เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Karan x Siwa No. 7 [100%] REWRITE

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 76.3k

ความคิดเห็น : 211

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2560 15:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Karan x Siwa No. 7 [100%] REWRITE
แบบอักษร

บทที่ 7

​---------------------------------

ร่างเปียกปอนเหม็นสาบโคลนกับกลิ่นสาบน้ำในบึง สองร่างกำลังเดินอยู่บนคันดินซึ่งเป็นทางเดินเท้า ขนาบด้วยร่มไม้จากไม้ยืนต้นที่ให้ผลตามฤดูกาล พระอาทิตย์กำลังตกดินจนเห็นแสงสีส้มเข้มที่เส้นขอบฟ้าตัดกับท้องฟ้าที่ครามเข้ม ร่างหนึ่งเดินนำหน้า อีกร่างหนึ่งเดินตามหลัง คนเดินนำหน้ารู้สึกถึงสายตาทิ่มแทงจากด้านหลัง มันทำให้ศิวาอึดอัด อยากหันกลับไปมองให้รู้แล้วรู้รอดว่าตัวเขารู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าพิสูจน์ ได้แต่เดินไวๆออกจากสวน

“หน้าตาเป็นยังไงวะ อยากเห็น”

คำถามของบดินทร์ลอยมากระทบโสตประสาท แล้วมันก็เป็นคำถามที่การันต์ตอบไปแล้ว ซึ่งเขาไม่เข้าใจว่าจะนึกถึงคำถามบ้าบอของเพื่อนขึ้นมาตอนนี้ทำไม

“ทุเรศใช้ได้ พอกับจิตใจของมัน”

คำตอบนั่นไม่เป็นความจริงสักนิด ถ้าบดินทร์ได้มาเห็น ซึ่งคำตอบนั่นยังไงคนฟังก็ทำหน้าไม่เชื่ออยู่แล้ว ขนาดคนตอบอย่างเขายังนึกถึงหน้าไอ้ใบ้ก่อนตอบส่งๆไปอย่างเสียอารมณ์ ถ้าอะไรจะไม่เป็นจริงในคำตอบก็คงอยู่ที่คำแรก

ทุเรศใช้ได้

เขาตอบเพราะแฝงอคติ ทั้งที่เขายังไม่ได้ตาบอดตาเสีย เห็นอยู่หรอกว่ามันก็หน้าตาดีเหมือนผู้ชายทั่วไปนั่นล่ะ

พอกับจิตใจของมัน

อันนี้พ่วงอคติล้วนๆและจงใจกล่าวหาเหมือนตุลาการพิพากษาเช่นศาลเตี้ย ตลอดเวลาที่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับศิวา เขาเพ่งพิศสำรวจมองวงหน้าหวานเกลี้ยงเกลาชัดเจนก็ครั้งนี้ หากมองผู้ชายด้วยกันแล้วต้องติชมเรื่องรูปลักษณ์ ศิวาไม่ได้ทุเรศอย่างที่เขาพูดแม้แต่น้อย

วงหน้าของคนใบ้หวานเพราะดวงตา เป็นดวงตาของผู้หญิง จมูกของผู้หญิง ริมฝีปากของผู้หญิง แต่โครงหน้าเป็นของผู้ชาย

ความเป็นจริงเมื่อมองหน้ากันแล้ว มันก็ให้นึกถึงเกริกไกรลุงของเขาที่เสียชีวิตไปนาน

เขามองท่าทางการเคลื่อนไหวของศิวา ก็ไม่ได้อ้อนแอ้นมีจริตเหมือนพวกตุ๊ดแต๋วที่เบี่ยงเบนอย่างชัดเจน ศิวาค่อนไปทางกระฉับกระเฉงผสมผสานความนุ่มนวลคละกันไปในบางเวลาแล้วแต่สถานการณ์ ดูไปก็ไอ้ผู้ชายเรียบร้อยจืดสนิทนี่ล่ะ

ติดแต่มันเป็นผู้ชายที่ท้องได้ มันถึงประหลาดกว่าผู้ชายคนอื่น ประหลาดกว่าพวกรักร่วมเพศอย่างที่ไม่สามารถหาคำจำกัดความ

“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะพิศวาสนายหรอกนะไอ้ใบ้”

ศิวาไม่ได้หยุดเดิน สองเท้ายังคงก้าวต่อไป หากแต่หูผึ่งฟังเสียงคนด้านหลัง ซึ่งเมื่อฟังแล้วมันทั้งน่าหงุดหงิดใจและปวดใจ คำพูดของการันต์มันเกลื่อนไปด้วยความรู้สึกติดลบที่อีกฝ่ายมีให้เขา ถ้าไม่ดูถูกกัน ก็กล่าวหากัน         หาเรื่องกัน มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ

ส่วนประโยคเมื่อครู่เรียกว่ากล่าวหา

“หูหนวกหรอวะ**!**”

อย่างนี้เรียกหาเรื่อง

ศิวาหยุดเดิน เขาหันไปสื่อสารกับการันต์ด้วยภาษามือที่ถูกต้องและเป็นสากล ซึ่งชายหนุ่มไม่มีวันเข้าใจ

“ผมบอกกับคุณเหรอ ว่าคุณมาที่นี่เพราะพิศวาสผม เดินไปเงียบๆเถอะครับ ถึงบ้านแล้วค่อยคุยกัน”

การันต์มองตามภาษามือที่ขยับอยู่บริเวณแผ่นอกบาง เจ้าของมือมีสีหน้าเหมือนสุดจะพูดคุยกับเขา ถ้ามันกล้าอีกนิด คงทำหน้ารำคาญเขาไปแล้ว

“เห็นไหม คุณก็ไม่เข้าใจการสื่อสารของผม”

ศิวาทำหน้าเพลียแกมเหนื่อยใจ คนเป็นใบ้หมุนกายมุ่งหน้าเตรียมเดินต่อแล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยิน**…**

“ฤกษ์แต่งอีกสองอาทิตย์หลังจากนี้”

เพราะประโยคนี้ล่ะที่ทำให้การันต์มาอยู่ที่นี่พร้อมกับครอบครัว มาเพื่อส่งสารความคืบหน้าที่โคตรจะไวของงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ความเป็นจริงเรื่องแค่นี้ เขาไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่แม่ของเขาเจ้ากี้เจ้าการ อยากให้ไปมาหาสู่กันไว้

ศิวาที่ผินใบหน้าไปมองทางเบื้องหน้าถึงกับผินกลับมามองคนพูดอย่างตะลึงงัน หัวใจรู้สึกวูบโหวง ในโลกนี้จะมีคู่วิวาห์กี่คู่ ที่ต้องแต่งงานด้วยความกล้ำกลืนขนาดนี้

สองอาทิตย์**… ไวมาก ไวเกินไป…** ความกังวลถาโถม ศิวาไม่ได้เก่งมาจากไหน เขาจะรับมือกับสิ่งที่เขาเลือกไปแล้วและมันกำลังตามมาไหวไหม

“หัดแสดงนานไหมกว่าจะได้แบบนี้ กลบอาการดีใจจนตัวสั่นไว้ทำไม     ไม่อึดอัดหรอไอ้ใบ้”

ศิวาไม่ได้ตอบโต้อะไร แค่เบือนหน้าหนีก่อนจะสืบเท้ามุ่งหน้าเดินกลับออกจากสวน การันต์เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนตรงหน้า พวกเขาเดินต่อไปเงียบๆไม่มีใครพูดอะไร ต่อให้ได้ยินเสียงมันก็ไม่พ้นเป็นเสียงของชายหนุ่มวัยสามสิบเพียงคนเดียวเท่านั้น

คนเป็นใบ้เผลอไพล่มือไปด้านหลังอย่างที่ชอบทำเวลารู้สึกหวาดหวั่นวิตกกังวล มือชื้นเหงื่อขยุ้มชายเสื้อด้านหลังไว้แน่น เบื้องหน้าไม่มีใคร มีแค่เขาซึ่งเป็นเจ้าถิ่นกำลังเดินนำคนด้านหลัง ศิวาเผยแววตาย่ำแย่ออกมาเต็มที่

คิดดีแล้วเหรอ?

รู้สึกไขว้เขวเหลือเกิน**…**รู้สึกเหมือนกำลังพาตัวเองดิ่งลึกลงไปในหลุมที่มองไม่เห็นทางออก

ลมหายใจเข้าออกไม่เป็นปกติ ไหล่บางสั่นสะท้านเพราะสายลมสะท้อนกลิ่นอายธรรมชาติของยามพลบค่ำที่มาถึงพัดผ่านร่าง

การันต์มองตามตลอดไม่ละสายตา สายลมเมื่อครู่เหมือนพัดเอาร่างบางปลิวไปด้วย บอบบางจนขัดสายตา พฤติกรรมมือไพล่หลังแล้วขยุ้มชายเสื้อ เวลานี้เขาได้เห็นมันอีกครั้งหนึ่งแล้ว

มันทำเหมือนคนไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดา ไม่เป็นอย่างที่เขาคาดไว้แม้แต่น้อย ถึงมองไม่เห็นสีหน้ากับแววตา แต่แผ่นหลังบางที่สะท้อนมาสู่สายตาให้ความรู้สึกสำหรับคนลอบมองเช่นชายหนุ่มว่าอีกฝ่ายกำลังกลัดกลุ้มเป็นกังวล

เขาก็อยากเชื่อที่มันแสดงเยี่ยงนักแสดงมืออาชีพ แต่ความรู้สึกชิงชังและอคติที่มีมากมันทำให้เขาไม่คิดเชื่อ ได้แต่สังเกตไปเรื่อยๆเท่านั้น

เมื่อพากันเดินกลับออกจากสวน ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว            แสงสว่างบนบ้านสวนลักษณะเรือนไทยประยุกต์ทำจากไม้มากมูลค่าเปิดรอบบริเวณ ศิวาเห็นรถคันหรูจอดอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ร่างบางตวัดสายตามองไปยังเรือนด้านบน

พวกเขาเดินเหมือนตัวใครตัวมันมากกว่า ศิวาเหมือนไม่มีการันต์เดินตามมาด้วย จนกระทั่งก้าวขึ้นเรือนมาด้วยกันทั้งสองคน ผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันอยู่กลางโถงหยุดชะงักเมื่อเห็นหนึ่งหนุ่มวัยฉกรรจ์กับหนึ่งหนุ่มหน้ามนเลยวัยเบญจเพสปรากฎอยู่ในสายตา

ศิวามารยาทดีตามคำสั่งสอนของตามิ่งและแม่น้อม ไม่เคยทำให้ผู้เลี้ยงดูทั้งสองต้องขายหน้า ชายหนุ่มยกมือไหว้พลางยิ้มอ่อน แขกสำคัญทั้งสองหันมารับไหว้ ก่อนจะชะงักไปตามๆกันเมื่อเห็นสภาพของลูกหลานทั้งสองคนในเวลานี้

“ตายละคุณคะ วาก็ด้วย ทำไมถึงเปียกมาทั้งสองคนแบบนี้”

แม่น้อมยกมือทาบอก คลานเข่าออกจากวงสนทนามาไปยืนดูหลานชายคนเล็กที ดูชายหนุ่มร่างสูงว่าที่เจ้าบ่าวของหลานเธออย่างข้องใจระคนเป็นห่วงฉันท์ผู้ใหญ่

“นั่นสิ มันอะไรยังไงกันฮะตารันต์” ปิ่นมาลาไล่เรียง

สองคนนี้นี่แปลก เจอกันทีไรเป็นต้องเปียกปอนกันไปทุกที อย่างเมื่อวันก่อนที่ศิวาไปบ้านเหมรัชต์ ร่างโปร่งก็ตกน้ำจนเปียกม่อลอกม่อแลก มาวันนี้การันต์ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอก็มีสภาพแบบเดียวกัน ศิวาไม่อยากตอบ เบือนหน้าไปทางอื่นพลางยกสองมือขึ้นลูบต้นแขนตัวเอง

“ไม่มีอะไรใหญ่โต แม่ไม่ต้องตื่นตูมขนาดนั้น ผมเห็นน้องเก็บบัวสายเลยหวังดีจะช่วย เรือเล็กทรงตัวไม่ดีนิดหน่อยก็คว่ำแล้ว”

การันต์กล่าวเท็จ ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่ศิวากล่าวเท็จในวันนั้นเช่นกัน

“ใช้ให้ไปตามน้อง แอบรังแกน้องโดยที่แม่ไม่รู้รึเปล่า?”

คนเป็นแม่ไม่ไว้วางใจ ลูกชายของเธอชอบพอว่าที่สะใภ้เหมือนเธอเสียที่ไหนกัน ตอนใช้ให้ไปตามก็ไม่เห็นท้วงอะไร เลยคิดว่ารูปการน่าจะออกมาดี ที่ไหนได้กลับมาตัวเปียกทั้งสองคน

“วาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จแล้วไปช่วยแม่น้อมจัดอาหาร วันนี้คุณไกรกับคุณปิ่นจะร่วมทานอาหารด้วย” ตามิ่งสั่ง

“แล้วคุณรันต์ล่ะคะ?”  แม่น้อมถามเผื่ออีกคนที่ยืนนิ่งสุขุมไม่แพ้กัน        ปิ่นมาลาแย้มยิ้ม เธอลอบส่งสายตาขออนุญาตตามิ่งกลายๆ ก่อนเอ่ยปากเรียก     ศิวาอย่างใคร่เอ็นดู “วา”

คนถูกเรียกเลิกคิ้วให้อย่างนอบน้อม

“แม่ฝากดูพี่เขาด้วย”

ศิวารู้สึกเกร็ง วันนั้นคุณหญิงปิ่นมาลายังแทนตัวกับเขาว่าฉัน มาวันนี้แทนตัวเองว่าแม่ ศิวาพึ่งเข้าใจตัวเองในเวลานี้ว่าเขาไม่พร้อมกับการแต่งงานที่ไวเกินไป และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน

คนถูกฝากฝังพยักหน้าเหมือนเต็มใจ หากในใจกลับอึดอัดกล้ำกลืนพิกล ปิ่นมาลาออกปากแบบนี้ใครจะกล้าปฏิเสธ ศิวาผายมือเชิญให้การันต์เดินตามเขามา บนเรือนมีห้องนอนไว้สำหรับรับรองแขก การันต์ถือเป็นแขกที่โผล่มากะทันหันไม่ทันการณ์ ทำให้อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้สำหรับชำระล้างร่างกายกับเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน ฝ่ายเจ้าบ้านไม่มีให้

ศิวาทิ้งการันต์ไว้ในห้องนอนแขก ก่อนจะเดินไปห้องของตามิ่งเพื่อหาเสื้อผ้าที่ร่างสูงพอจะใส่ได้ สรุปได้กางเกงแพรสีน้ำเงินเข้มติดมือมาแค่ตัวเดียว       ดีที่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าเห็นแม่น้อมเอาเสื้อของหนามไปซักตาก ไม่รู้ว่าเก็บไปหรือยัง    แต่เมื่อเดินไปดูที่ท้ายเรือนก็เห็นว่ายังตากอยู่เลยขอยืมมาใช้ชั่วคราว แล้วแวะไปหยิบผ้าเช็ดตัวของตัวเองให้การันต์ใช้ชั่วคราวไปก่อน

การที่ศิวาเดินไปทั่วเรือนฝั่งหนึ่งอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ซึ่งคุยกันสนุกปากอยู่ที่โถงกลางบ้าน มีควันจากยาจุดคอยกันยุงไว้ให้ บรรยากาศช่วงพลบค่ำถือว่าดี เหมือนทุกอย่างพาไปให้เพลิดเพลิน

ปิ่นมาลามองศิวาหาของใช้ให้การันต์วุ่น เธอยิ้มเอ็นดู

“ฉันไม่รู้สึกกระดากอายเลยสักนิดที่ได้เขาเป็นสะใภ้”

“ขอบคุณที่คุณปิ่นเมตตามัน”

ถึงตอนนี้คนเป็นตาก็มีตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง เรื่องราวของผู้ใหญ่ที่ผ่านมามันเริ่มและจบไม่สวยเท่าไหร่ อย่างไรคนของเหมรัชต์ก็เคยผลักไสเด็กผู้ชายมีความผิดปกติทางกายอย่างศิวามาก่อน

เขารู้ว่าสองสามีภรรยาพยายามจะชดเชยคืนให้ พยายามปรองดองลบรอยในอดีต ความจริงจะโทษครอบครัวของไกรภพก็ไม่ได้ เหมรัชต์ในตอนนั้นเหมือนแตกออกเป็นแขนงภายใต้การดูแลและควบคุมของคุณหญิงใหญ่ ไกรภพกับปิ่นมาลาไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอะไรมาก

แต่มันก็ยังอดปล่อยวางแทนศิวาไม่ได้สักที สิ้นคุณหญิงใหญ่แล้วทำไมไม่เมตตาศิวาอีกครั้งบ้าง นี่คือคำถามที่ตามิ่งอดีตข้าเก่าเต่าเลี้ยงไม่ได้เอ่ยปากถามทั้งสองคน แต่เมื่อคุยถึงเรื่องในอดีตกันไประหว่างรอการันต์ไปตามศิวามาร่วมวงพบปะสนทนากับผู้ใหญ่ พอรู้ได้ว่าเกริกไกรถูกคลุมถุงชนให้แต่งกับภรรยาใหม่

ยังไงหลานของเขาก็ยังน่าสงสารอยู่ดี

เอาเถอะ งานมงคลกำลังจะมาถึงอีกไม่นาน เรื่องไม่ดีไม่งามอย่าไปนึกถึง ศิวาเลือกทางของมันเองแล้ว คนเป็นตาก็ได้แค่สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้หลานชายมีชีวิตคู่ที่ดี ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่เห็นมันจากว่าที่เจ้าบ่าวเลยก็ตาม

“สองอาทิตย์ฉันไม่ถือว่าเร็วไป เอาดวงสองคนนี้ไปให้หลวงพ่อที่นับถือท่านดู มีแค่ฤกษ์เดียวในปีนี้ที่เหมาะสม ปีหน้าหรือหลังจากนี้ไม่มีแล้ว หลวงพ่อท่านยังบอกอีกว่าสองคนนี้มีบุญพาวาสนาต่อกัน**….**”

ปิ่นมาลาเอ่ยมาถึงตอนนี้ก็ต้องเงียบ ถ้าไม่แต่งปีนี้ ฤกษ์ก็จะไม่มีอีกเลย หลวงพ่อท่านทักแปลกๆ บอกว่าแต่งตามฤกษ์นี้ จะมีฤกษ์หน้าให้แต่งอีก ทั้งที่บอกว่าไม่มีฤกษ์แล้ว ปิ่นมาลาฟังแล้วแกะความหมายไม่ได้ เธอเลยข้องใจและค้างคาใจมาถึงตอนนี้

“แล้วแต่ฝ่ายคุณปิ่นจะเห็นดีเห็นงาม จัดการตามความเหมาะสม” เขามันแก่จนหมดสภาพแล้ว ไม่เก่งจัดการเรื่องพิธีรีตอง

“ฉันยินดีเป็นธุระให้เต็มที่ค่ะ” ปิ่นมาลายิ้มมีความสุข ครอบครัวเธอไม่ได้มีงานมงคลนานแล้ว

แม่ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวมองว่าที่สะใภ้เดินหายเข้าไปในห้องนอนสำหรับแขก เป็นธุระจัดการให้การันต์ก่อนเลย ทั้งที่ตัวเองก็เปียกไปทั้งตัวเหมือนกัน นึกแล้วเกรงใจ เธอคงเอ่ยปากขอมากไป ชายหนุ่มเลยเกรงใจ ให้การดูแลลูกชายของเธอก่อนดูแลตัวเอง

การันต์กำลังยืนกอดอกมองออกไปยังหน้าต่างข้างเตียงไม้สี่เสาไร้มุ้งคลุม ไร้เครื่องนอน มันเป็นห้องโล่งที่มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การันต์ไม่ได้มาพักอยู่แล้ว    เขาแค่มาใช้ห้องน้ำ จึงไม่รู้สึกอะไร

ศิวาเดินกลับมาพร้อมของใช้ในมือยื่นให้ การันต์ชายหางตาเหลือบมอง

“อาบน้ำด้วยกันเลยเป็นไง แม่ฉันสนับสนุนให้นายเป็นของฉันขนาดนี้”

เห็นร่างสูงไม่ยื่นมือออกมารับ ซ้ำยังเจอคำค่อนแคะ ศิวาหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยการสืบเท้าเดินเข้าไปในห้องน้ำ วางทุกอย่างไว้ให้การันต์ ชุดสำหรับผลัดเปลี่ยนพาดแขวนไว้กับราวติดผนังไม้พร้อมผ้าเช็ดตัว สบู่และแชมพูวางไว้ตรงหน้าอ่างล้างหน้า ทำทุกอย่างเสร็จสรรพอย่างว่องไวแล้วรีบหมุนตัวเดินออก เขาก็เหนียวตัวและหนาวจะแย่ อยากอาบน้ำเหมือนกัน แต่ติดที่ปิ่นมาลาเอ่ยปากขอ ซ้ำการันต์ถือเป็นแขก แม้อีกฝ่ายจะชิงชังเขา แม้เขาจะชอบหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้อีกฝ่าย ทั้งหมดนี้ก็ต้องให้การดูแลตามมารยาทของเจ้าบ้าน

ห้องน้ำไม่ได้กว้าง หมุนกายสืบเท้าเดินไปยังประตูได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงักเมื่อหน้าชนกับอกแกร่งของคนที่ก้าวเข้ามาอย่างจงใจขวาง

“โรคจิตบันทึกเรื่องของฉันทุกอย่าง เท่าที่ไล่อ่านมามันยังขาดอยู่นะ สงเคราะห์บอกให้เอาไหม จะได้จำให้ขึ้นใจ”

ศิวาไม่เข้าใจคำพูดของการันต์ เขาไม่ตอบไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ร่างบางต้องการออกจากห้องน้ำ พอเบี่ยงตัวไปทางซ้าย การันต์รู้ทันจงใจขยับตาม ศิวาขยับเบี่ยงตัวไปทางขวา การันต์ขยับกายใหญ่ตามมาบังทางไว้ ศิวาเงยหน้าถามหาความต้องการของชายหนุ่มว่าต้องการอะไรจากเขา

“ไม่อยากรู้หรอว่าของฉัน**…**” การันต์ลากเสียง ฉวยข้อมือเล็กข้างจับไว้มั่น

ศิวาตกใจพยายามสลัดมือหนาเหมือนคีมเหล็กบีบแน่น ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่วันนี้ไม่เหมือนวันวานในอดีตกำลังทำตัวหยาบโลนกับศิวา บังคับให้มือบางสัมผัสตั้งแต่แผ่นอกซึ่งร่างสูงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตไว้ก่อนนานแล้ว ลากต่ำลงเรื่อยจนใกล้ขอบกางเกง

“ขนาดมันเท่าไหร่”

คนเป็นใบ้อ้าปากเหวอ ตาหวานเบิกกว้างมองด้วยความผิดหวัง การันต์เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ความทรงจำของเขาที่เคยมีร่วมกับชายหนุ่มในตอนนั้น มันช่างขัดแย้งกับการันต์ในตอนนี้เสียเหลือเกิน

ศิวาพูดไม่ออก ได้แต่แสดงความรับไม่ได้ อยากออกห่างร่างสูง คนตัวเล็กกว่าออกแรงสลัดมือแล้วผลักให้การันต์เลิกขวางทาง รีบแทรกตัวไปให้พ้นจากกรอบประตูแล้วเดินเร็วออกจากห้อง

การันต์มองตามแล้วแค่นยิ้มหยันที่มุมปากอย่างดูถูกจริตมารยาของศิวา ไอ้ไม่มีจริตนี่ล่ะคือจริตของไอ้ใบ้ ชายหนุ่มสรุป เขาหลับตาเอียงคอซ้ายทีขวาทีแล้วหมุนรอบเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย มือเอื้อมไปแตะขอบประตูก่อนจะดันให้มันปิดฉับลงกับวงกบ

ศิวาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้วเดินตรงเข้าครัวไปช่วยแม่น้อมยกถาดอาหารมาบริการแขกคนสำคัญ

เมื่อถึงเวลาต้องร่วมวง ดูทุกคนจะเป็นใจให้ที่ว่างมีเหลือไว้แค่สอง เพื่อให้ศิวานั่งข้างการันต์ ตลอดการรับประทานอาหารมื้อค่ำ มีก็แต่ผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันอย่างครึกครื้น ปิ่นมาลาชมเปราะว่าฝีมือแม่น้อมอร่อยจนอยากชวนให้ไปเป็นแม่ครัวที่บ้านเหมรัชต์ นอกนั้นก็คุยเรื่องการเตรียมงานให้ทันภายในสองอาทิตย์ จนกระทั่งมื้อค่ำผ่านพ้นไป

ศิวากับตามิ่งเดินลงจากเรือนมาส่งครอบครัวเหมรัชต์ขึ้นรถ ส่วนแม่น้อมขอตัวไปจัดการทำความสะอาดในงานส่วนที่เหลือ

“พรุ่งนี้พี่เขาจะมารับไปเลือกชุดนะ”

ปิ่นมาลานัดแนะให้ ทั้งที่การันต์ยังไม่ได้เอ่ยปากหรือคิดเรื่องพวกนี้ในสมองด้วยซ้ำ เขาได้แต่ยืนกอดอกรอขึ้นรถจะได้กลับกันเสียที

ศิวาพยักหน้ารับคำ ก่อนจะไหว้ลาคนทั้งหมด รวมถึงการันต์ที่อายุมากกว่า แต่ฝ่ายนั้นจงใจทำเมินให้คนไหว้รู้สึกหน้าชา เหมือนกำลังไหว้อากาศ หรือคนไหว้เองนั่นล่ะที่เป็นอากาศจนถูกเมิน

เป็นอากาศที่การันต์ไม่ต้องการหายใจเข้าร่างกายเพราะเกลียดฝังใจ

“น้องไหว้ไม่เห็นเหรอ”

ปิ่นมาลากดเสียงต่ำออกปากเตือน

การันต์ลูบไรหนวดตัวเองเพลินๆ เห็นแม่เดินมากระซิบใกล้เขาที่ยืนอยู่ข้างประตูรถ ชายหนุ่มเลยฉวยโอกาสตอนนี้ เปิดประตูรถแล้วจัดแจงให้คุณหญิงปิ่นมาลาก้าวขึ้นรถ เป็นอันว่าครอบครัวเหมรัชต์ได้ฤกษ์เดินทางกลับเสียที

ศิวายืนมองรถคันหรูขับเคลื่อนหายไปจากรั้วหน้าบ้านสวน

“มีอะไรก็บอกข้า อย่าเก็บไว้ในใจคนเดียว ชีวิตเอ็งไม่ใช่ตัวคนเดียวนะเจ้าวา” ตามิ่งมองสบตากับหลานชายคนเล็ก เขาจะรอวันที่ศิวาเปิดปากพูดถึงเหตุผลของการแต่งงานในครั้งนี้ออกมาทั้งหมดศิวายิ้มบางให้ชายแก่ เวลาไหนควรอ้อน เวลาไหนไม่ควรอ้อน ชายหนุ่มย่อมรู้ดี คนเป็นใบ้คว้ามือหยาบกร้าน ผิวหนังเคลือบกระดูกปูดโปนมากุมไว้แนบแก้ม ช้อนสายตามองคนสำคัญในชีวิตผู้เป็นที่เคารพ

“ตาอย่าห่วง”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มยากจะหาฟัง นานทีจะได้ยินนับตั้งแต่วันที่ยอมเปิดปากพูดกับชายชราก็ไม่ได้ยินอีกเลย ตามิ่งได้ฟังยิ่งห่วงมากกว่าผ่อนคลาย

“เอ็งจะไม่ให้ข้าห่วงได้ยังไงเจ้าวา ข้าเห็นเอ็งเจ็บ ข้าก็เจ็บเหมือนเอ็งเป็นใจข้า ข้าเลี้ยงเอ็งมาไม่เคยทำให้เอ็งเจ็บ ตอนนี้กำลังมีไอ้เวรตะไลมาทำให้เอ็งเจ็บ ตาอย่างข้าทนเห็นได้เหรอวะฮะเจ้าวา”

“วาให้เขาทำร้ายใจวาไม่นานหรอก เสร็จเรื่องเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้นอีก” หลานชายคนเล็กให้คำสัญญา

----------------------------------------------   

มันยังมีอะไรนอกเหนือจากการแต่งงานอีกหรือ**?**

ตามิ่งไม่เข้าใจว่าเสร็จเรื่องของศิวาคืออะไร พึ่งมาฉุกใจคิดก็ตอนนั่งรับลมยามค่ำคืนอยู่ที่ริมระเบียงภายในห้องนอนส่วนตัว

เสียงจิ้งหรีดเรไรขับขานท่วงทำนองตามธรรมชาติ ในช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกของมัน ทำให้คนที่ยังนอนไม่หลับจนเวลาล่วงเลยผ่านมากว่าค่อนคืนไม่เคลิ้มตามแต่อย่างไร ซ้ำไม่ช่วยให้ศิวานอนหลับเพราะถูกมันขับกล่อมเหมือนทุกที

นั่นเพราะการแต่งงานที่กำลังมาถึงและไวจนน่าเหลือเชื่อ ที่นอนไม่หลับเพราะคิดว่าชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ความกังวลตลอดคืนผ่านมาจนถึงรุ่งเช้า ศิวาตื่นไปช่วยเตรียมของใส่บาตรกับแม่น้อม หลังจากนั้นชีวิตในช่วงเช้าก็ดำเนินไปตามปกติ ครอบครัวชาวสวนนั่งกินอาหารมื้อเช้าร่วมกัน หลังกินเสร็จตามิ่งผู้อยู่ในวัยปลดเกษียณ ชีวิตชราผ่านไปเรียบง่าย เหมือนทุกวัน เสียงวิทยุทรานซิสเตอร์ขับกล่อม คนฟังโยกเก้าอี้ไม้ตัวโปรดอยู่กลางโถง

ศิวาเตรียมตัวรอให้การันต์มารับ วันนี้ร่างโปร่งมีสมุดปากกาและโทรศัพท์มือถือพร้อมรับมือกับร่างสูงเคราหนา ช่วงเช้าผ่านเข้าช่วงสาย ตอนแรกก็คิดแล้วว่าต้องถูกแกล้งให้เป็นพ่อสายบัวรอเก้อ หากรอเก้อจริง ร่างบางไม่คิดโกรธด้วยซ้ำ มีแต่ความพอใจ อย่างน้อยก็ได้ยืดเวลาพบหน้า

เมื่อวานก็พบ วันนี้ก็พบ ไม่รู้ว่ามะรืนจะต้องพบอีกไหม

“ไม่มาแล้วมั้ง หักหน้ากันชัดๆ ต้องเรียนคุณหญิงท่านหน่อยแล้ว”

ตามิ่งทำเสียงฮึดฮัดแทนหลานชายคนเล็ก ที่ระหว่างรอไม่วายลงเส้นร่างออกแบบเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่ๆ

“เขาอาจจะติดธุระ วาเข้าใจ ตาอย่าโทรนะ”

ศิวารีบวางดินสอในมือแล้วขยับมือสื่อสารกับผู้เป็นตาอย่างร้อนรน

“เอ้าไอ้นี่**!** เอ็งไม่ถือแต่ข้าถือเว้ย มันเสียหน้า นัดแล้วไม่เป็นนัด แล้วดูทำหน้าเข้า ระรื่นห้ามข้าเชียวนะ ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้ ไม่รักไม่ชอบจะฝืนใจแต่งกันไปทำไม” ตามิ่งบ่นยาว

ศิวารีบคลานมาใกล้ชายชราสวมกางเกงแพร รินน้ำชาให้จิบเพื่อคลายอารมณ์ฉุน เผลอๆพอมีอะไรเข้าปากจะได้ช่วยทำให้ตามิ่งหุบปากได้ด้วย คนขี้อ้อนชายแก่เป็นทุนเดิมมาตั้งแต่สมัยไหนใช้มือบางบีบนวดบริเวณตักลงไปถึงแข้งขาก่อนจะหยุดมือที่บีบนวดแล้วใช้มันสื่อสารกับตามิ่ง

“รู้สึกไวไปกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง วาไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วขนาดนี้เลยไม่ชิน วากับเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก จบก็คงไม่ได้ด้วยรัก วาเห็นแค่ผลประโยชน์ที่วาควรได้จากเหมรัชต์ที่ไม่เคยมีให้วา เขาจะหักหน้าวา จะเหยียดหยามดูถูกวา มันไม่เป็นไรหรอกตา”

เขายอมรับว่าเขาลังเลมากกว่าที่พูดออกไปว่ายังไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันที่กำลังจะมาถึง แต่เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนที่ตามหลอกหลอน กับการถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรใบ้ ทั้งที่เขาไม่ได้ตั้งใจ แม้แต่การให้อภัยเขายังไม่ได้จากการันต์

วันหนึ่งเมื่อได้รู้ว่าตัวเองนั้นไม่ต่างจากแพะและเป็นเหยื่อให้การันต์กล่าวหาหมดหัวใจบิดเบี้ยวอันอคติของชายหนุ่ม ทั้งหมดนี้ผลักดันให้ศิวาตัดสินใจที่จะแต่งงาน ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาเองทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะตามิ่งกับบ้านสวนหลังนี้ด้วย ศิวาอยากให้ตาผู้เป็นที่รักได้ครองสมใจ

มันก็เป็นแค่การแต่งงานชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

ยิ่งรู้ว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริงเท่าไหร่ยิ่งดี ต่อให้เสี่ยงก็ยอม เพราะตลอดสองปีนี้ใช่ว่าเขาจะดำเนินชีวิตไปอย่างสงบสุข มันตามติดเหมือนเงา

แค่การให้อภัย**…** แค่เชื่อว่าศิวาไม่ได้ตั้งใจ แค่นั้นจริงๆสำหรับการแต่งงานในครั้งนี้

แม้ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง แต่ศิวาก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไป

ยิ่งลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตเคียงกันมาแต่เด็ก รู้สึกเกินเลยกับศิวา เขาควรจะให้เวลาหนามได้ละลายความรู้สึกนี้ไปจากใจของอีกฝ่าย ศิวาตอบรับความรู้สึกของหนามไม่ได้ ร่างบางไม่ได้คิดกับหนามในแง่นั้น ต่อให้ในโลกใบนี้ไม่มีรุ่นพี่อย่างการันต์ที่เคยสร้างความประทับใจตราตรึงติดความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้ ศิวาก็ไม่มีวันคิดกับหนามเป็นอื่น

ตาจะได้สบายใจ**…**

ทำไมร่างบางจะไม่สังเกต นับตั้งแต่วันที่หนามเปิดเผยความรู้สึก ศิวาเห็นความไม่สบายใจจากดวงตาพร่าของชายชรา

เขาควรโดนผูกมัด**…**

หนามจะได้ไม่คิดเกินเลยกับคนที่แต่งงานแล้ว

“เอ็งจะทนได้แค่ไหนเชียวหือ” ตามิ่งไม่เลิกห่วง มือเหี่ยวย่นตามวัย ซ้ำยังสากกร้านเพราะใช้มันทำงานหนักมาเกินครึ่งชีวิต บรรจงลูบลงบนเรือนผมนิ่ม

ศิวาทำอย่างที่ชอบทำ คนตัวเล็กตวัดแขนเรียวกอดรั้งช่วงขาทั้งสองข้างของตามิ่ง ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งอาศัยหนุนตักของชายชรา หันใบหน้าออกไปทางประตูเรือนซึ่งยังไร้เงาของร่างสูง ก่อนที่เปลือกตาจะปรือปิดสนิทรับเอาความรู้สึกอบอุ่นถ่ายทอดจากปลายนิ้วซึ่งสางผมให้จนรู้สึกสบายศีรษะ สร้างความรู้สึกอิ่มเอมเคลิบเคลิ้มได้ไม่ยาก จะละเลยเพิกเฉยก็คงไม่แปลก ฝ่ายนั้นไม่ได้ศรัทธากับการแต่งงานในครั้งนี้

“ผัวเอ็งมาแล้วว่ะ” ตามิ่งหยุดมือหยาบกร้านที่กำลังลูบเรือนผมนิ่ม

หูของเขาแว่วได้ยินเสียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเข้ามาในบริเวณลานหน้าบ้านก่อนจะเงียบไป

ศิวาลืมตาฉับพลันพร้อมยกใบหน้าขึ้นจากตักอบอุ่นเหมือนที่พักพิงให้เกิดความสุขใจ สองมือรีบยกไขว้ทำเป็นเครื่องหมายกากบาท พลางส่ายหน้ารัวเร็ว

“ไม่ใช่ผัว” ศิวาแย้ง

วงหน้าขาวเกลี้ยงเกลาเริ่มแดงก่ำ ทำให้ผิวขาวขับสีอมชมพู

“ดูรูปการแล้วเอ็งก็คงไม่มีปัญญาไปเป็นผัวเขาได้หรอก ใครจะผัวจะเมียก็ช่างเถอะ จะไปไหนก็ไปๆ”

สิ้นคำไล่ของตามิ่งซึ่งกำลังยกชาร้อนมาจิบ ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของไรหนวดที่ขับให้ใบหน้าหล่อเหลาดุดันยิ่งขึ้นเดินก้าวข้ามธรณีประตูเรือนเข้ามา ยังดีที่มันเห็นหัวไอ้แก่อย่างเขาบ้าง ยกมือไหว้พอเป็นพิธี เห็นแล้วเหม็นขี้หน้านิดหน่อย รู้อยู่หรอกไอ้ท่าทางยโสเย็นชา กร้าวกระด้างแบบนี้ ไม่พ้นอีกหน่อยมันต้องทำหลานเขาน้ำตาเช็ดหัวเข่า

ไม่ต้องอีกหน่อย บางทีไอ้หนูแดงมันเสียมาเป็นปี๊บก่อนหน้านี้แล้วก็ได้มั้ง

“กินอะไรมารึยังล่ะคุณ?” ตามิ่งถามเรียบง่ายตามมารยาท

“เรียบร้อยแล้วครับ” การันต์ตอบเสียงเรียบ

“ที่มาช้านี่ติดขัดอะไรหรือเปล่า เห็นคุณหญิงโทรมาบอกตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วว่าคุณจะมา”

ไม่รักษาหน้าหลานเขาเพราะอยากให้เจ็บช้ำน้ำใจต่อกันแล้วเจ้าคนเกือบเป็นพ่อสายบัวรอเก้อดันไม่ถือสา เขาก็ไม่คิดอะไร นั่นมันความคิดหลานเขา         แต่สำหรับเขาที่เป็นตาและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่ง ให้มานั่งรอด้วย คิดดูเอาว่ามันเหมาะสมไหม

ก็ถือเสียว่าติกันตรงๆอย่างไม่ไว้หน้า ตามิ่งอยากตรงกว่านี้อีก ตั้งใจเอาภาษาบ้านๆเลยก็ว่าได้ แต่มันนึกถึงคุณงามความดีของทางฝั่งพ่อแม่ไอ้หนุ่มตรงหน้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

“ไกลพอสมควรจากกรุงเทพ”

การันต์ตอบนั่นเป็นแค่ข้ออ้างแบบแถสีข้าง ที่คนแถไม่รู้สึกอะไร

เขาจงใจช้าแล้วก็ไม่สนด้วยว่าจะถูกตามิ่งตำหนิ ไม่ใช่ไม่นับถือ ไม่ใช่ไม่เคารพในความเป็นผู้ใหญ่ของอีกฝ่าย แต่บางความสะใจมันก็ทำให้คนที่เคยสุขุมรอบคอบ แยกแยะอารมณ์และความรู้สึกออกจากความเหมาะสมไม่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่เบี้ยวนัดก็ดีเท่าไหร่แล้ว พอดีนึกเรื่องสนุกขึ้นได้ ถึงได้ขับรถมารับไปตามที่ผู้ใหญ่นัดแนะไว้ให้

ตามิ่งฉิวในคำตอบของชายหนุ่ม เขาบีบถ้วยชา ตาพร่าจ้องมองความโอหังแข็งกระด้างที่ทางฝ่ายเขาปฏิบัติใส่

คนเป็นตาไม่มีวันรู้ คิดแค่ว่าที่เด็กรุ่นหลานไม่พอใจ นั่นเพราะการแต่งงานที่มาจากการคลุมถุงชน เหนือสิ่งอื่นซึ่งศิวาไม่เคยเอ่ยบอก การันต์ไม่คิดก้าวก่ายพูดออกไป ทั้งทางฝ่ายครอบครัวตัวเองและฝ่ายครอบครัวคนสวน ไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลที่การันต์ชิงชังไร้ความพึงพอใจในตัวศิวา มันก็เพราะเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน

ถ้าไม่มีอุบัติเหตุนั่น จะมีงานแต่งงานของการันต์กับศิวาในวันนี้เกิดขึ้นหรือไม่ คิดดูเอา?

ศิวาแลเห็นบรรยากาศอึมครึมจากคนทั้งสอง ตาหวานรีบตวัดสบกับดวงตาพร่า มือบางวางบนตักแล้วบีบเบาๆเป็นเชิงเตือน

“เห็นแก่วานะตา วาเลือกเอง” ศิวาส่งสายตาวอนขอ ไม่อยากให้มีเรื่องกัน มือข้างหนึ่งขยับบอกทำให้รูปประโยคที่จะสื่อสารขาดๆเกินๆ แต่คนเป็นตาก็พอเข้าใจ

“เอ็งไปเถอะ” ตามิ่งเบือนหน้าไปทางอื่น

ศิวาพนมมือไหว้ลาบนตัก คลานเข่าไปหยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้มาสะพายข้าง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามหลังการันต์ลงจากเรือนไปเงียบๆ ก่อนชายหนุ่มจะลง เขาไหว้ลาตามิ่งตามมารยาทเหมือนกัน

ชายชราไม่คิดรับไหว้ที่ไร้ซึ่งการนับถือในวัยวุฒิ การันต์แค่ยิ้มเรียบให้ไม่ใส่ใจเช่นกัน สองขายาวของร่างสูงได้เปรียบกว่าคนขาสั้นเป็นไหนๆ เขาก้าวเดินสับขาว่องไวพร้อมกับหยิบกุญแจรถขึ้นมาปลดล็อครถคันหรู ทำเหมือนไม่มีศิวาเดินตามมาด้วยและทำเหมือนมาคนเดียวไปคนเดียว

การันต์ก้าวขึ้นรถพร้อมกับปิดประตู แต่ศิวาพึ่งจะลงบันไดบ้าน พอเห็นอีกฝ่ายสตาร์ทรถ ศิวารีบรนใส่รองเท้าแล้ววิ่งตาม

คนในรถมองผ่านกระจกมองหลังเห็นคนน่าชิงชังกำลังรีบร้อนวิ่งมาที่รถ เขากระตุกรอยยิ้มร้าย มือหนาเข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่ง ทิ้งท้ายไว้ให้ศิวาวิ่งตามเหมือนคนบื้อใบ้ไร้เสียง

นอกจากความหงุดหงิดในการสื่อสารกันแล้ว ความใบ้ของมันก็สร้างความบันเทิงให้เขาได้เหมือนกัน แบบนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาจงใจแกล้งให้มันวิ่งไล่ตามรถเป็นบ้าเป็นหลังจนออกมานอกรั้วบ้าน

เขามองทางเบื้องหน้าเพลินไปหน่อย เมื่อเหลือบมองกระจกมองหลังอีกครั้งพลางชะลอรถลดความเร็วจนเรียกว่าจอดสนิท เขาไม่เห็นร่างของคนตัวเล็กวิ่งตามหลัง ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปยืดตัวเต็มความสูง ไม่ต้องเสียเวลากวาดมองหาร่างโปร่งซึ่งหายไปจากสายตาเมื่อครู่

ศิวาวิ่งไล่รถการันต์จนพลาดล้ม**…**

“ฉันไม่ได้มีเวลามากพอที่จะมองดูความสำออยของนาย ลุกแล้วรีบขึ้นรถ” การันต์ยืนพิงกรอบประตูรถที่เปิดกว้าง เขาดึงแขนเสื้อเชิ้ตให้เลิกขึ้นแล้วกวาดลิ้นดุนกระพุ้งแก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ

คนถูกกล่าวหาว่าสำออยเก็บคำด่ามาเป็นแรงใจ เพราะไม่ได้เป็นอย่างที่ฝ่ายนั้นพูด ร่างโปร่งจึงลุกขึ้นพลางปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินกุมศอกแขนถลอกเลือดซิบไปเปิดประตูรถ ก้าวขึ้นไปนั่งก่อนปิด

ศิวารู้สึกแสบกับแผลถลอก แต่ปั้นหน้านิ่งไม่รู้สึก จนเมื่อคนขับตามขึ้นมาแล้วปิดประตูเสียงดัง รถถูกเข้าเกียร์แล้วขับเคลื่อนแบบกระชากความเร็ว

คนที่ไม่อาจใช้ชีวิตเป็นปกติบนความเร็วของพาหนะสี่ล้อได้ รีบเปิดกระเป๋าล้วงหยิบผ้าปิดตารองพื้นสีดำ มีดวงตาหลากหลายความรู้สึกตามลวดลายทะเล้นที่หนามซื้อให้เป็นโหลขึ้นมาคาดตาปิดหนีความเร็วบนท้องถนน

การันต์เหลือบมองความประหลาดของศิวาที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนเขาเร่งความเร็วขึ้นอีกตามลำดับเพราะถนนแถบนี้ค่อนข้างโล่งระยะยาว ไร้รถราแน่นขนัดเหมือนถนนในกรุงเทพ ภาพข้างทางจึงรวดเร็วมองไม่เป็นภาพ

ศิวาหายใจไม่ทั่วท้อง เขาได้ยินเสียงอีกฝ่ายเร่งเครื่องขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องเลี้ยวโค้งทั้งที่ควรใช้ความเร็วให้น้อยลง ศิวากลับรู้สึกว่าการันต์ไม่ได้ผ่อนความเร็วแม้แต่นิด เพียงแต่ที่ไม่เป็นอันตรายเพราะรถหรูกับล้ออย่างดียึดเกาะพื้นถนนเยี่ยมสมราคา

ศิวารู้สึกกระสับกระส่าย ผ้าปิดตาก็ไม่อาจช่วยได้ถ้าการันต์ยังใช้ความเร็วระดับนี้ ซ้ำยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนหัวใจหวิวโหวง ช่วงอกแน่นตื้อพาลให้ลมหายใจติดขัด สองมือบางชื้นไปด้วยเหงื่อ ศิวาระบายความรู้สึกย่ำแย่ด้วยการขยุ้มชายเสื้อเอาไว้ นั่งตัวเกร็งไม่เป็นธรรมชาติ

หัวใจเต้นแรงขึ้น**…** แรงขึ้น ดังอยู่ในอก ก้องไปถึงโสตประสาท ตามการเร่งความเร็วของเครื่องยนต์

เขาทนไม่ได้อีกต่อไป ความดันในร่างกายไม่เป็นปกติ เหมือนอยู่ในสุญญากาศที่บีบนิด บิดเบี้ยว อึดอัดแน่นตื้อ ทรมานเหลือจะกล่าวแต่ยังไม่ทันเปิดผ้าขึ้นเพื่อหาวิธีสื่อสารกับชายหนุ่ม คนที่มองพฤติกรรมประหลาดก็ยื่นมือข้างหนึ่งมากระชากมันออกไปจากวงหน้าเล็ก

ศิวาไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งอย่างตื่นตระหนกเขาคว้าผ้าปิดตาที่หลุดติดไปกับมือหนาไม่ทัน

“ฉันไม่ใช่คนขับรถของนาย ที่จะขับและให้นายนอนสบาย แล้วนี่ก็ไม่ใช่ทัศนศึกษาทางไกลที่จะมีใครนอนเพื่อเอาแรง**!**” คนขับยังคงจ้องถนนเบื้องหน้าไว้มั่นคง มือข้างหนึ่งควบคุมพวงมาลัย หากอีกข้างกำผ้าปิดตาของศิวาไว้แน่น

ศิวาเห็นการันต์ลดกระจกฝั่งของชายหนุ่มก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร ร่างบางลนลานรีบเอาสมุดหน้าเปล่าขึ้นมาเขียน

“ไม่ครับ**! อย่าทิ้งมัน!**”

ตัวหนังสือบิดเบี้ยวเหยเกเพราะรีบเขียน

แต่ไม่มีอะไรทันการณ์ เมื่อเงยหน้ามาอีกที การันต์ยื่นมันออกไปนอกหน้าต่างแล้วปล่อยให้มันปลิวไปกับสายลมตามความเร็วรถต่อหน้าตาหวาน

ศิวาชะงักค้าง ข้อความในมือไร้ความหมาย ร่างบางผินใบหน้าไปช้าๆเหมือนถูกสิ่งเร้าทำร้าย ความเร็วที่มาพร้อมตัวเลขบนหน้าปัดระดับร้อย ทำให้ข้างทางแทบมองอะไรไม่ทันเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

” ศิวาหายใจติดขัด ดวงตาเบิกค้างกับถนนเบื้องหน้า ความไวพาให้ความเร็วพุ่งไปข้างหน้า

ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ ภายในรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำไม่สามารถทานเหงื่อกาฬที่ผุดซึมรอบหน้าผาก เมื่อหายใจติดขัดเวลานี้พัฒนาเป็นกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว ปล่อยให้ลมหายใจเล็ดลอดผ่านริมฝีปากแผ่วเบา ไม่ช่วยผ่อนคลาย

เบื้องหน้ามีคนกำลังข้ามถนนจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เหมาะเจาะให้คนเริ่มสติแตกย้อนนึกถึงภาพอุบัติเหตุในอดีตซ้อนทับ สลับตัดกันไปมาทั้งความเป็นจริงและภาพหลอน

ปฏิกิริยาตอบสนองคือยกสองเท้าขึ้นคู้งอเข้าหาตัว สองมือยกป้องตัวเอง เบียดร่างแนบชิดติดเบาะ ซบใบหน้าแทบซุกฝังไปทางประตู มือที่ไขว้บังไว้จากอุบัติเหตุที่กำลังจะเกิดจากมโนภาพพาลให้ศิวาเผลอทุบกระจกรถอย่างต้องการหลุดไปจากสถานการณ์เลวร้าย

วงหน้าเล็กส่ายไปมาไม่ยอมหยุด ซุกศีรษะแน่นติดประตู

“เวรเอ๊ย**!**”

การันต์จอดรถเข้าข้างทางทันทีหลังก่อนจะถึงช่วงที่หญิงชาวบ้านกำลังข้ามถนน เขาสัมผัสว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พฤติกรรมของคนข้างกายไม่น่าใช่การแสดงเรียกร้องความสนใจ หากแต่เหมือนคนสติหลุดยากจะกู่กลับ

เขาไม่เข้าใจ**…** เกิดอะไรขึ้นกับศิวา ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

แม้กระทั่งรถจอดสนิท ศิวาก็ยังเสียสติไม่เลิก ร่างเล็กขดเข้าหากันแทบจะหายเข้าไปในเบาะผ่านความสั่นเทาจากการหวาดกลัว มือบางทุบกระจกรถเหมือนต้องการจะหลุดพ้น คิดว่าตัวเองถูกขังอยู่ในรถที่มีกระจกรอบข้างมีแต่เลือด บางทีก็สลับปัดป่ายในอากาศอย่างปัดป้องไปทั่วแล้วทึ้งเส้นผมตัวเอง พร้อมเสียงร้องไห้สะอื้นน่าอึดอัด

“ศิวา**…ศิวา!**”

การันต์ปลดเบลท์แล้วเอื้อมมือไปคว้าไหล่มนดึงให้ศิวาเลิกเบียดตัวเองไปกับเบาะ ขดตัวแล้วขดตัวอีกอยู่อย่างนั้น แต่เขากลับได้รับการปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง สองมือปัดป่ายไปทั่วไม่เว้นแม้แต่เขาที่ถูกปฏิเสธจากการรับรู้

“ศิวาหันมาพูดกับฉัน**!?” เขาตะคอกลั่นรถ “เป็นอะไรบอกมา ลืมตามองฉัน! เลิกบ้าได้แล้วไอ้ใบ้!**”

ศิวาหลงอยู่ในภาพฝันบิดเบี้ยวของตัวเอง

รถวิ่งเร็วมาก**… มีเสียงแตรร่างคนยืนอยู่ตรงนั้น…**รถพุ่งเข้าหา

เขาพยายามแล้ว บีบแตรเตือน**… ไม่พ้นชนเข้าอย่างจัง หักหลบไม่ทัน เลือดแดงฉานร่างคนคาอยู่บนกระโปรงรถ…**

การันต์ไม่คิดว่าศิวาจะเสียสติแล้วแรงเยอะขนาดนี้ จู่ๆเขาก็ถูกผลักให้ออกห่างอย่างแรง คนตัวเล็กร่างกายสั่นเทาทั้งลนลานคุมสติไม่อยู่ แยกไม่ออกว่าสถานการณ์ไหนคือเรื่องจริงหรือภาพหลอกหลอน มือคลำไปทั่วประตูแล้วเปิดออก กระโจนลงจากรถแล้ววิ่งเตลิดหน้าตาตื่นไม่คิดชีวิต

การที่ได้ออกมาจากรถ ทำให้คนสติเสียคิดว่าตัวเองหลุดจากฝันร้าย

ครั้งนี้ศิวาเป็นหนักมากจนยากควบคุม เขาหยุดวิ่งแต่โลกรอบกายไม่หยุด เป็นโลกที่หมุนรอบตัวศิวา ตาหวานเคลือบน้ำตายกมือขึ้นทึ้งศีรษะ ก่อนจะสะดุดเข้ากับหญิงชาวบ้านคนเดิมซึ่งข้ามไปแล้วและกำลังข้ามกลับมา เธอมาถึงกลางถนน รถกระบะพึ่งเลี้ยวหลุดจากโค้งกำลังมุ่งมา ระยะห่างดูแล้วยังไงก็ข้ามพ้นอย่างปลอดภัย แต่เป็นศิวาเสียเองที่หลอนจนแยกแยะไม่ออก

คิดว่านั่นคือกวินทร์ลดา

“ไม่**…ไม่อย่าข้ามไม่หลีกไปให้พ้นรถจะชน…**รถจะชนแล้ว”

ศิวาพึมพำเป็นคำไร้เสียง เขาจะต้องไปห้าม ไปยุติไม่ให้เรื่องสูญเสียมันเกิดขึ้น แล้วการันต์จะได้ไม่ชังน้ำหน้าเขา ศิวาคิดแก้ไขอย่างคนสติหลุด สองเท้าก้าววิ่งมุ่งไปหาหญิงชาวบ้านคนนั้น

เขาพุ่งไปลากผู้หญิงออกจากกลางถนน คนถูกลากไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตื่นตระหนกคิดว่าชายหนุ่มเป็นคนไม่ดี เธอไม่ยอมขยับกายไปตามแรงยื้อยุด รถกระบะขับเข้ามาใกล้ จากที่เธอคาดคะเนว่าข้ามพ้นแน่นอน มาติดเอาคนบ้าเสียสติโผล่จากไหนไม่รู้ มาแตะเนื้อต้องตัวเธอ

“เฮ้ย**!** อะไรบ้ารึเปล่าเนี่ยคุณ”

“ไป**…ข้ามไป…**ข้าม” ศิวาตะโกนอยู่ในใจ เขานึกว่าตัวเองเปล่งเสียงอยู่ หากแต่ความจริงเป็นแค่การขยับปากเท่านั้น เพราะเชื่อฝังใจว่าในการดำเนินชีวิตปกติตัวเองพูดไม่ได้ ปิดกั้นทุกคนและจะไม่พูดกับใครทั้งนั้น ร่างกายเลยสับสนทำงานไม่สอดรับ

คนแถวนั้นไม่รู้เรื่องราวเป็นมายังไง พวกเขารู้จักแต่ผู้หญิงซึ่งเป็นคนถิ่น แต่ไม่รู้จักผู้ชายที่โผล่มายื้อแขนกันกลางถนน ไม่ไกลออกไปการันต์วิ่งมาตามคนตัวเล็ก ชายชาวสวนเจ้าของร้านผลไม้ทำจากเพิงไม้หมาแหงนอยู่ใกล้กว่า เห็นท่าไม่ดีรถก็กำลังพุ่งมา เขารีบพุ่งออกไปลากรั้งคนทั้งสองคนออกมาจากกลางถนน

“ไอ้นี่มันบ้าแน่เลยเว้ย**!**”

รถกระบะวิ่งผ่านไป ทันทีที่ยืนอยู่ริมถนน ศิวาถูกผู้หญิงคนนั้นผลักให้ออกห่างจนเสียหลักล้ม

“ไอ้ห่าพากูเกือบตาย มึงบ้าก็อยู่ส่วนบ้าสิวะ**!**”

ศิวานั่งหอบหายใจ ดวงตาเบิกค้างมองท้องถนนโล่ง หางตามีหยดน้ำสีใสไหลเปื้อนแก้มไม่หยุด การันต์วิ่งมาถึงคนตัวเล็ก

“ศิวา**!**”

“นี่รู้จักกันเหรอ ดีเลยบ้าขนาดนี้พาไปรักษาโรงพยาบาลบ้านู่นไป๊ อย่าปล่อยให้มาระรานคนอื่น กูจะตายห่าอยู่รอมร่อแล้วเมื่อกี้” ผู้หญิงมีถิ่นอาศัยอยู่แถวนี้พูดภาษาบ้านๆอย่างไม่รักษาน้ำใจ

การันต์ไม่ได้สนใจคำต่อว่า เขาดึงให้เจ้าของแขนเรียวลุกขึ้น อย่าว่าแต่คนแถวนี้ด่าหยาบใส่เลย ถ้าไม่ติดว่าเวลานี้คนเป็นใบ้มีสภาพที่น่าสงสารไม่น้อย เขาจัดการมันหนักยิ่งกว่าที่ผู้หญิงคนนี้ยืนด่าฉอดๆอย่างคนปากจัดอีก

“ขอโทษที” การันต์ขอโทษแทนศิวา

“มันต้องเรียกค่าเสียหายโว้ย ชีวิตกูทั้งชีวิต”

ศิวาทำท่าเหมือนจะเดินออกนอกถนน คนสติหลุดจะออกไปพิสูจน์ว่าเขาช่วยเหลือกวินทร์ลดาไว้ทันหรือเปล่า ทำไมถนนโล่งแบบนี้

การันต์กลัวศิวาจะก่อเรื่องยุ่ง เขาจำต้องรั้งร่างโปร่งมากอดไว้แนบอก ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไรกับถนนและความเร็ว เขาเลยบังคับกดหน้าเล็กไปกับอกไม่ให้มันมองถนน มือข้างหนึ่งล้วงหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาหยิบธนบัตรส่งไปให้อย่างตัดรำคาญ

เมื่อจบเรื่องก็ลากคนไร้สติกลับขึ้นรถชนิดที่เรียกว่ายัด เขาขึ้นนั่งประจำตำแหน่ง แค่สตาร์ทรถยังไม่คิดออกตัวเพราะต้องเคลียกับคนที่ใบ้ไม่พอแถมยังบ้าจนเมื่อกี้เขาค่อนข้างตกใจไม่แพ้กัน เพราะไม่เคยเห็นศิวาที่มีท่าทีแบบนี้มาก่อน

ศิวาที่นั่งใบ้บื้อ ม่านตาขาวมากกว่าตาดำสะดุ้งเกร็ง มือข้างหนึ่งเกาะประตูอีกครั้ง

“อย่าทำตัวให้มันยุ่งยาก” การันต์กลัวจะเป็นอย่างเมื่อครู่ เขารวบข้อมือเล็กมาจับไว้

” ดวงตาแดงก่ำล่อกแล่ก ก่อนจะจ้องมองกระจกหน้าคอนโซล กระพริบตาหนึ่งครั้งจะเห็นเป็นคราบเลือด กระพริบตาอีกครั้งคราบเลือดหายไป

ร่างบางสลัดมือข้างหนึ่งออกจากมือหนา ยื่นมือออกไปพิสูจน์

ไม่มีอะไร**…** ไม่มีคราบเลือด รถคันนี้ไม่ใช่รถของเขา

การันต์มองหาหนทางดึงสติ เขาเอี้ยวตัวไปด้านหลังเบาะหยิบขวดน้ำที่ดื่มไปจนพร่องพอสมควรมาเปิดฝาแล้วเทราดลงบนศีรษะของศิวา

ไม่มีเจตนาไม่ดี แค่คิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีสำหรับตอนนี้

เขาเคยอยู่ร่วมกับคนบ้าที่ไหนกัน**!**

ศิวาสะดุ้งหลบน้ำ แต่การันต์ยื่นมือตามไปราดจนหมดขวด เขาหวังดีอีกนิดใช้มือหนาตบที่ข้างแก้ม

“สติๆ! อย่าบ้านักเลย แค่เป็นใบ้ก็หนักแล้ว บ้าอีกก็ยกเลิกสัญญาซะ เอาเวลาอยากมีผัวไปรักษาอาการวิตกจริตของตัวเองน่าจะดีกว่านะไอ้ใบ้”

น้ำที่รดศีรษะเมื่อกี้ช่วยได้มาก ศิวาลูบน้ำจากใบหน้า สบสายตามองคนที่ค่อนแคะเขา สติที่หายไปเริ่มกลับคืน ก่อเป็นรูปเป็นร่าง เป็นศิวาที่ไม่เคยหลุดจากฝันร้าย เวลานี้มันหายไปแล้วที่เหลืออยู่คือปัจจุบัน

การันต์หรี่ม่านตา เขาไม่อาจดับความอยากรู้ในตัวศิวา

“ฉันจะถาม ถ้าใช่ให้พยักหน้า ไม่ใช่ให้ส่ายหน้า”

ศิวายังคงมีสีหน้าย่ำแย่ เขาไม่สนใจคำพูดของการันต์ ร่างบางหยิบกระเป๋าสะพายที่ตกอยู่บนพื้นรถใต้คอนโซลขึ้นมา ล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าติดมือออกมาได้แค่นั้น ชายหนุ่มคว้ามันไปจากเขาทันที

“ที่เป็นแบบนี้มันเพราะอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนใช่ไหม?” เขายิงคำถามผ่านการคาดเดาที่น่าจะเป็นจริง รอก็แต่เจ้าตัวยืนยัน

” ศิวาบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ เอื้อมมือออกไปหมายจะแย่งกระเป๋าสะพายคืนจากมือหนา

ทว่าการันต์ไม่ยอมคืนให้แต่โดยดี เขาใช้มืออีกข้างบีบปลายคางวงหน้าเล็กเอาไว้

“ตอบ”

ดวงตากดดันที่มองมาทำให้ศิวาพยักหน้าแทนคำตอบ

ชายหนุ่มตวัดสายตาไปทางอื่นหลังได้รับรู้สิ่งที่ศิวาเป็นแบบนี้มาตลอดสองปี ศิวาสะบัดหน้าหนีแล้วเอื้อมมือหมายชิงกระเป๋าคืน การันต์รู้ทันชักหลบเพราะเขายังไม่จบคำถาม

“ตามิ่งรู้ไหม?”

เขาถามเพราะคาดเดาอีก อย่างน้อยถ้ารู้ก็น่าจะบอกเขาให้ระวังเรื่องความเร็วรถ เห็นห่วงหลานชายเสียขนาดนั้น แต่นี่ไม่พูด เขาเลยถามให้แน่ใจ

” ศิวาส่ายหน้า

การันต์หรี่ม่านตาถามถึงชายหนุ่มอีกคน “คุณหนามล่ะ?”

” ศิวาไม่เข้าใจว่าการันต์อยากจะรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม ถึงอย่างนั้นก็พยักหน้าตอบ

คนรักกันมันก็ต้องรู้และใส่ใจกันอยู่แล้ว เขาถามเพราะต้องการความแน่ชัดก็เท่านั้น การันต์แค่นเสียงหยันขึ้นจมูก เขาโยนกระเป๋าคืนให้

เขาเกิดคำถามขึ้นมาอีก

“นายกับฉันกำลังจะแต่งงานกัน แล้วคนรักของนายไม่รู้หรือไง?”

“รู้” ศิวาขยับปากตามรูปคำให้การันต์อ่านปากออก อยากจะอธิบายว่ากับหนามไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่กลับถูกตอกหน้ากลับมาด้วยถ้อยคำเจ็บแสบมาเสียก่อน

“แพศยาดีจริง”

คบหาอยู่กับอีกคนหนึ่ง แต่เสนอตัวมาแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง แพศยาไว้ใช้กับมารยาและพฤติกรรมของผู้หญิง แต่ศิวาเป็นผู้ชายคนแรกที่เขาใช้ด่า

“ผ่านมาแล้วสินะ นับว่าฉลาด เอาตัวเองใส่ตะกร้าล้างคราบคาวมาเสนอให้ผู้ชายอีกคน เรียกเงินมหาศาลจากการแต่งงาน วางแผนระยำตำบอนถีบให้ตัวเองมาจนถึงจุดนี้ น้ำมันคาวล้างยังไงมันก็ส่งกลิ่นคาว ตัวมันก็เลยคาว ทำยังไงถึงไม่ท้องล่ะ ท้องได้ไม่ใช่เหรอวะ อ้อ ยาคุม?”

ศิวากัดฟันแน่น ดวงตาหวานเวลานี้โศกอย่างเปิดเผย ขอบตาร้อนผ่าวตีตื้นของเหลวคลอหน่วยอีกครั้ง การันต์เห็นแบบนั้นก็แค่แค่นยิ้มสะใจให้ ศิวาเบือนหน้าหนี ถือโอกาสนี้ทำทีเป็นเช็ดน้ำที่ชายหนุ่มราดรดเรียกสติ ซับมันไปทีเดียวกับน้ำตา ทำแบบลวกๆ ท่องจนนับครั้งไม่ได้ บอกตัวเองให้อดทน

“นี่ฉันต้องขับรถช้าแค่ไหน ถึงจะไม่ปลุกความบ้าของนาย” การันต์ถาม

ศิวาจำต้องทำนิ้วบอก

“หกสิบ**! ไอ้ตัวปัญหาเอ๊ย!**” การันต์สบถ

เขาคลายเนคไทที่คอออกแล้วโยนลงบนตักให้ศิวารับไป คนตัวเล็กงุนงงด้วยความไม่เข้าใจ

“อย่าทำหน้าโง่กับไอ้เรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้ ทีวางแผนจับผัวฉลาดเป็นกรด เห็นแล้วขัดตา รีบๆจัดการตัวเอง”

พอถูกว่าแดกดัน ศิวาเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าชายหนุ่มส่งเนคไทให้เขาทำไม ศิวาหยิบมันขึ้นมาใช้ผูกคาดปิดเปลือกตาแทนผ้าปิดตาที่ถูกโยนทิ้งไปก่อนหน้านี้

การันต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาปลายทาง

“จะถึงช้าหน่อยนะ”

[ทำไมล่ะครับ?]

“ขับรถเร็วไม่ได้”

[ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ]

ปลายสายหัวเราะด้วยไม่เข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่าย

“มันมีตัวปัญหาอยู่ด้วย เร็วกว่านี้เดี๋ยวโรคบ้ามันกำเริบ ทั้งที่มันก็โรคจิตอยู่แล้ว”

**[หมายถึงคุณศิวาหรอครับ?]**ปลายสายรู้ว่าการันต์อยู่กับใคร

“แล้วเจอกัน ระหว่างนี้เลือกชุดที่ชอบไปก่อน”

[ผมเลือกไว้ให้พี่รันต์ลองด้วย]

พากรณ์กำลังลูบชุดสูทแล้วอมยิ้มที่ได้ทำหน้าที่นี้

“ขอบคุณมากครับ”

การันต์ยิ้มบางให้ปลายสายที่มีน้ำใจ

ชายหนุ่มตัดสาย เขาเหลือบมองคนที่นั่งอย่างสงบ เส้นผมหมาดชื้นยุ่งเหยิง วงหน้าเกลี้ยงเกลาคาดเนคไทไว้ที่เปลือกตา ศิวาเริ่มอยู่ในท่าทีผ่อนคลาย

รถถูกขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วระดับเดียวตลอดทาง

 ------------------------------------------------------

เมื่อรถจอดสนิท คนขับปลดเบลท์แล้วลงจากรถทันที ขณะที่ศิวาพึ่งถอดเนคไทออกจากเปลือกตา มองดูตึกกระจกสามชั้นสุดหรู ที่ชั้นหนึ่งหน้าทางเข้ามีหุ่นหลายตัวสวมใส่ด้วยชุดแต่งงานหลากหลายรูปแบบของชายและหญิง

ที่นี่เป็นห้องเสื้อชื่อดังจากดีไซน์เนอร์ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักออกแบบชุดวิวาห์ชื่อดังและเป็นที่กล่าวขานถึงแบรนด์นี้อย่างปากต่อปากในวงการแฟชั่นระดับทวีป คนดังระดับแนวหน้าของเมืองไทยหลายคนหลายคู่เลือกใช้ชุดจากดีไซน์เนอร์ท่านนี้ยามมีงานมงคลเกิดขึ้น

เรื่องพวกนี้ศิวาไม่รู้จักหรอก เขาได้แต่เดินตามการันต์เข้าไปในร้านที่ตกแต่งอย่างหรูหรา เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีพนักงานคอยต้อนรับถึงสามคน

และอีกคนเดินเข้ามายิ้มให้

“มาถึงได้สักทีนะครับ” พากรณ์เดินไปควงแขนการันต์

ตอนนี้เริ่มมีข่าวลือในแวดวงสังคมแล้วว่าเหมรัชต์จะมีงานมงคล          แล้วแบรนด์ของหัวหน้าพวกเธอก็ถูกเลือกให้ประดับอยู่บนร่างของอนาคตคู่วิวาห์   รู้มาว่าเป็นการแต่งงานที่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้ชายทั้งคู่

ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นความจริง พวกเธอมีหน้าที่ทำงานตามหน้าที่ ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น หากบริการเสร็จแล้วอาจจะมีนินทาลับหลังเป็นธรรมดาของโลกใบนี้ที่ไม่มีใครไม่ถูกนินทา เพียงแต่พวกเธองงว่าใครคือคนที่จะแต่งงานกับการันต์ เหมรัชต์ บุตรชายเพียงคนเดียวของคุณไกรภพและคุณหญิงปิ่นมาลา

คนที่มารออยู่ก่อนแล้ว แถมยังเรียกให้พวกเธอเอาคอเลคชั่นชุดสูทของเจ้าบ่าวมาแนะนำ หรือคนที่ยืนเหมือนหมดสภาพกับเส้นผมยุ่งๆ ใบหน้าเพลียๆด้านหลังของชายหนุ่มซึ่งยืนควงกันทั้งสองคน

“ในเมื่อมาพร้อมกันแล้ว ชุดที่จะแนะนำอยู่ทางนี้ค่ะ คุณพากรณ์เลือกชุดไว้ให้คุณการันต์ลองใส่แล้วนะคะ คุณพากรณ์ตาถึงมากเลยค่ะ ชุดที่เลือกหัวหน้าพึ่งนำไปจัดเดินโชว์บนแคทวอล์คในอเมริกาเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เองค่ะ”

“พี่ทำให้กรณ์ลำบากหรือเปล่า?”

การันต์ถามอย่างใส่ใจเขาวางมืออุ่นทาบลงบนมือบางของคนที่ควงแขนเขาไว้ แสดงดีและรู้งานแบบนี้ เขาเลือกคนไว้ใจไม่ผิดจริงๆ

ศิวาเหมือนธาตุอากาศไปแล้ว ร่างบางระบายลมหายใจ ก่อนจะสูดเข้าไปใหม่เพื่อลบล้างความรู้สึกเจ็บหนึบ ตาหวานทำเป็นกวาดมองรอบร้านไปทั่วเสียแทน

พากรณ์ส่ายหน้าแล้วอมยิ้ม “ไม่เลย ผมตื่นเต้นอยากเห็นพี่รันต์ใส่ ต้องหล่อมากแน่ๆ ไปเถอะครับไปลองกัน”

“คุณพากรณ์ก็ไปลองด้วยกันเลยค่ะ คุณหญิงสั่งให้เตรียมสตูดิโอชั้นบนไว้แล้ว ช่างกล้องก็พร้อมแล้วค่ะ ตอนนี้เลือกได้ตามสบายเลยค่ะ”

วันนี้การันต์กับศิวามาลองชุดและคัดเลือกชุดสำหรับถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ซึ่งศิวาเข้าใจว่ามาลองชุดสำหรับวันงานเท่านั้นแล้วกลับเลย พอฟังแบบนี้แล้วก็เบิกตาโตตกใจ

“ช่างวัดตัวจะตามมาทีหลังค่ะ พอดีติดงานนอก ต้องขออภัยด้วยนะคะ”

“สองอาทิตย์จะตัดทันใช้หรอครับ?” พากรณ์ถามแทนการันต์

“ไม่ทันก็ไม่เห็นต้องใส่ใจ พี่ใส่เสื้อตัวเก่ายังนับว่าให้เกียรติเกินไปเลย”

“พี่รันต์งานแบบนี้ต้องใส่ใจนะครับ ไม่นึกถึงหน้าใคร ก็นึกถึงหน้าคุณปิ่นกับคุณไกร”

คำว่าไม่นึกถึงหน้าใคร ศิวารู้สึกเหมือนถูกว่ากระทบพิกล

“มาค่ะ คุณการันต์กับคุณพากรณ์เชิญทางนี้เลยค่ะ”

พนักงานสาวผายมือเชิญก่อนเดินนำ ศิวาเดินตามหลัง แล้วขบวนก็หยุดชะงักเมื่อพนักงานสาวอีกคนถามถึงความสำคัญของศิวา

“เอ่อ แล้วคุณผู้ชายท่านนี้ล่ะคะ ต้องการชุดอะไรไหมคะ สามารถนั่งรอตรงส่วนนั้นได้ค่ะ ทางร้านมีบริการขนมหวานด้วย เดี๋ยวจะจัดมาให้นะคะ”

พากรณ์ยิ้มเพลียให้ศิวา ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด “คุณศิวาต่างหากครับที่พวกคุณต้องจัดชุดให้”

“ชุด? เพื่อนเจ้าบ่าวหรอคะ ดิฉันจะได้จัดเตรียมไว้ให้เลือกค่ะ”

หญิงสาวยังคงความไม่เข้าใจ

พากรณ์หัวเราะอีกพลางส่ายหน้า “คุณศิวาว่าที่สะใภ้เหมรัชต์ครับ            ดูเหมือนเขาจะไม่เหมือนคนที่จะมาเป็นสะใภ้ของเหมรัชต์เลยสินะครับ พวกคุณถึงเข้าใจผิดว่าเป็นผม”

พนักงานสาวทั้งสามคนหันไปมองที่ศิวาเป็นสายตาเดียวกัน ศิวารู้สึกประหม่าและกระอักกระอ่วนใจที่สายตาทั้งหมดพุ่งมายังเขาเป็นจุดเดียว ไหนจะถ้อยความค่อนแคะแขวะกันของพากรณ์ มือบางยกขึ้นมากระชับกระเป๋าสะพายอย่างไม่รู้จะทำตัวยังไง

“ยังไงรบกวนพาศิวาไปหาชุดที่พอจะเหมาะสมกับเขาด้วยนะครับ เดี๋ยวเรื่องชุดของพี่รันต์ ผมจะดูให้เขาเอง ส่วนชุดของผมที่ขอลองเตรียมไว้หรือยังครับ?”

“ทั้งหมดตามที่คุณพากรณ์พูดจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

พนักงานสาวทั้งสามพากันสะกิดเตือนกันแล้วรีบแยกย้ายไปจัดการตามหน้าที่ของตน โดยพนักสาวคนหนึ่งเดินนำขบวนพากันขึ้นไปยังชั้นบน มีพากรณ์ควงแขนการันต์เดินนำหน้า ศิวาเดินตามหลังพนักงานไปเงียบๆ สายตาคอยสอดส่องมองความสวยงามของร้าน

“ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เข้าใจผิด อย่าถือสาเลย เห็นคุณพากรณ์ออกตัวแบบนั้น พวกเราเลยพาลเข้าใจผิด”

เธอกระซิบบอกขณะพาลูกค้าทั้งสามคนมายังห้องเก็บชุดสูทของผู้ชาย

ศิวายิ้มบางยกมือส่ายแทนประโยคว่าเขาไม่ถือสา

หญิงสาวมีหน้าที่คอยดูแลเรื่องจัดหาชุดที่ศิวาพอใจมาให้เลือกและลองตามความพึงพอใจ ขณะที่อีกสองคนที่เหลือรับรองแขกแต่ละคนตามหน้าที่         เธอออกปากเชิญให้ศิวานั่งที่โซฟาเพียงคนเดียว ส่วนพากรณ์ซึ่งเลือกชุดไว้ให้การันต์ได้ลองแล้วจัดแจงบอกให้พนักงานเข็นราวเหล็กมานำเสนอ

พวกเขาต่างหันหลังให้กัน เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน และเหมือนพากรณ์จะทำผิดหน้าที่ ตามปกติคู่รักที่มาลองชุด มักจะใส่ใจดูแลความเรียบร้อยให้อีกฝ่าย ซึ่งหน้าที่นั้นควรเป็นศิวา ทว่าสิ่งที่เหล่าพนักงานเห็นกลับเป็นพากรณ์ที่คอยทำให้ทุกอย่าง

เบื้องหน้าของศิวาคือผนังที่มีราวเหล็กแขวนประดับไปด้วยชุดสูทมากมายหลากหลายรูปแบบ ไฟสปอร์ตติดยู่ข้างใต้ส่องสว่างขับให้ชุดที่แขวนอยู่น่ามองทุกชุด คนหน้าหวานนั่งไม่ติดที่ เดินไล่มองชุดสูทซึ่งถูกบรรจุไว้ในชุดพลาสติกอย่างดีเพื่อกันฝุ่นและป้องกันเหตุทำให้เกิดการชำรุด

ร่างโปร่งหยุดเข้าที่ชุดหนึ่ง ยิ้มบางอย่างพึงพอใจ พนักงานสาวที่เลือกติดมือมาให้สองชุดเห็นร่างโปร่งถูกใจชุดสูทสีขาวทั้งชุดพร้อมหูกระต่ายสีดำ

“ไซส์คุณศิวาพอดีเลยค่ะ ลองดูได้นะคะ” เธอยิ้มให้กับคนเงียบไร้เสียง

สงสัยจะเป็นคนพูดน้อย เธอคิดอย่างคนไม่รู้อะไร

” ศิวาพยักหน้า เขาอยากลองชุดนี้

ขณะเดียวกันพากรณ์ขอตัวไปลองชุดของตัวเองก่อน การันต์ยังไม่ยอมลองชุดเพราะเขาไม่บังเกิดความอยากกับมันแต่อย่างใด จึงเลือกชุดสูทอย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ส่งให้พากรณ์ไปลองใส่ในฐานะแขกคนสำคัญที่การันต์ขาดไม่ได้ในวันงาน

พากรณ์เข้าใจว่ามันคือความใส่ใจที่ชายหนุ่มรุ่นพี่มีให้เขา คนอายุน้อยกว่าอมยิ้มมีความสุข ยอมเข้าห้องลองชุดอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้ว่ามันเป็นการเปิดโอกาสให้กับว่าที่คู่วิวาห์ตัวจริง

เขาจะใส่ออกมาให้พี่รันต์ต้องตา**…**

พากรณ์คิดในใจแล้วเดินหายเข้าไปในห้องลองชุด

การันต์หันเหความสนใจไปยังอีกด้านหนึ่ง**…**

ว่าที่เจ้าบ่าวมองร่างโปร่งถือชุดสูทสากลสีขาวที่พนักงานเลือกให้เดินหายเข้าไปในห้องลองชุดก่อนประตูจะปิดลง โดยไม่รู้ว่ามีสายตาประสงค์ร้ายจับจ้องมองตาม รอยยิ้มหยันจุดขึ้นที่มุมปากรับกับดวงตาคมกล้าแฝงความคิดร้ายกาจ

**"**เลือกชุดเจ้าสาวที่พอดีตัวกับผู้ชายคนนั้นมาให้ฉันหนึ่งชุด" เขาสั่งพนักงานสาวที่รอให้บริการ

**"**ต...แต่ว่าคุณผู้ชายท่านนั้น..."

เป็นผู้ชายแล้วจะใช้ชุดเจ้าสาวไปทำไม

เธอจะค้านแต่ไม่กล้าเพราะสายตาดุดันของชายหนุ่มร่างสูงคนที่เหลือไม่กล้าออกความเห็นใดๆ

**"**หยิบมันมาให้ฉัน" เขาย้ำความต้องการ

พนักงานสาวกลัวลูกค้าจะไม่พอใจ เธอรีบเดินไปเลือกติดมือกลับมาสองชุด การันต์ไม่ได้ใส่ใจมอง ความสำคัญของชุดเจ้าสาวสำหรับเขาไม่ใช่เพื่อให้อีกฝ่ายใส่แล้วดูดี แต่มันอยู่ที่ใส่แล้วทำให้ไอ้ใบ้มันอับอายได้แค่ไหน นั่นล่ะที่เขาสนุกจะทำ การันต์หยิบไปจากแขนของพนักงาน เดินตรงไปยังหน้าห้องลองชุดที่ศิวาอยู่ด้านใน

มือหนาลองบิดประตูทดสอบเบาๆ ไม่ให้คนด้านในแตกตื่นรู้ตัวชายหนุ่มตวัดสายตาไปทางพนักงานสาวให้เธอรู้ว่าเขาต้องการอะไร

**"**คือ..." เธอลำบากใจ

การันต์รำคาญความพิรี้พิไรของหญิงสาว

เขาล้วงกางเกงหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา หยิบธนบัตรสีม่วงส่งให้ แล้วพยักเพยิดใบหน้าไปทางประตูห้องลองชุด หญิงสาวกลืนน้ำลายเมื่อเห็นสิ่งล่อใจมองคนที่เหลือ ซึ่งเพื่อนร่วมงานพร้อมใจกันทำเป็นไม่เห็น นั่นหมายถึงพวกเธอพอใจกับเงินพิเศษจำนวนนั้น

ความลำบากใจหายไปหมดเมื่อเธอคว้าไว้แล้วเอากุญแจมาปลดล็อคให้

เขาจะทำให้มันอับอาย…

ความคิดเห็น