rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 25 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 25 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ม.ค. 2559 18:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 25 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 25

เปลือกตาหนากระพริบเบาๆ หลังจากหลับไหลไปนาน เป็นอีกครั้งที่คนเป็นหมอต้องเปลี่ยนตำแหน่งกลายมาเป็นคนไข้ให้คนอื่นดูแล
            “อื้ม” เสียงงัวเงียในลำคอ สมองของเขายังคงมึนงงเกินกว่าจะคิดอะไรออก ภาพพร่ามัวที่เห็นก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย
            “ตื่นซักทีเถอะครับคุณหมอ”
            เสียงใครมาร้องไห้แถวนี้นะ
            “ตื่นมาเถอะนะครับ ผมจะแย่อยู่แล้ว จะให้ผมตายไปเลยไหม?”
            อย่า .. อย่าทำแบบนั้น หมอชลาธิปร่ำร้องอยู่คนเดียว ไม่มีเสียงออกมาเลยสักนิด เขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้ขยับอะไรได้เลย
            ..สักครู่ใหญ่ผ่านไป
            “ปลอดภัยแล้วล่ะครับ คุณปัณไม่ต้องห่วง ทุกอย่างดีหมด สมองก็ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร แค่ล้มแรงไปเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่มีกระดูกแตกหัก มีแต่รอยฟกช้ำ กับพิษไข้ที่ยังหลงเหลืออยู่ พรุ่งนี้คงเจ็บน่าดู ผมสั่งยาเอาไว้อยากให้พัก ช่วงนี้เขาคงจะสะลึมสะลือหน่อย”
            เสียงใครนะ แว่วๆ
            เปลือกตาหนาปิดสนิทอีกครั้ง ทว่าจิตใจยังคงล่องลอย
            ใครกันที่สมองกระทบกระเทือน?
            แต่ปลอดภัยแล้ว อืม?
            แล้วใครมานั่งร้องไห้อยู่ตรงข้างๆนี่ล่ะ
            คนที่กำลังนอนคิดนั่นคิดนี่ หงุดหงิดตัวเองอยู่ไม่น้อย ที่จู่ๆวันนี้เปลือกตาของเขามันก็หนักอึ้ง ชี้ชวนจะให้นอนหลับต่ออยู่ท่าเดียว

หมอชลาธิปรู้สึกตัวขึ้นในเช้าวันต่อมา แต่เป็นการรู้สึกตัวที่เหมือนกับว่ามีรถบรรทุกคันใหญ่ทับร่างของเขาเอาไว้ไม่ให้ขยับได้เลยสักนิด
            “นอนลงก่อนนะครับ อยู่นิ่งๆก่อน” เสียงใครสักคนบอก เป็นเสียงที่เขาคิดว่าจำได้ดี
            “หิ..ว น้ำ” เขาพูด แต่เสียงที่ออกนั้นฟังราวกระซิบ
            “เดี๋ยวผมเอาให้” เสียงกุกกักดังขึ้นเรื่อยๆ ชลาธิปพยายามเปิดตาตัวเองได้สำเร็จ เจ้าของเสียงกุกกักหันมายื่นแก้วน้ำพร้อมกับจ่อหลอดไปที่ปาก สองสายตาประสาน หมอหนุ่มที่ตอนนี้เป็นคนไข้รู้ตัวว่าตัวเองตื่นเต็มตาแล้ว
            “เป็นยังไงครับหมอธิป?” เสียงหมอเจ้าของไข้ทัก เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมาผิดเวลาไปนิดหน่อย ชลาธิปออกอาการเซ็งเล็กน้อย “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า? ผมจะเข้ามาบอกว่าวันนี้ผมจะให้คุณกลับบ้านแล้วนะครับ”
            “กลับได้แล้วเหรอครับ?” เป็นเสียงคนยืนเฝ้าไข้ที่ถามขึ้นอย่างสงสัย
            “ครับคุณปัณ อาการแบบนี้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้แล้ว” ปัณมองหน้าหมอคนนั้นงงๆ เพราะอาการ “แบบนี้” ที่ปัณเห็น ไม่เห็นว่าจะ “กลับไปพักที่บ้านได้แล้ว” อย่างที่คุณหมอว่าเลย ชลาธิปยังลุกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ
            “เอ่อ ผมนึกว่าจะให้พักที่นี่ต่ออีกสักคืนสองคืน” เสียงนั้นเหมือนบ่นพึมพำแต่คนฟังก็ได้ยิน มือหนาที่ตอนนี้มีรอยแผลอยู่ทั่วเอื้อมมาจับมือปัณไว้
            “ผมไหวปัณ”
            “แต่ผมว่า...”
            “ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ เตียงคนไข้มีน้อย เอาไว้ให้กับคนที่เขาต้องการมากกว่าผมดีกว่านะ” ชลาธิปพูดเสียงเบาอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วหันไปหาหมออีกคนเมื่อเห็นว่าเขามีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “หมอทศไม่ต้องกังวลนะ ปัณเข้าใจแล้วล่ะ”
            “ครับ แต่ถึงจะอยู่ที่บ้าน ผมก็อยากให้หมอธิปหายเร็วๆนะ คุณน่ะปล่อยให้ผมทำงานคนเดียวมานานเกินไปแล้วนะ” หมอที่ปัณเพิ่งรู้ว่าชื่อทศแซว น้ำเสียงนั้นมีทั้งแววขี้เล่นและเป็นห่วง เพราะก่อนหน้านี้ชลาธิปก็ป่วยไปหลายวันแล้ว
            “ผมต้องขอโทษคุณหมอด้วยนะครับ ที่ทำกิริยาไม่ดี” ปัณพูดกับหมอทศ
            “ไม่เป็นไรครับ อยู่ที่นี่ผมเองก็เคยเป็นคนป่วย แล้วก็เป็นญาติผู้ป่วยมาแล้ว ผมเข้าใจดีครับ เปลี่ยนสถานะ ความคิดของเราก็เปลี่ยนไป ความกังวลที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกแบบ” หมอหนุ่มพูดอย่างเป็นมิตรแล้วขอตัวออกไป
            เมื่อรถเริ่มเคลื่อนที่ออกจากโรงพยาบาลโดยมีอังกูรเป็นคนขับ หมอชลาธิปที่ยังไม่หายจากอาการมึนยา ความเครียดสะสม พิษไข้ที่เป็นอยู่ก่อนหน้า และอ่อนเพลียก็เริ่มสะลึมสะลือแล้วหลับต่อทันที ศีรษะของเขาค่อยๆโงนเงนไปมาจนกระทั่งมาหยุดอยู่กับไหล่บางที่นั่งอยู่ข้างๆ ปัณมองเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้เขาได้ใช้หัวไหล่ต่างหมอนต่อไป แต่ไม่นานเลยเหมือนคนไข้ตัวใหญ่จะรู้สึกไม่สบายตัว เขาขยับตัวเองเล็กน้อยแล้วรูดศีรษะตัวเองรวดเดียวถึงตัก ยกเท้าขึ้นจากพื้นรถ กลายเป็นนอนตะแคงแล้วหนุนตักบางๆเอาไว้
            “นอนแบบนี้จะสบายเหรอครับ” เจ้าของตักเล็กถามด้วยความเป็นห่วง
            “อืม” คนไข้ตัวใหญ่ตอบ แล้วก็หลับต่อไปอีก โดยมีมือบางๆของปัณคอยลูบผมนุ่มเอาไว้ไม่ห่าง

 

“รู้สึกตัวซะทีนะครับ” เสียงร่างบางทักทันที่ที่เขาลืมตา นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ชลาธิปรู้สึกว่าสติของเขากลับมาสมบูรณ์อย่างครบถ้วนแล้วจริงๆ เพดานกับหน้าต่างบอกว่า เขามานอนอยู่ในห้องนอนตัวเองในบ้านใหญ่แล้ว ร่างบางยิ้มให้เขาอีกหนก่อนจะหันไปรินน้ำใส่แก้วแล้วช่วยประคองให้เขาดื่มอย่างรู้ใจคนกำลังกระหาย เพราะขาดน้ำไปหลายชั่วโมง
            “อยู่คนเดียวเหรอ?” ปัณไม่ตอบ สิ่งที่เขาอยากทำตอนนี้ไม่ใช่การตอบคำถาม แต่อยากจะมองคนตรงหน้านี้ให้นานที่สุด ให้สมกับที่ไม่ได้มองกันอย่างเต็มตาแบบนี้มานาน ความปลื้มปิติบางอย่างแผ่ซ่านจนแสดงออกมาเป็นน้ำใสๆที่ดวงตา
            รอยยิ้มที่เปล่งออกมาจากใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา ทำให้คนที่เพิ่งฟื้นหลังจากสลบไปเต็มๆหนึ่งวันและหนึ่งคืนต้องยิ้มกว้าง
            “คิดถึง” เสียงแหบเพราะป่วยไข้ แสดงออกถึงความโหยหา ทั้งยังดีใจที่ร่างบางยังคงอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างหน้าเขาตรงนี้ ไม่ได้จากไปไหน ทั้งที่ตัวเองทำให้เขาต้องเสียน้ำตาไปตั้งเท่าไร ปัณนั่งสบตากับคนที่เพิ่งฟื้นนิ่งนานเท่าไรไม่รู้ แต่พอตั้งสติได้ ชายหนุ่มก็ก้มลงไปกอดคนป่วยไว้อย่างแน่นหนา และแม้ว่าชลาธิปจะอึดอัดและเจ็บกับร่องรอยจากการต่อสู้ แต่ก็ปล่อยให้ร่างบางได้กอดเขาไว้อย่างเต็มใจ
            “คิดถึงเหมือนกันครับ ผมคิดถึงที่รักที่สุดเลย” เสียงอู้อี้ของคนที่เอาหน้าแนบอกแทบจะฟังไม่เป็นภาษา
            “ผมอยากเห็นหน้าปัณจัง พยุงให้ผมนั่งได้ไหมครับ” ปัณลุกขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่เต็มแก้มของตัวเอง ก่อนจะเอาหมอนอีกใบที่อยู่ด้านข้างมาทำเป็นหมอนพิงให้ชลาธิปได้อยู่ในท่านั่งที่สบาย
            ปัณขัดเขินเอามากๆทีเดียวที่อีกฝ่ายเอาแต่จ้องเขา หน้าร้อนผ่าวเพราะความอาย ยิ่งทำให้คนจ้องมองนั้นมีความสุข
            “มานั่งตรงนี้เถอะ” ชายหนุ่มเคาะมือลงบนที่ว่างบนเตียงข้างๆตัวเขา ปัณก็ยอมตามใจ แต่แค่เพียงวางตัวเองลงไปเท่านั้น ร่างทั้งร่างก็ลอยหวือไปซบอกอุ่นตามแรงบังคับของชลาธิป
            “ผมขอโทษ ที่ดูแลปัณได้ไม่ดี ปัณเลยต้องเจอเรื่องเลวร้ายแบบนั้น” คราวนี้ชลาธิปโอบกอดอีกคนแน่น นึกอยากจะตีตัวเองที่ก่อนหน้านี้ทำเป็นมึนตึงเย็นชาใส่ร่างบางในอ้อมกอดตรงนี้ แล้วใครกันล่ะ ที่เป็นคนคิดถึงจนแทบบ้า นึกแล้วชลาธิปก็กอดร่างบางให้แน่นขึ้นไปอีกราวกับจนทำให้อีกฝ่ายเข้ามาเป็นร่างเดียวกับเขาให้ได้ แรงคิดถึงทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวด แต่คนในอ้อมกอดนี้ทำให้เขามีความสุขมากขึ้น เหมือนยาสมานแผล เหมือนน้ำมนต์วิเศษที่สร้างมาเพื่อทำให้ชีวิตเขาสดชื่น และเป็นชีวิตที่สมบูรณ์มากขึ้น
            “อย่าเป็นอะไรหนักขนาดนี้อีกนะครับ ผมจะแย่” เสียงเล็กๆที่อกของเขาบอก ชลาธิปกดริมฝีปากตัวเองไว้ที่หน้าผากบางและไรผมอ่อนนุ่ม ไม่อีกแล้ว เขาจะไม่ปล่อยมือจากคนๆนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะผูก จะมัด จะตรึงหัวใจสองดวงของเขาและปัณเอาไว้ด้วยกันตลอดไป
            “คุณอันห์มาเยี่ยมคุณด้วย” ปัณพูดขึ้นหลังจากลุกขึ้นมาจากอกแกร่งของเขาพลางเช็ดน้ำตาที่เปื้อนเต็มหน้า
            “มันมาทำไม แล้วมันทำอะไรปัณหรือเปล่า” ชลาธิปตกใจ
            “เปล่าเลยครับ มาบอกว่าขอบคุณที่เราดูแลคุณแทมมี่ให้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรบุบสลาย”
            “แล้วไป แต่คนอย่างอันห์น่ะเหรอ จะมาขอบคุณ”
            ปัณนึกไปถึงหน้าห้องผู้ป่วยเมื่อวันก่อนแล้วก็อยากหัวเราะ เพราะเมื่อมาเฟียอัณห์เข้าใจแล้วว่าที่แทมมี่หนีมานั้นเริ่มแรกเพราะ พฤติกรรมของตัวเองเป็นต้นเหตุจริงๆ เขาก็ยืนนิ่งก้มหน้ารับคำตำหนิ ตัดพ้อ มากมายจากแทมมี่ ที่ทำให้เธอเสียใจ และยังทำให้ชลาธิปกับปัณซึ่งช่วยกันดูและเธออย่างดีเมื่ออยู่ที่เมืองไทยแทบจะเอาตัวไม่รอด มาเฟียใหญ่แห่งเอเชียกลายเป็นแมวป่วยไปในทันที ตอนนั้นแทมมี่ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหล เหมือนความอัดอั้นตันใจที่สะสมไว้หลายปีมันมีโอกาสได้ไหลบ่าออกมาเป็นคำพูดในคราวเดียว แมวป่วยรุดไปกอดเธอเอาไว้แน่นทันที เขาทั้งขอโทษ ทั้งปลอบใจ ทั้งสัญญิงสัญญาว่าจะไม่ทำให้แทมมี่ต้องเสียใจอีก ซึ่งแทมมี่ก็เข้าใจ ให้อภัย และตอบตกลงทันที
            ..ความรัก ก็แค่นี้เองนะ .. ปัณคิด แค่ยอมเปิดอกคุยกัน รู้จักขอโทษกัน และให้อภัยกัน
            “จริงๆครับ ผมว่าคุณอันห์เขานักเลงจริงนะครับ ไม่ใช่อันธพาล เป็นคนโหดก็จริง แต่ว่าพูดจารู้เรื่อง”
            “นี่ปัณกำลังว่าผมพูดจาไม่รู้เรื่องอยู่ใช่ไหม?” คนป่วยแกล้งกระตุกอ้อมแขนให้รัดแน่นมากขึ้นไปอีก
            “เปล่านะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณจะรีบร้อนตัวทำไมล่ะ?”
            “ปัณ” คนไข้งอนซะแล้ว
            “ขอโทษครับ เดี๋ยวผมเอาอาหารให้คุณดีกว่า นอนนานน่าจะหิวนะ” ปัณทำท่าจะลุกขึ้น
            “ให้ผม
กอดอีกสักที ผมก็ดีขึ้นแล้วล่ะ” ปัณหน้าแดงเมื่ออีกคนพยายามสื่อสารว่าคำว่า “กอด” มันมีความหมายว่าอะไร
            “นี่หายโกรธผมแล้วจริงๆเหรอครับ”
            “ขอโทษนะ ที่ผมไร้เหตุผลไปหน่อย”
            “คุณหมอร้ายกาจมากนะครับ ผมรู้สึกว่านอกจากคุณหมอจะไม่รักผมแล้ว คุณหมอยังเกลียดผมด้วย ไม่ยอมรับการดูแลจากผม แถมพอผมกลับไปห้องนอนเดิม คุณหมอก็ไม่รู้สึกอะไร”
            “ใครบอกว่าไม่รู้สึกล่ะครับ แต่ผมน้อยใจ ผมเสียใจมากจริงๆนะ ผมบอกแล้วคนอื่นผมไม่กลัวเลย แต่คุณใหญ่ของคุณทำให้ผมรู้สึกว่าเขาถือไพ่เหนือกว่า ส่วนเรื่องห้องนอนน่ะ ผมรู้ตัวแล้วว่าผมไม่สบาย ปัณมานอนใกล้ๆเดี๋ยวก็ติดหวัดจากผม ผมขอโทษนะครับ” หมอกอดแน่นจนปากของปัณฝังลงไปบนหน้าอกแกร่งของเขา
            “ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยนั่นมันก็เกิดขึ้นเพราะว่าคุณรักผม”
            “รู้ด้วย?”
            “รู้สิ หึงออกนอกหน้าขนาดนี้ใครจะไม่รู้ล่ะ”
            “โหย หมดกัน โดนจับได้ซะแล้ว” ปัณหัวเราะขำ
            “ว่าแต่ตอนนี้ทั้งแทมกับอัณห์อยู่ที่ไหนซะล่ะ”
            “ยังครับอยู่แถวนี้แหละ เห็นว่าจะขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ แล้วค่อยล่องลงมาหาเรา ก่อนกลับออสเตรเลียน่ะครับ”
            “อ้าวผมนึกว่าเขาจะกลับบ้านเกิดเขา แต่เจ้าอัณห์คงไม่อยากกลับบ้านที่แท้จริงแล้วมั้ง”
            “คุณอัณห์มีงานต้องไปสะสางก่อนครับ เขาก็ว่าอยากจะกลับบ้านเหมือนกัน อยากจะวางมือจากวงการมาเฟียซะที”
            “เสียใจมั้ย ที่มีคนรักอย่างผม นอกจากจะดูแลคุณไม่ดีแล้ว ผมยังเป็นพวกขี้แพ้อีก ในชีวิตนี้ผมแพ้อัณห์มาสองครั้งแล้วนะ สะบักสะบอมทั้งสองครั้งเลย” มือใหญ่ลูบไหล่ของร่างบางในอ้อมกอดไปเรื่อยๆ
            “เสียใจสิ เสียใจที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณเป็นแบบนั้น แล้วผมก็รักคุณมากด้วยที่คุณยอมออกไปปกป้องผม คุณไม่สบายนะครับ คุณป่วยหนักแล้วยังออกไปแบบนั้นอีก ผมขอโทษจริงๆที่ทำให้คุณต้องไปเผชิญหน้ากับเขาทั้งๆที่คุณไม่พร้อมเลย”
            “หึหึ เราเอาแต่ขอโทษกันไปมาไม่จบไม่สิ้นสักทีนะ”
            “เหมือนคู่ของเราจะชอบพูดคำนี้นะครับ”
            “ถ้าพูดคำนี้แล้วทำให้เรากลับมารักกันเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม ผมก็พูดได้เรื่อยๆนะ”
            แรงกอดนั้นแน่นขึ้น ปัณกอดตอบไปอย่างมีความสุข

 

50%

 

อาการของหมอดีขึ้นมากหลังจากที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ไปสองวัน ซึ่งก็นเป็นสองวันที่ปัณปวดหัวที่สุด เพราะคนป่วยเอาแต่จะทำงาน คอยแต่จะคอยคุยโทรศัพท์กับคนนั้นคนนี้ จนเขาต้องเอาโทรศัพท์ไปซ่อนนั่นแหละ
            “ที่รักครับ ขอโทรศัพท์กับแล็บท็อปผมเถอะ ผมต้องทำงานจริงๆนะ” ชลาธิปออดอ้อนอยู่บนเตียง ตอนนี้เขายังเหลืออาการปวดหัวอีกนิดหน่อย แต่คนเป็นห่วงก็ยังไม่อยากให้เขาทำอะไรอยู่ดี
            “ผมทราบครับ คุณกูรบอกผมแล้วว่าคุณกับพวกที่ไร่งานกำลังยุ่งเลย ไหนจะของที่ออกใหม่ต้องเก็บเกี่ยว ไหนจะงานประกวดไวน์อีก แต่ผมก็บอกคุณกูรไปแล้วว่า คุณจะไปช่วยงานเขาตั้งแต่วันพรุ่งนี้ครับ ไม่ใช่วันนี้” เสียงเล็กทว่า เฉียบขาดนั่น แอบทำให้เขาขนลุกได้อยู่เบาๆ
            ... เอ๊ะ นี่เขากลายเป็นคนกลัวเมียไปตั้งแต่เมื่อไรนะ
            “ถ้าเป็นอย่างนั้น วันนี้ผมก็น่าจะต้องเตรียมตัวสำหรับการลงไปช่วยเจ้ากูรมันอยู่ดี” คนตัวใหญ่ยังไม่วายบ่นพึมพำ
            “คุณจะทำอะไรก็ได้ครับ ตราบเท่าที่คุณไม่หักโหม และเข้านอนตอนสี่ทุ่ม” ชลาธิปหันดูนาฬิกาที่หัวเตียงทันที
            “ห๊า อีกครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ”
            “ครับ เพราะพรุ่งนี้คุณต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แล้วพอตอนเย็น ผมเชื่อว่าคุณต้องแวะที่ไร่ก่อนจะกลับบ้านแน่นอน เพราะฉะนั้นในสภาพร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อย วันนี้คุณก็ต้องนอนเร็วหน่อยนะครับ”
            “คุณ คุณ คุณ ผม ผม ผม  ฮึ ลืมไปแล้วหรือไงว่าเราตกลงกันว่าจะเรียกกันว่าอะไร?” คนป่วยร่างยักษ์บ่นกระปอดกระแปด แล้วล้มตัวลงกับที่นอนหันหลังให้ อันเป็นกิริยาที่ให้อีกฝ่ายรู้ว่า “งอน” จริงๆ อีกคนหัวเราะหึหึ แต่ก็ไม่ได้สนใจจะแก้ไขสิ่งที่เพิ่งออกจากปาก และไม่ถูกใจคนฟังไป เขาได้แต่ห่มผ้าให้จนถึงคอ แล้วทำท่าจะลุกออกไปจากเตียง
            “จะไปไหน?” คนป่วยที่ยังหันหลังให้ถามขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงแรงยวบของเตียง
            “ไปดูแลความเรียบร้อยนิดนึงครับ ไม่แน่ใจว่าปิดประตูบ้านหรือยัง เดี๋ยวผมกลับมา”
            “ฮึ “ผม” อีกแล้ว” คนป่วยพูดออกมาอีกหวังว่าจะให้อีกฝ่ายเห็นใจและเรียกอย่างที่เขาเคยบอกให้เรียก แต่กลายเป็นว่าได้ยินแต่เสียงหัวเราะ หึหึ เหมือนเดิม
            เช้ามาอาการ งอน ของคนตัวใหญ่ ที่ดูยังไงก็น่าขำ มากกว่าน่างอนง้อ ก็ยังไม่หาย ชลาธิปหน้าบึ้งและไม่ยอมเปิดปากคุยกับปัณเลย ไม่ว่าปัณจะชวนคุย หรือ ไถ่ถามอย่างไร และปัณก็จงใจที่จะเลือกใช้คำว่า “คุณ” กับ “ผม” ในการสนทนาตลอดทั้งเช้า ยิ่งทำให้หมอหน้าโหดงอนจนปากคว่ำหนักเข้าไปอีก
            .. ตอนเย็นทำกับข้าวไปส่งที่ไร่ด้วยนะ..
            คนงอนวางกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ที่โต๊ะอาหารในครัวหลังทานอาหารเสร็จ ปัณหยิบมาอ่านอย่างขบขัน
เฮ้อ..เป็นเอามากแฮะ นี่จะไม่ยอมคุยกับเขาจริงๆเหรอเนี่ย แค่นี้ถึงกับต้องเขียนใส่กระดาษ

 

ทั้งๆที่ปัณยังอยากจะแกล้งคนขี้งอนต่ออีกสักหน่อยด้วยการคิดว่าจะไม่ทำกับข้าวมาให้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาที่นี่พร้อมปิ่นโตอีกสองเถาใหญ่ เผื่อทุกคนในสำนักงานที่ไร่ได้ยังไง จริงๆแล้วปัณแค่อยากจะแกล้งชลาธิปเพื่อให้เขาได้รู้ว่าการที่ถูกคนที่รักมากมาทำเหมือนไม่ได้รักนั้น จะรู้สึกอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าแทนที่ชลาธิปจะคิดได้ กลายเป็นงอนใหญ่โตไปซะนี่ สงสัยแผนของเขาคงจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเสียแล้ว
            “ต้องขอบคุณคุณปัณสำหรับคำแนะนำเรื่องไวน์นะครับ ผมจะลองให้เพื่อนที่รู้จักกันไปลองออกแบบมาให้ใหม่ แล้วจะมาให้คุณปัณดู” อังกูรพูดขณะนั่งทานข้าวอยู่ด้วยกัน แต่ข้อความนั้นกลับทำให้สมองของชลาธิปว่างเปล่า
            “นี่คุยเรื่องอะไรกันน่ะ?” ชลาธิปถามทันที
            “คุณปัณน่ะครับ หลังจากที่เห็นรายชื่อคณะกรรมการตัดสินการประกวดไวน์ปีนี้ ก็เลยแนะนำให้เราเปลี่ยนโลโก้แล้วก็สลากที่ขวดไวน์ใหม่ เพราะว่าคุณปัณรู้จักกับหัวหน้ากรรมการตัดสินและเห็นว่าเขาน่าจะชอบอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของเราน่ะครับ”
            “อ้อ” หมอหนุ่มปรายตามาทางคนรัก
            “ถึงแม้ว่าฌองเขาจะเป็นคนเปิดกว้างและเข้าได้ง่ายกับทุกๆวัฒนธรรม แต่ถ้าในเรื่องงานเขาจะชอบให้เป็นอินเตอร์ครับ เหมาะกับทุกคนบนโลกนี้จริงๆ เพราะเขาถือว่าไวน์ที่ผ่านการตัดสินจากสายตาของเขาจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ของคนทั้งโลกไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือ ที่ใดที่หนึ่ง สลากของเจทีสวยอยู่แล้วก็จริง แต่ผมว่ามันยังไมเป็นอินเตอร์เท่าไรสำหรับฌอง และถ้าพวกคุณคิดจะทำสูตรใหม่เพื่อการแข่งขันครั้งนี้ ผมว่าการเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมด ก็เหมือนเป็นการให้เกียรติเขาเหมือนกัน เจที น่าจะได้คะแนนพิศวาสเล็กๆจากตรงนี้”  ชลาธิปฟังไปพยักหน้าไป เขาออกจะเห็นด้วยกับทุกอย่างที่ปัณว่ามา ขณะที่ต้นน้ำที่เพิ่งเคยเห็นทักษะการทำงานด้านการโรงแรมของปัณอย่างจริงจังถึงจ้องตาเขม็งด้วยความชื่นชม            

 

“คืนนี้นอนกับผมอีกนะ” ชลาธิปสวมกอดร่างของปัณจากทางด้านหลังขณะที่ปัณกำลังเตรียมชุดนอนไว้ให้เขา
            “อื๊ม อย่าสิครับ แขนคุณเปียก ทำไมก่อนออกจากห้องน้ำไม่เช็ดให้แห้งก่อนละครับ” เสียงปัณบ่นน้อยๆ แล้วก็ต้องหน้าขึ้นสีระเรื่อเมื่อหันหลังกลับมาแล้วพบว่า สิ่งที่เปียกนั้นไม่ได้มีแค่แขน แต่ว่าทั้งตัวเลย เพราะชลาธิปผูกผ้าขนหนูอยู่ผืนเดียวทั้งเนื้อทั้งตัว และจงใจผูกให้มันต่ำซะจนเห็นกล้ามท้องน้อยชัดเจนและมันก็เกือบจะเลยไปจนเห็น “อะไรๆ” อีกด้วย
            “จะหน้าแดงทำไมล่ะครับ ผมแค่ชวนนอนห้องนี้กับผมเอง”
            “ผมว่า เมื่อคืนผมก็นอนแล้ว งั้นคืนนี้ผมไม่ต้องนอนก็ได้มั้ง” ปัณตอบ แล้วผลักอกคนตรงข้ามออก แล้วเดินเร็วๆไปที่หน้าประตูทันที แต่ก็ยังช้ากว่าอ้อมแขนแกร่งที่กอดรัดและรั้งเอวบางเอาไว้แน่น ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักอย่างไรก็ไม่สามารถออกไปได้ อ้อมกอดแบบนี้ รัดรึงแบบนี้ ถ้าไม่หนีให้พ้น ปัณรู้เลยว่าจุดจบของตัวเองคืนนี้จะเป็นอย่างไร
            “อย่าดิ้นเลย หนีไม่พ้นหรอก”
            “หึ นี่หายงอนผมแล้วเหรอครับ ถึงได้ยอมพูดกับผมแล้ว” เมื่อรู้ว่าคงจะไม่สามารถหลุดรอดออกไปจากอ้อมกอดแกร่งๆนี้ได้ ปัณก็ตัดสินใจสู้ แต่เป็นการสู้แบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบนะ .. ว่าแต่ทำไมคนป่วย ถึงได้ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้นะ
!!
            “ยัง”
            “อ้าว งั้นปล่อยเลย” คนตัวเล็กเริ่มดิ้นอีกหนทำให้คนตัวใหญ่กว่าต้องรัดแขนให้แน่นขึ้นไปอีก “โอ๊ย ผมเจ็บนะ”
            “เจ็บก็เลิกดิ้นสิ”
            “เลิกดิ้นคุณก็ปล้ำผมสิ”
            “ก็ถ้าเลิกดิ้นก็จะไม่ปล้ำ ถ้ายอมคุยกันดีๆก็จะไม่ปล้ำ ถ้าเลิกเรียกตัวเองว่าผม แล้วมาเรียกอย่างที่ตกลงกันไว้ก็จะไม่ปล้ำ และ...”
            “และ อะไรครับ?”
            “และ ถ้าสมยอม ก็จะไม่ปล้ำ” ฟังแล้วอยากจะฟาดหัวคุณหมอสักป้าบ
            “คุณหมอ ผมไม่ยอมหรอก”
            “อีกแล้ว “ผม” อีกแล้ว คงอยากถูกปล้ำจริงๆสินะ” พูดจบคุณหมอชลาธิปก็ไม่เปิดโอกาสให้ปัณได้พูดอะไรต่อ แต่ยกร่างทั้งร่างของปัณขึ้นมาแล้วโยนโครมลงไปบนเตียงกว้างก่อนจะปล่อยร่างตัวเองตามลงไปทับร่างเล็กๆนั่น
            “ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวครับ คุยกันก่อน” ปัณพยายามทำใจดีสู้เสือ เขาอยากจะทึ้งหัวตัวเองที่เดินเกมผิดอีกแล้ว นี่นอกจากจะไม่รอดจากการถูกปล้ำ ยังอาจจะเป็นการถูกปล้ำแบบเจ็บๆอีกนะ ชลาธิปมองตาปัณคล้ายจะส่งคำถามว่า “มีอะไร?”
            “คือ ผมไม่อยากให้คุณหักโหม” ปัณพูดเสียงแผ่ว แต่ยิ่งทำให้ชลาธิปอารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก เขายิ่งเบียดช่วงล่างลงไปหาคนที่นอนด้านล่างมากขึ้น ปัณขนลุกซู่ ก็ชุดนอนที่เขาใส่กับผ้าขนหนูที่ผูกเอวชลาธิปอยู่มันแทบไม่ได้ปิดบังความใหญ่โตของสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในได้เลย
            “ลองพูดให้ดีๆ แล้วพูดให้ถูกใจผมสิปัณ” ชลาธิปจ้องหน้าปัณนิ่งอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
            “คือ ผมไม่อยากให้คุณทำงานหนักตอนนี้น่ะครับ
อ๊าาา” ปัณครางลั่นเมื่อชลาธิปแกล้งบดเบียดสะโพกที่อยู่ตรงจะยุทธศาสตร์พอดีให้แรงขึ้นอีก แล้วยังแกล้งส่ายมันด้วย
            “จะแกล้งตัวเองไปทำไมล่ะปัณ ก็รู้อยู่แล้วว่าผมต้องการอะไร ให้คุณพูดแบบไหน” ชลาธิปพูดพร้อมกับมองปัณด้วยแววตาหิวกระหาย ส่วนปัณน่ะเหรอ.. ตอนนี้ไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าจะหลุดออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง
            “ผม คือ ผมอยากกลับไปนอนที่ห้องครับคืนนี้”
            “ทำไม?” เสียงเข้มถาม
            “เอ่อ คือ”
            “ทำไมล่ะปัณ?” เสียงแข็งตะโกน
            “คือผมอยากให้คุณ อ๊า..อยากให้ที่รักได้พักผ่อนน่ะครับ” ปัณรีบเปลี่ยนคำพูดเป็นคำที่อีกคนต้องการทันที ตอนนี้เขาแทบจะสะกดกลั้นอารมณ์ที่ชลาธิปปลุกเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของอีกคน ที่ข้างหู ก่อนที่ปากนั้นจะค่อยๆไล่จูบที่ซอกคอ ข้างแก้มซ้าย ข้างแก้มขวา ไล้ไปทั่วๆอย่างแผ่วเบา จนปัณขนลุกไปทั่วร่าง
            “เดี๋ยวสิครับ ผมพูดดีแล้ว พูดอย่างที่ที่รักต้องการแล้ว ที่รักอย่าเพิ่งทำอะไรสิครับ”
            “ทำไมล่ะ ทำไปพูดไป จูบไปพูดไปก็ได้นี่” อีกคนพูด แล้วก็ทำอย่างที่พูด คือพรมจูบไปเรื่อยๆ ตอนนี้ไล่มาถึงเนินอกแล้ว มือข้างหนึ่งกำลังจะมาจับปลายปุ่ม แต่ปัณจับเอาไว้ได้ทัน
            “ผมไม่อยากให้ที่รักออกแรงอะไรมาก ให้ผมกลับไปนอนที่ห้องเถอะ”
            “ตอนนี้มันเลยเวลานั้นมาแล้วหรือเปล่าปัณ” เขาถามพร้อมนำหลักฐานที่เรียกว่า “เลยเวลา” มาสัมผัสกับหลักฐานที่ เลยเวลาไปมากแล้วของปัณ ของแข็งสองสิ่งที่สะโพกของทั้งคู่กำลังทักทายกันโดยมีเนื้อผ้าบางๆกั้นไว้
            “อีกอย่าง เรื่องงานน่ะครับ ผมไม่อยากให้ที่รักหักโหม อย่าเพิ่งทำงานหนักช่วงนี้ได้ไหมครับ”
            “ออ พูดถึงเรื่องงาน” ชลาธิปเงยหน้าขึ้นมาจากปลายถัน “ต้องขอบคุณปัณจริงๆนะที่แนะนำสำหรับเรื่องภาพลักษณ์ของเรา ว่าแต่คุณรู้จักฌองอะไรนั่นได้ยังไง?”
            “ผมเคยไปดูงานที่ฝรั่งเศสกับคุณใหญ่น่ะครับ แล้วก็เจอกัน”
            “ตอนนั้นไวน์เจที เข้าไปในโรงแรมของคุณหรือยัง?”
            “เข้าแล้วครับ เจทีขายดีมาก แต่เราก็ยังอยากมีผลิตภัณฑ์ไวน์ที่หลากหลาย แล้วฌองเขาก็ให้คำแนะนำได้มาก คุณยังไม่ให้สัญญากับผมเลย ว่าจะไม่ทำงานหนักช่วงนี้” ปัณกระตุกแขนใหญ่
            “คุณอีกแล้ว”
            “ที่รัก”
            “หึ
ผมสัญญากับที่รักไม่ได้หรอกนะ คิดดูสิ ขนาดโรงแรมคุณมีเจทีอยู่แล้ว ยังต้องการอย่างอื่นเลย เป็นเจที ที่คุณกลางของคุณเป็นคนจัดการแต่งเนื้อแต่งตัวให้ใหม่แล้วด้วยนะ ผมต้องทำยังไงก็ได้ ให้คนที่มีเจทีอยู่แล้วรู้สึกว่าเจทีตอบสนองทุกอย่างและไม่ต้องการอย่างอื่นอีก และนี่มันเป็นงานที่ใหญ่ระดับประเทศเลยนะ แล้วถ้าผลมันออกมาดี ไร่ของเราจะมีผลิตภัณฑ์กระจายไปทั่วทั่วอาเซี่ยน หรือ ทั่วโลกได้ง่ายๆ”
            “ตอนนี้ไวน์จากไร่ของที่รักก็ดังทั่วประเทศแล้วนะครับ มีทั่วทุกภาคแล้ว”
            “ทั่วทุกภาคแล้ว แต่ไม่ทุกจังหวัดนี่”
            “ไวน์ของคุณไปต่างประเทศแล้วด้วย” อีกคนยังเถียง
            “ผมอยากขยายให้กว้างกว่านั้น”
            “คนไม่รู้จักพอ”
            “ครับ ผมมันคนไม่รู้จักพอ ทุกเรื่องเลยด้วย เช่นรักปัณ ก็อยากให้ปัณรัก รักมากขึ้น รักแต่ผมคนเดียว มากขึ้นเรื่อยๆ”
            “ไม่ต้องมาพูดหวานหรอกครับ ผมไม่ซึ้งหรอก”
            “เหรอ? อืม งั้น ไม่ต้องพูด “ทำ” เลยก็แล้วกัน”
            “อย่าเพิ่งสิครับ เรายังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย” มือเล็กต้องรีบจับใบหน้าของอีกคนไว้ไม่ให้มาทำมิดีมิร้ายกับร่างของตนได้อีก แต่ช่วงล่างนี่สิ จะห้ามยังไง
            “ก็พูดไม่ซึ้ง ก็ต้องทำสิครับ เผื่อจะซึ้งขึ้นมาบ้าง” ร่างหนาพูด เขามองตาปัณส่งความรู้สึกลึกๆข้างใน ก่อนจะบรรจงจูบเบาๆที่ปาก “ผมรักปัณนะครับ ที่รัก”
            “การกระทำที่ผ่านมาของที่รักมันบอกผมหมดนั่นแหละครับ ว่าที่รักรักผมมากจริงๆ รักจนหึง รักจนโหด รักจนไม่ฟังอะไร รักแล้วโกรธ รักแล้วงอน เฮ้อ..” ในเมื่อร่างเล็กพูดซะถูกหมดทุกอย่าง ชลาธิปจะไปทำอะไรได้ นอกจากไล่จูบไปตามใบหน้าของปัณแก้เขินไปเรื่อยๆ “อย่ารักผมมากขนาดนั้นเลยครับ รักตัวเองบ้าง” คนตัวโตกว่าหยุดการกระทำของตัวเอง เขาอยากจะบอกกับร่างบางตรงหน้านี้ว่า เขารักตัวเองนั่นแหละจึงได้รักปัณมากขนาดนี้ เพราะปัณคือชีวิตของเขา แต่อีกคนชิงอธิบายคำพูดของตัวเองก่อน
            “รู้ไหมครับ ตอนที่ผมรับรักของที่รักทีแรก ผมแย่มากนะครับ ผมทำนิสัยไม่ดีกับที่รัก”
            “หืม? คุณทำอะไร?”
            “ที่ผมรับรักที่รักง่ายๆ เพราะผมอยากเอาที่รักเป็นเกราะกำบังคนอื่นครับ ผมจะได้ลืมเทพ แล้วก็หวังว่าคุณใหญ่จะไม่มายุ่งกับผมด้วย” ร่างเล็กหยุดพูด เมื่ออีกฝ่ายนิ่งไปราวกับถูกสะกด “ผมขอโทษนะครับ นี่ผมทำให้คุณโกรธอีกแล้วใช่ไหม? ผมรักคุณนะครับ ผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ ผมเลยต้องบอกครับ ส่วนหลังจากนี้ผมให้คุณตัดสินใจ” ชลาธิปทำหน้าบอกบุญไม่รับ ปัณดูไม่ออกว่านี่คือใบหน้าของคนโกรธ หรือ เสียใจ
            “ใช่ คุณทำให้ผมโกรธอีกแล้วปัณ” น้ำตาของปัณไหลออกมาจากหางตาอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาพร้อมตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร “โกรธที่คุณลืมเรียกผมว่า ที่รัก อีกแล้ว คนขี้ลืม”
            ชลาธิปยิ้มร้ายที่มุมปาก ก่อนจะคุกคามร่างเล็กด้วยจูบร้อน จนคนใต้ร่างต้องบิดตัวเร่าๆ รอยจูบดูดดื่มนั้นคล้ายจะคร่าวิญญาณของปัณให้หายไป ปัณรู้ดีว่าตัวเองพร้อมจะตายเพื่อจูบนี้ เพราะมันไม่ใช่รอยจูบดึงดันที่มาจากความเกลียดชัง ทว่า มันคือรอยจูบที่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จูบที่พร้อมจะตักตวงทุกอย่างจากเขา ซึ่งแน่นอนว่า .. เขาเต็มใจที่จะให้เช่นเดียวกัน

 

ร่างบางที่ตอนนี้นอนสลบไสลอยู่ในอ้อมกอดที่พร่ำบอกรักเขาทั้งคืนจนอ่อนล้าอ่อนแรงกันไปหมด แต่ทันทีที่ตื่นขึ้นมาเขาก็รู้ว่าตัวเอง กำลังอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นด้วยหัวใจที่สุขล้น
            “อื้ม” ร่างบางส่งเสียง เมื่อถูกขโมยจูบหนักๆตั้งแต่เช้า
            “ตื่นนานแล้วเหรอ?”
            “เพิ่งตื่นครับ”
            “ไม่อยากไปทำงานเลย” คนตัวใหญ่พูดไปหาวไป แล้วก็กระชับอ้อมกอดของตัวเองไป
            “อื้ม อย่าสิครับ ไม่อยากไปทำงานก็ต้องไปอยู่ดี”
            “อะไร เมื่อคืนยังบอกว่าไม่อยากให้หักโหมอยู่เลย”
            “ก็เมื่อคืนคุณก็ไม่เป็นอะไรนี่ ต่อไปคุณก็ไม่เป็นอะไรหรอก” ปัณว่างอนๆ แต่ชลาธิปกลับหัวเราะลั่น
            .. ก็จะเป็นอะไรได้ยังไงล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ทำเมื่อคืน มันคือการออกกำลังกาย ไม่ใช่การทำงานซะหน่อยนะ เจ้าตัวเล็ก...

**ติด NC ตอนนี้ไว้ก่อนนะจ๊ะ คืออยากให้มันออกมาซึ้งมากๆน่ะ ไม่อยากเขียนอะไรที่เหมือนกับที่เคยเขียนมาแล้ว

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น