กีฏยา

ไม่ล๊อกตอนเพิ่มแล้วนะค่ะ ช่วงนี้เรียนหนัก+งานเยอะ+ปวดหัวกับวิจัย แต่จะพยายามลงให้รัวๆไม่ขาดตอนนะค่ะ

ตอนที่6 เริ่มต้นจากติดลบ

ชื่อตอน : ตอนที่6 เริ่มต้นจากติดลบ

คำค้น : เริ่มต้นจากติดลบ,จารวิวรรณ์,เมษ

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2559 12:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่6 เริ่มต้นจากติดลบ
แบบอักษร

“ขอโทษนะคะ พอดีเห็นป้ายรับสมัครพนักงานล้างจาน จะมาสมัคคะ”

เบลล์พูดประโยคเดิมที่พูดจนบ่อยครั้งในช่วงหนึ่งสัปดาห์นับแต่มาถึงกทม.

ธอไม่เคยปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า สิ่งที่เธอทำคือการหางานทำตลอดที่มีโอกาส ครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอก้าวเข้ามาในร้านอาหารกึ่งบาร์อย่างลังเลเมื่อเห็นป้ายรับสมัครพนักงานล้างจาน

ชายวัยกลางคนหัวล้านลงพุงมองเบลล์อย่างพินิจแววตาลุกวาว

“หน้าตาดีขนาดนี้ไม่ต้องล้างจานหรอกหนู ไปเป็นนักร้องมั้ย กำลังขาดคนอยู่พอดี”

“เดี๋ยวขอลองคิดดูก่อนนะค่ะ”

เบลล์ไม่เชิงจะปฏิเสธ เธอแบ่งรับแบ่งสู้ ในยามนี้งานอะไรเธอก็อยากทำทั้งนั้น”

เบลล์เดินออกมาจากร้านอาหารกึ่งบาร์นั่น เธอกลั่นกรองดูแล้ว หากเธอทำงานที่นั่นในฐานะนักร้อง มันคงไม่ปลอดภัยกับเธอนัก เพราะยามราตรีมีแต่เสือสิงห์กระทิงแรดนักท่องราตรี มีหวังหญิงสาวได้ถูกลวนลามจะทำอย่างไร

เบลล์เดินสมัคงานมาหลายร้านแต่ส่วนใหญ่ก็มักไม่มีตำแหน่งว่างสำหรับเธอ หรือถ้ามีเธอก็ต้องคิดดูอีกสักทีว่าจะทำดีหรือไม่ ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจเรียกแท๊กซี่กลับ เธอเหลือบไปเห็นป้ายรับสมัครผู้ช่วยกุ๊กในร้านเสต็กขนาดค่อนข้างกว้าง เบลล์มองผ่านกระจกใสเข้าไปในร้านเห็นการตกแต่งร้านได้น่ารักและดูดี แต่เป็นเพราะเธอมาเร็วไปทำให้ร้านยังไม่เปิด จะเปิดประมาณบ่ายสองเป็นต้นไป หญิงสาวยิ้มดีใจที่เจองานที่พอดูจะน่าทำเสียหน่อย อีกทั้งไม่กำหนดวุฒิการศึกษา เบลล์เคยทำงานเป็นพนักงานพาร์ททามในร้านอาหารญี่ปุ่นมาบ้างแล้ว งานแค่นี้คงไม่ยากเกินไปสำหรับเธอ หญิงสาวรอจนประตูร้านแง้มเปิดออกมาโดยพนักงานสาวอายุน่าจะเด็กกว่าเธอ

“ขอโทษนะค่ะ มาสมัครงานค่ะ”

พนักงานสาวพยักหน้ารับและชี้ให้เธอไปนั่งรอเจ้าของร้านด้านในร้าน

ไม่นานเธอก็ได้พบกับผู้หญิงใบหน้าทรงหมวยสะสวยน่ามองผมซอยสั้นหน้าตายิ้มแย้มที่มาทำหน้าที่สัมภาษณ์งานเธอ ตรงโต๊ะทำงานเธอเห็นป้ายชื่อ“จารวิวรรณ์  อรุณรัตนา”

ไว้ที่โต๊ะและบ่งบอกตำแหน่งผู้จัดการของร้านไว้ หลังจากที่เบลล์นั่งลงจารวิวรรณ์ก็เริ่มสัมภาษณ์เธอ

“น้องเคยมีประสบการณ์ทำงานที่ไหนมาบ้างล่ะ?”

“เคยทำงานพาร์ททามที่ร้านอาหารค่ะ แต่ตอนนั้นหนูเป็นแค่พนักงานเสริฟ แต่ก็ชอบดูกุ๊กเขาทำอาหารอยู่ประจำแล้วชอบมาบันทึกวิธีทำที่บ้านค่ะ ชอบทำอาหารเคยฝันไว้ว่าอยากเปิดร้านอาหาร”

“แล้วตอนนี้น้องเรียนอะไร หน้าตาดีขนาดนี้ทำไมไม่ไปร่ำไปเรียนให้จบก่อน?”

“หนูเรียนนุษย์ศาสตร์รามคำแหงปีสองค่ะ แต่หนูดรอปไว้ก่อนเพราะที่บ้านมีปัญหาด้านการเงิน”

เบลล์พูดฉะฉานตามนิสัย จารวิวรรณ์ยิ้มรับ เธอถูกชะตากับเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะม่เคยมีปัญหาทางการเงินหรือขัดสนเงินทองและด้วยความที่เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวทำให้พ่อและแม่ที่เลี้งดูเธอราวกับไข่ในหินไม่เก็นความจำเป็นของการทำงานหารายได้ระหว่างเรียน แต่กระนั้นหญิงสาวมักทำอะไรเหนือกฏเกณฑ์เสมอ จารวิวรรณ์มักเป็นสาวขาลุยและชอบที่จะแอบไปทำงานพาร์ททามที่ท้าทาย บุคลิกเธอก็ดูห้าวไม่หยอกขัดใจแม่น่าดู

“อื้ม เอาเป็นว่าพี่เข้าใจน้องทุกอย่างนะ แต่ประสบการณ์น้องยังน้อยเกินไปพี่ไม่สามารถที่จะรับน้องมาเป็นผู้ช่วยกุ๊กได้หรอก”

จารวิวรรณ์พูดพลางทำสีหน้าเคร่งเครียด เบลล์ยอมรับว่าเธอผิดหวังที่ไม่ได้งาน แต่ถ้าไม่ได้งานที่นี่ เธอก็พร้อมที่จะไปหางานที่อื่น 

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเข้าใจ”

เบลล์พูดพลางลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไปพร้อมๆกับที่รวิวรรณ์พูดคำที่ทำให้เบลล์ยิ้มได้ด้วยความดีใจ

“พี่รับน้องไว้เป็นพนักงานเสริฟท์นะ เก็บสมประสบการณด้านการทำอาหารให้ได้มากๆ เดี๋ยวอีก2เดือนหน้าพี่จะขยายร้านและจะรับกุ๊กและผู้ช่วยกุ๊กเพิ่ม ถ้าตั้งใจทำงานน้องจะเป็นหนึ่งในนั้น”

จารวิวรรณ์พูดพลางอมยิ้ม เบลล์ดีใจจนต้องอุทานออกมา

“เยส!!ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ หนูจะตั้งใจทำงานคะ”

“น้องเริ่มมาทำงานพรุ่งนี้ได้เลยนะ สำหรับยูนิฟอร์มมีไซต์น้องอยู่พอดีรับไปไลองใส่ดูได้เลยนะ สงสัยอะไรสอบถามได้นะคะ

จารวิวรรณ์พูดพลางหยิบชุดยูนิฟอร์มยื่นให้เบลล์ เธอรับมาพรางยิ้มปริ่ม เธอไร้ข้อสงสัยและอยากทำงานจนเต็มแก่

“เจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

จารวิวรรณ์พูดพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง เบลล์พยักหน้าตอบรับและไหว้ลาจารวิวรรณ์ ก่อนจะเดินออกมาสู่ถนนและเรียกรถไปยังโรงพยาบาลที่ชบารักษาตัวอยู่ทันที

        เบลล์กลับถือถุงกับข้าวและผลไม้ที่แวะซื้อหน้าโรงพยาบาลเดินเข้าสู่ลิฟต์กดชั้นที่ต้องการขึ้นไป เธอมาเยี่ยมแม่ที่ฝากให้เมษช่วยเฝ้าให้ตั้งแต่ตอนเช้า หลังจากที่เมื่อวานตอนสี่ทุ่มเธอกับเมษต้องรีบพานางชบาาที่โรงพยาบาลเพราะมีอาการเป็นลมหมดสติในห้องน้ำ หลังจากที่มาถึงโรงพยาบาลหมอตรวจพบว่าชบามีเนื้องอกกดทับไขกระดูกสันหลัง เบลล์ทอดถอนใจอย่างอ่อนล้า ทำไมถึงมีแต่เรื่องร้ายๆบีบคั้นให้เธอต้องพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่านี่มันยังไม่แสดงออกให้โชคชะตารู้สักทีว่าเธอเหนื่อยเหลือเกินแล้ว เลิกนำพาแต่เรื่องเลวร้ายมาให้เธอกับแม่สักทีเถอะ 

 “เนื้องอกชนิดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดภายในเดือนนี้ครับ”

“ต้องใช้เงินเท่าไหร่ค่ะคุณหมอ?”

“ประมาณ2หมื่นครับ”

เสียงถ้อยคำที่หมอพูดกับเธอดังวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำๆในขณะที่เบลล์ยืนอยู่ในลิฟต์ ในช่วงเวลานั้นเบลล์ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างรับรู้ เธอเซ็นใบยินยอมกับนายแพทย์ และเธอสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่ายังไงเธอจะหาเงินมาให้แม่เธอผ่าตัดให้ได้ แม่ต้องหายๆเบลล์ท่องคำเดิมๆซ้ำ

ติ๊งง!!

เสียงเตือนพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก ทำให้หญิงสาวเลิกคิดฟุ้งซ่าน เบลล์เดินตรงไปยังห้องที่ชบาพักฟื้นอยู่ เธอเปิดประตูแผ่วเบาเดินเข้ามาในห้องเห็นเมษที่มานอนเฝ้าเเม่ให้เธอ เบลล์หายออกไปข้างนอกตั้งแต่ตอนเช้าหลังจากที่เธอกล่อมให้ชบาที่เครียดมาทั้งคืนนอนหลับลงได้ในตอนเช้า เธอขอร้องให้เมษช่วยดูแลแม่ของเธอและตนเองออกไปหางานทำตั้งแต่เช้า อาจเพราะเธอช๊อกกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่รู้จะเอายังไงต่อไปกับชีวิตดี ทางออกเดียวคือต้องมีงานทำและคงเป็นโชคดีของเบลล์ที่เธอหางานได้เสียที

“อ้าว เบลล์กลับมาแล้ว เป็นไงบ้าง เหนื่อยมั้ย?”

เมษถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยทันทีที่เขาลืมตาตื่น

“ไม่เหนื่อยหรอกเมษ แม่ตื่นมาสักครั้งหรือยังเมษ?”

“ตื่นแล้วครั้งหนึ่งตอนเที่ยง น้าชบากินข้าวได้น้อยไม่มาก แขนขาชาอ่อนแรง หมอบอกว่าเป็นผลจากการที่หมอนรองกระดูกกดทับกระดูกสันหลัง หมอบอกว่าจะเลื่อนเวลาผ่าตัดเข้ามาไม่เกินอีก10วันนี้ ไม่ต้องห่วงนะเบลล์ เรื่องค่าใช้จ่ายพ่อเราบอกจะช่วยเต็มที่ เบลล์อย่าห่วงเลยนะ”

“ขอบคุณมากนะเมษ เบลล์สัญญาว่าจะหาเงินมาคืนเมษให้ร็วที่สุดนะ เบลล์ได้งานทำแล้ว”

เมษยิ้มอย่างยินดีด้วยกับเบลล์ เธอยิ้มตอบกว้างตอบเมษอย่างจริงใจ และนึกขอบคุณที่เมษคอยช่วยเหลือเธอเสมอ อย่างน้อยในยามคับขันละการเริ่มต้นจากจุดที่ติดลบเธอก็ยังมีเพื่อนที่ดีที่สุดอย่างเมษ

#ขอโทดนะค้าาาที่หายไปนานน เปิดเทอมแล้ววยุ่งๆนิดหน่อย ขอบคุณที่ยังคงไม่ทิ้งกันนะค้าาา T^T

ขอบคุณทุกกำลังใจที่ช่วยอ่านและติชมนะคะ😘😘😝

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น