Blueฯ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )
รามเกียรติ์ ศึกมังกรกัณฐ์

ชื่อตอน : องก์ที่ 4: แสงอาทิตย์เสวยสาสน์

คำค้น : ศึกมังกรกัณฐ์, รามเกียรติ์, Ramayaoi, ffmanblue, Blueฯ, yaoi, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2559 01:11 น.

องก์ที่ 4: แสงอาทิตย์เสวยสาสน์

แบบอักษร

           เสียงกระทืบบาทลั่นท้องพระโรงของกรุงโรมคัลจนกระทั่งพลเดินสาสน์ซึ่งนำข้อความจากมังกรกัณฐ์ที่พำนักอยู่ ณ เขาคันธมาทน์สถานพักกองของทัพพระรามสะดุ้งโหยงสีหน้าซีดเผือด บนบัลลังก์ทองคำบัดนี้เปล่งประกายสุกสกาวราวกับแสงสุรีย์เนื่องว่ามหาบุรุษผู้ประทับว่าราชการแทนเจ้ากรุงอยู่ในกิริยาเดือดดาลจนสาดแสงเป็นรัศมีราวกับแสงอาทิตย์สมดังพระนามของยุพราชแห่งโรมคัล อนุชาในมังกรกัณฐ์

           “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเจ้าพี่ต้องการสิ่งใดนะ

           เด็กหนุ่มอายุราวไม่เกิน 16 ปีมนุษย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยว ใบหน้างามหมดจดราวกับนางอัปสรบิดเบี้ยวด้วยโทสะจนกระทั่งเรือนผมยาวสลวยสีทับทิมส่องประกายดั่งเปลวเพลิง รูปร่างอรชรงดงามด้วยว่ายังไม่เข้าวัยหนุ่มฉกรรจ์แต่ความที่สืบสายโลหิตเดียวกับมังกรกัณฐ์จึงมีฤทธิ์มากเหลือ

           ท่าทางพิโรธรุนแรงของแสงอาทิตย์พาให้พระพี่เลี้ยงซึ่งนั่งอยู่ในทิศบูรพาไม่ไกลจากบัลลังก์นักเริ่มไม่สบายใจ เขาพิศไปยังพลนำสาสน์ซึ่งบัดนี้ลิ้นแข็งและเหงื่อแตกด้วยความตระหนกก็คาดว่าหากแสงอาทิตย์ยังไม่โทสะลงคงไม่เป็นอันรู้เรื่องเป็นแน่

           “พระอาญามิพ้นเกล้ายุพราช

           พระพี่เลี้ยงจิตรไพรีซึ่งปิดบังดวงตาขวาไว้ด้วยแผ่นหนังเอ่ยเสนอ แม้พญายักษ์จะมีรูปร่างสูงใหญ่และอายุอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์มากกว่าแสงอาทิตย์เป็นรอบแต่ก็รู้ดีว่าอารมณ์ขึ้นลงดั่งคลื่นสมุทรของแสงอาทิตย์ไม่อาจล้อเล่นได้ หากองไม่สบพระทัยขึ้นมา เพียงชายหางตามองก็อาจถูกเผาเป็นเถ้าธุลีภายในเพลาเท่าผึ้งกระพือปีก ดังนั้นไม่น่าแปลกที่พลนำสาสน์ซึ่งเป็นทหารเลวจะหวาดกลัวจนตัวสั่น

           แสงอาทิตย์กวาดดวงตามองไปทางจิตรไพรีและอนุญาตให้เอ่ยต่อได้

           “องค์มังกรกัณฐ์คงต้องการผูกมิตรกับทัพพระรามจึงได้ส่งราชสาสน์ให้ท่านตระเตรียมของกำนัลไปถวายอนุชาลักษมัณเพียงเท่านั้น

           “แต่เจ้าพี่ให้เราส่งวังทั้งหลังไปเป็นของกำนัลน่ะนะ!

           “แค่วังหลังเดียว เดี๋ยวข้าแบกไปให้ก็ได้

           จิตรไพรีเสนอแต่อีกฝ่ายดูจะยังไม่รับฟัง

           “มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องกี่หลังใครจะแบกไป ข้าสงสัยว่าเหตุใดเจ้าพี่จึงยังพำนักอยู่ที่ทัพพระรามต่อโดยทิ้งราชกิจไว้ให้ข้า!

           “หากท่านเบื่อมากจะละเว้นราชกิจไว้สัก...

           อ๊ากกก!

           เสียงพลนำสาส์นร้องลั่นเมื่อมีไฟลุกท่วมร่างเพียงแค่หางตาของแสงอาทิตย์ปรายมอง

           พระพี่เลี้ยงจิตรไพรีเห็นดังนั้นก็ผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาเป่าลมเพียงบางเบาจากริมฝีปากก็สามารถดับไฟที่ตัวพลนำสาส์นได้อย่างรวดเร็วไม่เหลือแม้รอยไหม้ที่ปลายผม พญายักษ์ทอดเนตรไปทางเสียงเซ็งแซ่และเห็นว่าทั้งท้องพระโรงตื่นตระหนกจึงรีบสั่งการให้เลิกประชุมและไล่ทุกคนออกไปเสียให้หมด

           ความเงียบสงบดั่งราตรีกลางสมุทรมาเยือนอย่างรวดเร็วเมื่อเหล่าข้าราชบริพารหายตัวออกไปจนหมดสิ้นด้วยกลัวว่าอาจจะถูกหางตาของแสงอาทิตย์ชายมาจนโดนเผาเกรียมทั้งตัว

           “เฮ้อ...ควบคุมอารมณ์บ้างเถอะแสงอาทิตย์

           จิตรไพรีปล่อยวางภาษาราชสำนักเปลี่ยนเป็นภาษาคนคุ้นเคยเสียแทนแต่ดูเหมือนอารมณ์ของยุพราชองค์น้อยจะยังไม่บรรเทา

           “ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่า!

           พลันลูกไฟสว่างวาบก็พุ่งตรงจากดวงตาของแสงอาทิตย์ซึ่งประดับแว่นแก้วไปยังร่างของจิตรไพรีที่ซบใบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างเหนื่อยใจ แม้ไม่หันขึ้นมามอง ลูกไฟก็ดับสนิทไปอย่างรวดเร็วโดยไม่อาจเลียผิวของพระพี่เลี้ยงได้ ใบหน้าหล่อเหลาที่มีแผ่นหนังปิดเนตรขวาไว้จึงค่อยเงยขึ้นมาก่อนผ่อนลมหายใจอีกระลอก

           “ถ้าคิดว่าคุมอารมณ์ไม่ได้ก็ถอดแว่นแก้วออกเสีย หากองค์มังกรกัณฐ์รู้ว่าเจ้าเผาพลนำสาสน์ทิ้งเพราะคิดจะโมเมไม่รับรู้เรื่องที่องค์จะให้ส่งของกำนัลไปให้อนุชาลักษมัณล่ะก็...

           จิตรไพรีไม่ได้เอ่ยจนจบแต่ดวงหน้างามของแสงอาทิตย์ก็เจื่อนไปทันใด ใบหน้างามดั่งเจ้าหญิงน้อยป่องแก้มเง้างอนก่อนสะบัดหน้าหนีทั้งที่ยังคงนั่งสง่าบนบัลลังก์ทองเช่นเดิม

           “ก็ได้เราจะส่งวังไปให้ตามบัญชาเจ้าพี่ แต่เราจะเอาไปให้เอง

           “อยากแบกไปก็ตามใจ

           “ไม่ใช่เราแบกเจ้าต่างหากต้องแบกไปจิตรไพรี!

           พระพี่เลี้ยงผ่อนลมหายใจอีกรอบ

           “เฮ้อ...ไอ้แบกน่ะไม่เท่าใดดอก แต่เจ้าต้องอยู่เฝ้าเมืองแทนองค์มังกรกัณฐ์ไม่ใช่รึไง ข้าเองก็ต้องอยู่เฝ้าเจ้าด้วยเหมือนกัน

           “เจ้าอยากเฝ้าเมืองก็เฝ้าไปสิข้าจะไปหาเจ้าพี่จะไปดูให้เห็นกับตาว่าลักษมัณใช้คุณไสยใดล่อลวงให้เจ้าพี่หลงใหลไม่ยอมกลับเสียที

           “จะไปหาเรื่องเขาว่างั้นเถอะ

           “พูดมากน่า!

           พลันเปลวเพลิงก็ลุกท่วมบัลลังก์ทองราวกับลูกไฟยักษ์จนจิตรไพรีต้องรีบเป่าลมดับให้เป็นการดีก่อนที่ไฟจะไหม้ลามไปทั่วทั้งท้องพระโรงเสียก่อน พญายักษ์นวดขมับด้วยความปวดเศียร เขาเลี้ยงแสงอาทิตย์มาแต่เป็นทารก เป็นพระสหายและพระพี่เลี้ยงให้มังกรกัณฐ์มาแต่สมัยเป็นยุพราชจึงสนิทสนมกับทั้งสององค์ราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน เขาจึงรู้ดีว่าคนเดียวที่จะกำราบแสงอาทิตย์ได้คือเชษฐามังกรกัณฐ์ที่แสงอาทิตย์ทั้งรักทั้งหวง ดังนั้นจะทัดทานให้อยู่รอที่โรมคัลต่อไปเห็นทีเขาจะรับมือไม่อยู่ เช่นนั้นสู้ให้ไปพบเชษฐาที่ทัพพระรามเสียเลยอาจจะลงเอยง่ายกว่า

           “ตกลง เข้าใจแล้ว อยากไปก็ไป ข้าจะให้จัดขบวนยาตรา...

           “ไม่ต้อง!

           แสงอาทิตย์ขัดขึ้นมากลางคันขณะกำลังถอดแว่นแก้วออกเก็บไว้กับตัว เจ้าชายน้อยดำเนินลงจากบัลลังก์ทองตรงไปยังแท่นทองคำของจิตรไพรีทางทิศบูรพาก่อนนั่งลงเคียงข้างด้วยใบหน้าเง้างอนน่ารักน่าเอ็นดู

           “อะไรอีกล่ะแสงอาทิตย์

           “ข้าจะแอบไปหาเจ้าพี่

           “จะแอบทำไมเล่า

           “ก็ขืนจัดขบวนไปก็ไม่ได้แอบดูสิว่าลักษมัณยั่วยวนเจ้าพี่อย่างไรบ้าง ข้าจะไปเฉลยความให้กระจ่าง ถ้าทัพวานรบังอาจใช้คุณไสยล่อลวงเจ้าพี่จริงล่ะก็...ข้าจะเผาเขาคันธมาทน์ให้ราบเป็นธุลีเชียว

           จิตรไพรีหลับตาลงด้วยความอิดหนาระอาใจ

           “พระยาพิเภกพระปิตุลาของเจ้าอยู่ด้วยไม่ใช่รึไง แค่เจ้าเหาะไปใกล้ก็คงโดนศรพระรามปักอกตายอยู่เชิงเขาเป็นแน่ แว่นวิเศษของพระยาพิเภกมองเห็นไปถึง 16 ชั้นฟ้าเลยนะ

           “เช่นนั้นก็เดินเท้าไปสิ ไม่ต้องเหาะ

           “คนที่ไม่เคยเดินเท้าไกลกว่าอุทยานกับตำหนักน่ะเหรอ

           “เราเดินไม่ไหวเจ้าก็อุ้มไปสิ

           ยุพราชน้อยชูคอดั่งราชานีจนจิตรไพรีเริ่มปลดปลง

           “ถ้าเจ้าดื้อดึงต่อไปข้าจะแจ้งองค์มังกรกัณฐ์นะ

           ใบหน้าหล่อเหลาที่มองจากดวงตาซ้ายพาให้ร่างเล็กที่นั่งซบแนบข้างดูเจื่อนไป

           เมื่อเห็นว่าไม้แข็งใช้กับพระพี่เลี้ยงสุดเขี้ยวไม่ได้ผล แสงอาทิตย์จึงเปลี่ยนเป็นไสกายเข้าไปกอดท่อนแขนใหญ่อย่างออดอ้อน ทิ้งกายลงเอนนอนหนุนเศียรแนบตัก เงยพักตร์ขึ้นส่งดวงตาน่ารักราวกับลูกกวางน้อย

           “เวทนาเราเถิดนะจิตรไพรี เราคิดถึงเจ้าพี่เหลือเกิน

           “อย่ามาอ้อน

           ดวงหน้างามหมดจดป่องแก้มและมีน้ำตาเครือจากดวงตากลมโตอย่างแสนโศก จนเมื่อสายน้ำตาไหลร่วงลงที่ผิวแก้ม จิตรไพรีก็ผ่อนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนอุ้มร่างที่นอนโศกหนุนตักขึ้นมาแนบอกดั่งเจ้าสาวและพาเดินตรงไปยังพระตำหนักที่ประทับ

           “เอาล่ะ เอาล่ะ เข้าใจแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปก็ได้

           “เย้รักเจ้าที่สุดเลย!

           ร่างบางในอ้อมแขนโอบกอดรอบลำคอและจุมพิตผิวแก้มพญายักษ์ด้วยความดีใจ ฝ่ายจิตรไพรีซึ่งหมดหนทางทันทานจึงได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่ สุดท้ายเขาก็ไม่เคยทนแรงอ้อนของสองพี่น้องราชนิกุลโรมคัลได้สักที

#

           ภายในโถงพระที่นั่งสำหรับประชุมกลางทัพพระรามซึ่งบัดนี้ได้เพลาเสวยมื้อเที่ยงอย่างเรียบง่ายร่วมกับพระลักษมณ์ พระยาพิเภก และมังกรกัณฐ์ มหาบุรุษกายสีเขียวนวลขยับกายบนอาสนะอย่างไม่สบายองค์นักจนกระทั่งพระยาพิเภกต้องคลานเข่าเข้ามาถามความซึ่งเหตุคงไม่พ้นที่พระเชษฐาของเขาสวมรอยเข้าโรมรันกับพระรามทั้งคืนเป็นแน่

           “ท่านประชวรหรือไรองค์ราม

           พิเภกกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าซีดเซียวของพระรามได้แต่หันมายิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ แต่กลับเอนกายพิงพญายักษ์สูงใหญ่ที่แนบข้างราวกับปรารถนาจะผ่อนแรง

           “เราเป็นเป็นไรดอกพิเภก แต่อยากพักเสียหน่อย

           “ท่านพี่ประชวรหรือ

           ลักษมัณซึ่งเห็นท่าทางอ่อนแรงรู้สึกเป็นห่วงเหลือกำลัง องค์จะยันกายลุกขึ้นจากอาสนะแต่เชษฐาก็ยกมือขึ้นปรามไว้เสียก่อน

           “พี่ไม่เป็นไรดอกลักษมัณ ขออภัยองค์มังกรกัณฐ์ด้วย ข้าคงอ่อนเพลียเกินไปจึงคิดว่าไปเสวยในห้องดีกว่า

           “ถ้าเช่นนั้นข้าจะพาท่านพี่...

           “ไม่ต้องลักษมัณ เจ้าอยู่เสวยกับองค์มังกรกัณฐ์เถิด พี่จะให้พิเภกพาไปเอง

           พญายักษ์ได้สดับก็ยิ้มเรื่ออย่างปลื้มปริ่ม อ้อมแขนโอบอุ้มร่างบางไว้แนบอกอย่างถนอมก่อนเดินจากไปอย่างสงบตามด้วยเหล่าโยธาที่ยกสำรับตามไปให้ด้วย กลางโถงประชุมจึงเหลือเพียงพระลักษมณ์และมังกรกัณฐ์ซึ่งยังคงนั่งเสวยต่ออย่างเงียบเชียบ

           “เขาคันธมาทน์แห่งนี้ลมเย็นดีนะ

           มังกรกัณฐ์เอ่ยทำลายความเงียบ เมื่อนั้นลักษมัณจึงสะดุ้งและเงยใบหน้างามขึ้นจากสำรับที่ยังพร่องไปไม่ถึงครึ่ง องค์จึงเพิ่งรู้ตัวว่าพญายักษ์เข้ามานั่งเคียงข้างเสียแล้ว

           “ท...ท่านเจ้ากรุง

           “สายลมโชยพัดเอากลิ่นหอมของบุปผามาลาเข้ามาจนเราหลับสบายทั้งคืนสมชื่อ ‘คันธมาทน์’ ภูเขาผาหอมที่ทำให้เราหลงจนมัวเมา เราชักอยากสร้างวังไว้ที่นี่เสียแล้วสิ

           “ท...ท่านคงชอบภูมิทัศนาเช่นนี้

           “ไม่เลย เราชอบเจ้าต่างหาก

           ใบหน้าหล่อเหลาของร่างที่แนบข้างจนผิวกายสัมผัสเข้ามาชิดใกล้แทบรู้สึกได้ถึงลมหายใจ พระลักษมณ์พิศดังนั้นก็เขินอายจนส่ายดวงพักตร์หนีแต่กลับถูกมือใหญ่เชยกลับมาเสียในทิศเดิม

           “ท่านเข้ามาใกล้เกินไปแล้วมังกรกัณฐ์

           ในอุราของพระลักษมณ์รู้สึกได้ถึงเสียงกลองศึกระรัว มือใหญ่ที่เชยผิวปรางอุ่นร้อนและใหญ่โตช่างเปี่ยมอำนาจแม้ว่าจะสัมผัสเพียงแผ่วเบา กระทั่งจะขัดขืนก็ไม่อาจแม้แต่จะดำริได้

           “สีหน้าเจ้าดูหมองหม่นจนเราห่วงเหลือเกินลักษมัณ จริงสิ...เรามีของกำนัลที่อาจจะทำให้เจ้าสดชื่น

           พญายักษ์คลี่ยิ้มหล่อเหลาอย่างนุ่มนวลก่อนเอื้อมมือหยิบตะกร้าสานข้างกาย ประคองพวงมาลัยดอกไม้หอมสิบชนิดที่ร้อยอย่างบรรจงขึ้นมาและคล้องที่ข้อมือของลักษมัณให้ราวกับจะแทนใจ

           “เราไปเก็บบุปผาหอมเหล่านี้มาเมื่อยามรุ่งแล้วร้อยมาลัยให้เจ้า

           ใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มนุ่มนวลพาให้หัวใจของลักษมัณเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอุระ มือบางที่รับมาลัยหอมถึงกับสั่นสะท้านจนแรงไหวรู้สึกได้บนมือใหญ่ที่โอบอุ้มอยู่ ดวงหน้างามฝาดแดงด้วยสีโลหิตจนร้อนผ่าว น่าเอ็นดูจนพญายักษ์ต้องโน้มพักตราเข้าไปจุมพิตผิวแก้มอย่างถนอม

           “ปรางเจ้าฝาดระเรื่อน่าเอ็นดูใจเหลือเกินลักษมัณ

           “ก็ท่านเข้ามาใกล้เสียขนาดนี้

           “ไม่ใกล้แล้วจะได้กลิ่นกายเจ้าหรือ

           “กายข้ามิได้หอม...

           ริมฝีปากพญายักษ์ประทับลงปิดเสียงประท้วงแสนงอนอย่างนุ่มนวล มังกรกัณฐ์โอบร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน จุมพิตบางเบาหยอกล้อจนเมื่อไม่เห็นว่าพระลักษมณ์จะถอนกายออกห่างจึงเพิ่มความล้ำลึกอย่างแสนหวาน ปลายลิ้นรุกรานอย่างสุขุมเช่นเดียวกับหัตถาที่นวดคลึงด้วยอารมณ์เสน่หาไปทั่วแผ่นหลัง ยิ่งกระชับกอดก็ราวกับจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์

           พระลักษมณ์เคลิบเคลิ้มกับทั้งจุมพิตและกลิ่นสุคนธมาลย์จนทั้งร่างแทบลอยสู่ชั้นฟ้า แผ่นอกกว้างและอ้อมแขนแกร่งกระชับแน่นสลับผ่อนแรงจนแทบหลอมละลาย เพียงคิดว่าเพิ่งปวดใจจากภาพบาดตาที่พิเภกตระกองกอดเชษฐาเมื่อครู่ บัดนี้กลับรู้สึกดีที่ได้รับการปลอบประโลมจากมังกรกัณฐ์ซึ่งหวานราวกับน้ำตาลอ้อย

           “อา...อภัยให้เราด้วยที่ปรารถนาริมฝีปากเจ้าจนไม่อาจยั้งสติได้

           พญายักษ์ละริมฝีปากออกมาพรายกระซิบข้างใบหูก่อนถอนกายออกไปนั่งห่างราวสองวา ใบหน้าหล่อเหลาประดับไรเคราเบาบางคลี่ยิ้มอย่างหลงใหลพาให้ลักษมัณแทบหายใจหายคอไม่คล่อง เด็กหนุ่มก้มหน้างุดและแก้เก้อด้วยกายยกมาลัยหอมที่คล้องข้อมือขึ้นมาสูดกลิ่น ใบหน้างามพรายยิ้มเมื่อเห็นว่าช่อมาลาได้รับการร้อยอย่างบรรจงงดงาม เรียงสีสลับลายได้อย่างวิจิตรสมเป็นงานฝีมือในรั้วในวัง

           “ท่านเจ้ากรุงให้นางกำนัลร้อยให้หรืออย่างไร นางกำนัลในวังของท่านคงฝีมือเลิศล้ำ

           มังกรกัณฐ์ส่ายพักตราด้วยรอยยิ้ม

           “มิใช่ดอกลักษมัณ เรามิได้พานางกำนัลมาด้วย มาลัยนี้เราร้อยเองด้วยใจ

           “ใจท่านช่างสนเข็มและร้อยเรียงบุปผาได้งามเลิศ

           “เพราะในใจเรามีเจ้าอยู่อย่างไรจึงได้งามเลิศ

           คำหวานพิฆาตโสตจนพระลักษมณ์แทบหลอมละลาย

           ใบหน้างามที่เปล่งรัศมีแสนรัญจวนใจปลดสลักความอดทนในกายของมังกรกัณฐ์จนหมดสิ้น พญายักษ์ยันกายขึ้นและจัดแจงดิ่งเข้าไปอุ้มพาร่างบางตรงหน้าดำเนินออกมาก่อนเหาะพาไปยังที่ประทับโดยมิเสียเวลาเดิน

           พระลักษมณ์ระบายความตระหนกบนใบหน้าแม้ว่ากายจะยังคงอยู่ในอ้อมแขนใหญ่ เพียงพริบตาพญายักษ์ก็นำพาร่างบางไปยังพลับพลาที่ประทับของมังกรกัณฐ์ในทัพพระราม จะให้เจาะจงกว่านั้นคือนำพาไปยังแท่นบรรทมขององค์นั่นเอง

           “ท...ท่านเจ้ากรุงท่านพาเรามาที่นี่ด้วยเหตุใด

           “มีเหตุเดียวที่เราพาเจ้ามายังห้องบรรทม

           “ท่านจะบรรทมหรือ...แต่ตะวันเพิ่งลอยเหนือเศียร

           “ตะวันจะอยู่หนใดเราก็ปรารถนาเจ้าได้เสมอ

           พญายักษ์ยันกายขึ้นทาบทับเหนือร่างบางที่นอนตะลึงแน่นิ่งบนแท่นบรรทม องค์เล้าโลมผิวปรางด้วยริมฝีปากอย่างอ่อนหวาน จุมพิตซอกคอระหงแผ่วเบาพลางดึงภูษากำบังกายของลักษมัณออกอย่างแสนเชี่ยวชาญ แผ่นอกสีสุพรรณงามตายั่วยวนชวนให้อยากดื่มกินเสียจนต้องประทับจุมพิตพร่างพรายราวกับกลีบดอกไม้โปรยปรายทั่วแผ่นอก

           ความหวานล้ำของมังกรกัณฐ์แทบทำให้ลักษมัณละลาย เด็กหนุ่มส่งลมหายใจหอบกระชั้นจนไม่อาจห้ามเสียงครวญได้ ยิ่งเมื่อปลายลิ้นโลมเล้าลงลึกถึงแนวหน้าท้อง ความร้อนซ่านกลับตีขึ้นราวกับลมหวนจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ผิวกายที่นอนสงบกลับถูกปลุกให้ลุกชันอย่างน่าละอายภายในภูษาที่ถูกมือใหญ่ไล้สัมผัสจากเบื้องนอก

           “อย...อย่าท่านมังกรกัณฐ์

           “สำรับเครื่องต้นเมื่อครู่ไม่พอให้เราอิ่มเอมดอกลักษมัณ ผิวกายของเจ้าต่างหากที่จะพาให้เราอิ่มใจดั่งได้อาหารทิพย์

           ดวงหน้างามระอุราวกับถูกเผาด้วยแสงสุรีย์ ยิ่งเมื่อภูษาเบื้องล่างถูกปลดเปลื้องอย่างง่ายดายเปิดทางให้มือใหญ่โอบอุ้มอย่างถนอมและดึงรั้งหยอกเย้า ทั้งกายก็ราวจะล่อยลอยอยู่กลางหมู่เมฆา

           “อา...หย...หยุดเถิดท่าน

           “เมตตาพญายักษ์ที่อดอยากอย่างเราเถิดลักษมัณ เรากระหายผิวกายเจ้าจนแทบคลั่ง

           “ต...แต่ข้ากับพิเภก

           “เจ้ากับพระปิตุลาพิเภกที่สมัครใจรักพระรามทำไมหรือ

           ทั้งร่างของลักษมัณราวกับแข็งเป็นตะกั่ว ใบหน้าที่ครวญเครือเมื่อครู่กลับนิ่งสนิท สองตามีสายน้ำคลอเบ้าจนเมื่อหลั่งรินอาบผิวปราง มังกรกัณฐ์จึงรีบยันกายขึ้นจูบซับให้โดยไว

           “ลักษมัณ...

           “ท่าน...ให้ข้าอยู่คนเดียวเถิด

           “เจ้าอยู่กับเราที่รักเจ้าจนหมดหัวใจยังมิพอหรือ จะมอบใจให้บุรุษที่หลงใหลชายอื่นเพื่ออะไร

           ยิ่งเอ่ยโอษฐ์ ดวงหน้าพระลักษมณ์กลับยิ่งนองน้ำตา เสียงสะอื้นไห้รุนแรงจนพาให้มังกรกัณฐ์แทบไม่อาจห้ามดวงเนตรของตนเองได้ สองตาร้อนผะผ่าวโดยที่องค์ไม่รู้ว่าเกิดจากความริษยาหรือจากอัสสุธาราที่กำลังจะหลั่งริน

           “เรา...เรารัก...

           “ปล่อยข้าไปเถิดท่านเจ้ากรุง ใจข้ามีดวงเดียวและมันไม่ได้เป็นของข้าอีกแล้ว

           “ใจเป็นของเจ้าลักษมัณ มิได้เป็นของพระปิตุลา เขาไม่รับแล้วเจ้าจะยังรีรออันใด มอบมาให้เราเถิด เราจะดูแลทะนุถนอมเป็นอย่างดี

           คำอ้อนวอนของมังกรกัณฐ์กลับกลายเป็นสลักเงินลั่นดาลปิดทวารบานสุดท้ายของวิถีหลีกหนีความจริง สองมือบางยกขึ้นปิดใบหน้าที่ร่ำไห้อย่างไร้เสียง ร่างบางหันกายหนีและสะอื้นไห้อย่างเงียบเชียบจนมังกรกัณฐ์แสนเวทนา

           พญายักษ์เห็นเช่นนั้นก็ถอดใจ หัวใจรักของเขาคงเป็นได้แต่เพียงหนามต้นสาละที่ไม่อาจให้ร่มเงาได้มากเท่าความเจ็บปวดแก่ลักษมัณ องค์ยันกายลุกขึ้นอย่างแสนระทม มือใหญ่ดึงผ้าแพรคลุมร่างที่สะอื้นตัวโยนก่อนดำเนินจากไปอย่างเงียบเชียบ

           ร่างสูงใหญ่ดำเนินออกจากพลับพลาตัดแนวพฤกษ์ไพรไปอย่างไร้จุดหมาย จนเมื่อเห็นพุ่มแก้วสีขาวงามกลิ่นหอมจรุงใจจึงได้หยุดนั่งพักและโน้มกิ่งช่อดอกแก้วเข้ามาสูดดม กลิ่นนี้หอมราวกับผิวปรางของลักษมัณ ผิวกายสีสุกปลั่ง ความนุ่มนวลและความอุ่นร้อนล้วนแล้วแต่ติดตรึงใจจนมิอาจหักด้ามพร้าด้วยเข่าขืนเอาคนงามเช่นนั้นมาเป็นของตัวได้

           “เรารักเจ้าจริงๆ นะ

           องค์กระซิบบอกดอกแก้วที่ชโลมกลิ่นหอมเย็นใจ ใบหน้าหล่อเหลาอาบด้วยน้ำตา เพียงแค่คิดว่าลักษมัณไม่มีใจให้เขา ในอกก็ร้อนแทบเผาไหม้

           ระหว่างที่อัสสุชลนองใบหน้าดั่งมหาสมุทรจะถูกถมให้เต็มด้วยน้ำตา เสียงกิ่งไม้และฝีเท้าเบื้องหลังชักพาให้มังกรกัณฐ์เจริญสติ ดวงเนตรคลอเครือเปลี่ยนเป็นลุกวาวราวกับจะออกศึก

           หืม...เจ้ารักดอกแก้วนั่นหรือเจ้าหนุ่ม

           เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากเบื้องหลังอย่างคุ้นเคยปลุกมังกรกัณฐ์จากความระทม

           พญายักษ์หันกลับมามองและเห็นร่างวานรกายสีทองสูงใหญ่ยืนสูบยาเส้นพ่นควันและพิศมาอย่างแปลกใจอยู่เบื้องหลัง

           “เกสะ...

           “อืม...ข้าเอง มานั่งทำอะไรแถวนี้ ชอบดอกแก้วเหรอ

           มังกรกัณฐ์พยักใบหน้า

           “เราชอบดอกไม้หอมทุกชนิด

           เกสรทมาลาลั่นหัวเราะในท้องอย่างขบขัน

           “เช่นนั้นเจ้าคงชอบเขาคันธมาทน์แห่งนี้เพราะมีดอกไม้หอมนับหมื่น

           “อย่างที่เจ้าเอ่ย เราชอบสถานที่ที่อวลด้วยกลิ่นสุคนธ์งดงาม

           “อย่าบอกนะว่างานอดิเรกของเจ้าคือร้อยมาลัย

           เกสรทมาลาแซวและหัวเราะร่วนในคอ จนเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าก็พาให้ต้องกรีดนิ้วหนีบยาเส้นไว้และอุดมือปิดปากมิให้เสียงหัวเราะดังลั่นออกมา

           “เราร้อยมาลัยเก่งที่สุดในโรมคัลเลยล่ะ

           “ฮะๆๆ เจ้าเรียนวิชาการเรือนเตรียมไปเป็นเมียใครรึไง

           “มิใช่เช่นนั้นดอกเกสะ เราเพียงแค่ชอบดอกไม้หอม พิศดอกแก้วพวงนี้สิ ดอกไม้หอมมีความงามอย่างสุขุม มิได้ฉูดฉาดบาดตาทว่ามีกลิ่นที่ชวนให้รื่นใจ

           “เช่นนั้นเจ้าก็เหมาะกับลูกสาวของข้า คงได้เหมือนนอนกอดมาลาทั้งคืน

           เกสรทมาลาเสนอด้วยรอยยิ้มหยอก ระหว่างที่ระบายควันจากยาเส้นผ่านริมฝีปาก ใบหน้าหล่อเหลาของเจ้ากรุงโรมคัลที่หันมามองก็พาให้ระลึกบางอย่างได้จนเสนาวานรสำลักไอโขลก

           “ข...ข้าไม่ได้มีเจตนาล่อลวงให้เจ้าตบแต่งกับลูกสาวข้าหรอกนะ!

           “เรื่องนั้นช่างเถิด เราสงสัยเรื่องอื่นมากกว่า

           “เจ้าสงสัยเรื่องใด

           มังกรกัณฐ์ขมวดคิ้วอย่างน่ารัก องค์ปล่อยหัตถ์จากพวงดอกแก้ว ยันกายขึ้นและตรงไปโอบกอดรอบแผ่นอกวานร ซุกนาสิกลงที่ซอกคอและสูดกลิ่นหอมก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง

           “ทำไมเจ้าไม่มีกลิ่น อย่าบอกนะว่าต้องกินดอกไม้จึงจะหอมหวาน

           “พูดอย่างนั้นจะไปเด็ดดอกไม้มาให้ข้ากินรึไง

           “ใช่ เอ่ยดังนั้นเพราะเราจะไปเด็ดบุปผามาร้อยมาลัยให้เจ้ากินดังว่า

           วานรเถื่อนถึงกับคิ้วขมวดมุ่น

           “วิปลาสไปแล้วรึไงเจ้าหนุ่ม วานรไม่กินดอกไม้ มีแต่ผึ้งที่กินดอกไม้

           “แล้วกลิ่นกายเจ้า...

           “ข้าสูบยาเส้นนี่อยู่อย่างไร ยาเส้นนี่จะช่วยกำราบกลิ่นกายข้าให้สงบ

           ว่าแล้วก็พ่นควันปุ๋ยๆ อย่างอารมณ์ดี แต่ไม่ทันที่จะแซะเอาร่างพญายักษ์ที่กอดแนบอกออกไปให้ไกล ใบหน้าหล่อเหลาที่จ้องตรงมากลับหลั่งน้ำตาด้วยสีหน้าแสนโศก น่าตกตะลึงจนเกสรทมาลาสะดุ้ง

           “เฮ้ยร้องไห้อะไรของเจ้าเนี่ยเจ้าเป็นเจ้าเมืองนะ!

           “เราอยากสูดกลิ่นกายเจ้า

           “ลามปามแล้วไง ข้าบอกแล้วว่าอย่าพูดเรื่อง...

           คำประท้วงถูกกลืนหายเมื่อพญายักษ์เบื้องหน้าโน้มเข้ามาประทับริมฝีปากแนบชิด

           เกสรทมาลาถูกมังกรกัณฐ์ผลักลงกับพื้นหญ้านุ่ม จุมพิตล้ำลึกดื่มด่ำราวกับจะดูดดึงวิญญาณหอมหวานของเขาออกไปเสียให้หมด ครั้นจะผลักพญายักษ์ออกไปแต่เรี่ยวแรงของมังกรกัณฐ์ก็มหาศาลเกินกว่าจะประท้วงได้ จึงได้แต่ปล่อยให้เด็กหนุ่มเบื้องหน้าดื่มกินริมฝีปากของเขาเสียให้อิ่มเอม

           จนเมื่อเปรมใจ ใบหน้าหล่อเหลาระเรื่อรอยยิ้มของมังกรกัณฐ์จึงยอมถอนออกมาด้วยลมหายใจหอบระรัว

           “อา...แม้ภายนอกจะไม่ได้กลิ่น แต่ในกายเจ้ายังหอมหวานเหมือนเดิม

           พญายักษ์ชื่นชมด้วยดวงหน้าเคลิ้มฝันแต่อีกฝ่ายกลับขบเขี้ยวอย่างไม่พอใจ

           “ข้าให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ เจ้าทำแบบนี้อีกข้าชกเจ้าคว่ำแน่

           “เจ้าก็เลิกสูบยาเส้นสิ

           “เจ้าเป็นใครมาสั่งข้าหา!

           เกสรทมาลาตวาดอย่างเหลืออด ร่างที่ทาบทับเบื้องบนถึงกับสะดุ้งและยอมถอนกายออกมานั่งอย่างสงบเบื้องหน้าด้วยพักตราจ๋อยสนิท

           ท่าทางปลดปลงของมังกรกัณฐ์ยิ่งทำให้วานรหนุ่มหัวเสีย เขายันกายลุกขึ้นมานั่งบ้างและสะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด จนเมื่อเห็นว่าพญายักษ์มีสายน้ำตาร่วงอาบแก้มจึงตัดสินใจดีดยาเส้นทิ้งและกระชากร่างที่นั่งโศกอยู่เบื้องหน้าเข้ามาในอ้อมกอด

           “เจ้ามันเด็กไม่รู้จักโตแท้ๆ

           มือใหญ่โอบใบหน้าโศกาของพญายักษ์เข้ามา เกสรทมาลาบรรจงประทับริมฝีปากอย่างนุ่มนวล โลมไล้ปลายลิ้นหยอกล้อก่อนดูดดึงอย่างเผ็ดร้อนจนร่างในอ้อมแขนอ่อนยวบ

           กลิ่นหอมจากรอยจุมพิตทำให้มังกรกัณฐ์ราวกับต้องมนต์ องค์โอบกอดร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าแน่นอย่างปรารถนา ดีเพียงใดที่นั่งอยู่เพราะหากยืนก็คาดว่าคงอ่อนเปลี้ยเสียขาเป็นแน่ ความหวานหอมชวนให้รัญจวนทุกลีลา ยิ่งเมื่อปลายลิ้นถูกโลมเล้ารัดรึงก็ราวกับจะดึงให้ทั้งร่างเหาะเหินไปสู่สวรรค์ จนเมื่อพญาวานรผ่อนจังหวะและละริมฝีปากออก ร่างที่อ่อนระทวยของมังกรกัณฐ์จึงทิ้งกายลงนอนหนุนตักเบื้องหน้าอย่างสิ้นแรง

           “พอใจรึยังเจ้าหนุ่ม

           เกสรทมาลาขบขันในลำคอ เขาไล้มือไปที่เศียรพญายักษ์ซึ่งเอนไสยาสน์อยู่บนตัก

           มังกรกัณฐ์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วพักตรา โอษฐ์สั่นจนไม่อาจรวบรวมคำพูดให้เปล่งออกมาเป็นวจีได้ดังเดิม จุมพิตเมื่อครู่หอมหวานราวกับได้รับตรีโอสถ แต่แม้ร่างกายจะฟื้นพลังแต่แขนขากลับอ่อนเปลี้ยจากแรงโลมเล้าของปลายลิ้น

           “เจ้า...จูบเก่งเหลือเกินเกสะ

           “จูบเจิบอะไรเล่าข้าแค่ป้อนตรีสุคนธ์โอสถให้เจ้า ร่างกายจะได้กระชุ่มกระชวยหน่อย เห็นทำหน้าทำตาเสียอย่างกับฟ้าจะถล่ม

           พญายักษ์กรีดดวงเนตรขึ้นมองและเห็นว่าเกสรทมาลาสะบัดหน้าหนีราวกับขัดเขิน เช่นนั้นองค์จึงคลี่ยิ้มงามด้วยความรักเปี่ยมอุราต่อสหาย

           “เจ้าเห็นเราโศกาจึงอยากปลอบสินะจึงได้สำรอกตรีสุคนธโอสถให้จากโอษฐ์

           “พูดเสียน่าชัง สำรอกอะไรเล่า เจ้าเป็นลูกนกรึไง กลิ่นกายาเรานี่ล่ะโอสถแต่กลิ่นยาเส้นมันกลบภายนอกก็เลยต้องให้เจ้าจากภายในเท่านั้นเอง ถ้าเป็นวันอื่นอย่าหวังเลยว่าข้าจะยอมป้อนให้

           “พวกวานรป้อนโอสถทางโอษฐ์กันเสมอเลยหรือ

           มังกรกัณฐ์ถามอย่างใคร่รู้แต่เกสรทมาลากลับส่ายหน้า

           “ไม่ใช่ดอก มือเท้าก็มีทำไมต้องใช้ปาก

           “มือน่ะเข้าใจ แต่เท้า...

           พญายักษ์พยายามระงับจินตนาการแต่ก็ไม่อาจนำพา ฝ่ายเกสรทมาลาพิศองค์ก็เลิกขนงอย่างแปลกใจ

           “หืม...พงศ์ยักษ์ใช้เท้าไม่คล่องหรือ วานรใช้เท้าหยิบอาหารเข้าปากเป็นปกตินะ ข้ายกเท้ามาลูบหัวเจ้าให้ดูก็ได้

           มังกรกัณฐ์ถึงกับหน้าซีด องค์อยากกระโดดหนีแต่เกรงว่าเกสรทมาลาจะเสียใจจึงได้ยอมหนุนนอนบนตักต่อด้วยใจระทึกว่าเกสรทมาลาจะพักบาทาบนเศียรองค์จริงหรือเปล่า

           ท่าทางตระหนกของพญายักษ์พาให้เกสรทมาลาหัวเราะร่วน

           “ฮะๆๆ ข้าหยอกเจ้าเล่นดอก

           ว่าแล้วจึงลูบมือใหญ่ไปยังเศียรมังกรกัณฐ์อย่างเมตตา

           ความอุ่นร้อนของมือที่ไล้ลูบลงมาพาให้หัวใจของมังกรกัณฐ์คลายความเศร้าลง แม้การสนทนากับสหายวานรจะทำให้องค์หยุดดำริเรื่องเศร้าได้แต่ก็มิอาจหนีความจริงที่ว่าลักษมัณไม่มีแม้สักเศษใจให้กับเขา เพียงแค่คิดก็เหมือนน้ำตาจะหยาดมาอีกระลอก

           เกสรทมาลามองร่างที่เริ่มสะอื้นไห้ขึ้นมาอีกครั้งอย่างครุ่นคิด เขาวาดหัตถ์ไปปิดดวงเนตรทั้งสองของมังกรกัณฐ์อย่างเบามือและผ่อนลมหายใจด้วยกิริยาอาทร

           “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเศร้าเรื่องอะไร แต่เจ้ายังหนุ่มยังแน่น วันดีย่อมมีในกาลหน้าเป็นแน่

           น้ำเสียงปลอบประโลมพาให้มังกรกัณฐ์คลี่ยิ้ม องค์รวบรวมซากดวงใจที่แตกหักกลับมาได้จำนวนหนึ่งจึงดึงมือใหญ่ออกไปจากใบหน้า หันเศียรขึ้นสบเนตรยังวานรสูงใหญ่ที่จ้องมาราวกับจะถามแต่กลับมิเอ่ยโอษฐ์พาให้เกสรทมาลาฉงน

           “จ้องข้าจะเอาอะไรเจ้าหนุ่ม

           “เราอยากให้ธิดาเจ้าโตไวๆ เหลือเกินเกสะ ว่าแต่...ตระกูลเจ้ามีนางใดอีกไหม มารดาเจ้าก็ได้ ถึงมีภัสดาแล้วเราก็จะไปขอมาเป็นชายา...โอ๊ย!

           มังกรกัณฐ์โอดโอยเมื่อโดนมะเหงกเข้าเต็มหัว

           “เจ้ามันลามปามเหลือเกิน รอลูกสาวข้าโตเถอะน่า

           พญายักษ์ได้สดับก็พรายยิ้ม เมื่อหมอกควันของยาเส้นถูกลมพัดหายไป องค์จึงได้กลิ่นกายหอมดั่งเทวสุคนธ์อีกครั้ง ฆานเปิดรับความหอมหวานอย่างเป็นสุขพร้อมกับสดับเสียงนกร้องและภาพพุ่มไม้หอมที่ล้อมอยู่รอบกาย เพียงมีเกสรทมาลาอยู่ใกล้ ที่แห่งใดก็เหมือนสวนสวรรค์ดั่งคันธมาทน์แห่งนี้

           “คืนนี้เราไปนอนกับเจ้าได้ไหมเกสะ

           “หือ...ยังไม่กลับโรมคัลอีกรึไง

           “เจ้ายังไม่ตอบเราเลยนะ...ได้ไหม

           ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มด้วยดวงเนตรสุกใสอย่างน่าเอ็นดู เกสรทมาลาเห็นเช่นนั้นก็สะบัดหน้าไปมองทางอื่นด้วยว่าสายเนตรออดอ้อนเช่นนี้เดี๋ยวจะพาลให้ใจอ่อนอีกจนได้

           “ไม่ได้

           คำตอบพาให้พักตรามังกรกัณฐ์สลดลงราวผักนึ่ง เห็นเช่นนั้นเกสรทมาลาก็เหลือจะห้ามใจ ใครจะใจร้ายกับเจ้ากรุงน่าเอ็นดูตนนี้ลง

           “เอ่อ...ห้องหับเราไม่สบายดอก เราไปที่ห้องบรรทมเจ้าเสียแล้วกัน

           ได้สดับเช่นนั้นมังกรกัณฐ์ก็พรายยิ้มอย่างน่ารัก องค์ยันกายขึ้นยืนและดึงให้สหายลุกขึ้นมาด้วยก่อนจะดำเนินกลับไปทางที่พักทัพอย่างเริงใจ

#

           สวัสดีค่ะ ^_^

           เขียนตอนนี้ด้วยความรู้สึกว่ามังกรกัณฐ์เป็นเด็กหนุ่มที่จริงจังในเรื่องความรักนะคะ รักจริง เจ็บจริง ยังหนุ่มยังแน่นก็ยังมีเวลาให้ตื๊อลักษมัณอีกเยอะค่ะ เจ็บนิดเจ็บหน่อยไม่ตายค่ะหลาน พิเภกเองก็มุ่งมั่นนะคะ ยอมทิ้งพระเชษฐาที่รักมาหาพระรามขนาดนี้ก็เรียกว่าทุบหม้อข้าวหม้อแกงตีเมืองเลยค่ะ อกหักทีนี่เจ็บหลายต่อทีเดียว ไม่ค่อยได้เขียนซีนโรแมนติกช้ำรักแบบนี้มานานแล้วค่ะ (เขียนแต่อีโรติกกับตลก) รู้สึกเพลิดเพลินดีทีเดียว

           Blueฯ จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ลงนิยายจาก exteen ไปที่ http://www.tunwalai.com/profile/244097/blue%E0%B8%AF  นะคะ ทดลองใช้เขาดูค่ะเพราะ exteen มีปัญหาเวลาค้นหาตอนต่างๆ จากโทรศัพท์ทำได้ไม่สะดวก ต้องค้นผ่าน desktop version ซึ่งยุ่งยากหลายต่อ และเว็บนี้ลงนิยายอีโรติกและ yaoi ได้ด้วยค่ะไม่ต้องกลัวโดนแบนแบบเด็กดี ดูน่าจะเป็นความหวังใหม่ให้คนเขียนนิยายที่โดนแบนมานับครั้งไม่ถ้วนแบบ Blueฯ ค่ะ

           ขอบคุณหลายท่านที่เข้ามาติดตามเพจเพิ่มเติมนะคะ Blueฯ สนุกกับการวาดรูปอยู่ค่ะแต่ก็ยังแฮปปี้กับนิยายเหมือนเดิม ถ้าไม่เคยอ่านนิยาย Blueฯ มาก่อนอาจจะรู้สึกหายใจหายคอไม่คล่องเวลาอ่านฉากอีโรติกนะคะ ขออภัยเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ ^_^

ชื่อ
ความคิดเห็น