เรื่องนี้โรมานซ์ติดอีโรติคนะคะ ขอบคุณรีดที่ติดตามค่ะ :) แจ้งจ้า พอขึ้นเดือนใหม่ ไรท์จะติดเหรียญบางตอนของเดือนที่ผ่านมานะคะทุกคน ใครอยากสนับสนุนไรท์ก็บริจาคกุญแจได้น้า ขอบคุณค่า

ชื่อตอน : ตอนพิเศษที่ 2

คำค้น : คณิกา, โรแมนติก, นิยายจีน, อีโรติก, นิยายรัก, ฮาเร็ม, แฟนตาซี

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2562 23:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษที่ 2
แบบอักษร

ตอนพิเศษที่ 2 

มอบหมาย 

 

หลายปีเวียนวน ลูกนกกระพือปีกโผออกจากรัง คนก็เติบใหญ่เช่นกัน เมืองหลวงเข้าสู่ช่วงฤดูฝนอีกครา มันเป็นช่วงเวลาที่หลายคนจับไข้ โดยเฉพาะกับบุรุษที่ร่างกายไม่พร้อมรับอากาศเย็นอย่างคุณชายใหญ่สกุลเหลิ่ง 

เหลิ่งลู่เทียนปีนี้อายุสิบเจ็ด อีกเดือนก็จะสิบแปด ช่วงเวลาที่ผ่านวันเกิดช่างยากลำบากเพราะวันนั้นทีไรเป็นต้องนอนซมอยู่บนเตียง แล้วบรรดาบิดามารดาพี่น้องก็จะมาล้อมรอบจัดงานในห้องนอนจนเขาไข้ขึ้นหนักไปอีก 

ใครเล่าจะรู้ความทรมานของเขา โชคดีที่บิดาอย่างจินจิ่นกวางกำลังพาภรรยาที่รักออกท่องไปทั่วหล้า ตามความเห็นว่าออกไปอยู่ชนบทมารดารู้สึกไม่เบิกบานพอ จึงชวนกันออกไปดูโลก ทิ้งภาระโรงฝึกยุทธไว้ให้เขา ยังมีบิดาผมเงินอย่างตงไป๋หูติดปราบปราบชนกลุ่มน้อยที่ทำทีจะเหิมเกริม บิดาหลวนคุนกลับไปปราสาทเขาหยกขจีช่วยผู้อาวุโสจัดการกิจการที่งอกขึ้นมาใหม่ 

หลายคนติดธุระทำให้การจัดงานวันเกิดในปีนี้มีกำหนดเลื่อนออกไป รอครอบครัวพร้อมหน้าค่อยฉลองทีเดียว ฉะนั้นช่วงนี้เขามีเวลาฟูมฟักร่างกายที่น่าสงสารให้พร้อมกับการสังสรรค์ เพียงแต่ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้าร่างกายบัดซบก็เอาแต่ซึมซับไข้หวัดเข้ามา ทั้งยังต้องเอาเวลามายุ่งกับการดูแลกิจการจนอ่อนล้าไปหมด 

“แค่กๆ แค่กๆๆ” 

เห็นหรือไม่ ไอจนตัวโยนเจ็บซี่โครงไปหมดแล้ว! 

“คุณชายใหญ่ ผ้าห่มขอรับ” สิ้นคำกล่าวผ้าผืนหนาพลันหล่นลงมาคลุมไหล่ ทับผืนเดิมที่หนาอยู่แล้วไปอีกชั้น 

“ขอบคุณพี่หูสุน” 

“อย่าเกรงใจ หน้าที่ข้าคือดูแลคุณชายจนกว่าฮูหยินจะกลับ” หูสุนกล่าวประโยคเดิมนี้เป็นครั้งที่ร้อยหรือพันเห็นจะได้ มองการปรนนิบัติรับใช้ผู้อ่อนเยาว์เป็นภารกิจระดับชาติ ปกป้องเขาทุกย่างก้าวประหนึ่งกำลังพิทักษ์จักรพรรดิ 

จริงๆ สาเหตุที่องค์รักษ์ผู้นี้ไม่กลับไปหาเจ้านาย มาติดสอยห้อยตามเด็กรุ่นคราวลูกเพราะเห็นว่ามันเป็นความผิดตนส่วนหนึ่งที่ทำให้เหลิ่งลู่เทียนร่างกายไม่แข็งแรง การกระทบกระเทือนของครรภ์และสภาพแวดล้อมที่ไม่พร้อมตอนคลอดส่งผลระยะยาว แม้ที่ทุกวันนี้ยังหายใจก็เพราะได้รับความพิเศษมาจากมารดา แม้จะเจ็บป่วยทว่าไม่เคยอาการหนัก และถึงจะบอกว่าเขาสบายดีสักเท่าไหร่คนก็เอาแต่ตามอารักขา เช่นนั้นก็ปล่อยตามใจท่านเถอะ 

“พี่ใหญ่ มาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเด็กสาวผู้หนึ่งร้องเรียกพร้อมบานประตูที่ถูกผลักเข้ามา ร่างอรชรผิวกายขาวราวกระดาษก้าวเข้ามาพร้อมสาวใช้ซึ่งถือถาดสำรับและยาต้มที่ด้านหลัง นัยน์ตาเทาที่มองตรงมาฉายแววแห่งความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา วันนี้นางอยู่ในชุดสีม่วงอ่อน ผมดั่งหมึกดำยาวสยายไร้เครื่องประดับ เรียบง่ายเหมือนบิดาของนาง 

เหลิ่งลู่หลิน บุตรสาวของชิงเหยียนจิ้ง ปีนี้อายุสิบสี่ กระนั้นวิชาแพทย์ของนางล้ำหน้าคนวัยเดียวกันไปมาก เหตุด้วยเจ้าตัวคลุกคลีกับบิดาบ่อยทำให้ซึมซับเรื่องพวกนี้ไปโดยปริยาย 

“ทำไมเห็นน้องสี่แต่พี่ไม่รู้สึกดีเลย” เหลิ่งลู่เทียนยิ้มแห้งๆ นี่ก็เป็นอีกช่วงเวลาทุกข์ทรมานของเขา 

“พี่ใหญ่วางใจ รอบนี้ท่านพ่อเหยียนจิ้งเป็นคนปรุงยาเจ้าค่ะ” น้องสาวคนดีพูดปลอบประโลม รู้ตัวว่าคราวก่อนทำให้ท่านพี่สุดที่รักแทบนอนคาสุขา เพราะลองยาที่นางแอบปรับเปลี่ยนสูตรไม่รู้เรื่องรู้ราว ผลปรากฏว่าเขาท้องร่วงอยู่หลายวัน ดีที่นางไปสารภาพกับบิดาจึงหาวิธีช่วยเขาไม่ให้สิ้นใจคาห้องน้ำได้ 

“คราวก่อนเจ้าก็บอกว่าท่านพ่อปรุง” คนเป็นพี่เหยียดยิ้มที่แห้งกว่าเดิม กระนั้นก็หยิบถ้วยยาขึ้นมาทานอย่างว่าง่าย “ถึงร่างกายพี่จะอึดมาก เจอพิษก็ไม่ตาย แต่ใช่ว่าจะทนฤทธิ์ยาพิสดารของเจ้าได้” 

“ข้ารู้เจ้าค่ะ เพราะอย่างนั้นข้าถึงให้ท่านลองแค่เดือนละครั้ง” เหลิ่งลู่หลินตบๆ บ่าพี่ชาย มองเขาด้วยสายตาเข้าใจ บอกเป็นนัยว่านางไม่มีเจตนาสังหารเขา เพียงแค่อยากช่วยให้เขาแข็งแรงโดยไว 

“บางทีขอฟ้าไม่ให้มีฝนอาจจะง่ายกว่า” เขาปลงกับร่างกายนี้ไปนานแล้ว ไม่คิดหวังให้ทรงพลังเหมือนน้องห้าที่จับอะไรก็แหลกละเอียด ขอแค่มันยังเดินเหินไปไหนมาไหนกับยกช้อนขึ้นมาถึงปากก็ดีใจมากแล้ว 

“พี่ใหญ่กล่าวเช่นนั้นชาวนาคงค้อนแน่ กว่าฝนจะตกต้องรอตั้งหลายเดือนนะเจ้าคะ” เหลิ่งลู่หลินว่ายิ้มๆ “แต่ถึงท่านจะใช้แรงมากไม่ได้ แต่ท่านพ่อจิ่นกวางก็สอนวรยุทธแบบประยุกต์ไว้ให้ ท่านกับน้องห้าฝีมือไม่ได้ห่างกันเลยเจ้าค่ะ” 

“นั่นเพราะท่านพ่อคิดจะโยนภาระมาให้ ไม่สอนพี่ไว้แล้วจะคุมศิษย์พวกนั้นอย่างไร” เขามองความเจ้าเล่ห์ของบิดาออก ที่คิดค้นวิชาให้เขาก็เพื่อตัวเองจะได้ออกไปเริงร่ากับภรรยาอย่างสบายใจอย่างไร! 

“อา ข้าจำได้ ตอนแรกที่ศิษย์พวกนั้นไม่ฟังท่าน ไม่ใช่เพราะฝีมือท่านอ่อนด้อย แต่เพราะท่านงามเกินไป” เหลิ่งลู่หลินนึกได้ จะโทษคนเหล่านั้นอย่างเดียวไม่ได้ ขนาดนางบางทีมองไกลๆ เห็นพี่ใหญ่ยังคิดว่าสตรีเลย แล้วบุรุษอักฬระที่รู้จักแต่การใช้กำลังพวกนั้นจะเหลือหรือ ถ้าไม่ใช่ว่าเหลิ่งลู่เทียนแสดงฝีมือให้ประจักษ์ คนกลุ่มนั้นคงไม่เคารพนบน้อมเพียงนี้ 

“หึๆ ตอนนี้ถ้าพวกมันยังกล้าลองดีก็เข้ามา” มาถึงตรงนี้เหลิ่งลู่เทียนค่อยแสยะยิ้มเหี้ยม ความห่อเหี่ยวถูกสลัดทิ้งไป ถึงจะงามแต่เขาไม่ใช่เพื่อนเล่น ใครกล้าเล่นหัวก็เอากระบี่ไปกิน 

เหลิ่งลู่หลินมองคนงามทำหน้าเหมือนบิดามารยิ้มแล้วขนลุก ไม่เคยชินกับด้านมืดของสองพ่อลูกเท่าใดนัก 

“แค่กๆ เจ้ามาก็ดี เดินหมากเป็นเพื่อนพี่สักตา” คนเป็นพี่กลับมาไอ หันไปหากระดานหมากที่เดินค้างไว้ เหลิ่งลู่หลินไม่อิดออดเลื่อนเก้าอี้แล้วหย่อนกายนั่ง  

“ช่วงนี้พี่ใหญ่เล่นกับท่านพ่อผมแดงหรือไม่?” ปกติถ้ามารดาไม่อยู่ เหลิ่งลู่เทียนจะเป็นคนเดินหมากกับเขา 

“พี่ต้องมาคุมทางนี้กว่าจะกลับบ้านก็มืด พ่อสามเลยเป็นคนทำหน้าที่แทน ถ้าเจ้ามีเวลาก็ไปเล่นเป็นเพื่อนเขา ทิ้งให้อยู่กับน้องเจ็ดคงเหงา” พอโตขึ้นพวกเขาต่างคนต่างก็ต้องไปทำหน้าที่ ไม่มีเวลาไปกวนคนผู้นั้นนัก พ่อสามหรือหานเชียนเค่อหลังหมดคาบสอนพอมีเวลาจะไปสนทนาไม่ก็เดินหมากกับจักรพรรดิแดง และเห็นว่าช่วงหลังชักชวนให้ไปสอนวิชาเดินหมากที่สถานศึกษาด้วย 

เพียงแต่บิดาของพวกเขาคนนั้นพูดน้อย ทั้งยังติดนิสัยไม่ชอบคลุกคลีกับคนที่ตนเห็นว่าเป็นชนกลุ่มล่างจึงยังไม่ตอบตกลง 

“ท่านพ่อผมแดงคงคิดถึงท่านแม่” นัยน์ตาสีเทาประกายอ่อนวูบยามกล่าวประโยคนี้ 

เหลิ่งลู่เทียนยิ้มขึ้น ยกมือลูบหัวน้องสาว “พวกเราทุกคนคิดถึงท่านแม่ พี่ด้วย เจ้าด้วย” 

“อืม หวังว่านางจะกลับมาทันวันเกิดท่าน อย่างน้อยเลื่อนแค่เดือนเดียว” 

“เหอะๆ หวังว่าปีนี้คงไม่ทำอะไรประหลาดๆ ในห้องพี่นะ” คราวก่อนมารดาไปเรียนการเต้นรำจากชนเผ่าอะไรสักอย่าง แล้วคิดว่ามันวิเศษจึงจับทุกคนแต่งตัว ทาตัวทาหน้าเป็นสีๆ ที่แย่ก็คือมาก่อกองไฟในห้องเขา โชคดีที่ไม่เกิดไฟไหม้ มิเช่นนั้นงานวันเกิดคงกลายเป็นงานย่างเนื้อ ทั้งที่วันเกิดน้องๆ มันก็ปกติแท้ๆ ทำไมของเขาถึงมีสภาพเหมือนพิธีบูชายันต์กันเล่า 

ที่หนักใจก็คือไม่มีใครห้ามปราม ทุกคนเห็นดีเห็นงาม ให้ท้ายมารดากันหมด ส่วนเขาจะท้วงก็ไม่ได้ เดี๋ยวท่านแม่จะน้อยใจแอบไปร้องไห้ วันต่อมาบิดาคงตามมาตำหนิ พี่น้องคงประนามว่าพี่ใหญ่ทำร้ายจิตใจท่านแม่บังเกิดเกล้า ฉะนั้นที่ทำได้คือยิ้มให้กว้างและรับเอาไว้ถึงในใจจะตรมก็ตาม 

“อา พี่ใหญ่เตรียมใจไว้เถอะเจ้าค่ะ เพราะท่านเป็นบุตรคนแรก ท่านแม่จึงรักมากเป็นพิเศษ” เหลิ่งลู่หลินส่งสายตาเห็นใจไปให้ เข้าใจว่าพี่ชายคงอยากให้มันธรรมดาเหมือนคนอื่นเขา 

ตอนนั้นที่พวกเขากำลังสนทนาเสียงฝีเท้าหนักๆ พลันตรงมาก่อนบ่าวรับใช้จะรีบรายงานที่หน้าประตู 

“คุณชายใหญ่ ราชโองการมาขอรับ!” 

รายงานนั้นทำให้นิ้วที่กำลังจะวางหมากชะงัก ดวงหน้างามดั่งหยกคล้ายจะกระตุกน้อยๆ 

"ดูเหมือนฝ่าบาทมีเรื่องให้ท่านทำ" หูสุนออกความเห็น 

"จะอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น" เหลิ่งลู่เทียนป้องปากไอ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

"เรื่องนั้น? พี่ใหญ่ไม่ได้หมายถึงเรื่องแถบชายแดนกระมัง ข้าว่าเสด็จลุงผิดเองที่ระแวงท่านพ่อ พอได้อำนาจคืนไปตอนนี้กลับมีปัญหาตามมา" เหลิ่งลู่หลินออกความเห็น เรื่องที่นางพูดหมายถึงเรื่องทหารตามชายแดนมีท่าทีว่าจะสร้างขุมกำลัง เป็นเพราะแม่ทัพที่มีอำนาจมากที่สุดอย่างจินจิ่นกวางลาออก ถึงไม่ใช่เขตเดียวกันแต่สมดุลอำนาจก็สั่นคลอน คนเหล่านั้นจึงเหิมเกริมใช้อำนาจบาตรใหญ่ขึ้นมา ตอนนี้เหมือนมีข่าวไม่ดีเรื่องการทุจริตทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ฮ่องเต้สงสัยว่ามีคนหลายกลุ่มเกี่ยวข้อง ตอนนี้จึงคิดส่งคนไปสืบดูเผื่อว่ามีเหตุอะไรจะได้ตัดไฟแต่ต้นลม 

"เสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ท่านพ่อไม่มีทางกลับมารับตำแหน่ง ที่ฝ่าบาททำได้ก็คือสืบหาหลักฐาน ทำลายต้นตอก่อนปัญหาจะลุกลาม" บิดาของเขาปัดความรับผิดชอบทั้งหมดพ้นตัวไปหลายปี ถ้าถูกเรียกกลับมาเป็นแม่ทัพคงพามารดาหนีเตลิดไม่กลับมาแล้ว 

"และดูเหมือนฝ่าบาทจะหาคนรับกรรมแทนบิดาของท่าน"  

"อา ตามพี่หูสุนว่า ดูเหมือนพี่ใหญ่จะต้องไปทำบุญสะเดาะเคราะห์แล้วเจ้าค่ะ" 

"เช่นนั้นรบกวนน้องสี่ตามสินแสมือดีมาสักหลายคน สะเดาะตั้งแต่หน้าบ้านยันโรงฝึกเลย" เหลิ่งลู่เทียนส่ายหน้าปลงตก และตอนนั้นที่หน้าประตูคนก็เร่งอีกครา เขาจึงจำต้องลุกออกไป เพียงแต่พอประตูถูกผลักพลันพบบุรุษในชุดเทายืนรอพร้อมรอยยิ้มบาง 

"ไม่พบเสียนาน คุณชายใหญ่" คนอาวุโสกว่าเอ่ยทัก จากนั้นจึงหันไปส่งสายตาให้ลูกน้องเก่า ส่วนหูสุนประสานมือคารวะเจ้านาย  

"เสนาหลินล้อเล่นแล้ว ข้าเพิ่งจะเข้าเฝ้าฮองไทเฮา เราสวนกันเมื่อวันก่อน" เหลิ่งลู่เทียนยิ้มขำ เตือนความจำท่านอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาที่ความจริงเป็นทายาทเจ้าครองแคว้นเมธาพฤกษะ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากสกุลเหลิ่ง ฉะนั้นความลับของเขายังคงเป็นความลับ  

"อ้อ ข้าก็ลืมไป คุณชายอภัยด้วยข้าอายุมากแล้ว หลงลืมไปบ้างจริงๆ" หลินหยางเวยแสร้งขออภัย 

"ท่านเสนาอย่ากล่าวเรื่องอายุ ถึงจะเข้าวัยกลางคนแต่ท่านก็เหมือนคนอายุยี่สิบ ส่วนที่หลงลืมข้าเห็นว่าเป็นเพราะท่านไม่ทันสังเกต เอาแต่คิดถึงภรรยาที่บ้านมากกว่า"  

ผู้อ่อนเยาว์ล้อเลียน ทราบเรื่องที่หลินหยางเวยพาบุรุษรูปงามมาพักอาศัยใต้ชายคาจนเป็นที่โจษจัน ปกติไม่ควรมีใครรู้ ทว่าเขาพาคนกลับมาอย่างเปิดเผยให้คนนอกมองออกถึงความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา แม้ตอนแรกจะตกใจ แต่พอผ่านไปหลายปีรวมกับความประหลาดของสกุลเหลิ่ง ทำให้ผู้คนเห็นว่าบุรุษรักบุรุษไม่เห็นจะมีอะไร รอบุรุษตั้งท้องได้ก่อนค่อยตกใจก็ยังไม่สาย 

อันที่จริงหนึ่งในสาเหตุที่หลินหยางเวยยังอยู่นี่ก็เพราะคุณชายจูผู้นั้นด้วยส่วนหนึ่ง คนอย่างนั้นไม่มีทางเต็มใจย้ายจากบ้านเกิดไปอยู่เมธาพฤกษะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่คร่ำครึกของพวกปราญช์ แค่หลินหยางเวยคนเดียวเขาก็หงุดหงิดแล้ว หากต้องถูกล้อมด้วยผู้รู้มากมายคงประสาทกิน ฉะนั้นตอนนี้ทางนู้นจึงปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสเก่าแก่ของแคว้นจัดการกันไป อย่างน้อยก็กลับมามีอำนาจปกครองตนเองแล้ว 

หลินหยางเวยยิ้มบางไม่ถือสา หันไปหยิบราชโองการจากกงกงที่ด้านหลังมาเปิด คนอื่นๆ รู้หน้าที่รีบคุกเข่ารับ 

“คุณชายใหญ่ ข้านำราชโองการจากฝ่าบาท มีคำสั่งให้ท่านเดินทางไปยูซูเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริต” 

"ยูซู? เหตุใดจึงเป็นยูซู" เหลิ่งลู่เทียนทำหน้าแปลกใจ ที่นั่นไม่ใช่เขตชายแดนแต่เป็นเมืองท่าแห่งหนึ่ง 

"เพราะนอกจากการทุจริต เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งคือมีคนการลักลอบนำสมุนไพรแปลกประหลาดเข้ามา สมุนไพรตัวนี้ทำให้ผู้คนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ทางราชสำนักมีการกักตัวคนที่มีอาการ แต่ยังไม่ทราบที่มาของสมุนไพร ฝ่าบาทจึงคิดส่งคนที่ไว้ใจได้ไปตรวจสอบ" หลินหยางเวยแจกแจง 

"สมุนไพรแปลกประหลาด? เช่นนั้นให้บิดาของพวกเราไปตรวจสอบดีหรือไม่เจ้าคะ?" เหลิ่งลู่หลินออกความเห็น 

"ท่านหมอชิงชื่อเสียงโด่งดัง เกรงว่าผู้คนกว่าครึ่งแผ่นดินคงจดจำเขาได้ ไม่สะดวกต่อการทำงาน" 

" เรามีสุ่ยห้าว ให้เขาช่วยปลอมตัวให้ท่านพ่อได้" เด็กสาวเสนอต่อไป  

"ลู่หลิน เรื่องของเรื่องก็คือฝ่าบาทไม่ได้มอบหมายงานให้แค่เรา" เหลิ่งลู่เทียนดึงนางสาวให้หันมา ตอนนั้นนางถึงตระหนักได้ 

"พี่ใหญ่หมายถึง…" 

หลินหยางเวยพยักหน้ากล่าว 

"คุณชายเดาถูกแล้ว ฝ่าบาทมอบหมายงานนี้ให้องค์ชายใหญ่ ส่วนท่านจะคอยช่วยเขา" 

เพราะต้องการสนับสนุนให้องค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาทจึงคิดมอบหมายงานนี้เพื่อให้เขาแสดงฝีมือให้ประจักษ์ 

นอกจากนี้ฝ่าบาทคิดดึงสกุลเหลิ่งมาอยู่ฝ่ายองค์ชายใหญ่ด้วย เพราะในเมืองหลวงพวกเขาถือว่ามีบทบาทสำคัญ ทั้งมารดายังกุมอำนาจการงานของแดนเหนือ หากมีพวกเขาสนับสนุนหนทางครองราชย์ของผู้ที่จะเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปจะต้องราบรื่นแน่ 

ฉะนั้นงานนี้จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มที่จะมีบทบาทในอนาคต 

เหลิ่งลู่เทียนมองเห็นชะตากรรมของตนแล้วอยากป่วยหนักสักที เพียงแต่ต่อให้ทำเช่นนั้นราชสำนักก็คงเลือกพี่น้องคนอื่นไปจัดการอยู่ดี ในฐานะพี่ใหญ่เขาไม่อาจปล่อยให้น้องไปเสี่ยง ดังนั้นฝ่ามือเย็นคู่นั้นจึงประกบมั่น ศีรษะค้อมลง น้อมรับราชโองการแต่โดยดี 

"เหลิ่งลู่เทียนรับคำสั่ง"  

"รบกวนคุณชายแล้ว กำหนดการเดินทางคือสองวันข้างหน้า หวังว่าคุณชายจะดูแลสุขภาพให้ดี" หลินหยางเวยกล่าวแล้วผละจากไป 

"องค์ชายใหญ่ผู้นี้ ข้าได้ยินว่าเข้าใจยาก บางทีอาจจะมีปัญหาทางสมองหรือไม่ก็ป่วยที่จิตใจ" เหลิ่งลู่หลินพูดขึ้น สีหน้าสงสัยครุ่นคิด 

"น้องสี่กล่าวเกินไปแล้ว โลกนี้จะมีใครเข้าใจยากไปกว่าครอบครัวเราอีก" พี่ชายคนโตยิ้มแหย นึกถึงความประหลาดของสมาชิกในบ้าน 

"เป็นเพราะข้าทดลองเรื่องนี้กับคนในบ้านไม่ได้ว่าในสมองมีกลไกทำงานอย่างไร ตอนนี้มีโอกาสแล้ว"เหลิ่งลู่หลินพูดแล้วหันมายิ้ม ตอนนั้นคนมองชะงัก เข้าใจว่าน้องกำลังสื่ออะไร คนเป็นพี่รีบส่ายหน้า 

"งานนี้ต้องเดินทางไกล สตรีตัวเล็กๆ ควรจะอยู่สงบเสงี่ยม ไว้ได้สมุนไพรมาพี่จะเอามาฝาก"  

"พี่ใหญ่ก็รู้ ข้าอยู่สงบเสงี่ยมได้ แต่เรื่องที่สงสัยมิอาจไม่หาคำตอบ"  

นางก็เป็นเช่นนี้ มักตั้งคำถามกับหลายเรื่อง บางทีนี่อาจเป็นนิสัยที่ติดมาจากบิดาผมแดง 

"บางครั้งคำตอบของบางเรื่องก็ไม่เป็นที่ปรารถนา และองค์ชายใหญ่คงไม่ปล่อยให้น้องสี่เข้าไปขุ้ยหามัน" 

บุรุษแดนใต้แยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องอื่น และสตรีก็ถือเป็นเรื่องอื่นที่ว่า 

"คุณหนูสี่ สุ้ยห้าวน่าจะช่วยท่านได้" มาตอนนี้หูสุนถึงช่วยเสนอทางออก พอเขากล่าวเช่นนั้นถึงมีสายตาห้ามปรามจากเหลิ่งลู่เทียน 

"จริงด้วยพี่ใหญ่ ถ้าข้าดูเหมือนบุรุษก็ใช้ได้แล้ว" คนเป็นน้องรีบคว้าเชือกที่ถูกโยนมา สนับสนุนว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก 

"ไม่ พี่ยอมให้เจ้าเอายาพิษกรอกปาก แต่จะไม่ยอมให้น้องสี่ก้าวออกจากเมืองหลวงแน่" 

ถึงจะยิ้มแย้มและดูเป็นมิตร แต่เขายังมีหน้าที่ปกป้องน้องๆ ให้ห่างจากเรื่องวุ่นวาย เรื่องนี้จึงไม่อาจตามใจ 

เหลิ่งลู่หลินเห็นคนไม่ยอมลงจึงหยุดพูด ทำเพียงก้มหน้ายิ้มน้อยๆ 

"เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่อย่าจริงจัง ช่วงนี้ข้าจะช่วยท่านดูแลสุขภาพให้ดีเจ้าค่ะ"  

กล่าวจบคนพลันกลับไปนั่งหน้ากระดานหมาก ท่าทางไม่ใส่ใจเรื่องเมื่อครู่ เหลิ่งลู่เทียนมองสีหน้าปกติของน้องสาวแล้วหรี่ตา ทำไมเขารู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบเท่านี้? 

.

.

.

มันยังไม่จบเท่านั้นจริงๆ 

วันก่อนออกเดินทางเหลิ่งลู่หลินหายตัวไปจากบ้าน ชิงเหยียนจิ้งผู้เป็นบิดามีสีหน้าประหลาดใจ พอฟังเรื่องจากบุตรชายคนโตแล้วเล่าขึ้น 

"วันนั้นพอลู่หลินกลับมาที่ร้านยาก็ตรงเข้าห้องสมุนไพร ถามว่ามีชนิดใดที่สามารถทำให้คนคลุ้มคลั่งได้บ้าง พ่อแนะนำไปสองสามชนิด หรือบางทีนางจะออกนอกเมืองไปเก็บกระมัง"  

"ตอนแรกลูกก็คิดแบบนั้น แต่พอไปสอบถามคนเฝ้าประตูพวกเขายืนยันว่าไม่เห็นนางหรือรถม้าสกุลเหลิ่งเลย" เหลิ่งลู่เทียนมีสีหน้าหนักใจ เขาสั่งสาวใช้ให้จับตาดูน้อง ทว่าลู่หลินมีความสามารถที่เรียนมาจากบิดา สามารถใช้พลังมืดขั้นต้นในการอำพรางกาย สุดท้ายคนก็คลาดสายตาไป 

"หรือว่าบางทีคุณหนูจะปลอมตัวออกไปจากเมืองหรือไม่?" หูสุนเอ่ยถึงเรื่องที่ตนแนะนำเด็กสาว นั่นทำให้เหลิ่งลู่เทียนนึกได้รีบสั่งให้คนไปตามสุ่ยห้าว 

"วันก่อนคุณหนูสี่มาขอยืมอุปกรณ์ปลอมตัว บอกว่าจะเอาไปใช้ทดสอบว่าหนังชนิดใดสมจริงกว่ากันขอรับ" สุ่ยห้าวรายงาน วันนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติบุตรสกุลเหลิ่งก็ชอบทำอะไรแปลกๆ อยู่แล้ว จึงจัดหาของให้นางพร้อมแนะนำวิธีใช้ให้เสร็จสรรพ มาตอนนี้เริ่มรู้สึกผิดที่เป็นหนึ่งในผู้สมร่วมรู้ร่วมคิดช่วยให้คุณหนูแอบหนีไป 

ชิงเหยียนจิ้งมีท่าทีสงบ หลังรับฟังหันไปหาบุตรชาย 

"อย่าเพิ่งด่วนสรุป ไม่มีหลักฐานว่าลู่หลินออกจากเมือง สั่งให้คนลองดูในเมืองก่อน" 

เหลิ่งลู่เทียนเห็นด้วยกับบิดา บางทีน้องอาจจะแค่เอาอุปกรณ์ไปลองเล่นดู น่าจะอยู่แถวๆ นี้ 

"นอกจากเรื่องอุปกรณ์ นางยังได้ถามอะไรอีกหรือไม่?" เขาหันไปถาม ตอนนั้นสุ่ยห้าวอ้าปากทำท่าจะพูดแต่แล้วก็หน้าแดงมีสีหน้ากระอั่กกระอ่วน พอเห็นว่าพวกเขากำลังรอคำตอบจึงกระแอมไอกล่าวออกมา 

"เอ่อ นอกจากนี้คุณหนูสี่ยังถามเรื่อง…วิธีปัสสาวะของผู้ชายด้วยขอรับ" 

ฟังจบคนเป็นพ่อกับพี่นิ่งอึ้ง ก่อนผู้อาวุโสกว่าจะกระแอมไอ 

"อะแฮ่ม พ่อว่าให้คนดูให้ละเอียด ลองมองหาบุรุษร่างเล็กด้วย" 

ด้านเหลิ่งลู่เทียนหลับตาสูดหายใจ กัดฟันตอบรับ 

"ขอรับ ท่านพ่อ" 

.

.

.

"เมื่อวานลู่หลินมาขอยืมลูกอาเฮย บอกว่าจะไปเอาสมุนไพรที่ภูเขา ลุงเลยให้อาต๋าเป็นคนพาไป ไม่ใช่ว่าพากลับไปที่บ้านแล้วหรอกหรือ?" 

หยางอี้เล่าขณะหยอกล้อกับบุตรสาวอายุสองขวบ ในที่สุดเขากับลี่อินก็มีลูก แม้จะช้าไปมากแต่บุตรสาวที่เกิดมาก็ทำให้พวกเขาชื่นมื่นมาก เพียงแต่ลี่อินยังไม่พอใจ ต้องการบุตรชายด้วย เขาจึงต้องบำรุงมากขึ้นจนตอนนี้ผิวพรรณผ่องใสเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเงางามเป็นประกาย ร่างกายสวยยิ่งกว่าสตรีไปแล้ว! 

แม้จะทำใจยากแต่เพื่อความปรารถนาของภรรยาบุรุษเช่นเขายอมงามขึ้นสักหน่อยจะเป็นไร เหอๆ 

บ่ายวันนั้นเหลิ่งลู่เทียนแวะมาหาท่านลุงที่หน้าตาเหมือนกันจนคนคิดว่าเป็นบิดากับบุตร โชคดีที่มารดาของเขาบอกความจริงกับทุกคน มิเช่นนั้นเขาคงถูกมองแปลกๆ ผู้คนคงนินทาว่ามารดากับลูกน้องของบิดาได้เสียกัน 

"คุณหนูบอกว่าให้ข้ากลับมาก่อน เพราะนางจะไปวัดต่อขอรับ" อาต๋ากำลังกวาดใบไม้หันมาตอบ บุตรสกุลเหลิ่งเรียนรู้การควบคุมสัตว์ปีกมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีคนดูแล  

ออกไปเก็บสมุนไพรแล้วไปวัด?  

เหลิ่งลู่เทียนฟังแล้วเหยียดยิ้ม เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนเฝ้าประตูคงไม่เห็นวิหคที่บินเหนือเมฆ น้องสาวของเขาไม่จำเป็นต้องผ่านประตูก็ออกนอกเมืองได้ 

เช่นนี้ ลู่หลินต้องออกนอกเมืองไปแล้วแน่ 

กำหนดเดินทางคือวันพรุ่งนี้ แต่เขาคงรอถึงตอนนั้นไม่ได้  

"ลู่เทียน นั่นหลานจะไปไหน?" หยางอี้ถามเมื่อเห็นคนเดินอ้อมไปด้านหลังเรือน จากนั้นจึงจูงพญานกตัวใหญ่ออกมา 

เหลิ่งลู่เทียนเอาสัมภาระที่จำเป็นผูกหลังมันแเล้วกระโดดขึ้นไปนั่ง มือกระตุกผ้าปิดตาปักษาออก 

"ข้าจะไปยูซูขอรับ ขอยืมอินทรีนี้ก่อน รบกวนท่านลุงบอกที่บ้านให้ด้วย" 

"คุณชายรอก่อน ข้าจะไปกับท่าน" หูสุนที่รออยู่นอกบ้านกระโดดเข้ามา เหลิ่งลู่เทียนพยักหน้า 

"ได้ แต่ก่อนอื่นข้ารบกวนท่านไปแจ้งองค์ชายใหญ่ว่าพวกเราจะล่วงหน้าไปก่อน" 

"ขอรับ" 

สั่งเสร็จปักษาก็โผขึ้นจากพื้น พริบตาเดียวก็หายขึ้นไปในนภา ส่วนหูสุนก็กระโจนออกไปจากลานบ้าน ทิ้งให้หยางอี้มองตาปริบๆ  

"พี่หยางอี้ พญาเหยี่ยวตัวนั้นยังไม่ได้ฝึกนะขอรับ" อาต๋าร้องบอก ไม่รู้ว่าคุณชายรู้หรือไม่ว่านั่นไม่ใช่อินทรีด้วยซ้ำ 

ถึงจะกังวลอยู่บ้างแต่คนเป็นลุงคิดว่าหลานไม่น่าอายุสั้นจึงไม่คิดตามไปดู 

เอาน่า อย่างน้อยสกุลเหลิ่งก็หนังเหนียว ตกจากหลังเหยี่ยวคงไม่ตายหรอก ฮ่าๆ 

.

.

.

“เจ้าคือเหลิ่งลู่เทียน?” 

องค์รักษ์คนสนิทขององค์ชายใหญ่ถามซ้ำ  

ในวันเดินทาง ต่อหน้าประตูเมืองตอนนี้คือคณะเดินทางที่มีเพียงสามคน นั่นคือองค์ชายใหญ่ ‘หลิ่งซานเยว่’ เพิ่งรับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเหอซั่วฉินหวัง ลูกน้องคนสนิทนาม ‘เทาโหว’ และบุรุษร่างเล็กท่าทางเหมือนสตรีซึ่งมาปรากฏกายกระทันหันผู้นี้ 

“ขอรับ” บุรุษผู้นั้นขานรับเสียงหนักแน่น แต่ไม่ว่าฟังอย่างไรนี่ก็เสียงสตรีชัดๆ 

ก็จะไม่ให้เหมือนได้อย่างไรใรเมื่อเหลิ่งลู่เทียนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเหลิ่งลู่หลินในชุดบุรุษ 

ความจริงก็คือนางวางแผนให้ทุกคนเข้าใจว่าออกจากเมืองไปแล้ว แต่อันที่จริงไปอยู่ที่วัดตามที่บอกอาต๋า เพราะรู้ว่าพี่ชายจะต้องคิดว่านางไปยูซูก่อนแล้ว ดังนั้นเขาจะต้องไม่ไปตรวจสอบที่วัดเพราะเชื่อว่าน้องสาวโกหก 

ส่วนอุปกรณ์ปลอมตัวก็เอามาใช้จริง จะปลอมเป็นใครเล่าถ้าไม่ใช่พี่ชายตัวเอง ผมดำดั่งหมึกและคิ้วถูกย้อมให้เป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนรูปลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาก เพราะใครๆ ก็รู้ว่าพี่ของนางงดงามอ่อนหวานราวสตรี 

“ท่านอ๋อง ข้าน้อยได้ยินว่าเหลิ่งลู่เทียนมีเค้าหน้าดั่งสตรี แต่มิคาดว่าจะเหมือนจนแยกไม่ออกเช่นนี้เลยขอรับ” ลูกน้องของหลิ่งซานเยว่กระซิบกับเจ้านาย สีหน้าระแวงระวัง 

ถึงจะเป็นญาติกลายๆ แต่พวกเขามิเคยพบหน้า เหตุเพราะองค์ชายใหญ่ถูกส่งไปที่แคว้นทางตะวันออกตั้งแต่เยาว์วัย อยู่จนเติบใหญ่และขึ้นปกครองที่นั่นจนเพิ่งจะถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงไม่นาน การที่เป็นเช่นนี้แสดงว่าฝ่าบาทต้องการให้เขาเข้ามาเตรียมตัวสืบทอดราชบัลลังก์ 

“...”  

ชินอ๋องซานเยว่มีกลิ่นอายเฉกเช่นจักรพรรดิเหวินจิ้งไม่ตอบอันใด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจดจ้องบุรุษตัวเล็กนิ่ง 

ผิวขาวซีดราวกระดาษ ดวงหน้าไร้เลือดฝาดล้อมกรอบด้วยผมสีอ่อนทำให้ดูเหมือนภูติผี ยังดีที่ริมฝีปากแดงจัดยืนยันถึงการมีชีวิต 

 ตอนนั้นคนถูกมองไม่ได้มีท่าทีอึดอัด ยืนประสานมือนิ่ง ก่อนร้องอ้อเหมือนนึกได้ หันไปหยิบของในล่วมออกมา ประคองด้วยสองมือไปตรงหน้า กล่าวยืนยัน 

“ข้าน้อยมีราชโองการมาขอรับ” 

“เจ้ากับข้ามีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่จำเป็นต้องแทนตัวเช่นบ่าว”  

ในที่สุดคนก็ปริปาก เหลิ่งลู่หลินคิดว่าเขาเป็นใบ้ กำลังคิดว่าจะใช้ยาตัวใดรักษาพอดี 

“อ้อๆ เช่นนั้นท่านอ๋อง พี่หลิ่ง ข้าฝากตัวด้วย” 

"...."  

หลิ่งซานเยว่กลับไปเป็นใบ้อีกครั้ง เหลิ่งลู่หลินก็หันเอาราชโองการเก็บใส่ล่วม 

พวกเขาต่างคนต่างเงียบ มีเพียงเทาโหวที่ยังไม่หยุดตั้งคำถาม 

"แต่ไหนเจ้าว่าจะล่วงหน้าไปก่อนเล่า?"  

“นั่นเพราะข้าคิดว่าควรจะไปดูลาดเลา ตระเตรียมที่หลับหับนอน ตอนพวกท่านไปถึงจะได้ไม่วุ่นวายหาที่พักขอรับ แต่ไตร่ตรองอีกทีระหว่างทางอาจมีอันตราย ข้าจึงรอไปพร้อมท่านเพื่อทำการคุ้มกัน” เหลิ่งลู่หลินตอบอย่างลื่นไหล เตรียมแก้ตัวเรื่องนี้มาเรียบร้อย 

แม้จะน่าสงสัยแต่ก็สมเหตุสมผล พอเห็นว่าเสียเวลาไปมากแล้วหลิ่งซานเยว่จึงสั่งให้คนสนิทไปเอาม้าที่ผูกไว้ออกมา เหลิ่งลู่หลินมองแล้วม้ามีแค่สองตัวใจเริ่มยุ่งยากขึ้นมา  

นางไม่ได้กลับเข้าเมืองจึงไม่ได้หาม้า ลูกนกอินทรีก็ฝากไว้ที่วัด ก่อนมาก็ภาวนาให้พวกเขาใช้รถม้า ทว่าตามหลักการเป็นไปได้ยากเนื่องจากถ้าเอารถม้าไปจะทำให้การเดินทางช้าลง คนก็ไม่มาก ข้าวของเครื่องใช้บุรุษก็น้อย แบบนี้นางจะทำอย่างไรดี?  

เด็กสาวเหลือบมองผู้ชายสองคนสลับไปมา ก่อนจะเลือกเดินไปหาเทาโหว 

“พี่ชาย ให้ข้าติดม้าท่านไปด้วยได้หรือไม่ สุขภาพข้าไม่ดี หมอสั่งห้ามขี่ม้าหรือทำอะไรผาดโผน” 

“เจ้าจะขี่ม้าตัวเดียวกับข้า?” เทาโหวถามเสียงสูง แสดงออกว่าไม่พอใจ ทั้งยังรู้สึกรังเกียจบุรุษที่อ่อนแอราวสตรีเช่นนี้ที่สุด 

“ใช่ หรือท่านจะให้ข้าเดินไป? เกรงว่าพวกท่านผ่านไปสิบลี้ข้าก็ยังไม่พ้นเขตเมืองหลวงกระมัง” เหลิ่งลู่หลินแสร้งทำสีหน้าหนักใจ  

“เฮอะ! นั่นก็เรื่องของเจ้า ไม่รู้จักเตรียมตัวก็สมควรเดินแล้ว ย่ะ!” เทาโหวพูดอย่างไร้น้ำใจ กระตุกม้าให้ควบออกไปตามหลังเจ้านายซึ่งมิได้เสียเวลาอยู่ฟังบทสนทนาเมื่อครู่ ทำให้เหลิ่งลู่หลินถูกทิ้งเอาไว้หน้าประตูเมืองอย่างโดดเดี่ยว 

พอลับหลังบุรุษสองคนนั้น เด็กสาวกลับมามีสีหน้าปกติ รอยยิ้มน้อยแย้มบางๆ ไร้วี่แววทุกข์ร้อนแม้จะไม่มีใครหยิบยื่นน้ำใจให้ 

นางไม่ได้หวังคำตอบรับอยู่แล้ว จะเสียใจไปทำไมเล่า? 

คนเราต้องมีแผนสำรองเอาไว้เสมอ ในเมื่อม้าไม่มีให้นั่ง เช่นนั้นก็หาลาขี่เอาก็ได้ เพียงแต่ลาในที่นี้ของนางไม่ใช่อะไรแต่เป็นไอพลังมืดที่ออกมาจากฝ่ามือ 

ก่อนหน้านั้นเด็กสาวหาที่ลับตาคนเพื่อเดินลมปราน ถึงจะยังสู้บิดาไม่ได้ กระนั้นวิชามารที่ไหลเวียนในสายเลือดก็หาได้ด้อยกว่า พริบตาเดียวขุมพลังมืดมิดก็ครอบคลุมร่างบางก่อนทะยานขึ้นฟ้า พุ่งไปยังทิศทางที่อาชาสองตัวนั้นมุ่งหน้าไป 

ใจจริงนางอยากจะไปโผล่ที่ยูซูเลย แต่กลับรู้สึกติดใจสงสัยท่านอ๋องหลิ่งผู้นั้น บางทีถ้าได้ศึกษาเขามากกว่านี้นางอาจจะค้นพบเรื่องน่าสนใจก็เป็นได้ 

สรุปแล้วการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่นางคิดช่วยเหลือพี่ชาย แต่เป็นการออกไปเล่นสนุก ท้าทายอำนาจพี่ใหญ่ ปั่นหัวครอบครัวให้สนุกครึกครื้นต่างหาก! 

……………………………………………………. 

มาแล้วเจ้าค่ะ! ตอนพิเศษที่ 2 ความจริงมันคือต้นตอของเรื่องราวต่อไปของลูกหลานสกุลเหลิ่ง พี่ใหญ่ลู่เทียนกับน้องสี่ลู่หลินจะได้พบเจออะไร เรื่องราวความรักโรมานซ์อีโรติคบทใหม่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เจอกันในเรื่องใหม่เลยนะเจ้าคะ จบตอนนี้จะกดปิดเรื่องนี้แล้วเจ้าค่ะ 

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนติดตามกันจนจบเจ้าค่ะ! 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว