Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 62 100%

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 62 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 18:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 62 100%
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 62 

 

JEANS PART 

 

         ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว 

 

         หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่พวกผมบุกเข้าแก๊งซือหลิวเพื่อช่วยเด็กในคดีพ่อค้าทาสซึ่งเป็นภารกิจหลักตั้งแต่ร่วมทีมกับผู้กองแพทริค ถึงแม้ในวันนั้นพวกเราจะหนีกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่จำนวนคนที่เสียไปก็มีไม่น้อยเลยเช่นกัน และความผิดพลาดนี้จำเป็นต้องมีคนรับผิดชอบ 

 

         แพทริค สมิธ 

 

         เขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่ขอรับบทลงโทษทั้งหมดโดยไม่ให้ลูกทีมต้องมีส่วนรับผิดชอบ 

 

         “ชีพจรเต้นปกติ อีกไม่นานคงฟื้นแล้วล่ะ” น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยขึ้นขณะที่ผมกำลังเอาแต่เหม่อลอยนั่งคิดเรื่องอื่น 

 

         ฮุ่ยเหอหันมามองผมพร้อมรอยยิ้มละมุนละไมที่ส่งมาให้ เจ้าตัวผละมือออกจากแผ่นอกบางของผู้ป่วยบนเตียงก่อนจะถอดสเต็ตโทสโคปออกจากหูพลางเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นผมมองอีกฝ่ายนิ่ง 

 

         “มีอะไรติดหน้าฉันเหรอยีนส์” 

 

         “เปล่า… ไม่มีอะไร” ผมตอบกลับ ก่อนจะก้มหน้ามองคนร่างบางบนเตียงผ่านแววตาเลื่อนลอย เด็กในคดีที่พวกเราช่วยออกมา ตั้งแต่วันนั้นนี่ก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วแต่เขายังไม่มีท่าทีจะฟื้นขึ้นมาเลยสักนิด 

 

         “ไม่ต้องห่วง ฉันดูแลอยู่ตลอดนายก็รู้” 

 

         “ผมรู้ฮุ่ยเหอ แต่ก็อยากให้เขาฟื้นขึ้นมาเร็วๆ”  

 

         “มันไม่ง่ายหรอกนะ อย่างที่บอกไปว่าเด็กคนนี้น่าจะโดนไฟฟ้าทารุณมาอย่างหนัก สภาพร่างกายกับเซลล์ผิวหนังเกือบทั้งหมดถูกทำลายจนฉันคิดว่าน่าจะตายไปแล้ว ตอนนั้นฉันถึงได้ถามนายไงล่ะยีนส์ว่าคนที่รักษาเด็กคนนี้ก่อนมาถึงมือฉันเป็นใคร คนที่เปลี่ยนเซลล์ผิวหนังกับรักษาบาดแผลสาหัสพวกนี้จนทำให้คนที่น่าจะตายเพราะไฟฟ้ากลับมามีลมหายใจอีกครั้งต้องไม่ใช่แค่หมอธรรมดาแน่” 

 

         “ผมไม่รู้หรอก” รอยยิ้มบางผุดขึ้นก่อนจะตอบกลับ ฮุ่ยเหอมองหน้าผมนิ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นเพื่อนสนิทที่เป็นคนร่าเริงมีสภาพเศร้าหมองไม่ต่างกับหมดอาลัยตายอยาก 

 

         “ไม่เอาน่ายีนส์ เลิกเป็นแบบนี้เถอะ” 

 

         “…” 

 

         “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย ในสถานการณ์แบบนั้นต่อให้เป็นทีมอินเตอร์โพลที่เจ๋งมากแค่ไหนก็ไม่มีทางรอด” คำพูดปลอบประโลมดังขึ้นพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่เอื้อมมากอบกุมมือผมแน่น ผมก้มหน้ามองมือของตัวเองด้วยความรู้สึกไม่ดีนักก่อนจะเม้มริมฝีปากตัวเองข่มอารมณ์บีบอัดที่เกิดขึ้น 

 

         “แต่ถ้าตอนนั้นผมไม่ประมาท คงไม่โดนพวกแก๊งซือหลิวจับเป็นตัวประกัน” ผมเม้มปากพยายามพูดสิ่งที่ค้างคาใจออกมาทั้งเสียงสะอื้น 

 

         “…” 

 

         “ถ้าเกิดตอนนั้น… ฮึก!” 

 

         “เฮ้ย! ไม่เอาๆ ไม่ร้อง” เสียงตกใจของฮุ่ยเหอดังขึ้นอย่างร้อนรน นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นคว้ากระดาษทิชชู่ก่อนจะเอื้อมมาซับน้ำตาที่ไหลนองหน้าให้อย่างเป็นห่วงโดยมีผมที่นั่งหลับตาเงยหน้ายอมให้อีกฝ่ายเช็ดซับน้ำตากับปลอบประโลมอยู่อย่างนั้น 

 

         “ร้องไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ตอนนี้นายควรโฟกัสที่หน้าที่ตัวเองไม่ใช่หรือไง เอ้า! สั่งน้ำมูก” 

 

         “พะ พูดจริงเหรอ ฟืด!” ผมสะอื้นถาม ก่อนจะสั่งน้ำมูกลงกระดาษทิชชู่ที่อีกฝ่ายใช้รองตรงปลายจมูก 

 

         “ก็ดีกว่านั่งร้องไห้แบบนี้ล่ะกัน” ฮุ่ยเหอส่งยิ้มให้พร้อมกับตบมาที่ไหล่ผมเบาๆ สองสามครั้งก่อนจะเอากระดาษทิชชู่ในมือไปทิ้งลงถังขยะแล้วหันกลับมานั่งข้างผมอีกครั้ง 

 

         “ฮุ่ยเหอฉันควรทำยังไงดี” 

 

         “ฟังฉันนะเด็กน้อย อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ก็จริง แต่มันก็เป็นบทเรียนที่จะทำให้เราไม่ต้องผิดพลาดอีกในอนาคต”  

 

         “…” 

 

         “เฮ้อ! ที่ผู้กองแพทริคให้นายดูแลเด็กในคดีก็เพราะเขาเชื่อใจ นายต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้สมกับที่ผู้กองมอบหมาย ต้องไม่ทำให้เขาต้องผิดหวังนั่นคือสิ่งที่นายควรทำตอนนี้ใช่ไหมยีนส์” นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดู เจ้าตัวไล่สายตามองมาที่ผมพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่วางลงบนศีรษะแล้วขยับโยกไปมาเบาๆ 

 

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ผมได้สติกลับมาคิดไตร่ตรอง ใบหน้าอวบอิ่มก้มมองที่หน้าตักตัวเองเมื่อคิดถึงหน้าที่ที่ต้องทำ หากแต่ความอบอุ่นและความเชื่อใจที่คนรอบข้างมีให้ก็ทำให้รอยยิ้มบางผุดขึ้นมาที่แก้มพร้อมกับความมั่นใจที่กลับมาอีกครั้ง 

 

         “อืม! ขอบคุณนะฮุ่ยเหอ” 

 

         “หึ! เล็กน้อยน่า” ฮุ่ยเหอยิ้มรับ เขาผละมือออกจากผมก่อนจะหันไปมองคนบนเตียงแล้วเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับดวงตาที่ฉายแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นเปลือกตาของคนป่วยค่อยๆ กะพริบเปิดให้เห็นดวงตาคู่สวยสีดำสนิทที่พับปิดมาเป็นเวลานาน 

 

         “เขาฟื้นแล้ว!” 

 

เสียงของหมอหนุ่มทำให้ผมรีบหันไปมองตามสายตาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างกัน รอยยิ้มบางเผยออกมาอย่างปิดความดีใจไว้ไม่มิด เนื้อตัวแข็งทื่อเพราะความตื่นเต้นจนทำได้แต่ไล่สายตามองเพื่อนตัวเองที่วิ่งเข้าไปดูอาการพร้อมกับตรวจจับชีพจรคนร่างบางไปด้วย 

 

         “เป็นยังไงบ้าง คุณได้ยินผมไหม!” ฮุ่ยเหอถามขึ้น ชายหนุ่มหยิบไฟฉายที่พกอยู่ในเสื้อกาวน์ของตัวเองขึ้นมาก่อนจะเปิดไฟส่องดวงตาทั้งสองข้างจนคนบนเตียงต้องกะพริบตาหนีเพราะแสงของมัน 

 

         “อ่า! ประสาทการรับรู้ปกติ”  

 

         “ฮุ่ยเหอเขาเป็นยังไงบ้าง” ผมถาม สีหน้าเป็นกังวลขึ้นมานิดๆ เมื่อเห็นเด็กในคดีไม่ขยับตัวจนถึงเมื่อครู่ 

 

         “นั่นสินะ… ไม่ต้องกลัวคุณปลอดภัยแล้ว” เพื่อนคนสนิทพึมพำขึ้นกับผม ก่อนจะหันไปเอ่ยเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนพร้อมกับเผยรอยยิ้มให้กับคนป่วยในการดูแล “ถ้าคุณได้ยินผมช่วยพยักหน้าหนึ่งครั้งนะครับ” 

 

         น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ จนทำให้ผมต้องไล่สายตาจ้องมองปฏิกิริยาตอบรับของเด็กในคดีด้วยความรู้สึกร่วมลุ้น ก่อนที่รอยยิ้มบางจะเผยออกมากว้างมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นท่าทางตอบรับของคนบนเตียงที่ทำตามคำพูดของเพื่อนสนิท 

 

         “เอาล่ะ! คุณหลับไปนานคงหิวน้ำไม่น้อย เดี๋ยวผมหยิบน้ำให้นะครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มก่อนที่จะผละออกไปหยิบน้ำเทใส่แก้วพร้อมหลอดยื่นส่งให้คนบนเตียงได้จิบแก้กระหาย 

 

ฮุ่ยเหอเงยหน้าขึ้นมามองผมพร้อมกับส่งรอยยิ้มขบขำให้นิดๆ เมื่อเห็นผมยังคงยิ้มกว้างอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มกะพริบตาเป็นสัญญาณเพื่อให้ผมเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองก่อนจะหยิบแก้วออกมาวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งข้างเตียงพร้อมกับผมที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรที่ปรากฏบนใบหน้า 

 

         “ยินดีที่ได้รู้จักครับ! ผมชื่อยีนส์ ผู้กองแพทริคมอบหมายให้มาดูแลคุณ” ผมพูดขึ้นก่อนจะหยุดมองดวงตาคู่สวยของคนบนเตียงที่สบมองมา ดวงตาสีดำลึกล้ำเฉี่ยวคมให้ความรู้สึกราวกับโดนดึงดูดจนถอนตัวไม่ขึ้น 

 

         “พระพายครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับเสียงแหบ เจ้าตัวกวาดตาไล่มองสถานที่แปลกตาไม่คุ้นชินพลางขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ท่าทีระวังตัวกับอารมณ์เย็นยะเยือกของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าทำให้ผมนึกแปลกใจขึ้นมานิดๆ 

 

         “คุณจำอะไรได้บ้างไหมครับ”  

 

         “…แพทอยู่ที่ไหนเหรอครับ” ผมหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะเมินคำถามของผมแล้วถามหาผู้กองแพทริคด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาคู่สวยเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา มีเพียงบรรยากาศกดดันรอบตัวที่เกิดขึ้นจนทำให้ผมรู้สึกเหงื่อตก 

 

         “ผู้กองอยู่ระหว่างรักษาตัวครับ เขาอยู่ที่ห้องข้างๆ” 

 

         “งั้นเหรอครับ” เสียงแผ่วเบาตอบกลับไม่ต่างกับการพูดขึ้นกับตัวเอง ผมไล่มองวงหน้าสวยกับแววตาเลื่อนลอยนั่นอย่างเข้าใจอีกฝ่ายเป็นอย่างดี แววตานั่นกำลังฉายความรู้สึกสูญเสียไม่ต่างกับพวกผมก่อนหน้านี้ เด็กคนนี้เขาเผชิญอะไรมากันแน่ 

 

         “ผมจำได้ทุกอย่างครับ”  

 

         “ครับ?” 

 

         “ผมจำได้ทุกอย่างก่อนจะหมดสติ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางที่เผยขึ้นเล็กน้อยส่งมาให้ ผมเบิกตากว้างผุดรอยยิ้มกลับมาอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับมาให้ความสนใจที่ตัวเอง 

 

         “ถ้าอย่างนั้น…” 

 

         “ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่ขอเล่าอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงนิ่งเรียบเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นว่าผมกำลังจะถามคำถามต่อไป ความรู้สึกกดดันที่ส่งมาให้นั้นทำให้ผมต้องตีหน้าเรียบมองตอบกลับผ่านแววตาจริงจัง 

 

         “แต่ถ้าคุณปิดปากพวกผมจะช่วยอะไรคุณไม่ได้นะครับ” 

 

         “ผมทราบครับ แต่นอกจากเรื่องนี้ผมยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง” คำพูดกับแววตาเศร้าหมองของพระพายทำให้ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจเท่าไรนัก 

 

         “ผมขอเหตุผลได้ไหมครับ” 

 

         “…” 

 

         “เหตุผลที่คุณไม่อยากเล่าเรื่องที่คุณเจอมาก่อนหน้านี้” ผมเค้นถามเสียงนิ่ง มองสบดวงตาคู่สวยของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ก่อนที่ฮุ่ยเหอจะยกมือบีบที่ไหล่ผมเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัดที่เกิดขึ้น 

 

         “ใจเย็นก่อนยีนส์ นายไม่ควรคาดคั้นคนป่วยตอนนี้” 

 

         “แต่ว่า…” 

 

         “เชื่อฉันยีนส์” ฮุ่ยเหอกดเสียงย้ำพร้อมกับแรงบีบที่เพิ่มขึ้นมานิดๆ จนทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมา นายแพทย์หนุ่มเผยรอยยิ้มบางขึ้นก่อนจะหันไปมองผู้ป่วยในความดูแลผ่านแววตาอ่อนโยน 

 

         “นอนพักก่อนเถอะครับ เอาไว้เราค่อยมาคุยกันทีหลัง” เขาพูดก่อนจะดึงตัวผมให้ถอยห่างออกมาแล้วปล่อยให้คนร่างบางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ 

 

ผมก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกย่ำแย่เล็กน้อย อดโทษตัวเองที่ใจร้อนเกินไปจนอาจทำให้เด็กในคดีนึกถึงเหตุการณ์ย่ำแย่ที่เจอมาก่อนหน้านี้ไม่ได้ ถ้าฮุ่ยเหอไม่เข้ามาห้ามผมคงทำร้ายจิตใจของเด็กวัยสิบเก้าไปโดยที่ไม่รู้ตัว 

 

“ขอบคุณนะครับ”  

 

กึก! 

 

“ที่ช่วยผมออกมา”  

 

เสียงแหบพร่าที่ดังขึ้นเล็กน้อยนั้น ทำให้ผมกับฮุ่ยเหอที่ก้าวออกมาหยุดชะงัก ผมหันกลับไปมองคนบนเตียงอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หูฟาด ก่อนจะเห็นรอยยิ้มบางที่ส่งไล่หลังมาให้อย่างนึกขอบคุณจากใจจริง 

 

“อย่ายืนเงียบแบบนั้นสิ” ฮุ่ยเหอพูดกระซิบขึ้นพลางใช้ข้อศอกกระตุกต้นแขนผมเล็กน้อย ผมเงยหน้ามองเพื่อนสนิทของตัวเองผ่านความรู้สึกดีใจที่เอ่อล้นก่อนจะพยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มกลับไปให้เด็กในความดูแล 

 

“ครับ!” 

..

..

PHRAPHAI PART 

   

          ห้วงลึกในความรู้สึกเหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน สำหรับผมแล้วหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาช่างไร้ความหมาย ทุกความทรงจำยังคงตอกย้ำถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้น บาดแผลตามร่างกายที่ค่อยๆสมานกันเป็นอย่างดี แต่กลับไม่สามารถลบเลือนความรู้สึกเจ็บปวดปนผิดหวังที่ฝังลึกอยู่ในอกออกไปได้

 

         ผมเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง

 

         ตายด้วยน้ำมือของคนที่ผมเกลียดที่สุด

 

         “อ้ามมม! กินแอปเปิ้ลหน่อยนะครับ” เสียงร่าเริงจากคนข้างกายพร้อมกับแอปเปิ้ลที่ยื่นจ่ออยู่ตรงปากทำให้ผมต้องอ้าปากกัดอย่างช่วยไม่ได้ ผมเหลือบตามองนายตำรวจที่พูดว่าเป็นคนของแพทริคจนอีกฝ่ายต้องเลิกคิ้วขึ้นมองอย่างสงสัยนิดหน่อย

 

         “อร่อยไหมครับ” ยีนส์ถามด้วยแววตาเป็นประกายจนผมต้องเคี้ยวผลไม้ในปากเพื่อลิ้มรสชาติมัน

 

         “ครับ! อร่อย” คำตอบรับของผมทำให้เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม เสียงฮัมเพลงในลำคอดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปหยิบแอปเปิ้ลลูกถัดไปขึ้นมาปลอกจนเพลินมือ

 

         “ปลอกเยอะขนาดนั้นเขากินไม่หมดหรอกนะยีนส์” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะขบขำขณะที่กำลังวัดความดันผมอยู่อีกข้าง

 

         “คนป่วยต้องกินเยอะๆ จะได้หายไวๆ ไง จริงไหมครับพระพาย” น้ำเสียงร่าเริงเอ่ยกลับก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรทำให้ฮุ่ยเหอต้องส่ายหน้าเอือมระอาทันที

 

         “เฮ้อ! นายนี่มัน”

 

         “ไม่เป็นไรครับ ผมกินได้” ผมหันไปพูดกับคนด้านข้างก่อนจะหันกลับมาที่นายตำรวจหนุ่มที่ยังคงปลอกเปลือกผลไม้ด้วยท่าทางอารมณ์ดี

 

         “อย่าเอาใจหมอนั่นมากนักล่ะ เอาเถอะ! ความดันปกติ แผลตามร่างกายก็สมานกันดีไม่พบการติดเชื้ออะไร อีกไม่กี่วันคงจะหายดี”

 

         “ขอบคุณนะครับ” เสียงตอบรับดังขึ้นทันทีที่ฮุ่ยเหอตรวจเช็คสภาพร่างกายของผมเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจลงกระเป๋าก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดขึ้นมาถือไว้

 

         “ถ้าอย่างนั้นผมจะเช็ดตัว…”

 

         “วันนี้ผมขออาบน้ำได้ไหมครับ” ผมแทรกขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มบางบนใบหน้า

 

         “ก็ได้ครับ แต่ต้องอาบน้ำอุ่น แล้วก็อย่าอาบนานจนเกินไปนะครับ” นายแพทย์หนุ่มตีหน้าขรึมกดเสียงต่ำคล้ายคุณหมอที่กำลังข่มขู่เด็กให้กลัวจนยีนส์ที่นั่งปลอกผลไม้อยู่ข้างผมต้องหัวเราะขำออกมาเสียงดัง

 

         “ฮ่าๆ ทำหน้าไม่น่ากลัวเลยฮุ่ยเหอ”

 

         “ช่างฉันเถอะ” ฮุ่ยเหอตอบปัดสะบัดหน้าที่กำลังแดงก่ำเพราะเขินอายหนีอย่างแรงจนผมต้องเผยรอยยิ้มออกมากับท่าทีของทั้งสองคนในห้อง

 

         “ถ้างั้นผมขอตัวนะครับ” ผมพูดพร้อมกับยันตัวลงจากเตียงโดยมีนายตำรวจหนุ่มคอยประคองอยู่ไม่ห่าง วงหน้าสวยผุดยิ้มส่งให้คนทั้งสองก่อนจะก้าวเท้าเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตูลงเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ หุบลงเผยแต่ใบหน้าเรียบสนิทที่กำลังจ้องมองตัวเองผ่านกระจกใบใหญ่ด้านข้าง

 

         ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นนี่ก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว ผมจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง จำน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางและความเจ็บปวดทรมานที่จีซัสมอบให้ได้เป็นอย่างดี

 

สิ่งเลวร้ายพวกนั้นมันหลอกหลอนผมทุกครั้งที่หลับตา ผมฝันถึงแต่เรื่องวันนั้นจนสะดุ้งตื่นแทบทุกคืน ราวกับสมองต้องการตอกย้ำให้จดจำเรื่องพวกนี้ไม่ยอมให้ลืมมันง่ายๆ ผมเคยคิดจะปรึกษาฮุ่ยเหออยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมเจอมันเลวร้ายเกินกว่าจะหยิบขึ้นมาเล่า อีกอย่างผมไม่ต้องการให้ใครมาเสียสละเพื่อตัวเอง

 

ความรู้สึกนึกคิดทำให้ผมไล่มองสีหน้าของตัวเองผ่านเงาในกระจก ดวงตาสีดำสนิทเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ใบหน้านิ่งงันไร้รอยยิ้มประดับ ผมจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองที่ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกต่างกับนิสัยก่อนหน้านี้ ก่อนจะยกมือปลดเชือกผูกเสื้อที่สวมใส่แล้วหลุบตาลงลดระดับมองที่แผ่นอกด้านซ้ายของตัวเอง

 

ตราพยัคฆ์

 

ลวดลายสีดำกระหวัดเป็นลายเส้นงดงามอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหน ผมเพ่งมองลายละเอียดบนร่องรอยนั้นอย่างให้ความสนใจ เผลอยกมือไล่สัมผัสมันโดยที่ไม่รู้ตัว เป็นลายพยัคฆ์ที่ให้ความรู้สึกสวยงามและล้ำค่า ต่างกับลายพยัคฆ์ของคนแก๊งซือหลิวที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม แต่ความหมายยังเหมือนเดิม

 

รอยตีตราที่แสดงว่าเป็นคนของแก๊งซือหลิว

 

ผมอยากปฏิเสธมัน รู้ดีอยู่กับใจว่าอยากลบรอยนี้ทิ้งมากแค่ไหนแต่ใจกลับไม่กล้าพอ ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไม แค่สับสนทุกครั้งที่ได้มองรอยประทับนี้ ผมเกลียดคนที่ตีตรามันลงบนตัวผม แต่ก็ไม่กล้าที่จะลบทิ้ง อาจเป็นเพราะรอยตีตราของแก๊งซือหลิวมีความหมายแอบแฝง และตำแหน่งบนตัวก็เป็นความหมายที่ผมยังไม่รู้

 

         วงหน้าสวยเงยมองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะเลิกใส่ใจรอยพยัคฆ์บนตัวแล้วจัดการรวบผมยาวสลวยของตัวเองขึ้นมัด เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันนิดหน่อยขณะที่จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเอง

 

ถึงเวลาตัดผมแล้วสินะ

 

คำขอร้องจากพระจันทร์ในวัยเด็กคือเส้นผมที่ยาวสลวยจนถึงตอนนี้ ผมไว้มันเพราะอยากเอาใจน้องชายคนสำคัญ ปล่อยมันยาวและไม่คิดตัดด้วยเหตุผลแบบเด็กๆ แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว จะไว้ผมยาวไปเพื่ออะไร ในเมื่อคนที่อยากให้ไว้ไม่ได้อยู่ข้างกัน

 

มือบางรวบมัดผมจนเสร็จก่อนจะถอดเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านโดยไม่ลืมหยุดคิดถึงเรื่องที่ต้องทำหลังจากนี้

 

ก๊อก! ก๊อก!

 

“อย่าอาบนานนะครับคุณพระพาย” 

 

เสียงตะโกนเรียกอย่างเป็นห่วงดังขึ้นหน้าประตูห้องน้ำ ผมเหลือบตามองนิดหน่อยก่อนจะปิดฟักบัว หยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นเช็ดแล้วสวมใส่เสื้อผ้าก้าวเท้าเดินออกจากห้อง

 

“นึกว่าลืมคำเตือนจากหมอแล้วซะอีก” ฮุ่ยเหอพูดแซวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับหน้า ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนจะหลุบตามองยีนส์ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาพร้อมกับเคี้ยวแอปเปิ้ลจนแก้มตุ่ยแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าจนคนร่างเล็กต้องเงยหน้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณพระพาย”

 

“ผมอยากเจอแพทครับ”

 

“ครับ?”

 

“ให้ผมได้เจอแพทริคตอนนี้เลยนะครับ”

 

………………………………………………………………………………. 

เอาแล้วววว นุ้งพายคิดจะทำอะไรสักอย่างแล้ว 

ในที่สุดก็ถึงเวลาน้องเอาคืนแล้วเด้อ ใครอยากให้พระเอกเจ็บหนักๆ แสดงตัวด่วน! 

ดี้จัดให้เอาให้กระอั่กเลือดตายไปเลย ว่ะฮ่าฮ่า!! 

#ปอลิง พรุ่งนี้จะอัพตอนพิเศษเนื่องในวันคริสต์มาสกับฉลองครบ 50 ตอนที่เคยบอกให้นะคะ รออ่านด้วยน๊าาา 

.. 

.. 

TO BE CONTINUED 

ความคิดเห็น