำอะไรเจได” ผมร้องถามน้ำตาที่พยายามจะกลั้นเอาไว้ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้สำเร็จใบหน้าของเจไดมีรอยนิ้วมือแดงเต็มแก้มไปหมดเลยแถมที่หัวของเขายังมีรอยฟกช้ำอีกต่างหาก

“ตอนฉันให้คนไปจับตัวแกมามันอยากอาละวาดดีนักก็เลยถูกตบไปนะ ส่วนรอยที่หัวก็เป็นฝีมือฉันเองโทษฐานที่กล้าปากเสียฮาๆ”

ผมว่ารินต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยแม้แต่เด็กหมอนี่ก็ยังไม่เว้นแถมน้ำเสียงที่พูดออกมาเมื่อกี้มันยิ่งกว่าปีศาจซะอีกครับ

ผมยกร่างเจไดขึ้นมาพร้อมทั้งกอดไว้จนแน่นแม้ว่าจะลำบากก็ตามเนื่องด้วยหน้าท้องที่นูนออกมามากพอสมควร

“พี่ไอสูรย์ไม่มีวันปล่อยนายไปแน่”

“ก่อนจะห่วงคนอื่น ห่วงตัวเองก่อนเถอะป่านนี้คนของฉันอาจจะกำลังฆ่าพี่ไอสูรย์อยู่ก็ได้”

“นายมันบ้า! จะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”

“ถ้าพี่ไอสูรย์ตาย! ฉันก็จะตายตาม! แบบนี้ฉันกับเขาก็จะได้อยู่ด้วยกันแต่ถ้าเขาไม่ตายแกกับลูกและไอ้เด็กนี่ก็ต้องตายเพราะจะได้ไม่เป็นมารมาขัดขวางฉันอีก”

” ผมไม่ได้ตอบอะไรรินออกนอกซะจากจะมองหน้าเขาด้วยแววตาที่โกรธมากๆ มือทั้งสองข้างก็กำหมัดแน่นผมไม่มีทางเลือกอะไรแล้วนอกซะจากรอ ผมหวังว่าพี่ไอสูรย์และทุกคนจะปลอดภัย

รีบมาช่วยผมกับลูกแล้วก็เจไดนะครับผมไม่อยากอยู่กับคนโรคจิตแบบรินนานๆ ผมกลัว

 

หลังจากที่รินเดินออกไปประตูห้องก็ถูกล็อกไว้ซะแน่นหนา ส่วนผมก็นั่งดูแลเจไดพยายามหาผ้ามาชุบน้ำให้แต่ไม่รู้ทำไมยังไม่ฟื้นสักทีจนผมเกือบถอดใจแถมน้ำตายังไหลออกมาเรื่อยๆ ยังกับคนอ่อนแอ

“แม่อย่าร้องไห้สิครับ แค่กๆ” ฝ่ามือเล็กเอื้อมมาแตะที่ใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาของผมก่อนที่ร่างเล็กของเจไดจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งผมดีใจมากเลยทีเดียวจนกลั่นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ปล่อยให้มันไหลออกมามากกว่าเดิม

“เจได! อะอึก แม่ขอโทษ...ขอโทษจริงๆ”

“แม่จะขอโทษทำไมครับ แค่กๆ ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ ผมปกป้องแม่กับน้องไม่ได้” ผมไม่รู้ว่าทำไมเจไดถึงพูดแบบนี้แต่สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่ดีมากเลยทีเดียวเพราะเจไดยังเด็กมาก เด็กจนไม่ควรจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

“อย่าพูดอย่างนี้สิ เจ็บไหม?”

“ไม่เจ็บครับ! ป๊าสอนว่าเป็นลูกผู้ชายต้องอดทนและต้องปกป้องคนที่เรารักให้ดีที่สุด” ฝ่ามือเล็กของเจไดเอื้อมมาตรงหน้าของพร้อมทั้งเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนมันทำให้ผมนึกถึงพี่ไอสูรย์ผมดีใจมากๆ เลยทีเดียวเขาสอนเจไดได้ดีมากๆ เลยละครับ

“ถ้าเจ็บก็บอกแม่นะถึงจะเป็นลูกผู้ชายแต่ก็เจ็บเป็นแถมเจไดยังเด็ก”

“ผมเคยเจ็บมามากกว่านี้อีกครับ” เจไดกอดผมไว้จนแน่นเหมือนกำลังถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างให้ผมรู้แต่ก็ช่างเถอะครับเพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้นิดหน่อยเพราะตอนนี้เจไดยังอยู่กับผม

เหลือก็แค่พี่ไอสูรย์อย่าเป็นอะไรไปก็พอ!

“เดี๋ยวป๊าก็จะมาช่วยแล้วนะครับ”

“หืม!” ผมอุทานขึ้นมาเมื่อได้ยินเจไดพูดแบบนี้

“ป๊านะ! ไม่เคยปล่อยให้แม่หายไปนานหรอกครับ” ผมกับเจไดกอดกันจนแน่นคำพูดของเจไดแม้จะไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่มากมายแต่ผมก็อยากจะเชื่ออย่างที่เด็กแสบคนนี้พูดแล้วรอ รอพี่ไอสูรย์

ผมนะ! เชื่อใจพี่เสมอนะผมจะรอ ลูกก็ด้วยแถมยังมีเจไดอีกผมเชื่อว่าพี่จะไม่เป็นอะไรแถมตอนนี้พี่เองก็กำลังพยายามอยู่ใช่ไหมครับ?

 

ผมรักพี่นะครับพี่ไอสูรย์ 

 

 

_________________________

ตบอีรินนนนนนนนนนนนน...

จัดให้หนักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

ใครเคยอ่านแล้วตอนนี้จะรู้ชะตากรรมนังรินค่ะ ฮาาาาาาาา

ส่วนคนใหม่ก็เม้นทวงตามระเบียบ อัพค่ะแต่อัพพรุ่งนี้ช่วงค่ำๆ ยังไม่ได้แก้ใหม่

แป้งจะนอนแล้วพรุ่งนี้มีธุระต้องไปทำด้วย

ความคิดเห็น

}