Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Power of love ตอนที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.9k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2559 17:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Power of love ตอนที่ 7
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 7

 

 

 

 

 

 

 

            หมับ

 

 

            “เฮ้ยเดี๋ยวๆ ไอ้กัน! กูอาบเองได้” ผมพยายามปัดป้องมือหนาที่ยื่นออกมาเหมือนกับว่าจะแกะกระดุมเสื้อนักศึกษาของผม แค่เหมือนนะ เพราะมันยังไม่ได้แกะออกไปสักเม็ด แต่แค่ยื่นมือมาก็น่ากลัวแล้ว

 

 

            ผมเอนตัวหนีไปด้านหลังก็แล้ว แต่พี่ท่านก็ยังไม่ละความพยายาม กระชากคอเสื้อผมทีเดียวกลับไปอยู่ที่เดิมเลย ผมกลืนน้ำลายลงคอ มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความหวั่นใจ กำลังสงสัยอยู่ว่ามันเอาคืนผมหรือเปล่า

 

 

            “นิ่งได้แล้วไง?” มันเลิกคิ้วถาม

 

 

            “ก็…” นั่นดิ กูนิ่งทำไมวะ

 

 

            “มึงจะนั่งเป็นหมาเปียกน้ำอีกนานมั้ย หรือจะให้กูอาบให้จริงๆ” กันๆ มันถามย้ำอีกครั้ง สายตาที่จ้องตรงมาบ่งบอกเลยว่ากูไม่ได้ขู่มึงนะ กูเอาจริง ผมล่ะอยากตะโกนเรียกปู่ขึ้นมา ดูมันทำดิ บ้านช่องไม่ยอมกลับมายืนขู่กูหาง้าวกวนอูหรือไง

 

 

            “กันๆ มึงอาสาอาบให้เหมือนมึงว่างอะ หรือเห็นกูเป็นหมาแบบที่พูดจริงๆ”

 

            “ก็เหมือนหมาอยู่” มันตอบหน้าตาเฉย

 

            “พ่อมึงดิ!”

 

            “อยากตายใช่มั้ย” แง่ะ ผมหน้าซีด แค่พลั้งปากด่าออกไปนิดเดียวเอง ไอ้โหดตรงหน้าก็เพิ่มเลเวลความโหดขึ้นไปอีก ผมยิ้มประจบเหมือนกับว่าเมื่อกี้เราไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย

 

 

            “มึงหูฝาดแล้วกันๆ”

 

            “กูได้ยินชัดเต็มสองหู” แน่ะ มีเถียง

 

 

            “กูขอโทษ~ กูเจ็บขาอยู่นะ อย่าทำอะไรกูเลย กูยอมเป็นหมาเป๋าก็ได้”  รีบเปลี่ยนบทแทบมิทัน คิดดู ถ้าผมหือกับมันมากๆ จะโดนหนักขนาดไหน แค่นี้มันก็สกัดผมตกลงไปในบ่อปลาขาเจ็บอย่างที่เห็น หนักกว่านี้มันไม่ถีบให้รถชนเลยหรือไง ใจร้าย~

 

 

 

 

            พรึ่บ

 

 

            “เฮ้ๆ…” ทำเรื่องให้กูประหลาดใจตลอดเลย จู่ๆ ร่างสูงก็ย่อตัวลงไป คุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วจับขาข้างที่เจ็บของผมไปดู ใจผมเต้นตึกตักด้วยความเสียว กลัวว่ามันจะจับแรงๆ ให้ผมเจ็บเลยต้องก้มลงไปดู ถ้ามันจะทำจริงๆ จะได้ยกเท้าหลบทัน กันๆ มันจับๆ พลิกๆ ดูอยู่สักพักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา

 

 

            ผมชะงัก เพราะใบหน้าของผมอยู่ห่างจากมันเพียงนิดเดียว

 

 

 

 

            “ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก นวดยาไม่กี่วันก็โอเค”

 

 

            “ทำ…ทำไมมึงรู้ล่ะ เป็นหมอหรือไง” เดี๋ยวๆ ทำไมกูติดอ้าง สูญเสียความเป็นไอ้วิปไปชั่วขณะ หมาบ้ามันมองกลับด้วยสีหน้าเบื่อๆ ก่อนจะถอนหายใจใส่หน้าผมแบบเต็มๆ มาอีกหนึ่งที

 

 

            ผมหลับตาลง…แล้วหน้าแดง

 

            มันอุ่นๆ วูบๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

            “มึงยังกระโดดอยู่หน้าบ้านได้คงไม่ใกล้ตายหรอก ไปอาบน้ำ” คราวนี้เสียงโหดๆ ดังขึ้นเหนือหัว แสดงว่ามันลุกออกไปแล้ว แต่ผมยังนั่งมึนอึนอยู่กับที่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่…

 

 

            …มันอุ้มกูอีกแล้ว!

 

 

 

            “ไอ้เหี้ยกัน!”

 

 

            “มึงดิเหี้ย!” มันสวนกลับด้วยเสียงที่ดังกว่า โด่! เสียงดังกว่าคิดว่าข่มกูได้หรือไง ร่างสูงพาผมเข้ามาในห้องน้ำ แล้วลองคิดดู ห้องน้ำบ้านผมใช่ว่าจะใหญ่แบบบ้านมัน เข้ามาสองคนก็แทบจะเต็มแล้ว ขยับก็ลำบาก มันจับผมไปยืนอยู่ใต้ฝักบัวพิงกำแพงพอดี

 

 

            “กูอาบเองได้” ผมยืนยันด้วยเสียงที่จริงจังและจริงใจ มึงออกไปเถอะกันๆ พลีส~

 

 

            “เหรอ” แต่พี่ท่านตายด้าน ไม่รับรู้ถึงความจริงใจที่ส่งผ่านไปให้ทางแววตา มันแสยะยิ้มอันน่ากลัวออกมา เห็นแล้วอยากจะร้องไห้

 

 

          แกล้งกูแน่ๆ

 

            “ถ้ามึงแกล้งกูอีกล่ะก็ กูเรียกปู่จริงๆ ด้วย”

 

            “เด็ก” กระแทกหน้ากูจังๆ เลยคำนี้

 

            ไอ้กันมันไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อยกับคำที่ผมขู่มันออกไป มือหนายกขึ้นมาอยู่ในระดับกระดุมเสื้อเม็ดแรก ผมเบิกตากว้าง ตีมือมันดังเพี้ยะไปหลายที แล้วพี่แกก็เอาคืนด้วยการดีดหน้าผากผมกลับมาอย่างแสบ

 

 

            “สัดกัน!”

 

 

            “มึงจะโวยวายทำไม มึงคิดว่าน้ำที่มึงตกลงไปสะอาดมากงั้นดิ อยากนอนคันทั้งตัวหรือไง” คำพูดคำจาฟังดูช่างน่าซึ้งในความห่วงใย แต่เก็บไปใช้กับคนอื่นเหอะกูไม่ต้องการ ห่า! แสยะยิ้มทั้งตาทั้งปากแบบนั้นใครจะเชื่อมึงลง คนเลว~

 

 

            “กูรู้น่า กูอาบเองได้ เพราะฉะนั้นมึงย้ายตัวเองออกไปจากห้องน้ำได้แล้ว นี่กูห่วงมึงนะ กูกลัวมึงเปียก” ผมดันๆ แผงอกของมัน เห็นมั้ยกูหวังดี กูคนดีที่สุดแล้ว ผมยิ้มเมื่อเห็นว่าไอ้กันมันพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ แบบเห็นด้วย แต่แล้วรอยยิ้มก็เลื่อนหายไปเมื่อมันพูดออกมา

 

 

            “นั่นสินะ” อย่าจ้องหน้ากูบ่อย กูใจไม่แข็งพอ อะหื้อออ~

 

 

 

 

            พรึ่บ

 

 

            “เฮ้ยๆ! มึงทำอะไรเนี่ย” ผมร้องลั่น คว้ามือมันที่กำลังปลดกระดุมเสื้อตัวเอง มึงร้อนเรอะสาด

 

            “เดี๋ยวเปียกไง” มันตอบหน้าตาย กูล่ะอยากเอาขวดแชมพูฟาดหัวมึงจริงๆ

 

            ผมเริ่มดิ้น (กูควรจะดิ้นตั้งนานแล้วนะ) แล้วพยายามห้ามไม่ให้มันแกะกระดุมเสื้อ แต่ดูจากท่าทางของมันแล้วไม่ได้จะถอดจริงๆ หรอก คงจะแค่แหย่ผมเล่น เมื่อผมเริ่มดิ้นหนักเข้าไอ้กันก็คงจะรำคาญ เลยรวบตัวผมไว้ในอ้อมแขนซะเลย

 

 

          มึงงง~ กอดอีกแล้ว ไอ้สลิด!

 

            “มะ…มึง” ใกล้ไปๆ

 

            ไอ้กันมันก้มลงมาจ้องหน้าผมนิ่งๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนที่กำลังแกล้งหายไป เหลือเพียงใบหน้านิ่งๆ ตามแบบฉบับเจ้าตัวเท่านั้น ผมกลืนน้ำลายลงคอแบบหวั่นๆ หวั่นใจว่าไม่รู้จะเจออะไรอีก แต่ถึงจะหวั่นผมก็ยังจ้องตามันไม่ยอมหลบ

 

 

            ไม่ใช่ว่าไม่อยากหลบนะ แต่มันค้างง่ะ

 

 

            ผมใจเต้นตึกตักเมื่อใบหน้าหล่อๆ นั่นเริ่มขยับเข้ามาใกล้ๆ มันเองก็ไม่ได้จ้องไปที่อื่นเลยนอกจากตาผม ผมเม้มปากแน่น รู้สึกรนๆ เหมือนจะทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนดี มันขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ที่ปลายจมูก ทำเอาใบหน้าผมร้อนวูบวาบ

 

 

 

 

          กึก

 

 

            ไอ้กันจู่ๆ มันก็ชะงักไป นิ่งค้างอยู่แบบนั้นก่อนจะผละถอยออกไปนิด

 

            “มึงหน้าแดงทำไม”

 

            “ห้ะ” ผมเอ๋อแดก

 

            ไอ้กันปล่อยผมออกจากอ้อมแขน ขยับถอยห่างออกไป ผมกะพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่ายแบบตามไม่ทัน มันกลับไปเป็นไอ้กันหน้านิ่งจอมหงุดหงิดคนเดิมแล้ว เบือนหน้าหนีไปอีกทางเหมือนไม่อยากจะมองหน้า

 

 

            กันๆ ใจร้าย~

 

 

 

            “มึงหน้าแดงทำไม” มันถามย้ำอีกครั้ง

 

            “หน้าแดง?” ผมทวนคำแล้วยกมือขึ้นมาจับแก้มตัวเอง

 

            “เออ”

 

            “กูเหรอ” ถามย้ำอีกครั้ง

 

            “อาบน้ำซะ” มันสั่งอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป ผมแตะๆ แก้มของตัวเองอีกครั้ง สรุปกูหน้าแดงจริงๆ เหรอ เขินมันเหรอวะ ไม่มั้ง แค่…วูบๆ เอง

 

 

            ผมอาบน้ำเสร็จเดินออกมาก็ไม่เจอไอ้กันมันแล้ว สงสัยกลับบ้านไปแล้ว ผมยักไหล่แล้วเดินไปหาเสื้อผ้ามาใส่ อย่างน้อยๆ มันก็ยังมาส่งถึงบ้าน ถึงแม้ว่ามันจะตามขึ้นมากวนตีนต่อก็เหอะ

 

 

            เห็นมั้ยนา กูหาคนที่ดีให้มึงเลยนะ ซึ้งมั้ย

 

 

 

 

………………………

 

 

 

 

            และก็เป็นอย่างที่ไอ้กันมันบอกจริงๆ ด้วย แค่ไม่กี่วันขาผมก็ไม่เจ็บแล้ว กลับมาเป็นไอ้วิปผู้สนุกสนานกับทุกเรื่อง วันหยุดแบบนี้ปกติก็จะอยู่บ้านดูหนังและทะเลาะกับปู่ แต่ตอนนี้เรามีเพื่อนใหม่แล้ว แถมบ้านอยู่ใกล้ๆ กันอีก เราก็ควรจะออกไปทักทาย

 

 

            ผมเดินมาที่บ้านของไอ้หมาบ้า แล้วก็เกือบจะสะดุดฝุ่นเมื่อมองเข้าไปเห็นคุณลุงที่ผมเคยคิดไปว่าเป็นพ่อของไอ้กันกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ผมลูบหน้าลูบตา ทำเนียนว่าลืมเรื่องนั้นไปแล้ว

 

 

            “ลุงค้าบบบ~ ลุงๆ สวัสดีครับ” ผมร้องทักแล้วเดินเข้าไปเกาะประตูรั้ว ลุงแกก็หันมามองแบบงงๆ ก่อนจะร้องอ๋อเมื่อระลึกได้

 

 

            “เพื่อนคุณกันใช่มั้ย ที่เอ๋อๆ หน่อย”

 

            เดี๋ยวลุงเดี๋ยว ใช่กูเหรอ

 

            “แฮ่~” ตอบกลับได้แค่นี้จริงๆ กู

 

            “มาหาคุณกันเหรอ กำลังออกกำลังกายอยู่มั้ง เข้ามาสิๆ” ลุงแม่งเชื้อเชิญเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง ผมยิ้มร่าเดินเข้าไป ลุงบอกมาแค่มันออกกำลังกายอยู่ ผมจะรู้มั้ยว่ามันไปออกอยู่ตรงไหนของบ้าน

 

 

            “ลุงทำอะไรอะ ให้ผมช่วยมั้ย” เสนอหน้าได้อีก

 

 

            “ไม่เป็นไรๆ ใกล้จะเสร็จแล้ว” ลุงแกโบกไม้โบกมือปฏิเสธ แต่ผมก็ยังเสนอหน้าอยู่ดี เข้าไปยืนใกล้ๆ ลุงแกก็เหล่แบบเหมือนจะบอกว่าระวังเปียกนะ

 

 

            “ลุงครับๆ นี่ต้นอะไรอะ” ผมชี้ไปที่ต้นที่มันมีดอกสีชมพูแดงๆ มองๆ ไปมันก็สวยดี ยื่นนิ้วออกไปแตะๆ ที่กลีบ แอบเห็นนะว่าลุงแกเหล่มองเหมือนกลัวผมเด็ดมันไป โด่ลุง~ เดี๋ยวก็ปั๊ดเด็ดแม่งหมดเลยหนิ

 

 

            “ชวนชมน่ะ สวยใช่มั้ยล่ะ ลุงดูแลเองเลยนะ” แน่ะ มีอวด

 

            “เหรอครับ”

 

            “แล้วรู้มั้ยล่ะว่าต้นนั้นต้นอะไร” แล้วลุงแกก็ชี้ไปที่ต้นสูงๆ ด้านหลังนู้น

 

            “ต้นไม้ครับ”

 

            อ้าว ลุงหน้าอึน ทำไม ตอบผิดเหรอ

 

 

            “มึงมาทำไมไอ้เตี้ย” บทสนทนาของผมกับลุงถูกหยุดด้วยเสียงโหดๆ ที่ดังขึ้นด้านหลัง (เอาจริงๆ มันหยุดตั้งแต่ตอบต้นไม้แล้ว) ผมหมุนตัวกลับไปยิ้มแฉ่งให้กับเจ้าของเสียง กันๆ มันยืนกอดอกทำหน้านิ่ง เสื้อกล้ามที่ใส่เปียกชุ่มได้ด้วยเหงื่อ ใบหน้าก็ด้วย

 

 

          โอ้ว เซะซี่นะตัว~

 

            “กันๆ ออกกำลังกายเสร็จแล้วไง” ผมเดินดุ๊กดิ๊กๆ เข้าไปหา

 

            “มึงมาทำไม” ไม่ตอบแต่ถามกลับมาอีกครั้ง

 

 

            “เอาขนมมาฝาก” ผมยิ้มอีกครั้ง ไม่รู้ทำไม แต่พออยู่ต่อหน้ามันแล้วอยากยิ้มให้มันเยอะๆ แบบไม่มีเหตุผล อาจจะเป็นเพราะพี่แกไม่ค่อยยิ้มมั้ง ผมเลยต้องเป็นคนยิ้มแทน

 

 

            “อะไร” ผมล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบออกมาให้มันดู

 

 

            “ทิวลี่ อร่อยนะ” หยิบมาสดๆ ร้อนๆ จากบ้านเลยด้วย ไอ้กันมองของในมือผมก่อนจะถอนหายใจ มีครั้งไหนบ้างวะที่เจอแล้วจะไม่ถอนหายใจใส่กันเนี่ย แล้วพี่แกก็ยื่นมือออกมาดีดหน้าผากผมอีกครั้ง ผมเบ้หน้า

 

 

            “ถ้ามาเพื่อเอาขนมแบบนี้มาให้กู มึงกลับไปเหอะ เกะกะ”

 

 

            ดูมัน นี่ของอร่อยเลยนะทิวลี่สีน้ำเงินเนี่ย ผมถูๆ หน้าผากก่อนจะยิ้มกว้างส่งไปให้

 

 

            “ขนมน่ะข้ออ้าง จริงๆ คืออยากมาเจอ”

 

 

 

            กึก

 

 

            กันมันชะงักไป ก่อนจะหรี่ตามองหน้าผมเหมือนจะจับผิด ไอ้ผมก็สเต็ปเดิมเลย ยิ้มร่ากะพริบตาปริบๆ กลับไป กูไม่รู้ กูอารมณ์ดี

 

 

            “จะได้รู้ด้วยไงว่ามึงกับไอ้นาไปถึงไหนกันแล้ว”

 

 

            “เสือก” มันด่าเสร็จก็หันหลังเดินหนี ผมก็ตามครับ ตามมันมาจนถึงห้องมันนั่นแหละ ไอ้เจ้าของห้องมันก็คงจะเอือมผมไปแล้ว เลยไม่ได้ด่าอะไร พอเข้ามาไอ้กันก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป

 

 

            ผมยักไหล่แล้วขึ้นไปกลิ้งบนเตียงของมัน

 

            ถ้ามันเห็นนะ รับรอง โดนดีดตกจากเตียงแน่ๆ

 

 

 

            Rrrrrrr

 

 

            กำลังกลิ้งเล่นอยู่โทรศัพท์ก็ดัง หยิบออกมาดูชื่อคนโทรเข้าผมก็ยิ้มกว้างเลย มาได้จังหวะจริงๆ เพื่อนนา

 

 

            “ฮัลโหลคนสวย”

 

 

            [มึงอยู่ไหนไอ้วิป เมื่อกี้กูโทรเข้าบ้านมึง ปู่บอกมึงออกไปแรดข้างนอก] นั่นคำพูดมึงหรือคำพูดปู่วะเอาดีๆ ถ้าเป็นของปู่นี่ก็ใจร้ายมากเลยนะด่าหลานรักของตัวเองได้

 

 

            “ก็มาบ้านไอ้กัน ทำไม มึงมีอะไรหรือเปล่า”

 

 

            [หืม? มึงไปทำไม เดี๋ยวมันก็ดีดมึงออกจากบ้านหรอก มันยิ่งไม่ชอบให้ใครไปวุ่นวายอยู่ด้วย] ไอ้นารีบพูดออกมาแบบจะเตือนๆ ผมขมวดคิ้วแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มล้อเลียน เหมือนไอ้นามันจะเห็นเลยเนอะ

 

 

            “แอ๊ะแอ๋~ นานา~ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ากันๆ มันไม่ชอบให้ใครวุ่นวาย อะแน่ะๆ ไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย รู้อกรู้ใจด้วย” ได้ทีกูต้องแซวนะ

 

 

            [มึงนี่เสือกตลอดเลยนะ] ไอ้นานาพูดแบบขำๆ ไม่วีนไม่เหวี่ยงแบบนี้แสดงว่าอารมณ์ดี ปกติคุยเรื่องผู้ชายแม่คุณจะองค์ลงตลอด แตะต้องไม่ได้เรื่องนี้ แต่ตอนนี้…แม่คุณเปลี่ยนไป หมาบ้ามันก็โอเคเหมือนกันนี่หว่า

 

 

            “ก็ๆ…ก็อยากรู้ไง เพราะกูก็เป็นคนแนะนำมึงอะไรแบบนี้”

 

 

            [หึๆ วิปเอ้ย]

 

          อะไรๆ

 

 

            “แล้วนี่มึง…รู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้างล่ะ” ผมพลิกตัวนอนคว่ำคว้าหมอนใบใหญ่นุ่มๆ ของไอ้กันมากอดแล้วฝังหน้าลงไป สูดกลิ่นประจำตัวของมันเข้าเต็มปอด เปล่าเสพติด แต่แค่ชอบ

 

 

            [ก็…หลายอย่างนะ]

 

 

            “เหรอ อืมมม กูไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับมันเลย” ผมว่าอย่างหงอยๆ และมันก็ออกไปเองโดยที่ผมไม่ทันคิด มารู้ตัวก็ตอนที่ไอ้นานามันหัวเราะกลับมา

 

 

            [หึๆ วิปเอ้ยวิป มึงจะไปอยากรู้เกี่ยวกับกันมันทำไม] เออ นั่นดิ

 

            “ไม่รู้ว่ะ”

 

 

 

 

            แกร๊ก

 

 

            ผมผงกหัวขึ้นมา หมาบ้ามันเดินออกมาจากห้องน้ำแบบเซะซี่อีกแล้ว นุ่งผ้าเช็ดตัวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า พี่แกไม่ได้อายสายตาของผมที่จ้องมองไปเลย กลายเป็นผมซะเองที่รู้สึกอายเมื่อมองมัน

 

 

            [ไอ้วิป ทำไมเงียบ มึงทำอะไร]

 

 

            “ห้ะ อ๋อ…เปล่าๆ”

 

 

            “มึงคุยกับใคร” มันเหล่มาถามขณะใส่เสื้อ เหมือนถามไปงั้นแหละไม่ได้ต้องการคำตอบ ผมเด้งตัวขึ้นมานั่ง ไม่ลืมหยิบหมอนของมันติดมือมากอดไว้ด้วยเหมือนเดิม

 

 

            “ไอ้นานา คุยมั้ยๆ” ผมยิ้มแล้วยื่นโทรศัพท์ไปให้มัน แค่แกล้งมันเล่นเท่านั้นแหละดูอาการ แต่พี่ท่านเอาจริงว่ะ ใส่เสื้อผ้าเสร็จก็คว้าโทรศัพท์ผมไปแนบหูเลย

 

 

            “ฮัลโหล” มันกรอกเสียงลงไป เหลือบมามองทางผมแวบหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้อง ผมอ้าปากค้างหน่อยๆ มือก็ค้างอยู่กลางอากาศท่าเดิมที่ส่งโทรศัพท์ให้

 

 

            โด่ว~ ต้องหนีออกไปคุยข้างนอกด้วย

 

 

            ผมเบะปากเซ็งๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนต่อ ไอ้กันมันหายไปสักพักใหญ่ๆ เลยกว่าจะกลับเข้ามา โยนโทรศัพท์คืนให้ด้วยใบหน้านิ่งๆ เหมือนเดิม แล้วเดินไปเปิดคอม หันหลังให้ผมแบบสมบูรณ์เลย

 

 

           

 

“นี่ๆ”

 

            “…” มันเงียบ

 

            “กันๆ”

 

            “อะไร”

 

            “คุยอะไรกันอะ”

 

 

            “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” มันตอบกลับแบบไม่ได้หันมา แหมๆ มึงโตตายแหละฟายยย ผมลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง ไอ้กันตั้งอกตั้งใจทำอะไรวะ ด้วยความสงสัยผมจึงลุกขึ้นไปดู เห็นมันนั่งพิมพ์งานอยู่ผมเลยไม่อยากกวน

 

 

            กลับมานอนต่อเหมือนเดิม แฮ่~

 

 

            จนเวลาผ่านไป ไอ้กันมันเลิกทำและเปิดเพลงฟังแทนนู้นแหละผมถึงได้กวนมันต่อ

 

 

 

 

            “กันๆ”

 

 

            “อะไร”

 

 

            “หิวเนอะ” ทิวลี่ที่เอามาฝากถูกผมแดกไปแล้วเรียบร้อย ร่างสูงหันกลับมามองผมด้วยสายตาที่ด่าว่ามึงมันตัวปัญหา คิดว่ามองกูแบบนั้นแล้วกูจะสะเทือนเหรอ ไม่เลย กูสตรองแล้ว

 

 

            “มึงไม่หิวเหรอ” ต้องหาแนวร่วมไรงี้

 

 

            “กลับบ้านไปดิ” แง่ะ ไม่ตอบแล้วยังไล่กลับอีก ทำแบบนี้กูเสียใจนะเนี่ย

 

            “กันๆ”

 

            “…”

 

            “เฮ้ย อย่าเงียบดิ ใจไม่ดีนะ” มันเหล่ครับ เหล่แบบรำคาญ แต่ปากก็ไม่ยอมตอบ ผมหน้ามุ่ย มึงอย่าให้กูต้องเอาจริงนะกันๆ

 

 

            “เฮ้ย! หมาบ้า”

 

 

            “แม่งเอ้ย!” ไอ้กันผุดลุกขึ้นด้วยท่าทางหัวเสีย ตรงดิ่งเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าถมึงทึง ผมเหงื่อตกปากสั่น กูจะโดนฆ่ามั้ยเนี่ย พอจะถอยหนีก็ไม่ทันพี่แก มันคว้าตัวผมไว้แล้วหิ้ว ย้ำอีกครั้ง หิ้ว! แรงมึงมีมากมายขนาดไหนกันวะเนี่ย มันกอดที่เอวแล้วยกผมขึ้นแบบง่ายดาย

 

 

            “เฮ้ย ปล่อยกูๆ ไม่ปล่อยกูงับนะ!”

 

 

            “ถ้ามึงไม่เลิกดิ้นกูจะโยน” แสสสสส นิสัยเสีย แต่มันก็ทำให้ผมนิ่งเหมือนปิดสวิตช์เลย มันพาผมลงมาที่ห้องครัว ในห้องมีคุณป้าคนหนึ่งกำลังยืนล้างจานอยู่

 

 

            “อ้าว คุณกันหิวแล้วเหรอ เดี๋ยวป้า…”

 

 

            “ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมทำเอง” มันพูดพร้อมกับปล่อยให้ผมลงมายืน ผมยิ้มกว้างไปให้ป้าแก ป้าเห็นผมยิ้มมั้งเลยต้องยิ้มตอบ และพอหันไปมองหน้าไอ้หมาบ้าหน้าโหดนี่ก็ต้องรีบย้ายตัวเองออกไป

 

 

            ป้าครับ อย่าทิ้งวิป

 

 

            “มึงจะทำอะไรวะ” หันไปถามกันๆ เมื่อมันเริ่มเปิดตู้เย็นหยิบไข่ไก่ออกมา มันไม่ตอบ แต่กลับใช้สายตาดุๆ จ้องเป็นการข่มขู่ว่าถ้ามึงเดินออกไปมึงได้ตายแน่ๆ ผมเบะปากแล้วยอมเดินไปนั่งรอแบบว่าง่าย

 

 

            มองดูไอ้กันที่ตอกไข่ใส่ชามแล้วเจียว มันคงจะทำอะไรง่ายๆ แบบไข่เจียวแน่เลย และพอเจียวเสร็จมันก็หันไปเปิดเตา หยิบกระทะออกมา ใส่น้ำมันเตรียมจะทอด

 

 

            “เดี๋ยวๆๆ มึงไม่ปรุงหน่อยเหรอ” ผมเตือนด้วยความหวังดี แต่ก็โดนมองแรงอีกแล้ว หัวหดอะเกน~

 

 

            แล้วมันก็หยิบน้ำปลามาใส่ เฮ้ยๆ ใส่ลงไปน่ะเกรงใจไตกูบ้างก็ได้ แล้วมันก็หยิบน้ำมันหอย (น่าจะมั้ง) มาใส่อีก จากนั้นก็คว้ากระปุกอะไรสักอย่างที่ข้างในมันเป็นเม็ดสีขาวละเอียด แล้วมันก็จัดการใส่แบบไม่กลัวของหมด

 

 

            นั่นน้ำตาลหรือเกลือน่ะบอกกูที

 

            ปรุงเสร็จเจียวอีกรอบให้มันเข้ากัน จากนั้นมันก็ทอด ไอ้คนที่อยู่หน้าเตาเป็นยังไงผมไม่รู้ แต่คนที่นั่งดูแบบกูนี่เหงื่อตก

 

            ฉิบหาย อย่าบอกนะว่ากูต้องเป็นคนกินน่ะ

 

          ไม่ตายก็ตายแหละกูงานนี้

 

 

            มันผละออกไปตักข้าวใส่จาน ผมภาวนาให้มันตักมาสองจาน แต่พี่ท่านไม่ได้ยินคำภาวนาของผม มันตักมาแค่จานเดียว จากนั้นก็เดินไปตักไข่เจียวที่ทอดเสร็จร้อนๆ โปะลงไป

 

 

 

 

            กึก

 

 

            ไข่เจียว…ที่โคตรจะไหม้เกรียมถูกนำมาวางตรงหน้า แล้วมีหมาบ้าท่าทางน่ากลัวยืนคุมอยู่ใกล้ๆ ชีวิตเรานี่หนอ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้

 

 

            “แฮ่~” ผมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มประจบ

 

            “กิน” มันสั่ง

 

            “จริงๆ แล้วกูก็ไม่ได้หิวอะไรมากหรอกนะ จริงๆ นะกันๆ กูทนได้นะ ให้กูกลับบ้านไปกินตอนสี่ทุ่มกูยังทนไหวเลย กูกระเพาะเหล็กนะเว้ยไม่อยากคุย” เบี่ยงเบนเต็มที่

 

 

            ตึง!

 

 

            “แดก!” ไอ้กันเท้ามือทั้งสองข้างลงมาบนโต๊ะด้วยท่าทีคุกคาม สายตาดุโหดมาเต็มมาก ผมเบะปากแล้วส่ายหน้ารัวๆ แบบว่าเค้าขอโทษที่เร้าหรือ เค้ามิได้ตั้งใจ

 

 

            “เฮ้ยมึงงงง~” ผมเริ่มอ้อน

 

            “แดก!”

 

            จ้าาาา แดกแล้วจ้า

 

 

            ผมค่อยๆ ตัดไข่ (ไหม้ๆ) ด้วยจิตใจที่เต้นรัว พยายามทำให้ช้าที่สุดเพื่อยื้อชีวิตตัวเอง แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ทันใจพ่อวัยรุ่นใจร้อน มันแย่งช้อนไปจากมือ ตักไข่ชิ้นเบ้อเร่อมา มือหนาอีกข้างก็ยื่นออกมาบีบปากผมให้อ้าออกแล้วมันก็ยัดไข่เข้ามาเต็มๆ ปากผมเลย

 

 

            “อื้อๆๆ” ผมร้องในลำคอ ยังไม่ต้องเคี้ยวหรอก แค่นี้แม่งก็เค็มไปทั้งปากแล้ว ผมน้ำตาคลอ ไม่ได้เสียใจอะไร แต่มันเค็มมากเลยอยากจะบอกต่อ

 

 

            “ถ้าคายกูเตะ” มันขู่เพิ่ม

 

 

            เคี้ยวทั้งน้ำตา~

 

 

 

 

            แปะๆ

 

 

            “อร่อยมั้ยล่ะ หมาเป๋า~” มันตบแก้มผมสองสามที แล้วพูดแบบลากเสียงเหมือนที่ผมชอบทำเป็นการล้อ ตอนนี้บอกเลยว่าหลากหลายความรู้สึกมาก เวลาโดนไอ้ชานหรือไอ้อาร์คเรียกมันไม่รู้สึกอะไร แต่พอโดนไอ้กันเรียกแบบนี้แล้วมันเขินๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

 

            เคยมั้ย เขินทั้งน้ำตาอะ

 

 


100 %

 

 

__________________________________

 

เสพจุดมุ้งมิ้งของกันๆ ไปให้เต็มที่

เพราะเรามีฟามรู้สึกว่า กันๆ จะเป็นพระเอกของเราคนต่อไปที่จะโดนด่าต่อจากพี่เจฟฟ์และก็เฮียพรรดิ 55555

ณ จุดๆ นี้ไม่มีสงสาร #รักพี่อาร์ค

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น